เข้าสู่ระบบยามตะวันคล้อยต่ำลาลับขอบฟ้า บรรยากาศในจวนชินอ๋องเริ่มกลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง บ่าวไพร่ต่างเร่งรีบจุดโคมไฟเตรียมต้อนรับนายท่านที่กำลังจะกลับจากการว่าราชการ
จ้าวจินหลง เดินย่างก้าวเข้าสู่ประตูเรือนด้วยฝีเท้ากระฉับกระเฉง วันนี้เขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษเหตุผลนั้นเป็นที่รู้กันทั่ว เขาฮัมเพลงในลำคอแผ่วเบา พลางครุ่นคิดในใจว่าจะกลับไปอ้อนวอนภรรยาให้คลายความขุ่นเคืองอย่างไรดี
ข้างกายเขามี 'เสี่ยวเฮย' สุนัขพันธุ์ทิเบตันแมสทิฟฟ์ตัวยักษ์ขนฟูสีดำทมิฬเดินกระดิกหางติดตามมาต้อยๆ
เมื่อมาถึงหน้าเรือนหอ "เหมันต์พิสุทธิ์" ฝีเท้าของท่านอ๋องก็จำต้องชะงักกึก
ที่หน้าประตูไม้บานใหญ่ มีแผ่นป้ายไม้กระดานแผ่นใหม่เอี่ยมแขวนห้อยต่องแต่งอยู่ ตัวอักษรหวัดๆ แต่หนักแน่นเขียนด้วยพู่กันหมึกดำว่า:
[เขตหวงห้าม: ชินอ๋อง และ สุนัข ห้ามเข้า! ผู้ฝ่าฝืนมีโทษ... อดร่วมเตียงกับข้า! ]
จ้าวจินหลงเลิกคิ้วสูง อ่านป้ายนั้นสลับกับก้มมองเจ้าเสี่ยวเฮยที่นั่งแลบลิ้นหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างขา
"เสี่ยวเฮย... ดูเหมือนมารดาเจ้าจะพาลใส่เจ้าด้วยนะ"
"โฮ่ง!" เสี่ยวเฮยเอียงคอทำหน้างุนงง
"ห้ามเข้าหรือ?" ท่านอ๋องยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น "ในจวนแห่งนี้มิมีที่ใดที่เปิ่นหวางเข้ามิได้... โดยเฉพาะห้องนอนภรรยา"
เขาหันไปพยักหน้ากับพ่อบ้านฟู่ที่ยืนรอคอยอยู่เบื้องหลัง
"นำ 'กุญแจ' มา"
พ่อบ้านฟู่รีบส่งตะกร้าสานใบใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลายให้ท่านอ๋องทันที
...
ภายในห้องนอน
หลินซีเหยายังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง สภาพประดุจคนพิการครึ่งท่อนล่าง เขากำลังให้ อาเป่า นวดยาที่เอวและสะโพกให้อย่างเบามือ
"โอ๊ย... เบามือหน่อยอาเป่า... เอวข้าจักหักอยู่แล้ว" หลินซีเหยาครวญคราง "เจ้าท่านอ๋องบ้าพลัง! ชาตินี้ข้าจักไม่ยอมให้เขาแตะต้องตัวอีกแล้ว!"
"พระชายา ป้ายหน้าห้องนั่นจะกันท่านอ๋องได้จริงหรือขอรับ?" อาเป่าถามอย่างวิตกกังวล
"ได้สิ! เขาต้องสำนึกผิดบ้างกระมังที่รังแกคนไม่มีทางสู้!"
แกร๊ก... แอ๊ด...
เสียงกลอนประตูถูกปลดจากด้านนอกอย่างง่ายดาย ด้วยกุญแจสำรองที่เจ้าของเรือนย่อมมีสิทธิ์ถือครอง บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตา
"ท่านพี่!" หลินซีเหยาผงกศีรษะขึ้นมาตวาดแว้ด "อ่านหนังสือไม่ออกหรือไร! ป้ายเขียนว่าห้ามเข้า!"
"ข้าอ่านออก" จ้าวจินหลงเดินเข้ามาหน้าตาเฉย ปิดประตูลงกลอนตามเดิม "แต่ข้าเห็นว่าในป้ายเขียนห้าม 'ชินอ๋อง' ...แต่ยามนี้ข้าเป็นเพียง 'สามี' ที่นำมื้อเย็นมาส่งภรรยา"
"หาข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ!" หลินซีเหยาเบะปาก เตรียมจะหยิบหมอนกระเบื้องมาปาอีกคำรบ แต่จมูกเจ้ากรรมดันได้กลิ่นบางอย่าง...
กลิ่นหนังเป็ดย่างกรอบๆ ... กลิ่นน้ำผึ้งหวานหอม... กลิ่นเครื่องเทศสูตรลับ...
มือที่ง้างหมอนค้างอยู่กลางอากาศ
จ้าวจินหลงวางตะกร้าลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วค่อยๆ หยิบจาน 'เป็ดย่างหนังกรอบราดซอสน้ำผึ้ง' ออกมาวางอย่างเชื่องช้า ควันฉุยๆ ลอยไปเตะจมูกคนที่นอนคว่ำอยู่
"น่าเสียดายยิ่งนัก..." ท่านอ๋องถอนหายใจ "พ่อครัวแจ้งว่าเป็ดตัวนี้หนังกรอบที่สุดในรอบปี เนื้อนุ่มละลายในปาก แต่หากพระชายามิต้อนรับ... ข้าคงต้องนำไปให้เสี่ยวเฮยกินแทน"
"ช้าก่อน!"
หลินซีเหยารีบตะโกนห้าม ความโกรธเคืองมลายหายไปกึ่งหนึ่งเมื่อเห็นของกิน
"เสี่ยวเฮยมันกินของเลิศรสเช่นนี้มิได้ ประเดี๋ยวขนร่วง! ...นำมานี่!"
เขารีบยันกายลุกขึ้นนั่ง แม้จะร้อง "ซี๊ด" เพราะเจ็บเอว แต่ความตะกละก็ชนะทุกสิ่ง
จ้าวจินหลงยิ้มกริ่ม นั่งลงบนเตียงแล้วคีบเนื้อเป็ดชิ้นงามป้อนถึงริมฝีปากภรรยา
"อ้าปากสิ... เด็กดี"
หลินซีเหยาอ้าปากงับเป็ดย่างเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่องดุจกระรอก
"งือ... รสเลิศ..." เสียงแห่งความพึงพอใจ "แต่ท่านอย่าคิดว่าเป็ดตัวเดียวจะไถ่โทษได้นะ!"
"เช่นนั้นสองตัว?"
"อืม... ขอตรึกตรองดูก่อน" หลินซีเหยาเล่นตัว แต่นัยน์ตาจ้องจานเป็ดเป็นมัน
จ้าวจินหลงหัวเราะในลำคอ วางตะเกียบลงแล้วขยับเข้าไปซ้อนหลังหลินซีเหยา มือหนาวางทาบลงบนเอวบางที่อาเป่าเพิ่งนวดเสร็จ
"ออกไปก่อน" ท่านอ๋องสั่งอาเป่าทางสายตา
อาเป่ารีบเผ่นแน่บออกจากห้องทันที รู้ดีว่าส่วนเกินมิควรอยู่ขัดขวาง
"ท่านจะทำอันใด?" หลินซีเหยาระแวง "จะกดข้าอีกหรือ? ไม่เอานะ!"
"นวดให้ต่างหาก"
จ้าวจินหลงเริ่มออกแรงบีบนวดที่บั้นเอวให้อย่างชำนาญ เรียนรู้วิธีนวดคลายกล้ามเนื้อมาจากหมอหลวงเมื่อเช้าตรู่ แรงกดที่หนักแน่นแต่ผ่อนคลาย ทำให้หลินซีเหยาเผลอครางออกมาอย่างสบายตัว
"อูย... ตรงนั้นแหละ... ซ้ายหน่อย... อ่า..."
หลินซีเหยาเอนกายพิงอกแกร่ง เคี้ยวเป็ดไป ให้สามีนวดไป
"ถือว่าการปรนนิบัติใช้ได้... ข้าจะยกโทษให้กึ่งหนึ่ง"
"เพียงกึ่งหนึ่งเองหรือ?" จ้าวจินหลงก้มลงหอมแก้มป่องๆ "แล้วอีกกึ่งหนึ่งต้องทำเช่นไร?"
"อีกกึ่งหนึ่ง..." หลินซีเหยากลืนเป็ดลงคอ "ท่านต้องสัญญาว่าคืนนี้จะให้นอนเฉยๆ จริงๆ ห้ามมีสิ่งใดมาทิ่มแทงหน้าท้องข้า!"
"ได้ ข้าสัญญา" จ้าวจินหลงรับปากง่ายดาย เพราะคืนนี้เขาก็ใคร่ถนอมร่างกายภรรยาไว้ใช้งานระยะยาวเช่นกัน
...
แต่ความสงบสุขย่อมดำรงอยู่ได้ไม่นาน...
"เรียนท่านอ๋อง! มีเทียบเชิญด่วนจากวังหลังพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงพ่อบ้านฟู่ดังมาจากหน้าห้อง
จ้าวจินหลงขมวดคิ้ว "เข้ามา"
พ่อบ้านฟู่เดินเข้ามายื่นเทียบเชิญสีชมพูหวานแหวว กลิ่นหอมแป้งร่ำฟุ้งกระจาย
"จาก 'ฮองเฮา' พ่ะย่ะค่ะ ทรงมีรับสั่งจัดงาน 'ชมบุปผาจิบน้ำชา' ในอีกสามวันข้างหน้า เชิญฮูหยินและพระชายาของเชื้อพระวงศ์ทุกคนเข้าร่วม... โดยเฉพาะพระชายาหลิน ทรงกำชับว่าต้องไปให้ได้พ่ะย่ะค่ะ"
หลินซีเหยาได้ยินคำว่า 'งานเลี้ยง' ก็หน้ามุ่ยทันควัน
"ไม่ไป... ขี้เกียจแต่งตัว ขี้เกียจสนทนากับพวกฮูหยินสูงวัย ขี้เกียจปั้นหน้ายิ้ม"
"มิได้นะพ่ะย่ะค่ะ" พ่อบ้านฟู่รีบท้วง "นี่เป็นเทียบเชิญจากฮองเฮา หากมิไปจะถือว่าหมิ่นพระเกียรติ และอาจถูกครหาว่าจวนชินอ๋องกระด้างกระเดื่อง"
หลินซีเหยาทิ้งตัวลงนอนแผ่ "เช่นนั้นก็แจ้งว่าข้าป่วย... ป่วยหนักใกล้ตาย ลุกไม่ขึ้น"
"ข้ออ้างนี้ใช้ไปแล้วยามแต่งงาน" จ้าวจินหลงเตือนความจำ
"เช่นนั้นก็แจ้งว่าข้า... ท้องร่วง?"
"พระชายา..." จ้าวจินหลงถอนหายใจ จับไหล่ภรรยาให้หันมาสบตา "ไปเถิด... ข้าจะไปด้วย"
"งานเลี้ยงวังหลัง บุรุษเข้าได้ที่ใดเล่า!"
"ข้าจะรอรับเจ้าหน้าตำหนัก..." จ้าวจินหลงใช้วิธีล่อลวง "แล้วข้าได้ยินมาว่า... ในงานนี้ ฮองเฮาสั่งพ่อครัวจากแดนทักษิณมาทำ 'ขนมบัวหิมะไส้ทุเรียนกวน' และ 'ติ่มซำร้อยรส' ที่หารับประทานยากยิ่งนัก..."
ใบหูของหลินซีเหยากระดิก
"ทุเรียน?"
"ติ่มซำร้อยรส?"
"ถูกต้อง... และเก้าอี้ในอุทยานหลวงก็เปลี่ยนใหม่หมดสิ้น เป็นเก้าอี้บุขนเป็ดอย่างดี นั่งสบายไม่ปวดหลัง"
หลินซีเหยาเม้มปาก ชั่งใจอย่างหนักระหว่าง 'ความเกียจคร้าน' กับ 'ความตะกละ'
สุดท้าย... ท้องก็ชนะสมองเสมอ
"ก็ได้..." หลินซีเหยาถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ข้าจะไป... แต่ท่านต้องสัญญานะว่าหากมีผู้ใดมารังแกข้า หรือมาเหน็บแนมข้า ท่านต้องจัดการให้ราบคาบ"
"ผู้ใดกล้ารังแกเจ้า?" จ้าวจินหลงเลิกคิ้ว "เจ้าฟาดศีรษะมือสังหารสลบมาแล้วนะ... ฮองเฮาต่างหากที่น่าเป็นห่วง"
"ท่านพี่!"
"ตกลงๆ ข้าสัญญา..." จ้าวจินหลงยิ้ม "ไปงานนี้เพียงแค่กินขนม แล้วก็นั่งสง่างามให้คนริษยาก็พอ... ที่เหลือข้าจัดการเอง"
...
สามวันต่อมา ณ อุทยานหลวง
งานชมบุปผาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ดอกไม้นานาพันธุ์บานสะพรั่งแข่งกันอวดโฉม แต่สิ่งที่แข่งกันยิ่งกว่ามวลบุปผา คือเหล่าฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ที่แต่งกายเต็มยศมาประชันความงามและเครื่องประดับ
หัวข้อสนทนาหลักของงาน หนีไม่พ้นเรื่อง "พระชายาขี้เซาของท่านอ๋อง"
"ได้ข่าวว่าวันๆ เอาแต่นอน ไม่ยอมทำหน้าที่สะใภ้"
"แต่นางดวงแข็งนะ จับจิ้งจอกหิมะได้ด้วย"
"คงจะโชคช่วยเสียมากกว่า... วันนี้ข้าใคร่เห็นนักว่าจะแน่สักเพียงใด"
ทันใดนั้น เสียงขันทีประกาศก้อง
"พระชายาเอกในชินอ๋อง... หลินซีเหยา เสด็จ!"
ทุกคนหันขวับไปมองที่ทางเข้า และภาพที่ปรากฏ ก็ทำเอาทั้งงานเงียบกริบ...หลินซีเหยามิได้เดินเข้ามา เขา "นั่ง" เข้ามา... บน 'รถเข็นไม้แกะสลักบุขนสัตว์' รถเข็นที่ประดิษฐ์ขึ้นคล้ายเก้าอี้มีล้อแต่หรูหราแบบโบราณ โดยมีอาเป่าเป็นคนเข็น!
หลินซีเหยาในชุดสีฟ้าครามสดใส นั่งเอนหลังพิงพนักอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือพัดจีบปิดปากหาววอดๆ
"ขออภัยที่เสียมารยาท..." หลินซีเหยาเอ่ยเสียงเนือยๆ กับฮองเฮาที่นั่งอยู่บนตั่งประธาน "กระหม่อม... 'ขาอ่อนแรง' จากการปรนนิบัติท่านอ๋องเมื่อคืน... เดินเหินไม่สะดวก จึงจำต้องนั่งรถมาเช่นนี้ หวังว่าฮองเฮาจะทรงเมตตา"
พรวด! ฮูหยินหลายนางสำลักน้ำชา
ขาอ่อนแรง? ปรนนิบัติ? กล้าเอ่ยออกมากลางงานเยี่ยงนี้หรือ!
ฮองเฮากระตุกมุมปาก ยิ้มไม่ออกหัวเราะไม่ได้
"อะ... เอ่อ... ช่างเป็นภรรยาที่... ทุ่มเทยิ่งนัก... เข้ามาเถิด"
หลินซีเหยายิ้มหวานแบบคนง่วงให้ทุกคน ขี้เกียจเดินก็บอกว่าขี้เกียจเดินไม่ได้... ต้องอ้างท่านอ๋องนี่แหละ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด! และแล้ว มหกรรมโชว์ความเกียจคร้านและตบหน้าคนช่างนินทากลางวังหลวง ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







