แชร์

ข้ามีสามีแล้ว?

ผู้เขียน: ซินเสวี่ย
last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-05 12:15:28

หลังจากที่ทบทวนความทรงจำเสร็จเรียบร้อยแล้วนิดาที่อยู่ในร่างของจิวอิงก็ได้หันหน้าไปมองใบหน้าของสามีผู้อาภัพเพื่อสำรวจดูใบหน้าให้ชัดๆ อีกครั้ง ลู่เฟิงนั้นถือได้ว่าเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มตามแบบฉบับชายจีนเพียงแต่สีผิวนั้นหมองคล้ำเนื่องจากการตากแดดทำงานมา รูปร่างสูงโปร่งตามมาตรฐานชายแท้ และสิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดบนใบหน้าของเขาก็คือนัยน์ตาคมเข้มสีรัตติกาลคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัดก่อนที่ชายเขาจะเอ่ยถามกับเธออีกครั้ง

“อิงเอ๋อร์……เจ้าเป็นอะไรไป เจ้าเจ็บตรงไหนหรือว่าต้องการสิ่งใดรีบบอกพี่มาเร็วเข้า”

“ฉะ….ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะท่านพี่ เพียงแต่อาจจะเพราะว่าตอนที่ข้านั้นตกลงไปในน้ำหัวของข้าได้กระแทกเข้ากับโขดหินพอดีจึงทำให้ข้ารู้สึกมึนงงแล้วก็สับสนเล็กน้อยเจ้าค่ะ” จิวอิง (ต่อไปนี้เรียกนิดาว่าจิวอิงแทนนะคะ) พูดไปตามบทที่ตนเองพึ่งคิดออกมาได้สดๆ ร้อนๆ เมื่อซักครู่ให้กับสามีของนางฟังอย่างลื่นไหล

เมื่อลู่เฟิงได้ฟังภรรยาตัวน้อยของตนเอ่ยบอกแบบนั้นก็รีบมองสำรวจอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วงพร้อมทั้งเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“แล้วเจ้ายังได้รับบาดเจ็บที่ใดอีกหรือไม่ ถ้ามีต้องรีบบอกพี่โดยเร็วเข้าใจหรือไม่? ”

“เจ้าค่ะท่านพี่ ตอนนี้ข้าก็รู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วถ้ายังไงพวกเรากลับบ้านกันเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวพวกเด็กๆ จะเป็นห่วงเอาได้”

“ได้สิ เจ้าลุกเดินไหวหรือไม่ ให้พี่อุ้มเจ้ากลับดีกว่า” ลู่เฟิงกล่าวจบก็จัดการรวบร่างบางของภรรยาตัวน้อยขึ้นแนบอกก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วเดินอุ้มภรรยาของตนกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเหล่าชาวบ้านที่มายืนดูเหตุการณ์ ไม่นานเรื่องของสามีภรรยาแซ่ลู่ก็รู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านป่าไผ่ ถึงเหตุการณ์ในวันนี้

ทางด้านลู่เฟิงและจิวอิงสองสามีภรรยาก็ได้กลับมาถึงบ้านของพวกเขา แต่จากสายตาของจิวอิงแล้วนั้นจะเรียกว่าบ้านก็ไม่มีความใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย ต้องเรียกว่ากระท่อมปลายนาเสียมากกว่าจึงจะเหมาะสม ก็สภาพมันคือกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ทำจากหญ้าและดินมีสองห้องนอนเพียงเท่านั้นส่วนครัวก็ต้องสร้างแยกออกมาจากกระท่อมอีกทีหนึ่งแถมสภาพก็ไม่ต่างจากเพิงผู้ลี้ภัยในโลกเดิมของเธอเลยแม้แต่น้อย

ส่วนรอบๆ กระท่อมก็มีเพียงแค่แปลงผักสองสามแปลงที่ไม่รู้ว่าปลูกผักอะไรแค่มองดูสภาพเธอก็เดาอนาคตของแปลกผักทั้งสามนี้ได้เลยว่าไม่งอกออกมาให้ได้กินอย่างแน่นอน เมื่อจิวอิงมองดูสภาพของบ้านหลังใหม่ที่ตัวเธอต้องมาอยู่ไปตลอดชีวิตแล้วนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจออกมาอย่างเวทนาในชีวิต

จากหญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งรูปร่าง หน้าตาและทรัพย์สินสู่การเป็นภรรยาชายยากจนที่แม้แต่ข้าวก็แทบจะไม่มีให้กิน ช่างเป็นชะตาชีวิตที่แสนจะบัดซบสิ้นดี

“คนอื่นเขาทะลุมามีเงินมีทองแต่เราดันทะลุมามีสามีพร้อมเด็กน้อยทั้งสองที่ต้องเลี้ยงดู แล้วแบบนี้เราจะเอาชีวิตรอดต่อไปได้ยังไงกันละเนี้ย เห้ออออออ” จิวอิงได้แต่บ่นตัดพ้อต่อชะตาชีวิตของตนเองเพียงลำพังอย่างเงียบๆ

ไม่นานหลังจากนั้นก็ได้มีเสียงเปิดประตูห้องของเธอพร้อมทั้งเสียงและร่างผอมแห้งของเด็กหญิงที่เนื้อตัวมอมแมม ผมชี้ฟูไม่ค่อยเป็นทรง ผิวนั้นก็แห้งกร้านสวมชุดที่มีรอยปะชุนจนแทบจะทั้งชุดเดินเข้ามาพร้อมทั้งในมือเด็กน้อยยังถือชามข้าวต้มมาด้วยก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยบอกพี่สะใภ้ด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

“พี่สะใภ้พี่ใหญ่ให้ข้านำข้าวต้มมาให้ท่านทานเจ้าค่ะ”

“หืม…ฟางเอ๋อร์? ” จิวอิงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

“เจ้าคะ? ข้าเองเจ้าค่ะพี่สะใภ้ ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่ให้ข้าไปตามพี่ใหญ่ให้ดีหรือไม่เจ้าคะ” ลู่ฟางกล่าวกับพี่สะใภ้ของตนด้วยความเป็นห่วงและตั้งท่าเตรียมจะออกไปตามพี่ใหญ่ของตนอย่างที่กล่าวมาจริงๆ

“อะ…ไม่เป็นไรหรอกฟางเอ๋อร์พี่แค่ยังมึนๆ หัวนิดหน่อยเท่านั้น เจ้านำชามข้าวมาให้พี่เถิด” จิวอิงรีบเอ่ยห้ามเด็กน้อยตรงหน้าทันที

“เจ้าค่ะ” กล่าวจบร่างเล็กก็รีบส่งชามข้าวต้มที่ถืออยู่ในมือให้กับพี่สะใภ้ใหญ่ทันที จากนั้นจึงได้ถอยหลังไปยืนรออยู่ห่างๆ เพื่อรอรับชามข้าวไปเก็บหลังจากที่พี่สะใภ้ทานเสร็จ

เมื่อจิวอิงรับชามข้าวมาถือไว้แล้วจึงได้ก้มลงมองชามข้าวต้มที่ในมือของตนแล้วถอดหายใจออกมาหนึ่งครั้งนั้นก็เพราะว่าภายในชามข้าวนั้นมีเพียงน้ำที่ใสจนสามารถมองเห็นเมล็ดข้าวจำนวนน้อยนิดได้อย่างชัดเจนนั้นเอง แต่เพื่อไม่ทำให้เด็กน้อยที่ยืนจ้องชามข้าวด้วยดวงตาเปล่งประกายพร้อมทั้งเสียงกลืนน้ำลายด้วยความหิวที่อยู่ด้านข้างต้องเสียงใจเธอจึงต้องแสร้งทำเป็นตักข้าวในชามขึ้นมาทานลงท้องไปสี่ห้าคำจากนั้นจึงได้ยื่นชามไปให้เด็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น

“พี่อิ่มแล้ว ฟางเอ๋อร์ก็ออกไปทานข้าวเถอะ ส่วนข้าวที่เหลืออยู่ในชามเจ้าก็เอาไปทานเถิด”

“พี่สะใภ้พึ่งทานไปเพียงไม่กี่คำเองนะเจ้าคะ ทำไมจึงอิ่มไวนักเล่าเจ้าคะ” เด็กน้อยฟางเอ๋อร์เอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย

“พี่ไม่ค่อยหิวหน่ะอีกอย่างพี่สะใภ้รู้สึกเหนื่อยอยากพักผ่อนด้วย”

“เจ้าค่ะ ถ้าอย่างนั้นฟางเอ๋อร์ไปก่อนนะเจ้าคะแล้วจะบอกพี่ใหญ่ตามที่พี่สะใภ้บอกมานะเจ้าคะ” กล่าวจบลู่ฟางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป ภายในห้องตอนนี้จึงเหลือเพียงจิวอิงที่นั่งอยู่บนเตียงเพียงเท่านั้น

เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ทำแล้วนั้นนั้นร่างบางจึงได้ล้มตัวลงนอนยังเตียงไม้แข็งๆ อย่างเหนื่อยล้าก่อนที่เธอจะหลบตาลงแล้วหลับไปในเวลาไม่นาน

******************************************************************************************************

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   หวังลี่อิง

    จิวอิงใช้เวลาในการทำอาหารทั้งสามอย่างราว ๆ ครึ่งชั่วยามเธอก็บอกให้พนักงานร้านที่ช่วยจัดเตรียมสิ่งของเอาไว้ให้นั้นยกจานอาหารออกมาก่อนที่เธอจะยกถ้วยของหวานตามออกมาอีกที เพียงแต่พนักงานยังเดินมาไม่ถึงโต๊ะที่บุรุษทั้งสามนั่งอยู่กลิ่นหอมของอาหารในจานนั้นก็ลอยมาก่อนแล้ว แถมภายในร้านตอนนี้เองก็มีลูกค้าที่มาทานอาหารกันอยู่มากและเมื่อลูกค้าโต๊ะอื่นได้กลิ่นอาหารที่จิวอิงเป็นคนทำต่างก็รีบมองหาที่มาของกลิ่นหอมไปทั่วทั้งร้านจนสายตาของพวกเขาได้หยุดลงที่พนักงานร้านที่ทำหน้าที่ถือถาดอาหารเดินมุ่งตรงไปยังโต๊ะของบุรุษต่างวัยทั้งสามคนพวกเขาต่างก็นึกสนใจในและจินตนาการถึงรสชาติอาหารภายใต้กลิ่นหอมน่าทานทั้งสามจานนั้นจนน้ำลายแทบจะหกเต็มโต๊ะอยู่แล้วไม่ต่างกันกับที่บุรุษต่างวัยทั้งสามคนเองก็มีอาการคล้ายคลึงกับลูกค้าคนอื่น ๆ ที่พอได้กลิ่นหอมของอาหารลอยมาน้ำย่อยในกระเพาะของพวกเขาก็เริ่มที่จะทำงานทันที และยิ่งพวกเขาได้เห็นหน้าตาของอาหารทั้งสามจานแล้วนั้นท้องของทุกคนต่างก็ส่งเสียงร้องดังแข่งกันอย่างไม่มีใครยอมใคร หลังจากที่อาหารทั้งสามอย่างถูกวางลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วนั้นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่จิวอิงเดินถือถาดข

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   โปรโมชั่น3 แถม 1

    จากนั้นทั้งสองต่างก็พากันทานอาหารไปอย่างเงียบๆ จะมีก็เพียงแต่จิวอิงที่ในระหว่างที่ทานเธอก็จะทำการจดบันทึกข้อเสียของอาหารแต่ละชามไปด้วยอย่างเคยชิน ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยและได้นั่งพักย่อยอาหารไม่นานหญิงสาวก็ได้เรียกให้พนักงานนั้นมาเก็บเงินค่าอาหารของวันนี้ แต่ในขณะที่เธอกำลังจะจ่ายเงินอยู่นั้นเอง หวังเหล่ยและชายวัยกลางคนอีกหนึ่งคนก็ได้เดินตรงมายังโต๊ะที่ทั้งคู่นั่งอยู่อย่างไม่ทันตั้งตัวจิวอิงและโจวเฟิงจึงได้ลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพคนทั้งคู่“อ่า คารวะท่านลุงหวังเจ้าค่ะ / คารวะท่านลุงหวังขอรับ”“555 ไม่ต้องเกรงใจ ลุกขึ้นเถิดพอดีเมื่อครู่ลุงกำลังจะเดินผ่านชั้นนี้ขึ้นไปเพียงแต่เห็นพวกเจ้าก่อนเลยแวะมาทักทาย อ้อแล้วก็นี้ นายท่านหวังเหว่ยเจ้าของโรงรับจำนำและภัตตาคารหวังหรงแห่งนี้ แล้วก็ยังเป็นพี่ชายของลุงอีกด้วย ส่วนเด็กสองคนนี้คือ จิวอิงกับโจวเฟิงคนที่ข้าเอ่ยให้ท่านฟังอย่างไรเล่า” หวังเหล่ยหันไปกล่าวแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน“คารวะนายท่านหวังเจ้าค่ะ / ขอรับ” จิวอิงและโจวเฟิงเอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม“อืม…..พวกเจ้าตามสบายเถิด แล้วนี้ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้วรึ”

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   ภัตตาคารหวังหรง

    หลังจากที่จิวอิงและโจวเฟิงออกมาจากโรงรับจำนำหวังหรงแล้วนั้นหญิงสาวก็ได้ส่งถุงเงินไปให้กับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ทันทีพร้อมทั้งเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม“ท่านพี่เก็บไว้ให้ดีนะเจ้าคะนี้คือเงินก้อนของครอบครัวเรา”“อะ…อิงเอ๋อร์เจ้าเก็บเอาไว้เองเถิดนี้เป็นเงินที่ได้มาจากการขายสมบัติชิ้นสุดท้ายของเจ้า” ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธหญิงสาวอย่างรู้สึกผิดและเกรงใจอีกฝ่าย“เฮ้อ……ท่านพี่เจ้าคะระหว่างเรายังต้องมีสิ่งใดให้คิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้อีกหรือเจ้าคะ หรือว่าท่านเองมองข้าว่าเป็นตนอื่นไม่ใช่ครอบครัวของท่านกัน ชีวิตนี้ของข้าก็มีเพียงแค่ท่านกับน้องๆ เท่านั้นที่ถือว่าเป็นตนในครอบครัวของข้า หรือว่าข้าเพียงคิดแบบนี้อยู่ฝ่ายเดียวกัน” หญิงสาวแสร้งทำเป็นเอ่ยตัดพ้อชายหนุ่มพร้อมทำหน้าเศร้าโศกจนชายหนุ่มทนไม่ไหวรีบเอ่ยกลับภรรยาอย่างขอโทษ“อิงเอ๋อร์ เป็นพี่ที่คิดน้อยเกินไปเจ้าอย่าได้เสียใจไปพี่ขอโทษต่อไปนี้พี่จะไม่ทำเช่นนี้อีก เจ้าว่าดีหรือไม่”“ดียิ่งเจ้าคะเช่นนั้นท่านก็รับเงินนี้ไปเถิดข้าหิวแล้วอยากลองทานอาหารที่เหลาอาหารดูบ้างท่านพอจะรู้จักที่อร่อย ๆ หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวยิ้มเต็มใบหน้าเอ่ยตอบชายหนุ่มไปพลางเอ่ยบ

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   เงินก้อนแรก

    หลังจากที่พนักงานส่งจิวอิงและโจวเฟิงเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นก็ได้เดินออกไปจากห้องปล่อยให้ทั้งสองยืนมองหน้ากันไปมาอย่างมึนงงก่อนที่เสียงของใครคนหนึ่งจะดังขึ้นมา“เข้ามานั่งก่อนสิ” จบคำร่างของชายวัยกลางคนที่อายุน่าจะราว ๆ 45 ปีก็โผล่ขึ้นมาจากใต้โต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้องจนทำเอาจิวอิงแอบสะดุ้งด้วยความตกใจเล็กน้อย“สวัสดีเจ้าค่ะท่าน…………” จิวอิงกล่าวทักทายชายตรงหน้าพร้อมทั้งคารวะอีกฝ่ายอย่างมีมารยาทหวังเหล่ย ผู้ประเมินราคาประจำโรงรับจำนำแห่งนี้ หรืออีกตำแหน่งก็คือน้องชายของเจ้าของโรงรับจำนำแห่งนี้นั้นเอง ซึ่งเจ้าของโรงรับจำนำแห่งนี้ก็คือ นายท่านหวังเหว่ย คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหวังที่ถือว่าเป็นโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยี่ยนแห่งนี้แล้วยังเป็นตระกูลพี่ค้าที่รวยที่สุดในแคว้นและสาขายย่อยเองก็กระจายไปทั่วทั้งในแคว้นและนอกแคว้นดังนั้นนายท่านหวังเหล่ยจึงเป็นบุคคลที่ทั้งขุนนางน้อยใหญ่รวมไปถึงตระกูลพ่อค้าต่างให้ความยำเกรง แม้แต่ฮ่องเต้เองก็ยังต้องไว้หน้านายท่านหวังเหว่ยอยู่ไม่น้อยแต่เหตุผลที่คนเหล่านั้นเป็นเช่นนั้นก็เพราะว่านอกจากนายท่านหวังเหว่ยจะเป็นเจ้าของโรงรับจำนำที่ใหญ่ที่สุดและมีสาข

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   เข้าเมืองครั้งแรก

    ผ่านมาแล้ว 3 วันที่จิวอิงได้ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านของเธอซึ่งตลอดสามวันที่ผ่านมานั้นเธอได้สำรวจดูที่ดินว่างอยู่ 3 หมู่จนทั่วและได้ให้สามีพร้อมทั้งน้องๆ ช่วยกันพลิกหน้าดินตากแดดเอาไว้ตั้งแต่วันที่สองที่มาอยู่ ส่วนเธอเองก็ยุ่งๆ อยู่กับเรื่องการจัดการบ้านและวางแผนเตรียมตัวเพื่อที่จะเข้าไปในตัวเมืองของวันนี้ซึ่งเธอเองก็ได้ปรึกษากับสามีของเธอจนสามารถเดินทางเข้าเมืองในวันนี้ได้นั้นเองแต่ว่าก่อนหน้านี้หนึ่งวันนั้นเธอได้ทำการเข้าไปภายในมิติเพื่อทำการคัดลอกสูตรการทำอาหารมา 2-3 อย่าง จากนั้นเธอจึงได้ไปยังห้องเก็บสมบัติเพื่อตรวจดูว่ามีของมีค่าชิ้นไหนที่สามารถนำไปขายได้โดยไม่เป็นที่น่าสงสัยจนเกินไป และเธอก็เจอเข้ากับทองคำแท่งที่ดูเรียบ ๆ ไม่มีลวดลายแต่มูลค่าก็ถือว่าแพงพอตัวอยู่เช่นกันในโลกก่อนเพียงแต่ว่าในโลกนี้เธอเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันจะมีค่ามากน้อยเพียงใดหลังจากที่จิวอิงเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยดีแล้วนั้นเธอก็ได้เดินออกจากห้องนอนไปยังหน้าบ้านที่ตอนนี้ได้มีร่างหนาของผู้เป็นสามียืนรอเธออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ระยะสายตาของชายหนุ่มก็ได้หันหน้ากลับมามองดูเธอก่อนจะเผยรอยยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้

  • จิวอิงภรรยาพลิกชะตา   บ้านใหม่

    ใช้เวลาไม่นานทั้งสี่คนก็ได้เดินมาถึงบ้านของจิวอิงซึ่งในสายตาของเธอนั้นบ้านหลังนี้ของเธอดูจะน่าอยู่มากกว่าไอ้กระท่อมหลังนั้นเป็นไหนๆ เพราะบ้านของเธอนั้นตอนที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่นั้นครอบครัวของเธอก็ถือว่ามีเงินอยู่บ้างจากการที่ท่านทั้งสองนั้นเคยอาศัยอยู่ในตัวเมืองเพียงแต่พอพวกท่านได้ให้กำเนิดเธอแล้วนั้นก็พากันย้ายมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ดังนั้นบ้านของเธอจึงถูกสร้างขึ้นมาอย่างดีจากอิฐหลังคามุงกระเบื้องตัวบ้านนั้นเป็นชั้นเดียวภายในมีสามห้องที่สร้างติดกันส่วนตรงกลางนั้นเป็นโถงบ้าน ส่วนครัวกับห้องน้ำนั้นสร้างออกมาตรงด้านข้างฝั่งซ้ายของบ้านและที่ดีสุดก็คือพวกท่านได้สร้างคนมาขุดบ่อน้ำเอาไว้ข้างๆ อีกด้วยเมื่อมองดูแล้วจิวอิงก็ได้แต่คิดอยู่ภายในใจ ‘แล้วทำไมไม่มาอยู่ที่นี้ตั้งแต่แรกกันบ้านเธอนั้นดูดีกว่าและเรียกว่าดีมากเลยทำไมต้องไปทนอาศัยอยู่กระท่อมน้อยๆ กันด้วยนะ’ และพอทนความสงสัยของตนเองไม่ไหวเธอจึงได้เอ่ยถามสามีออกไป“ท่านพี่บ้านของข้าออกจะหลังใหญ่และน่าอยู่กว่าเหตุใดท่านไม่พาพวกเรามาอยู่ที่นี้ตั้งแต่แรกกันเจ้าคะ”“อ้อ นั้นก็เพราะว่าพี่ไม่อยากสร้างปัญหาให้กับเจ้าหรือให้พวกชาวบ้านว่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status