เข้าสู่ระบบจวนตระกูลฟู่
“คุณหนูดื่มยาเจ้าค่ะ” ลี่จูยกยาที่เพิ่งต้มเสร็จมาให้อันฉี ซึ่งวันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่อันฉีดื่มยาห้ามครรภ์ เพราะมาอยู่ในยุคโบราณนางไม่มั่นใจกับกับยาในยุคนี้ จึงต้องดื่มหลายวันหน่อยเพื่อความแน่ใจ การมีลูกต้องพร้อมหากยังไม่พร้อมก็อย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
“คุณหนูกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
“ก็กำลังวางแผนว่าจะทำอาหารอะไรบ้างสำหรับงานเลี้ยง เห็นท่านพ่อบอกว่าฮ่องเต้ต้องการเช่าเรือสำราญ” ลี่จูมองอันฉีนายสาวด้วยสายตาภาคภูมิใจ ถึงนางจะอายุยังน้อยแต่ก็มีความเป็นผู้นำและมีความสามารถมาก ยามนี้คนงานทุกคนต่างให้ความเคารพนางอย่างไร้ข้อกังขาใด ๆ
อันฉีประกาศชัดเจนว่า หากว่าต้องการทำงานกับตระกูลฟู่ก็ต้องเชื่อฟังนาง หากไม่เชื่อฟังก็เชิญไปทำงานที่อื่น เพราะนางไม่ต้องการจ้างคนที่แข็งข้อกับนายจ้าง ที่อันฉีประกาศออกไปเช่นนั้นก็เพราะว่า ตอนที่นางมาอยู่ในร่างนี้อันฉีมีอายุเพียง12ปี
แรก ๆ ทุกคนต่างก็ต่อต้านเพราะเห็นว่านางเป็นเพียงเด็กสาวที่เยาว์วัยและไร้ประสบการณ์ แต่พอเวลาผ่านไปอันฉีก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นและประจักษ์ต่อสายตาว่า จะเด็กหรือผู้ใหญ่หากมีความตั้งใจก็ทำได้เหมือนกัน
“นายหญิงน้อย ฟู่ฮูหยินมาขอพบขอรับ” อันฉีคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจ ป้าสะใภ้มาขอพบนางด้วยเหตุใดกัน หรือว่าจะนำเงินมาชดใช้ที่ได้ยืมไปเมื่อสองปีก่อน
“ให้เข้ามา”
“ขอรับ”
ฟู่ฮูหยินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีกรีดกราย การแต่งหน้าของนางอันฉีเห็นแล้วอยากจะหัวเราะ นางจะประโคมแต่งไปมากมายทำไมกัน ดูแล้วไม่ต่างจากงิ้วเลยสักนิด “อันฉีหลานป้าสบายดีหรือไม่?”
“สบายดีเจ้าค่ะ แล้วท่านป้าสะใภ้สบายดีหรือเจ้าคะ?” ฟู่ฮูหยินถอนใจออกมาก่อนจะตีหน้าเศร้า
“อันฉีตอนนี้กิจการจิ่วเล้าแย่ลงทุกที ไม่มีลูกค้าเข้ามากินอาหารเลย เงินสำรองที่เอาไว้หมุนก็เริ่มร่อยหรอลงไปทุกที ค่าใช้จ่ายในจวนก็มีมาก ป้าอยากจะมาขอยืมเงินไปหมุนอีกสักครั้งได้หรือไม่?”
“ไม่ได้!” เป็นเสียงของเสนาบดีฟู่ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ ฟู่ฮูหยินถึงกับหน้าซีดเผือด แย่แล้วไม่คาดคิดว่าเขาจะอยู่จวน เห็นทีการมาครั้งนี้ของนางคงจะมาเสียเที่ยวแล้ว
“ของเก่ายังไม่มีคืนแต่จะมายืมใหม่ เจ้าเห็นจวนข้าเป็นสถานที่ทำบุญหรืออย่างไร!” ฟู่อันเฉิงตวาดออกไปอย่างไม่รักษามารยาท เพราะเขารู้ดีว่านางและพี่ชายของเขาหาได้ตั้งใจหยิบยืมเงินไปเพื่อหมุนในกิจการแต่อย่างใด พวกเขาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายกิจการก็ไม่ไปสนใจไปดูแลอย่างจริงจัง พอเงินทองเริ่มขัดสนก็วิ่งมาหยิบยืม เขาไม่มีทางให้ยืมอีกแล้ว
“น้องสามีเห็นใจหน่อยเถอะนะเจ้าคะ ค่าใช้จ่ายในจวนมีมากมายหากไม่มีเงินไปหมุนคงแย่แน่เจ้าค่ะ” ฟู่ฮูหยินบีบน้ำตาออกมาเพื่อเรียกความสงสารทันที ฟู่อันเฉิงเห็นแล้วก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทันทีอย่างไม่ใส่ใจ
“อันฉีหลานรักได้โปรดช่วยป้าอีกสักครั้งนะ” อันฉีมองนางด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเป็นงานถนัดของนางจริง ๆ ในตอนนั้นเป็นบิดาที่ให้หยิบยืมแต่มาคราวนี้ นางไม่มีทางให้ยืมเงินอีกแน่
“ข้าจะให้เงินท่านป้าสะใภ้อีกสองหมื่นตำลึง แต่ว่า…กิจการจิ่วเล้าของท่านป้าต้องยกมาให้เป็นของข้าเจ้าค่ะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ! จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร กิจการนั้นเป็นของตระกูลของข้าก่อนแต่งกับท่านลุงของเจ้า จู่ ๆ จะมายกให้เจ้าเพียงเงินสองหมื่นตำลึงไม่มีทางเสียหรอกนะ”นางเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ท่านป้าลืมไปแล้วหรือเจ้าคะว่าก่อนหน้านี้ ท่านก็ยืมไปแล้วสองหมื่นตำลึง ที่จริงข้าก็ไม่ได้อยากได้กิจการจิ่วเล้าอะไรนั่นของท่าน แต่เห็นว่าท่านร้อนเงินก็เลยอยากช่วย แต่ว่าจะให้ยืมเฉย ๆ คงไม่ได้อีกแล้ว”
“นี่เจ้า! จะใจจืดใจดำไปถึงไหน อย่างน้อยเราก็เป็นเครือญาติกัน ต้องช่วยเหลือกันถึงจะถูก ” ฟู่ฮูหยินถลึงตาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดหน้าจากไปอย่างหงุดหงิด อันฉีถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย นางคงจะกลับไปฟ้องท่านลุงฟู่ แล้วท่านลุงฟู่ก็คงจะมาต่อว่านาง แต่ว่าใครกลัวกันนางเตรียมลับฝีปากเอาไว้รอแล้ว
“ไปตรวจงานที่โรงเตี้ยมฟู่กุ้ยกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ”
ในหนึ่งสัปดาห์ฟู่อันฉีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตรวจดูกิจการต่าง ๆ วนไป นอกจากลี่จูที่คอยตามติดนางแล้วยังมีอีกสององครักษ์ที่นางให้บิดาจัดหามาให้ ในวันที่คนของหมิงอ๋องจับตัวนางไป นางไม่ได้ให้องครักษ์ตามไป เพราะแผนของนางก็คือให้องครักษของท่านอ๋องจับไปผิดตัว เพราะในนิยายที่นางอ่านระบุวันเวลาเอาไว้อย่างชัดเจน นางจึงนำตนเองไปอยู่ยังจุดนั้นด้วยความตั้งใจ
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมฟู่กุ้ยดูเหมือนวันนี้จะดูคึกคักจนอันฉีนึกแปลกใจ พนักงานเมื่อเหลือบมาเห็นนายหญิงน้อยมาตรวจงานตามปกติก็รีบเข้ามาแจ้งด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“นายหญิงน้อยชั้นพิเศษวันนี้ถูกจองโต๊ะหมดเลยเจ้าค่ะ”
“จริงเหรอ? เป็นเพราะเหตุใด?”นางถามอย่างสงสัยใคร่รู้ เพราะโรงเตี๊ยมของนางปกติก็มีคนมาทานอาหารอยู่เรื่อย ๆ แต่ชั้นพิเศษที่นางจัดเอาไว้ต้อนรับเฉพาะคนชั้นสูงที่ไม่อยากนั่งปะปนกับใคร วันนี้กลับถูกจองจนหมดแปลกจริง
“วันนี้มีเหล่าเชื้อพระวงศ์มาที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ”
“เหล่าเชื้อพระวงศ์?”
“เจ้าค่ะ” ฟู่อันฉีคิ้วขมวดเข้าหากันทันที ก่อนจะรีบตรงดิ่งขึ้นไปยังชั้นสองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปหยุดและแอบมองว่าพวกเขามีใครกันบ้าง หมิงอ๋อง รัชทายาท แม่ทัพจ้าว องค์ชายสาม เหตุใดวันนี้พวกเขาถึงพากันมาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมของนางกันนะแปลกจริง เรื่องราวเหมือนจะเริ่มวุ่นวายแล้ว ไม่นะ... นางอยากมีชีวิตที่สงบไม่อยากรบรากับใครทั้งนั้น เป็นเพราะว่านางไปยุ่งกับหมิงอ๋องหรือไม่นะ เรื่องราวเลยกลายเป็นแบบนี้
แต่จะว่าไปพวกเขาทั้งสี่คนหล่อเหลาสง่างามแบบไม่มีใครยอมใครเลยจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าบุรุษยุคโบราณจะงานดีขนาดนี้ จากนั้นนางหันไปดูโต๊ะอื่น ๆ ก็เห็นเหล่าคุณหนูนั่งกันอยู่ครบครัน ฟู่อันฉีถอนใจออกมา วันก่อนร้านขายผ้า วันนี้โรงเตี๊ยม พวกนางอย่ามีเรื่องกันแล้วพังโรงเตี๊ยมของนางนะขอร้อง อันฉีรีบเดินเลี่ยงไปยังห้องทำงานของนางทันที
แต่แล้ว….
“นายหญิงน้อยองค์รัชทายาทต้องการพบเจ้าของโรงเตี๊ยมขอรับ”
“เพราะเหตุใด?” นางเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
อันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







