เข้าสู่ระบบเรือนหลิงเซียว…
คือเรือนที่องค์ชายหกจ้าวหลิวเย่มีคำสั่งให้เนี่ยกงกงพาพระชายาเอกหลินมาพักอาศัย ซึ่งเรือนหลังนี้อยู่เสียเกือบท้ายตำหนัก และก็เป็นไปตามนามของเรือนหลังนี้ คือโดยรอบเต็มไปด้วยดอก หลิงเซียว จนแทบมองไม่เห็นตัวเรือน เท้าเล็กในรองเท้าผ้าไหมปักลวดลายวิจิตรถึงกับหยุดนิ่ง ก้าวต่อไปไม่ออกแม้เพียงครึ่งก้าว
"นะ…นี่มัน…?"
ขนาดปิงจีที่อายุมากกว่าหลินหลีฮัวกับถงอียังอึกอักไม่รู้ว่าจะถามอันใดออกไป เช่นนี้แล้วคงไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งสองคนหนึ่งนายและหนึ่งบ่าวอ่อนวัยที่พูดไม่ออกไปแล้วจริง ๆ
"เอ่อ…นะ เนี่ยกงกง เรือนนี้คนสามารถอยู่ได้จริงหรือ???"
ผ่านไปอึดใจใหญ่ถงอีก็ถามออกไปอย่างโง่งม ส่วนหลินหลีฮัวนั้นพอรวบรวมสติได้นางก็ไม่พูดไม่ถามอันใดทั้งสิ้น เท้าเล็กก้าวมั่นคงเข้าไปในเขตเรือนรกร้างทันที
"คุณหนูใหญ่ช้าก่อน!"
คราวนี้ปิงจีลืมสิ้นกฎเกณฑ์อันใดทั้งหลาย สาวใช้ตัวน้อยสนใจเสียอันตรายหากภายในเรือนแห่งนี้มีสัตว์ร้ายเช่นงูพิษหรือแมลงมีพิษอื่น ๆ อาศัยอยู่ภายในแล้วคุณหนูใหญ่หลินเกิดถูกกัดขึ้นมานางแบกรับความผิดไม่ไหวเป็นแน่
"เอ็ดอึงไปไยข้าไม่เป็นอันใดเสียมารยาทจริงปิงจี! เนี่ยกงกง ให้คนทำความสะอาดเถอะ"
ยังดีว่าเนี่ยกงกงนั้นยังมีเมตตากับเหล่าเด็กสาวทั้งสามชีวิตที่พลัดถิ่นที่อยู่มาไกลเมื่อเห็นว่า พระชายาเอกหลินยินดีจะอยู่ในเรือนหลังนี้ เขาก็รีบสั่งการให้นางกำนัลและขันทีมาช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดเรือนจากรกร้างให้สะอาดพร้อมอยู่อาศัย
ขณะนั้นหลินหลีฮัวก็ไปหยุดนั่งพักรอที่ศาลาที่สร้างอยู่ริมบ่อปลาขนาดใหญ่ดูแล้วเนื้อที่คงกว้างขวางเกินห้าหมู่ มีดอกบัวแต่รกร้างจนไม่รู้ว่าเป็นสีอะไรบ้าง นางจึงกวาดสายตามองไปยังจุดอื่นบ้าง แต่ภาพก็ไม่แตกต่างจากบ่อปลาดังกล่าว คือรกร้างไม่รู้ว่ามีพรรณไม้ดอกไม้ประดับใดบ้าง
ขนาดว่าจวนเจิ้งกั๋วกงมีเรือนหลังไม่น้อยแต่หลินหลีฮัวก็ยังจำได้ว่ามารดาไม่เคยให้อี้เหนียงทั้งหลายได้พักอาศัยในเรือนที่สภาพเช่นนี้มาก่อน ดวงตาของเด็กสาวพลันแสบร้อนจนหลีฮัวต้องรีบร้อนเร่งแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าขับไล่หยดน้ำตาไม่ให้มันไหลออกมา
'แค่นี้เจ้าอย่าได้ร้องไห้ออกมาเด็ดขาดนะหลีฮัว ห้ามร้องไห้เด็ดขาด คนพวกนี้ไร้ค่าไม่คู่ควรให้เจ้าเสียน้ำตา!'
"คุณหนูใหญ่…"
ปิงจีเข้ามายืนอยู่ด้านหลังของผู้เป็นนาย เช่นเดียวกับถงอี้ความโศกเศร้าของร่างเล็กมีหรือพวกนางจะรับรู้ไม่ได้ จากบ้านเกิดมาไกลนับพันลี้ แต่เดิมคุณหนูใหญ่ของพวกตนไม่เคยคาดหวังจะให้สวามีรักใคร่เอ็นดู คุณหนูพูดอยู่เสมอว่าขอเพียงนางให้เกียรติเขาและเขาให้เกียรตินางแค่นี้คุณหนูใหญ่หลินหรือขณะนี้คือพระชายาเอกหลินต้องการเพียงเท่านั้นจริง ๆ
ทว่าที่เจอวันนี้มันเกินไปมาก เกินไปมากจริง ๆ องค์ชายหกทำการหยามเกียรติผู้เป็นนายของพวกนางเกินไปแล้ว ทั้งแอบจัดงานแต่งกับพระชายารองเพ่ยก่อนที่จะแต่งพระชายาเอกเช่นนาง ไหนจะยึดเรือนของพระชายาเอกเอาไปให้พระชายารองเพ่ย แล้วขับไล่พระชายาเอกออกมาให้ไปอยู่เรือนรกร้างท้ายจวนอีกด้วย ยังดีว่าบัดนี้ร่างเล็กที่นั่งหัวไหล่สั่นสะท้านคาดว่าคงพยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้นั้นยังไม่ทราบความจริงที่ว่าองค์ชายหกแอบจัดพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับพระชายารองก่อนที่เกี้ยวเจ้าสาวของพระชายาเอกหลินจะเข้าจวนมาเพียงหนึ่งชั่วยาม ปิงจีเรียกอีกฝ่ายแล้วก็หันไปมองสบตากับถงอีเงียบ ๆ
"มีอันใด"
หลินหลีฮัวกลืนน้ำตาลงท้องสำเร็จนางจึงหันกลับมาแย้มยิ้มซีดเซียวให้กับสาวใช้คนสนิททั้งสองช้า ๆ ทำเอาปิงจีและถงอีรู้สึกลังเลที่จะเล่าความจริงที่พวกนางแอบไปสืบมาได้เมื่อครู่ก่อน
"พูดมาเถอะ"
เอ่ยเรียบ ๆ มองไปทางเนี่ยกงกงที่กำลังสั่งงานนางกำนัลและขันทีเก็บกวาดและเริ่มทยอยเก็บข้าวของที่ขนมาจากเรือนหรูอี้ ด้วยสายตานิ่งลึกยากจะคาดถึงอารมณ์ของเด็กสาววัยสิบห้าหนาวตรงหน้าได้แม้แต่น้อย
"คงเป็นเรื่องที่พระชายารองเพ่ยกราบไว้ฟ้าดินและบรรพชนก่อนข้ากระมัง"
"…!" ถงอีตกใจจนกล่าวไม่ออก
"คุณหนูใหญ่ทราบได้อย่างไรเจ้าค่ะ" ปิงจียังดีที่เปล่งวาจาออกมาได้
"ระวังคำพูดด้วยปิงจี หมัวมัวภายในวังกำชับหนักหนาว่าหลังพิธีกราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชนให้เรียกข้าว่าพระชายาหลิน เรื่องนี้จะลืมไม่ได้ เพราะสถานการณ์ของพวกเราในยามนี้ผิดไปอาจถูกทำร้ายเอาได้"
หลินหลีฮัวไม่ได้เจ้ายศเจ้าอย่างแต่นางกำลังกังวลใจไปว่าองค์ชายหกจะหาความกับคนของตนเองเอาได้ มีทางใดให้ระวังนางจึงระวังเอาไว้ก่อน ยิ่งถูกขับไล่มาอยู่เรือนรกร้างท้ายจวนเช่นนี้ถึงไม่ฉลาดแต่นางก็หาใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาจนมองไม่ออกว่าองค์ชายหกไม่อยากพบหน้าตนเอง
"ที่นี่หาใช่จวนเจิ้งกั๋วกง อย่าวางใจผู้ใด" นางเอ่ยย้ำเตือนคนสนิทของตนเอง
"เพคะ" ปิงจีรับคำหน้าสลด
"เพคะ ว่าแต่เหตุใดพระชายาจึงทราบว่าเมื่อวานองค์ชายหกรีบร้อนทำพิธีกับพระชายารองเพ่ยก่อน"
ถงอีรับคำแล้วจึงรีบถามออกมาด้วยสงสัยยิ่งนักว่าผู้เป็นนายของนางนั่งอยู่แค่ตรงนี้ไฉนจึงทราบความจริงนี้ได้
"ไม่ได้ยากเกินจะคาดเดานี่ถงอี หากภายในสามหนาวนี้ข้ายังมิอาจตั้งครรภ์ก็จะถูกโทษกำจัดขับออกจากราชวงศ์ แล้วเพ่ยอวี้ที่แต่เดิมก็กราบไหว้ฟ้าดินและบรรพชนก่อนข้าย่อมต้องได้ขึ้นมาแทนที่ฐานะพระชายาเอกโดยมิต้องแต่งใหม่ยิ่งนางตั้งครรภ์พร้อมคลอดบุตรออกมาแม้แต่ฮ่องเต้ก็ยากจะปลดนางหากเพ่ยอวี้หรือตระกูลของนางไม่ทำผิดร้ายแรงจริง ๆ"
สามเดือนที่ต้องท่องจำกฎเกณฑ์และธรรมเนียมของราชวงศ์แห่งเทียนสุ่ยหลินหลีฮัวย่อมคิดคาดเดาทุกสิ่งได้ไม่ยาก ดวงตาทรงดอกท้อกวาดมองไปโดยรอบเรือนอีกครั้งแล้วนั่งนิ่งไม่กล่าวอันใดอีก
ผ่านไปสองชั่วยามเรือนรกร้างจึงพร้อมเข้าอยู่ได้ หลินหลีฮัวกล่าวขอบคุณเนี่ยกงกงจากใจเพราะลำพังแค่พวกนางแค่สามคนทำความสะอาดกันอีกคาดว่าคืนนี้ก็คงไม่ได้พักผ่อนเป็นแน่…
เนี่ยกงกงเมื่อจัดการควบคุมคนดูแลเรือนหลิงเซียวจนพระชายาเอกหลินเข้าพักอาศัยได้แล้วเขาจึงกลับไปรายงานผู้เป็นนายเช่นองค์ชายหกจ้าวหลิวเย่
“นางไม่เอะอะโวยวายเลยหรือ?” จ้าวหลิวเย่ถามขึ้นอย่างกังขายิ่งนัก
“ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะองค์ชายหก พระชายาหลินดูรู้ความนักยินยอมโดยดีไม่ขัดขืนหรือแสดงกิริยาและเอ่ยวาจาไม่ดีออกมาแม้แต่น้อย”
ในใจของเนี่ยกงกงย่อมเอนเอียงไปทางพระชายาเอกหลินแล้วสามในสี่ส่วน
“ก็ดี”
กล่าวเพียงเท่านั้นจ้าวหลิวเย่จึงโบกมือไล่ขันทีคนสนิทให้ออกไปได้แล้ว พอประตูปิดลงเขาจึงจมดิ่งลงไปกับการวางแผนการต่าง ๆ หวังจะครอบครองตำแหน่งไท่จื่อให้จงได้ เพราะคิดอยู่เสมอว่าตนเองเหนือกว่าพี่ชายทุกคนเช่นนั้นตำแหน่งไท่จื่อก็สมควรเป็นของตนเอง
แต่มันน่าโมโหที่ซ่งฮองเฮาเอาแต่กีดกันและคิดกำจัดเขา เช่นนี้ตลอดมาหลังรู้ความเขาจึงต้องพยายามเสแสร้งว่าอ่อนแอและไม่ต้องการแย่งชิงตำแหน่งไท่จื่อกับพี่ชายอีกห้าคน และเพราะเขากับมารดาเฉลียวฉลาดจึงรอดตายรวมถึงรอดจากโทษถูกเนรเทศเช่นองค์ชายที่ไม่ได้เกิดจากซ่งฮองเฮามาจนถึงวันนี้
และจนกว่าแผนการของเขากับมารดาจะสมบูรณ์จึงต้องเสแสร้งเป็นคนอ่อนแอและสนิทสนมกับองค์ชายห้าต่อไปทั้งที่ภายในใจแท้จริงอยากจะสังหารสองแม่ลูกคู่นั้นทุกลมหายใจ!
ตอนที่5 #ไอ้คนชาติสุนัข!หลังจากวาดอนาคตอยู่ภายในหัวสมองมาอีกสามวันก็พอดีกับที่หลินหลีฮัวแต่งเข้าจวนองค์ชายหกครบแปดวันพอดิบพอดี และเป็นแปดวันที่สงบเงียบราวกับพระชายาเอก เช่นนางนั้นไร้ตัวตนภายในจวนกว้างใหญ่นี้ แต่ใครจะสนใจก็สนใจไปเถิดสำหรับนางเป็นเช่นนี้กลับดียิ่ง"ปิงจีวันนี้ไปแจ้งกับเนี่ยกงกงว่าข้าจะออกไปตรวจดูสินสอด และแวะไปยกน้ำชาให้กับท่านอาเก้าเอ่อ...ให้กับจวิ้นอ๋องเข่ออี้ด้วย"หลินหลีฮัวคล้ายมารดาก็ตรงนี้ เพราะมารดาของนางเมื่อคิดแผนออกมาได้จะเร่งลงมือทันทีเพราะคิดว่าลงมือก่อนได้เปรียบ หลีฮัวเองก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นพอนางจัดเก็บสินเดิมพร้อมสินสอดบางส่วนเรียบร้อย ต่อจากนี้ก็สมควรไปเยี่ยม ท่านอาเก้าได้แล้ว"พระชายาไม่คิดจะไปพบหน้าองค์ชายหกหรือเพคะ" ถงอีถามขึ้นขณะที่ช่วยหลินหลีฮัวหวีผมและแต่งกายหน้าคันฉ่อง"พบแล้วอย่างไร ไม่พบแล้วอย่างไร เขาชิงชังรังเกียจข้าจนขับไล่มาอยู่เสียท้ายจวนเช่นนี้ หากข้ายังกล้าเสนอหน้าไปพบเขามิเท่ากับข้าหาเรื่องใส่ตัวหาเหาใส่หัวหรอกหรือถงอี มิสู้ข้าออกไปพบคนที่เขาอยากพบข้ายังดีเสียกว่า"เพราะสายเลือดพ่อค้าแม่ค้าจากฝ่ายมารดากับท่านตาของนางรุนแรง หลินหลีฮัวจึง
ตอนที่4#แค่นางเปลี่ยนวิธีคิดชีวิตย่อมเปลี่ยนและแล้วค่ำคืนที่สองกับฐานะของพระชายาเอกในองค์ชายหกจ้าวหลิวเย่กำลังมาเยือนแสงแดดอ่อนยามอาทิตย์ใกล้คล้อยสีส้มสาดส่องเข้ามาภายในเรือนหลิงเซียวบรรยากาศชวนอึมครึมทำเอาดวงใจของเด็กสาวไกลบ้านยิ่งเปลี่ยวเหงาหลินหลีฮัวคิดถึงมารดาคิดถึงน้องชายไหนจะบรรดาน้องชายและน้องสาวต่างมารดาพวกนั้นถึงจวนเจิ้งกั๋วกงจะเต็มแน่นไปด้วยอี้เหนียงกับน้องชายน้องสาวคนละแม่แต่คงเพราะมารดาของนางหรือเจิ้งกั๋วกงฟู่เหรินเป็นสตรีใจนักเลงปกครองเป็นธรรมทุกคนจึงรักใคร่กันดีไม่เคยมีทะเลาะเบาะแว้งเช่นอีกหลาย ๆ จวน…เสียเมื่อใดกัน!…คนมากยิ่งเป็นสตรีรวมตัวใช้สามีคนเดียวกันมีหรือจะไม่เกิดการอิจฉาริษยากันขึ้นมา แต่มันเกิดขึ้นกับบรรดาเหล่าอี้เหนียงและสาวใช้ของพวกนางส่วนบรรดาเด็ก ๆ กลับรักใคร่กันดีดังนั้นถึงจวนเจิ้งกั๋วกงนั้นอาจไม่ใหญ่โตเทียบเท่าจวนขององค์ชายหก แต่กลับมิอาจสู้จวนเจิ้งกั๋วกงได้แม้แต่น้อยเพราะจวนที่นางเกิดและเติบโตนั้นถึงคนจะมาก เสียงดังวุ่นวาย แต่ละวันมีพันเรื่องราว พี่น้องหยอกล้อสาวใช้ทะเลาะกันบ้างพูดคุยกันบ้าง แต่ทุกเรื่องราวและปัญหาก็จบได้ในวันนั้น ครอบครัวใหญ่คนมากย่
ตอนที่3#ถูกขับไล่มาอยู่ท้ายจวนเสียแล้วเรือนหลิงเซียว…คือเรือนที่องค์ชายหกจ้าวหลิวเย่มีคำสั่งให้เนี่ยกงกงพาพระชายาเอกหลินมาพักอาศัย ซึ่งเรือนหลังนี้อยู่เสียเกือบท้ายตำหนัก และก็เป็นไปตามนามของเรือนหลังนี้ คือโดยรอบเต็มไปด้วยดอก หลิงเซียว จนแทบมองไม่เห็นตัวเรือน เท้าเล็กในรองเท้าผ้าไหมปักลวดลายวิจิตรถึงกับหยุดนิ่ง ก้าวต่อไปไม่ออกแม้เพียงครึ่งก้าว"นะ…นี่มัน…?"ขนาดปิงจีที่อายุมากกว่าหลินหลีฮัวกับถงอียังอึกอักไม่รู้ว่าจะถามอันใดออกไป เช่นนี้แล้วคงไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งสองคนหนึ่งนายและหนึ่งบ่าวอ่อนวัยที่พูดไม่ออกไปแล้วจริง ๆ"เอ่อ…นะ เนี่ยกงกง เรือนนี้คนสามารถอยู่ได้จริงหรือ???"ผ่านไปอึดใจใหญ่ถงอีก็ถามออกไปอย่างโง่งม ส่วนหลินหลีฮัวนั้นพอรวบรวมสติได้นางก็ไม่พูดไม่ถามอันใดทั้งสิ้น เท้าเล็กก้าวมั่นคงเข้าไปในเขตเรือนรกร้างทันที"คุณหนูใหญ่ช้าก่อน!"คราวนี้ปิงจีลืมสิ้นกฎเกณฑ์อันใดทั้งหลาย สาวใช้ตัวน้อยสนใจเสียอันตรายหากภายในเรือนแห่งนี้มีสัตว์ร้ายเช่นงูพิษหรือแมลงมีพิษอื่น ๆ อาศัยอยู่ภายในแล้วคุณหนูใหญ่หลินเกิดถูกกัดขึ้นมานางแบกรับความผิดไม่ไหวเป็นแน่"เอ็ดอึงไปไยข้าไม่เป็นอันใดเสียมารยาทจริงปิ
ตอนที่2 # สำหรับข้านางจะนับเป็นตัวอันใดได้ทว่าเมื่อถึงจวนหลินหลีฮัวจึงพลันกระจ่าง นรกที่ตนเองเข้าใจว่ากำลังเผชิญทั้งในตำหนักหลิวหยางและบนรถม้าหรูหรานั้นกลับมิได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่นางต้องพบเจอเมื่อยามก้าวเข้ามาในอาณาเขตของผู้เป็นสวามีแม้แต่น้อย"นี่คือ?"หลังจากนางลงจากรถม้าแล้วยืนรอให้จ้าวหลิวเย่และเพ่ยอวี้นำหน้าเข้าจวนไปก่อนใครจะคิดเมื่อหลินหลีฮัวเดินกลับมาถึงเรือนหรูอี้ของตนเองจะได้พบเข้ากับภาพข้าวของ ของนางที่ยังไม่ทันได้จัดให้เข้าที่เข้าทางถูกนางกำนัลและขันทีช่วยกันนำมากองเอาไว้หน้าเรือนเช่นนี้เรือนหรูอี้นี้ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับเรือนเหวินเซียวขององค์ชายหกนั้นย่อมแน่นอนว่าตามฐานะแล้ว เรือนนี้จะต้องเป็นเรือนที่หลินหลีฮัวผู้ดำรงตำแหน่งพระชายาเอกได้พักอาศัย เช่นนั้นเมื่อนางมาพบเข้ากับภาพข้าวของถูกขนย้ายย่อมต้องแปลกใจและสงสัยอยู่แล้ว"ยังจะสงสัยสิ่งใด นับจากนี้เรือนหรูอี้จะเป็นของพระชายารองเพ่ย"แน่นอนว่าคนที่ตอบให้ความกระจ่างคือจ้าวหลิวเย่ โดยมีเพ่ยอวี้ยืนทำหน้าตกอกตกใจเกินจริงอยู่สามส่วน มองอย่างไรก็เสแสร้งจนหน้าตบให้คว่ำสำหรับปิงจีและถงอี ส่วนหลินหลีฮัวเพียงแค่หรี่ตาลงสองส่วนยากจ
ตอนที่1 ||ข้าผิดอันใดพอตกถึงปลายยามอิ๋น ปิงจีกับถงอีก็เข้ามาปลุกหลินหลีฮัวขึ้นมาจากเตียงนอนนุ่มสบายเพราะทราบดีว่ายามเช้ามาถึงพระชายาหกหลินนั้นยังมีอีกหลายสิ่งให้ต้องกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการให้พ่อบ้านใหญ่ในจวนองค์ชายหกนำคนภายในจวนมาคารวะเจ้านายฝ่ายหญิงคนใหม่ที่จะควบคุมเรือนหลังจากนั้นก่อนยามอู่ยังต้องเร่งเข้าวังไปยกน้ำชาให้กับซ่งฮองเฮา รวมไปถึงฮ่องเต้กับมารดาของสวามีเช่นถังซูเฟย แค่คิดก็แทบจะหมดแรงแล้วจริง ๆ"พระชายาหกเพคะ ตื่นได้แล้วเพคะ นี่ปลายยามอิ๋นแล้ว"หลินหลีฮัวกำลังฝันดีแต่เพราะสามเดือนที่ผ่านมาถูกเหล่าหมัวมัวอาวุโสภายในวังหลังเคี่ยวกรำมาอย่างหนักพอถูกปลุกจึงลุกขึ้นโดยง่ายไม่มีงอแงเช่นเมื่อสามเดือนก่อนเข้าวังอีกแล้วร่างเล็กลุกขึ้นมานั่งจากนั้นปิงจีซึ่งเตรียมอ่างล้างหน้ากับผ้าสะอาดก็รออยู่แล้วมาวางตรงหน้า ที่เมืองหลวงของเทียนสุ่ยอากาศเย็นกว่าแถบตงเป่ย ทว่าต่อให้หนาวแต่หลีฮัวก็ต้องอาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาดเอี่ยมอ่องอยู่ดีชุดฮั่นฝูเต็มพิธีการสีชมพูอ่อนปักด้วยดิ้นสีชมพูเข้มเป็นลวดลายดอกไม้เล็ก ๆ มิดชิดถูกนำมาสวมแทนที่จะเป็นชุดป้านปี้เพราะต้องเข้าวังหลังจากจบอาหารมื้อเช้าจึงต้อ
บทนำ# อวี้เอ๋อร์คือผู้ใด?ภายในห้องหอหรูหราบัดนี้มีสตรีสวมชุดเจ้าสาวเต็มพิธีการกำลังนั่งทอดสายตามองตรงไปบนโต๊ะอาหารมงคลกลางห้องสำหรับคู่บ่าวสาว ที่ยังไม่มีผู้ใดแตะต้องมันเลยแม้เพียงครึ่งคำสลับกับมองไปที่บานประตูห้องหอที่ถูกปิดไปเมื่อครู่ด้วยฝีมือของผู้เป็นเจ้าบ่าวหลังจากที่เขากล่าวกับนางด้วยประโยคที่ว่า…'ฐานะพระชายาเอกขององค์ชายหกนี้เจ้าก็ได้ไปแล้ว เช่นนั้นราตรีนี้เจ้าก็เข้าหอกับฐานะพระชายาเอกและหนังสือสมรสไปก็แล้วกันส่วนเปิ่นหวางจื่อ[ตัวข้าองค์ชายผู้หนึ่ง]จะไปปลอบใจอวี้เอ๋อร์!'แล้วเขาก็เดินจากไปโดยปล่อยให้เจ้าสาวเช่นนางนั่งเป็นบื้อเป็นใบ้อยู่บนเตียงแม้นแต่ผ้าคลุมหน้าคนผู้นั้นก็ไม่คิดแม้แต่จะมีน้ำใจมาปลดมันออกให้นางแม้แต่น้อยกว่าที่หลินหลีฮัวนั้นจะตั้งสติได้เสียงฝีเท้าของผู้เป็นเจ้าบ่าวหรือพระสวามี นั้นก็จางหายไปกับความมืดได้ครู่ใหญ่เสียแล้ว ปลอบใจอวี้เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ? แล้วอวี้เอ๋อร์คือผู้ใดกันเล่า? ผู้เป็นเจ้าสาวยังคงมึนงงและสงสัยมิคลายแต่สงสัยเพียงใดนางก็คงยากจะได้คำตอบในราตรีนี้เนื่องจากผู้ที่รู้คำตอบจากไปแล้วนั่นเอง"พระชายาหกเพคะ เกิดอันใดขึ้นเพคะแล้วองค์ชายหกเขาเอ่อ…ไปที่ใ







