เข้าสู่ระบบละพอปาดน้ำตาทิ้งพร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ปากตัวเองจนแดงช้ำ หวังว่าทำเช่นนี้แล้วจะสามารถลบเลือนสิ่งที่เขาทำได้
เธอเกลียดเขา! เกลียดที่สุด! ตอนนั้นเองที่หัวสมองของเธอเจ็บจี๊ดเหมือนใกล้จะระเบิดออก เสียงพูดของชิงพลบดังอยู่ในหัว ผสมปนเปไปกับเสียงของคนมากมายที่เธอไม่รู้จัก ‘บอกมาว่าโลมานอยู่ไหน ไม่งั้นกูจะฆ่าทั้งมึงทั้งลูกสะตอนนี้เลย’ ‘เงียบซะ! อยากตายไปอีกคนหรือไง’ เธอทรุดลงกับพื้นเย็นเฉียบ สองมือกุมศีรษะที่ปวดไว้แน่น ก่อนจะหมดสติ แต่ระหว่างคิ้วสวยกลับขมวดแน่น ประหนึ่งว่าเธอกำลังประสบพบเจอกับฝันร้ายที่ไม่มีที่สิ้นสุด… “ละพอ เป็นอะไรไป” ชิงพลบเรียกอย่างกังวล เมื่อกี้ยังตบเขาอยู่เลย ทำไมล้มพับไปเสียแล้ว ครั้นเห็นว่าเธอไม่ตอบจึงช้อนอุ้มเธอไปหาพ่อเลี้ยงของเธอ 'แม่...' แรงกระตุกเบาๆ ทำให้ละพอตื่น มารดาวางนิ้วลงกับปากบุตรสาวเป็นสัญญาณให้เงียบเสียง ‘ชู่ อย่าพึ่งถามนะละพอ เราต้องรีบหนีแล้ว’ ละพองุนงง เธอนอนไปได้ไม่เท่าไหร่เองแต่มารดาก็มาปลุก จึงไม่อยากลุก ‘ละพอ เราต้องหนีแล้วลูก’ ‘หนีอะไร’ ‘เดี๋ยวแม่อธิบายทีหลัง’ วิไลรีบเข้าไปดึงร่างบุตรสาวออก สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความตึงเครียด ‘ต้องรีบหนีแล้วลูก มาเร็วเข้า’ เธอคว้ามือบุตรสาว สวมเสื้อคลุมให้อย่างรีบร้อน ‘พ่อล่ะแม่ พ่ออยู่ไหน’ ยังไม่ได้คำตอบใดๆ จากมารดากลุ่มชายฉกรรจ์สามคนที่ต่อสู้กันอยู่ด้านนอกก็บุกทะลวงบ้านยกพื้นขึ้นมาจนได้ วิไลซ่อนตัวบุตรสาวไว้ด้านหลัง เชิดหน้ารับปลายกระบอกปืนที่ชี้มาหา ละพอจับมือแม่แน่นด้วยความกลัว ‘โลมานอยู่ไหน?!’ เสียงนั้นกระชากถาม จ่อปลายกระบอกปืนที่คอหอยวิไล ‘รีบบอกมาไม่งั้นมึงตาย!’ ‘ได้ ฉันจะบอก แต่ปล่อยลูกสาวฉันไปเถอะ’ วิไลส่งสัญญาณให้บุตรสาว เป็นสัญญาณที่เธอรู้กันอยู่สองคน ‘ไม่นะแม่...’ ละพอท้วงเสียงเครือ เธอกุมมือมารดาแน่น ไม่ยินยอมทำตามสิ่งที่มารดาบอก ‘บอกมาว่าโลมานอยู่ไหน ไม่งั้นกูจะฆ่าทั้งมึงทั้งลูกมึงสะตอนนี้เลย’ ‘สามีฉันอยู่ในป่าลึก เขาเป็นพราน ฉันจะพาพวกแกไปเอง แต่ต้องปล่อยลูกฉันไป’ วิไลต่อรอง สายตาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ‘งั้นจับลูกมึงไว้เป็นตัวประกันก่อนก็แล้วกัน’ ชายคนหนึ่งในกลุ่มเอื้อมมือมากระชากร่างละพอ ‘ไม่นะ ปล่อยนะ ปล่อยสิ! แม่ แม่ช่วยหนูด้วย!’ เธอดิ้นรนขัดขืน ไม่ยอมถูกจับง่ายๆ ‘อย่าทำอะไรแก! ได้โปรดปล่อยแกไป’ วิไลเข้าไปยื้อแย่ง น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นร่างบุตรสาวถูกกระชากไปจากอก ลูกสาวเธอยังเด็ก อายุแค่ไม่เท่าไหร่ ไม่สมควรต้องมาเจออะไรโหดร้ายแบบนี้ ‘พากูไปเจอโลมาน แล้วกูจะปล่อยลูกมึงไป! แต่ถ้าตุกติก ลูกมึงตาย!’ ปลายกระบอกปืนจ่อเข้าที่ขมับของบุตรสาว วิไลหวาดกลัวจับจิต เธอพยักหน้ารัวๆ น้ำตาเออคลอ ‘ได้! ได้! ฉันจะพาแกไป อย่าทำอะไรลูกฉันก็พอ’ ‘เออ! ปล่อยแน่ แต่บอกมาก่อนว่าผัวมึงอยู่ไหน!’ วิไลและบุตรสาวตกเป็นรอง กระทั่งวิไลตัดสินใจสู้กลับ ‘อยู่ในส้นตีนพ่อมึงไง!’ ‘เฮ้ย! อะไรวะ!’ ทันทีที่วิไลกดเท้าลงกับพื้น กลไกกับดักทำงานทันที ร่างของชายคนหนึ่งตกลงไปในหลุมที่ดักอาไว้ด้านล่าง หากไม่ตาย ก็สาหัส ‘มึงมันแม่ง!’ ชายคนนั้นผลักละพอทิ้งลงกลางบ้าน ก่อนจะเข้ามาต่อสู้กับวิไลที่รับมือกับชายอีกคนอยู่แล้ว มารดาเตะมือจนกระบอกปืนหล่นกระเด็น คนร้ายมือเปล่า ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก มารดาตั้งการ์ด งัดกระบวนท่าทั้งหมดที่ได้ร่ำเรียนมาออกมาใช้ แต่ท่านก็พลาดพลั้งให้กับคมมีดที่คมกริบ ‘หนีไป! หนีไปเร็วเข้า!’ มารดาร้องบอก ถ่วงเวลาให้เธอแก้มัดเชือกได้ ละพอพยายามสุดความสามารถจนสามารถปลดเชือกออกไป เธอไม่ยอมหนีแต่หันไปคว้าปืนมายิงส่งๆ เพื่อช่วยแม่ แต่แรงกระชากของปืนแรงจนปืนหลุดมือ แขนของเธอเจ็บชาเพราะไม่ได้เตรียมรับแรงใดๆ ยังดีอยู่บ้างที่กระสุนโดนขาหน้าของชายคนหนึ่ง มารดาจัดการถีบส่งลงไปยังหลุมเป็นรายที่สอง คนที่เหลืออยู่โกรธจัด ง้างมือก่อนจะแทงลงที่คอมารดา ทั้งยังลากมือปาดไปยังคอหอยจนขาดสะบั้น โลหิตสีแดงพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็น มันดูราวกับเป็นภาพสโลว์โมชันในความคิดของละพอ เธอค่อยๆ เห็นแม่ทรุดตัวลงกอดขาชายคนนั้น พยายามเค้นแรงกายแรงใจเพื่อบอกบุตรสาว ‘....หนี...ไป’ ชายคนนั้นจ้วงแทงมารดาไม่ยั้งแต่ท่านไม่ยอมปล่อยมือ แม้จะตายไปแล้ว แต่ก็ยังคงกอดขาข้างนั้นไว้แน่น 'แม่! ไม่นะ!' ละพอพยายามกลับไปหามารดา แต่ก็มีใครจากที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาดึงตัวเธอไป เขาพรางตัวอยู่ในชุดสีดำ ต่อให้ละพอจะดิ้นรนขัดขืนมากแค่ไหน เธอก็ไม่อาจสู้แรงเขาได้ เขาจับละพอพาดบ่าแล้วแบกลงมาจากบ้าน ต่อสู้กับกลุ่มคนที่ดาหน้าเข้ามา อาศัยความมืดในการช่วยหลบหนี ‘หาตัวลูกมันให้เจอ!’‘วันนี้มีสัมภาษณ์งาน อาจจะกลับค่ำหน่อยนะคะ’ ชิงพลบอ่านทวนข้อความเธอนับสิบครั้งได้ตั้งแต่ที่เธอส่งมาตอนเย็นๆ ไม่รู้ว่านาฬิกาคนเราไม่เท่ากันหรือเปล่า ทำไมตอนนี้เข็มสั้นเขามันชี้ไปที่เลขสิบสองแล้วแต่ละพอยังไม่กลับมา ครั้นจะโทรไปตามหรือส่งข้อความไป เขาก็กลัวเธอคิดว่าเขาจู้จี้ ดังนั้นจึงได้แต่นั่งรอเงียบๆ ในบ้าน จวบจนเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นผ่านรั้วบ้านเข้ามา เขารีบไปรอที่บันไดพร้อมกับซ่อนตัวในความมืด ด้วยนัยน์ตาวาววับ ละพอผลักประตูเข้ามาด้วยความระมัดระวัง เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงทับเสื้อสูทสีครีม ชิงพลบหรี่ตา เพราะดูเหมือนวันนี้เธอจะสวยน่ารักเป็นพิเศษ ความรู้สึกหึงหวงพุ่งขึ้นมากลางอก เขาค่อยๆ เผยตัวออกมาในความมืด รวบร่างเธอมาไว้ในอ้อมกอด “พี่พลบ! เล่นอะไรคะเนี่ย” ละพอตกใจจึงปล่อยของร่วงหมด “ทำไมกลับดึกขนาดนี้ แน่ใจนะว่าแค่ไปสัมภาษณ์งาน” น้ำเสียงเขาเข้มงวด พลางรัดเธอแรงๆ “ก็ใช่สิ หนูก็บอกแล้วไง แล้วทำไมพี่ยังไม่นอนอีก มันดึกแล้วนะคะ” ชิงพลบเคาะหน้าผากเธอ พอได้กลิ่นน้ำหอมหวานๆ ก็แอบกลืนน้ำลาย “รู้ว่าดึกแล้วทำไมยังกลับดึกขนาดนี้” “หนูนอนดึกได้ไม่เป็นไร แต่พี่นอนดึกไม่ได้ พี่อา
“แล้วยังไงคะ พี่ไปเจอเขาทำไม” ละพอเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับผู้มีอิทธิพลอีก (เรื่องนี้คุยทางโทรศัพท์ไม่สะดวก เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาถามได้มั้ย) “โถ ไม่เอาสิ หนูกำลังอยากรู้เลย อ่านกระทู้บนเน็ตอยู่เนี่ย เรื่องของบริษัทของเอริคที่ถูกฟ้องร้อง ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่มาก” (ทำไมต้องสนใจเขาขนาดนั้นด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราหรอกเขาก็แค่มาสะสางเรื่องในอดีต) “แสดงว่าเขาแค่มาและจะไปใช่มั้ยคะ” เธอละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเขามาเพื่อเก็บกวาดอิทธิพลที่หลงเหลือของจางเหลียนโดยเฉพาะแล้วจะไปเอง (ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอริคเป็นคนเดายาก) “เขาไม่ได้คิดร้ายอะไรกับพี่ใช่มั้ย?” (ไม่จ้า) แม้จะไม่นับเป็นมิตร แต่ก็ไม่ใช่ศัตรูแน่นอน “ดีแล้วค่ะ ได้ยินแบบนี้หนูก็สบายใจ” (พี่ไม่ทำกายภาพแล้ว เดี๋ยวพี่ไปหา) “พี่มาหาไม่ได้ หนูอยู่หอ” ชิงพลบหัวเราะ (ถ้าพี่ต้องการสะอย่าง ไม่มีอะไรขวางพี่ได้หรอก) ละพอเฝ้ารอการมาเยือนของชิงพลบด้วยใจจดจ่อ เธออาบน้ำแต่งตัว อยู่ในชุดน้อยชิ้นที่เขาชื่นชอบ “สวยขนาดนี้ คิดจะทำให้พี่คลั่งตายเหรอครับ” นัยน์ตาโลมเลียมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ค่ะ หนูจะทำให้พี่คลั่งตาย” ละ
“ก็ได้ค่ะ สัปดาห์หน้าหนูจะไปหาพี่แน่ๆ สัญญาเลย” ละพอวางสาย เดินกลับเข้าไปหาเพื่อน กลางเดือนกรกฎาคม ละพอมีนัดทานข้าวกับพี่รหัส เธอส่งข้อความไปบอกชิงพลบเพื่อรายงานเขา เขาตอบกลับมาทันที ‘ทานให้อร่อยนะ’ “รอนานมั้ยคะพี่ ขอโทษที่สายนะคะ” ถึงจะรีบมาแค่ไหน แต่ก็สายจนได้ “ไม่เลย มาสิ มานั่งทานกันเถอะ คงจะหิวกันมากแล้ว” เขาผายมือไปเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เพราะข้างๆ มีเจจับจองแล้ว “งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะพี่ เร็วๆ พอนี่ รีบๆ นั่ง ฉันหิวจนแทบจะกินช้างม้าวัวควายได้ทั้งครอกแล้ว” “เจ เธอพึ่งผ่าไส้ติ่งนะ กินอาหารอ่อนๆ ได้อย่างเดียว” ละพอห้ามเมื่อเพื่อนตักน้ำจิ้มสามรสมารอท่า “แต่มาร้านชาบูแล้วไม่กินหมูกับน้ำจิ้มแซ่บๆ ได้ยังไงล่ะพอนี่” เจนจบกระเง้ากระงอด “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวก็ได้กลับไปนอนหยอดน้ำเกลือเหมือนเดิมหรอก” เธอเปลี่ยนถ้วยน้ำจิ้มให้ทันที “โถพอนี่ ขอสักวันเถอะ เธอไม่รู้หรอกว่าตลอดสัปดาห์มานี่ฉันชอกช้ำแค่ไหน กินแต่ข้าวต้มก็ไม่ไหวปะ ใช่มั้ยคะพี่” คนที่ร้องโอดครวญว่ากำลังจะตายตอนไส้ติ่งแตกน่ะ หายไปแล้ว “เอาแค่พอประมาณแล้วกัน” เธอเลื่อนถ้วยน้ำจิ้มกลับไปให้ เจนจบกระดี๊กระด๊าดีใจยกใหญ่ รถยนต์คันห
เช้าวันถัดมาข่าวการปลิดชีพตัวเองภายในเรือนจำของจางเหลียนติดหน้าหนึ่งทุกสำนักข่าว พัศดีผู้เห็นศพคนแรกให้การว่าช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าๆ เห็นความผิดปกติของจางเหลียนจากกล้องวงจรปิด ครั้นพอเร่งรีบไปดูก็พบว่าจางเหลียนเสียชีวิตแล้ว เขาตายเพราะโขกศีรษะกับพื้นแข็งๆ ในห้องขังจนตาย ตำรวจไม่คิดจะสืบสวนหาสาเหตุต่อ สรุปคดีเพียงว่าจางเหลียนเครียดจนฆ่าตัวตาย “พ่อคะ อาหารพร้อมแล้วพี่อาชิให้มาตามค่ะ” ละพอขึ้นมาเรียก บ้านหลังใหญ่ครึกครื้นขึ้นมากเมื่อคนในครอบครัวเดินทางมาเยี่ยมหา “แล้วหนูล่ะ?” “หนูทานทีหลังค่ะ ตอนนี้ต้องป้อนข้าวพี่พลบก่อน” พี่พลบ! ฟังแล้วหัสดินทร์แสลงหูนัก อย่างชิงพลบนะ แก่เกินจะเรียกพี่แล้ว! “ไอ้พลบแขนด้วนเหรอ หนูจะต้องไปปรนนิบัติพัดวีอะไรขนาดนั้น” หัสดินทร์รู้สึกว่าชิงพลบมันแอบปิดบังอะไรบางอย่างอีกแล้ว แต่เขายังไม่มีหลักฐานเลยไม่กระโตกกระตาก “โธ่ ก็พี่พลบยังไม่หายดีนี่ค่ะ ไปก่อนนะคะ” ละพอจับถาดอาหารตรงไปหาชิงพลบ เธอยกมือเคาะสองสามทีให้เขาทราบว่าเธอมาแล้ว ชิงพลบนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับ” เขาอ้าปากรับอาหารอย่างสุขใจ กระทั่งละพอป้อนเรียบร้อยแล้วถ
ระยะเวลายี่สิบนาทียาวนานไม่รู้จบสิ้น ละพอลงจากรถแท็กซี่อย่างรีบเร่งก่อนจะวิ่งฉิวเข้าบ้านชิงพลบโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ชิงพลบต้องอยู่ในบ้านแน่ๆ พวกจิ๊กซอว์เหล่านั้นพึ่งถูกวางขายไม่นานนี่เอง “มีอะไรกันหนู ทำไมวิ่งหน้าตั้งมาแบบนั้น” พฤกษ์เดินออกมารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เขาอยู่ไหนคะ?!” ละพอจับมือคุณอาหมอมากุม “บอกหนูมาเถอะค่ะ เขาอยู่ที่ไหน หนูอยากเจอเขา ให้หนูเจอเขาเถอะนะคะ!” “หนู พลบเขา…” “หนูไม่เชื่อ! เขายังอยู่ หนูรู้สึกได้” คุณอาพฤกษ์มีท่าทีอึกอัก แต่สุดท้ายก็ยิ้มพ่ายแพ้แล้วเอ่ย “ดอกกุหลาบยังบานอยู่ ไปดูสักหน่อยสิ” กลิ่นดอกกุหลาบหอมระริน ละพอก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปทางสระ พุ่มดอกสีแดงสดยังคงบานสะพรั่งอย่างงดงาม ชิงพลบนั่งรับลมอยู่บนศาลา เขาสวมชุดสบายๆ ในมือแกร่งมีอาหารเม็ด ครั้นเขาโยนลงไปในน้ำ ฝูงปลาแหวกว่ายกันเข้ามาแย่งชิงอาหารกันจนน้ำสาดกระเซ็น ละพอผ่อนฝีเท้า เพื่อสังเกตการณ์ ก่อนจะพบว่านัยน์ตาชิงพลบไม่มองสิ่งใดเลย เหมือนเขามองไม่เห็น “คุณอาหรือครับ?” ละพอไม่ตอบ เธอยืนร้องไห้มองเขาเหมือนคนโง่ “ปล่อยผมไว้แบบนี้สักครู่เถอะ ผมไม่เซ่อซ่าตกสระหรอก” เพราะไม่มีเสียงตอบกลับ ช
ละพอได้ยินมาว่าชิงพลบไม่ใช่หลานชายคนโปรด ความดื้อรั้นและหัวแข็งของเขาสร้างความบาดหมางให้เขาและคุณตา สุดท้ายชิงพลบออกจากบ้านไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เด็ก ทว่าด้วยความเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมคน ทำให้ชิงพลบไปได้สวยในเส้นทางที่เลือกเดิน บางทีหากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับน้องชายของเขา ชิงพลบคงกลายเป็นซีอีโอหนุ่มไฟแรง หรืออภิมหาเศรษฐีไปแล้ว ชิงพลบยอมทิ้งชีวิตที่เขาก่อร่างสร้างตัวมาอย่างอุตสาหะเพื่อกลับมาแก้แค้นให้น้องชาย และเพื่อเธอ ละพอเดินมาหยุดอยู่ตรงห้องนอน ความเป็นชิงพลบยังคงซึมลึกอยู่ในเตียงและข้าวของเครื่องใช้ ราวกับเขาอยู่ที่นี่ และจากไปก่อนเธอจะมาเพียงไม่กี่นาที บนโต๊ะยังมีจิ๊กซอว์ที่เล่นค้างไว้ เขาคงชอบเล่น ในห้องมีงานที่เขาต่อครบถ้วนแล้ววางไว้สองสามภาพ “สวัสดีจ้ะ” ละพอหันไปตามเสียง ชายวัยประมาณห้าสิบปลายๆ แต่ดูอิ่มเอิบและสุขภาพดียืนยิ้มจนเห็นเส้นตีนกาอยู่ตรงกบประตู “สวัสดีค่ะคุณหมอ” ละพอพนมมือไหว้ “เรียกว่าอาก็ได้ อาเป็นอาของพลบกับเพลิง” ศาสตราจารย์พฤกษ์เป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของชิงพลบ เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง “พลบเล่าเรื่องหนูให้อาฟังบ่อยๆ


![พิศวาสรักลูกหนี้ [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




