เข้าสู่ระบบเมื่อทั้งคู่กลับมาถึงบ้าน พอของขวัญเห็นรถของคนเป็นพ่อที่เพิ่งกลับบ้านไปเมื่อสองวันก่อน แต่วันนี้กลับมาอีกแล้ว เธอก็ดีใจไม่น้อย จึงหันไปพูดกับคนตัวโตข้างๆด้วยความดีใจ ขณะที่เขาจอดรถดับเครื่องยนต์สนิทพอดี
“นายหัวพ่อมาค่ะ หนูไปหาพ่อก่อนนะคะ” พูดจบก็เปิดประตูลงจากรถไปอย่างไว
ทางด้านจอมทัพที่ไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อในเวลานี้ตนไม่ได้เป็นที่สนใจของเด็กสาวคนเดียวอีกต่อไป เธออยากจะสนิทกับพ่ออยากใช้เวลากับพ่อของเธอเขาก็เข้าใจ ทว่ามันก็อดอิจฉาเพื่อนไม่ได้ที่เวลามาทีไรก็ดึงความสนใจจากเด็กสาวไปหมด จนเขาแทบจะกลายเป็นหมาหัวเน่าเข้าไปทุกที เป็นไปได้หากเพื่อนกลับบ้านตัวเองไปแล้วเขาก็ไม่อยากให้กลับมาบ้านเขาอีกเลย จะได้ไม่มีใครมาแบ่งแย่งความรักของเด็กสาวไปจากเขา
เมื่อตัดพ้อกับตัวเองในรถอยู่นานพอแล้ว จอมทัพจึงเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้าน ก็เห็นสามคนพ่อแม่ลูกกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟาหน้าทีวี ทั้งสามคนต่างยิ้มแย้มดูมีความสุขจนเขาไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปแทรก จึงเลือกเดินผ่านเลยขึ้นห้องตัวเองไป
ทางด้านของขวัญที่หางตาเห็นหลังไวๆของคนรักเดินขึ้นชั้นบนไปก็ไม่ได้สนใจอะไร ก่อนจะพูดคุยกับพ่อแม่ต่อไปเรื่อยเปื่อย ขณะเดียวกันเธอก็คอยสังเกตท่าทีของพ่อกับแม่ที่ดูจะไม่ได้ตึงใส่กันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดูท่าสถานการณ์ระหว่างทั้งสองตอนนี้ดีขึ้นจนพาให้เธอสุขใจไปด้วยที่เห็นพ่อแม่เข้ากันได้ อีกทั้งคนเป็นพ่อก็แสดงออกชัดเจนว่าอยากคืนดีกับแม่ของเธอ จะเหลือก็แต่คนเป็นแม่ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะยอมใจอ่อนกลับไปคืนดีกับพ่อสักที
“งั้นหนูไปหานายหัวก่อนนะคะ พ่อกับแม่คุยกันต่อเลย” เพราะอยากให้พ่อกับแม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง ของขวัญจึงไม่อยากอยู่เป็นก้างขวางคอ พอเห็นว่าพ่อกับแม่พยักหน้าให้เธอจึงดันตัวลุกขึ้นเดินไปหาอีกคนบนห้องของเขา
ซึ่งหลายวันมานี้ตั้งแต่ทุกคนในบ้านรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา เขาก็ให้เธอมานอนที่ห้องเขาตลอด จนตอนนี้ทั้งเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของเธอที่ขนมาที่ละชิ้นสองชิ้นแทบจะมากองอยู่ในห้องเขาเกือบหมดแล้ว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับอยู่ห้องเดียวกันเลย แม้ว่าเธอจะเห็นว่ามันเร็วไปที่จะอยู่ร่วมห้องกัน แต่มีเหรอคนอย่างเขาจะยอม อีกทั้งคนในบ้านก็รู้เห็นเป็นใจด้วยกันหมด ไม่มีใครคัดคาดอะไรเลย แม้กระทั่งพ่อแม่ของเธอก็เห็นดีเห็นงามด้วย จนเธอที่หัวเดียวกระเทียมรีบจึงไม่อาจขัดผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ว่าไงเธอก็ตามนั้น
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องของขวัญก็เปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะประตูห้องอย่างที่อีกคนเคยบอก ช่วงแรกๆก็มีเผลอเคาะอยู่หลายครั้งเพราะยังไม่ชินอีกทั้งยังมีความเกรงใจอยู่ แต่ทุกครั้งก็โดนเขาบ่นและดุตลอด หลังๆจึงจำก็เลยชินไปเอง
แกรก!
พอเปิดประตูเข้ามาในห้องก็เห็นคนตัวโตยืนกอดอกอยู่ตรงริมหน้าต่าง ใบหน้าหล่อคมเข้มของเขามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเช่นนั้นของขวัญจึงเอาหนังสือเรียนที่กอดอยู่ไปวางไว้บนโต๊ะทำงานรวมถึงกระเป๋าสะพายวางไว้ข้างๆกัน จากนั้นก็เดินเข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยถามเขาไป
“นายหัวมายืนทำอะไรตรงนี้คะ”
ด้านจอมทัพจึงหลุบตามองแขนเรียวเล็กที่โอบกอดเอวเขา ก่อนจะระบายยิ้มบางๆออกมา แล้วหันไปหาเด็กสาวโดยเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเธอแต่ถามเธอกลับไปแทน น้ำเสียงจริงจังแฝงความกังวลอยู่ในที
“ยัยหนู ถ้าวันนึงพ่อกับแม่หนูคืนดีกัน ไอ้เชนทร์มันก็ต้องพาแม่หนูไปอยู่บ้านมันแน่ แล้วยัยหนูจะยังอยู่กับฉันไหม หนูจะทิ้งฉันไปอยู่กับพ่อแม่หนูไหม”
เมื่อเจอคำถามที่ตอบยากเช่นนี้ ของขวัญถึงกับนิ่งไปเลย แขนเรียวเล็กที่โอบกอดเอวสอบค่อยๆอ่อนแรงลงกระทั่งปล่อยจากเอวสอบในที่สุด ทำเอาอีกคนหวั่นใจกับท่าทีเช่นนี้ของเธอ
ขณะเดียวกันใจดวงน้อยก็เริ่มสั่นขึ้นมาด้วยความหวั่นกลัว เพราะหากเลือกอยู่กับคนรักเธอก็ต้องห่างกับแม่ ซึ่งตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้เธอกับแม่ไม่เคยห่างกันเลย ชีวิตของเธอมีแต่แม่มาโดยตลอด เธอจึงกลัวว่าหากไม่ได้อยู่กับแม่เธอจะใช้ชีวิตยังไง จะว่าเธอเป็นเด็กขี้แยติดแม่เธอก็ไม่เถียงเพราะเธอมีแม่คนเดียว
กระทั่งตอนนี้มีคนที่รักเธอเพิ่มเข้ามาก็ยากที่จะตัดสินใจเลือกได้ แม้จะอยากอยู่กับแม่แต่เธอก็อยากจะอยู่กับคนรักของเธอด้วย เมื่อเลือกไม่ได้จึงได้แต่ยืนเม็มปากแน่นเพราะไม่รู้จะตอบออกไปยังไง
ด้านจอมทัพที่รอคำตอบอยู่ก็นึกหวั่นใจเมื่อเห็นเด็กสาวนิ่งผิดปกติ เขาจึงเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“ยัยหนูอย่าเงียบแบบนี้สิครับ หนูเงียบแบบนี้ทำฉันใจไม่ดีเลย”
ของขวัญที่ยืนเงียบอยู่นานเมื่อได้ยินอีกคนพูดเช่นนั้น เธอจึงเลือกที่จะบอกออกไปตามตรง
“หนูอยากอยู่กับนายหัวนะคะ แต่ถ้าหนูเลือกอยู่กับนายหัวหนูก็ต้องห่างกับแม่” เธอก้มหน้ามองพื้น ก่อนจะเอ่ยพูดต่อ
“ชีวิตที่ผ่านมาหนูมีแต่แม่มาตลอด หนูแค่กลัวที่จะต้องห่างกับแม่ค่ะ” ปากบางเริ่มเบะคว่ำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดกับเขาต่อ
“ทำไมต้องให้หนูเลือกด้วย พวกเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ไม่ได้เหรอคะ อยู่กันแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วหนิคะ” พูดจบน้ำใสๆก็ไหลหยดแหมะออกจากตาโดยไร้เสียงสะอื้นไห้ พร้อมกับใจแกร่งที่กระตุกวูบตามเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ มือใหญ่ทั้งสองข้างจึงเลื่อนขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกจากแก้มนุ่มอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยพูดกับเธอ
“อย่าร้องครับ ฉันขอโทษที่ทำให้ยัยหนูลำบากใจขนาดนี้ ฉันก็แค่กลัวว่ายัยหนูจะไม่เอาฉัน ฉันกลัวว่ายัยหนูจะทิ้งฉันให้แก่ตายอยู่ที่บ้านคนเดียว”
“หนูรักนายหัว หนูไม่ทิ้งนายหัวหรอกค่ะ”
สิ้นคำพูดของเด็กสาวที่ฟังแล้วชื่นหัวใจเขาเหลือเกิน เขาจึงโอบกอดเธอไว้ทันทีอย่างเต็มรัก ความพอใจหยุดไว้เท่านี้ เพราะแค่ได้ยินคำรักจากปากของเด็กสาวที่เป็นดั่งดวงใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่เมื่อได้ยินเด็กสาวเอ่ยถามจึงผละกอดออกมามองเธอ
“นายหัวมองว่าหนูเด็กไหมที่ติดแม่ขนาดนี้”
“มันไม่เกี่ยวกับเด็กหรือไม่เด็กหรอก ฉันมองว่ามันอยู่ที่ความผูกพันมากกว่า ยัยหนูอยู่กับแม่คนเดียวมาตั้งแต่เด็กถ้าจะติดแม่ก็ไม่แปลกหรอกครับ”
“ขอบคุณนะคะที่เข้าใจหนู” พูดจบของขวัญก็ยิ้มบางๆให้อีกคน พอเห็นเขายิ้มตอบกลับมาเธอจึงเอ่ยถามต่อ
“ถ้าเกิดพ่อกับแม่ดีกันจริงๆแล้วพ่อพาแม่ไปอยู่ด้วย ถ้าหนูเลือกอยู่กับนายหัวหนูสามารถไปหาพ่อกับแม่ได้อยู่ไหมคะ”
“ได้สิครับทำไมจะไม่ได้ล่ะ นี่ยัยหนูคิดอะไรอยู่เนี่ยหื้ม หนูคิดว่าถ้าอยู่กับฉันแล้วฉันจะไม่ให้ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันหรือไงถึงได้ถามฉันแบบนี้หื้มยัยหนูน้อย” ขณะปากพูด มือใหญ่ก็คอยลูบศีรษะเล็กพลางโยกเบาๆอย่างนึกเอ็นดูกับความคิดของเธอ
“ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” ของขวัญพูดกลับไปน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเล็กน้อยเมื่อโดนอีกคนรู้ทัน ทว่าก็ไม่ถึงขั้นที่เธอจะคิดกับเขาแบบนั้นเสียทีเดียว เธอแค่กังวลไปเรื่อยตามประสาเธอ เพราะเธอเพิ่งจะมีคนรัก อีกทั้งหากต้องใช้ชีวิตกับเขาโดยไม่มีแม่คอยอยู่ข้างๆ ก็ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร เธอแค่กลัวจะปรับตัวกับสถานการณ์ไม่ถูก เพราะชินกับการที่มีแม่คอยเดินนำ ไม่นานก็ได้ยินเสียงทุ้มพูดต่อ
“ยัยหนูฟังฉันนะ ไม่ว่าหนูจะเลือกอยู่กับใครแต่สิ่งเดียวที่หนูควรรู้ไว้คือใช้ชีวิตของหนูให้มีความสุขก็พอ และถ้าเกิดหนูเลือกอยู่กับฉัน หนูอยากทำอะไรฉันก็จะคอยสนับสนุนหนูทุกเรื่อง อยากกินอะไรอยากไปเที่ยวไหนฉันก็จะตามใจหนู ขอแค่หนูบอกมาว่าต้องการอะไรฉันให้หนูได้หมดทุกอย่างที่ฉันให้ได้ ฉันขอแค่อย่างเดียว...”
“อะไรคะ?” ของขวัญถามต่อทันทีเมื่ออีกคนเงียบไปไม่ยอมพูดต่อ ก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบกลับมา
“ฉันขอแค่ยัยหนูอยู่กับฉันก็พอ”
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญถึงกับถอนหายใจแรงออกมาก่อนจะเอ่ยพูดกับเขาไป
“โธ่นายหัว พูดมาตั้งเยอะสุดท้ายก็อยากให้หนูอยู่ด้วย ร้ายนักนะคะ” พูดจบของขวัญก็ทำปากมุ่ยใส่อีกคนทันที ทำเอาเขานึกหมั่นเขี้ยวไม่น้อยกับท่าทีของเธอแต่ก็ต้องอดใจเอาไว้ ไว้คืนนี้ค่อยจับเธอฟัดให้จมเตียงให้สมกับความหมั่นเขี้ยวก็ยังไม่สาย ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอต่อ
“ฉันไม่ได้อยากทำให้ยัยหนูลำบากใจหรอกนะ แต่ยัยหนูโตขึ้นทุกวันจะติดแม่ตลอดไปไม่ได้ ยังไงหนูก็ต้องมีครอบครัวเป็นของตัวเอง หนูไม่อยากอยู่สร้างครอบครัวไปกับฉันเหรอ หื้ม”
ของขวัญได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่อีกคนพูดมา ซึ่งมันก็ถูกของเขา ไม่มีอะไรที่เขาพูดมาแล้วผิดเลย
“จริงด้วยค่ะ ยังไงหนูก็ต้องโต ต้องมีครอบครัวของตัวเอง หนูพอจะเข้าใจแล้วค่ะนายหัวว่าหนูควรเลือกยังไง”
“แล้วเลือกยังไงล่ะ ไหนตอบให้ฉันชื่นใจหน่อยสิ” เพราะมั่นใจแล้วว่าคำตอบของเด็กสาวจะเลือกทางไหน เขาจึงกล้าที่จะถามเช่นนี้ ก่อนจะได้ยินเสียงหวานเอ่ยตอบน้ำเสียงใสแจ๋ว
“ก็เลือกอยู่กับนายหัวไงคะ”
“ต้องแบบนี้สิ น่ารักมากยัยหนูน้อยของฉัน” คำตอบของเด็กสาวช่างเป็นที่น่าพอใจเขายิ่งนัก เขาจึงโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มนุ่มนิ่มของเด็กสาวข้างละหนึ่งฟอดอย่างชื่นใจเพื่อเป็นการให้รางวัลเด็กน่ารัก แต่เหมือนจะเข้าทางตัวเองมากกว่า ก่อนจะได้ยินเด็กสาวถามต่อ
“ส่วนแม่กับพ่อถ้าหนูอยากไปหาตอนไหนก็ไปได้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ครับ ได้ทุกเมื่อตามที่ยัยหนูของฉันต้องการเลย”
สิ้นคำตอบของคนตัวโต ปากบางจึงระบายยิ้มออกมา ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยถามต่อเมื่อนึกขึ้นมาได้
“ว่าแต่ที่เราพูดกันคิดกันไปก่อนทั้งหมดเนี่ย ยังไม่รู้เลยนะคะว่าแม่หนูจะยอมกลับไปคืนดีกับพ่อหรือเปล่า”
สิ้นเสียงหวาน มือใหญ่ข้างหนึ่งจึงเลื่อนขึ้นมาวางบนศีรษะเล็ก ก่อนที่เสียงทุ้มจะเอ่ยพูดกับเด็กสาวน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่ว่าพ่อแม่หนูจะคืนดีกันหรือเปล่ามันก็ไม่เกี่ยวหรอก เพราะการที่ยัยหนูต้องแยกครอบครัวยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคตอยู่ดี เราคิดวางแผนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ดีแล้วครับ”
ของขวัญได้ยินเช่นนั้นจึงพยักหน้างึกๆอย่างเข้าใจ เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเคลียร์แล้ว เธอจึงเอ่ยพูดเปลี่ยนเรื่องบ้างเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันตึงเกินไป
“นี่ก็เย็นมากแล้วนายหัวหิวยังคะ”
“แล้วยัยหนูล่ะหิวไหมครับ” เธอถามเขา เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามกลับ
“หิวค่ะ”
“ถ้ายัยหนูหิวงั้นเราก็ไปกินข้าวกันเถอะครับ”
“ค่ะ”
ตัวเขาจะหิวหรือไม่มันไม่สำคัญเท่าเธอหิวหรือเปล่า เพราะถ้าเขาไม่หิวแต่เธอหิวเขาก็จะพาเธอไปกินเดี๋ยวนั้น กินที่ว่าคือกินข้าว แต่หากเด็กสาวจะกินอย่างอื่นเขาก็ไม่ขัด ขอแค่เธอต้องการเขาให้เธอได้หมด
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เดินโอบเอวกันออกจากห้อง พากันลงไปกินข้าวในครัวข้างล่าง...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







