تسجيل الدخولข้าอยากเป็นแม่ทัพเก่งๆ อย่างพี่รอง ถ้ามัวแต่เย็บปักถักร้อยแล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้นำทัพ”
“ฮวาเอ๋อร์... เจ้าอยากไปเปิดหูเปิดตาข้าไม่ห้าม แต่เตรียมตัวเตรียมใจรับทัณฑ์ไม้เรียวจากเสด็จพ่อแล้วใช่หรือไม่”
“แน่นอน ข้าไม่กลัวหรอกเพคะ”
“แล้วก็กระบวนท่าฟาดก้นของพี่ใหญ่ ของข้าแล้วก็ของเจ้าสามอีก เตรียมใจไว้แล้วยัง”
เสด็จพ่อกับพี่ใหญ่ใจดี ตีแค่พอเป็นพิธีก็เลิก ส่วนพี่สามไม่เน้นตีเน้นด่าอย่างเดียว แต่ลองพี่รองเอ่ยปากออกมาเช่นนี้แล้ว ไม้เรียวไม่หักก็ไม่เลิกรา องค์หญิงชะงัก คิดหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบทั้งๆ ที่เหงื่อซึมเต็มหน้า “จะตีก็ตี ข้าไม่เกี่ยงงอนแม้แต่นิดเดียว ต่อให้พี่รองตีจนขาหักข้าก็ไม่ร้องโอดครวญ”
“ดี! สมแล้วที่เป็นน้องสาวข้า”
เอี้ยนซ่านฉีเอื้อมมือของตนมาหิ้วคอเสื้อเด็กหญิง ย้ายนางให้มานั่งม้าตัวเดียวกันกับเขา เอี้ยนซ่านฉีเป็นชายชาตินักรบที่ลงสมรภูมิตั้งแต่อายุน้อยๆ ในเมื่อนางดื้อด้านนักก็ให้ไปลองสัมผัสความโหดร้ายด้วยตัวเอง เอี้ยนซ่านฉีวางกฎอย่างเข้มงวดและร่ายข้อห้ามนับสิบข้อ พร้อมย้ำว่าหากนางไม่เชื่อฟังคำสั่ง เขาจะจับตัวใส่กรงและเอาผ้าคลุมปิด ไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน
ในที่สุดขบวนทัพขององค์ชายหนุ่มมาถึงบริเวณตำบลเสวียนอู่ ห่างจากเมืองสมรภูมิราวๆ ร้อยลี้ เอี้ยนซ่านฉีมิได้แวะหยุดพัก แต่เร่งให้ทหารไปให้ถึงพื้นที่โดยเร็วเพื่อยันทัพขององค์ชายหลี่เซวียนหลง เอี้ยนซ่านฉียกมือขึ้นลูบสันกรามคมเข้มไร้ที่ติของตนอย่างนึกรำคาญหนาวเคราที่มักจะกลับมาทั้งๆ ที่เพิ่งจะโกนทิ้งไปเมื่อเช้านี้ แต่สีหน้าของเขายังเรียบเฉย ไม่บ่งบอกพื้นอารมณ์ใดๆ
“พี่รอง... ดูนั่น เต่าเต็มไปหมดเลย”
“ใช่แล้ว เต่าพวกนี้เป็นลูกหลานของเทพเสวียนอู่ ที่นี่ถึงได้ชื่อว่าตำบลเสวียนอู่ยังไงล่ะ” ชายหนุ่มหัวเราะเมื่อน้องสาวตื่นเต้นกับเรื่องเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาดุดันแหบห้าวทำให้หญิงสาวทั่วหล้าคลั่งไคล้ แต่องค์หญิงรู้สึกหนวกหู ถ้าให้เรียงลำดับพี่ชายทั้งสามคนแล้ว พี่รองนี่แหละตัวใหญ่แถมเสียงดังหนวกหูโหวกเหวกที่สุด
เบื้องหน้าของม้าคู่ใจแม่ทัพเต็มไปด้วยเต่าตัวเล็กตัวใหญ่เกลื่อนกลาดเต็มถนน พวกทหารม้าเหยียบย่ำผ่านไปทำให้พวกมันบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย องค์หญิงจึงรีบดึงแขนเสื้อพี่ชาย
“พี่รอง ท่านบอกให้ทหารเก็บเต่าพวกนี้ไปข้างถนนก่อนได้หรือไม่”
“ไม่ล่ะ เสียเวลา”
“พี่รอง...”
เมื่อน้องสาวคนเดียวทำท่าจะหน้าบูดและมีปัญหา พี่ชายคนรองขององค์หญิงจึงคำรามอย่างรำคาญ ก่อนจะมีคำสั่งให้ทหารช่วยกันเก็บเต่าออกไปให้พ้นรัศมีถนน “เก็บเต่าพวกนี้ไปรวมกันที่สระน้ำศาลเจ้าเสวียนเทียนสั้งตี้[1]ข้างหน้านั่นซะ อ้อ... จุดธูปบอกกล่าวเทพเสวียนอู่[2]ด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“พี่รองช่างใจดียิ่งนัก มีเมตตาต่อสรรพสัตว์ สมแล้วที่ท่านเนื้อหอมในหมู่สาวๆ ผลบุญครั้งนี้ต้องช่วยท่านชนะศึกแน่นอน” เด็กหญิงตัวน้อยประจบเสียงใส เอี้ยนซ่านฉีจึงขยำศีรษะเล็กๆ ตามประสาคนรู้ทัน น้องสาวของเขาคนนี้ไม่เชื่อโชคลาง ไม่เคยพนมมือขอพร ไม่ศรัทธาในเทพองค์ใด สิ่งเดียวที่นางเชื่อคือตัวเองเท่านั้น ดังนั้นวาจาเลอะเทอะที่พูดถึงบุญบาปล้วนเบาหวิวทั้งสิ้น เอี้ยนซ่านฉีจึงรู้ทันว่านางประชด
“หึๆ ศึกง่ายๆ ครั้งนี้ไม่ต้องใช้บุญบารมีอะไรสักนิด สู้สะสมบุญรวมๆ ไว้จะดีกว่า”
“รวมไว้ทำอะไรหรือเพคะ”
“อยากรู้จริงเหรอ” ชายหนุ่มแสร้งเลิกคิ้วขึ้น ผสานกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่สาวๆ ยากจะต้านทาน แต่สำหรับองค์หญิง รอยยิ้มแบบนี้ของพี่รองแปลว่า ‘อยากรู้ละสิ อยากรู้ละสิ!!’
“บอกข้ามาสักทีสิเพคะ”
“เจ้าไม่เชื่อเรื่องเทพยดาฟ้าดินไม่ใช่หรือ จะสนใจไปทำไม”
องค์หญิงเริ่มอยากรู้อยากเห็น จึงมองข้ามเรื่องรอยยิ้มป่วนประสาทของพี่ชายไปก่อน “บอกข้าหน่อยเถิดพี่รอง น้อยครั้งนักที่ท่านจะทำความดี”
“อ้าวเจ้านี่ เดี๋ยวถีบลงไปอยู่กับเต่าเลย เฮ้อ!! เจ้าเด็กน้อยเอียงหูมานี่” เอี้ยนซ่านฉีกลอกตาซ้ายขวาไปมาราวกับกำลังจะบอกความลับ ยิ่งทำให้คนฟังเริ่มอยากรู้หนักขึ้นไปอีก ชายหนุ่มรูปงามป้องปากพลางกระซิบอย่างจริงจัง “ข้าจะหาพี่สะใภ้ให้เจ้าสักคนไง”
“พี่สะใภ้? ของใครเพคะ พี่ใหญ่ พี่รอง หรือพี่สาม?”
“ของข้าเองสิวะ ข้าตั้งใจว่าเสร็จศึกนี้จะแต่งเมียจริงๆ จังๆ”
คำว่า ‘เมีย’ หลุดออกจากปากของพี่ชายคนนี้แล้ว องค์หญิงก็ทำหน้าเอือม “ท่านเคยพูดอย่างนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบแปดครั้ง ข้าเห็นท่านเอาแต่โปรยเสน่ห์”
เอี้ยนซ่านฉียักไหล่ “พวกนางมักจะสนใจแต่รางวัลแสนหวานจากข้า และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่หิวโหยน่าสงสาร จะให้ข้าปฏิเสธพวกนางได้อย่างไร... เจ้าเพิ่งจะเจ็ดขวบ จะไปเข้าใจอะไร”
“สักวันเถอะ หากวันไหนที่ท่านเจอคนที่ถูกใจจริงๆ นางจะเบือนหน้าหนีเพราะพฤติกรรมของท่าน”
“ข้ายังไม่เคยเจอหญิงคนใดที่ทำให้ข้าถูกใจ” ร่างสูงใหญ่ปานภูผาเมินคำเตือนอย่างสิ้นเชิง “หากท่านเสวียนเทียนสั้งตี้ประทานหญิงงามให้ข้า ข้าสาบานว่าจะมอบตัวและหัวใจให้นางผู้เดียว”
เอี้ยนซ่านฉีประสานฝ่ามือขึ้นต่อฟากฟ้าเบื้องบน กล่าวคำสัตย์สาบานเสียงขึงขัง
“แน่ใจ?”
“แน่สิ เรื่องนี้เรารู้กันสองคน ถ้ามีหญิงคนไหนเอ่ยถึงท่านเสวียนอู่ ต่อให้เป็นนางทาสหรือหญิงชาวบ้าน ข้าก็จะรักษาคำพูด จะมีหลานให้เจ้าเลี้ยงหัวปีท้ายปีแน่นอน” รอยยิ้มทะเล้นปรากฏขึ้นที่ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา เทพเสวียนอู่มีจริงที่ไหนกันเล่า? เขาแน่ใจว่าไม่มีทางเป็นไปได้จึงหยอกล้ออย่างสนุกสนาน แต่กระนั้นสายลมได้พัดผ่านยอดไม้วูบใหญ่ นำพาถ้อยคำล่องลอยขึ้นสูงเบื้องบนท้องนภา ผู้รับฟังพยักพระพักตร์ก่อนจะเอ่ยวาจาที่สองพี่น้องไม่ได้ยินว่า...
“ข้ายินดีประทานพรให้ตามคำขอ”
[1] เสวียนเทียนสั้งตี้ (玄天上帝) ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า เฮี่ยงเทียนส่งเต่ และแต้จิ๋วเรียกว่าเฮี่ยงเทียนเซี่ยงตี่ เทพชั้นผู้ใหญ่ ได้รับความนับถือว่าเป็นผู้ประทานอำนาจวาสนา บารมีและความเคารพยำเกรง คนไทยรู้จักในนาม เจ้าพ่อเสือ
[2] เทพบริวารของเสวียนเทียนสั้งตี้
“เฮ้ย... ป๋าให้ฟรี เห็นป๋าเป็นพวกขี้งกหรือไง ตอนนี้ช้ามากแล้ว รีบไปหาว่าที่สามีของเจ้ากันเถอะ”“แต่... ทำไมถึงต้องเป็นฉันด้วยละคะ”“เจ้ามีคนรักแล้วหรือยัง”“ยังค่ะ ไม่เคยมี” พูดแล้วมันเศร้า จะว่ามีก็มีเพราะมนต์นภาเปลี่ยนสามีทุกครั้งที่มีซีรีย์เรื่องใหม่มาฉาย“เจ้าอยากมีคนรัก อยากมีคนนอนกอดอุ่นๆ มั้ย เอาแบบหล่อๆ ล่ำๆ กล้ามเป็นมัดๆ เอะอะถอดเสื้อ เอะอะพาเข้านอนอ่ะ อ่อ... ทำกับข้าวอร่อยด้วยนะ”แค่ได้ฟังสรรพคุณดีงามน่าบูชาของว่าที่สามีผู้นี้ แววตาของมนต์นภาก็เป็นประกาย คุณสมบัติพึงมีพึงประสงค์ชนะเลิศแบบนี้ ถ้าได้นอนกอดจริงๆ จะกอดแน่นหนึบทั้งคืนเลยเชียว แต่... กรอบระเบียบกุลสตรีมันค้ำคอ เพราะฉะนั้นนางจะแสดงออกนอกหน้านอกตาจนเกินงามไม่ได้“ว่าไง?”“ไม่อยากได้ค่ะ”“ปี๊บ”เสียงระบบจับเท็จของหินโชคชะตาดังลั่น มนต์นภาจึงกลั้นหายใจแล้วตอบเสียงดังฟังชัด “ฉันอยากได้ผู้ชายคนนี้ค่ะ!!”“ดีมาก อย่าลืมใช้ของวิเศษของข้านะ” มนต์นภาก้มดูจี้ลูกแก้วทำเป็นรูปเต่า ส่วนกาวแปลภาษาพิลึกแลดูเสื่อมเหลือเกิน จู่ๆ มีเต่าพูดได้หว่านล้อมให้มีผัวแถมให้นู่นให้นี่ ซิกมันต์ ฟรอยด์บอกว่าความฝันเป็นตัวสะท้อนความปรารถนา มนต์นภ
บทที่ 2 ป๋ามาแล้ว“ป๋าเอง”สุรเสียงลุ่มลึกน่าเกรงขามดังก้องขึ้น บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เหล่ายมทูตในชุดสูททักซิโด้ต่างค้อมกายทำความเคารพ รวมทั้งดวงวิญญาณที่กำลังต่อแถวพากันเงียบเสียงลงอย่างสำรวมในทันใด มนต์นภาอ้าปากหวอตั้งแต่เจ้าหินโชคชะตาบอกว่าตนยังไม่ตายแล้ว นางยิ่งอึ้งขึ้นกว่าเดิมเมื่อเจ้าของเสียงดังกังวานนั้นคือเต่าดำหนึ่งตัว ดวงตากลมโต ขนตางอนเช้งดูน่ารักและมีหนวดม้วนสวยใต้จมูกเจ้าเต่าเดินต้วมเตี้ยมเตาะแตะ ยิ่งดูก็ยิ่งไม่ใช่เต่าธรรมดา เพราะนอกจากจะพูดได้แล้วยังใส่เนกไทเล็กๆ กับเสื้อฮาวายสีฉูดฉาด ปากคาบไปป์อย่างมีมาด ส่วนงูตัวใหญ่ที่เลื้อยพันกระดองนั้นสวมเสื้อไหมพรมสีเขียวสะท้อนแสง และใส่แว่นกันแดดด้วย แฟชั่นพังพินาศมาก“ป๋าเป็นผู้นำตัวหญิงสาวผู้นี้มาเอง”“ท่านเสวียนอู่ ทำเช่นนี้มันผิดกฎนะขอรับ ท่านต้องรีบนำตัวนางกลับไปก่อนที่ท่านพญายมบาลจะทราบเรื่อง” หินโชคชะตาเปิดไฟดิสโก้เธคของตนเอง ส่องแสงวาบๆ สลับสีรัวเร็วน่าเวียนหัว เต่าดำหรือเทพเสวียนอู่มิได้นำพา เอาแต่พ่นควันจากไปป์ปุ๋ยๆ“ไม่ต้องห่วง ป๋าคุยกับท่านพญายมไว้แล้ว แม่สาวคนนี้จะต้องไปกับป๋า... นังหนู ป๋าจะพาเจ้าไปเ
บทที่ 1 มนต์นภา สวรรค์... หรือนรก? ที่นี่คือที่ไหนกันมนต์นภากะพริบตาปริบๆ ขณะเดินตามแถวซึ่งออแน่นด้วยผู้คน ไม่สิ... ไม่ใช่คน แต่เป็นวิญญาณคนตาย บางคนมีมีดปังคอเสียบที่คอ บางคนก็ถือแขนที่ขาดไว้ บางคนไม่มีศีรษะ ส่วนบางคนมีรอยเชือกรัดที่ลำคอ มีคราบเลือดไหลจากมุมปาก ไม่ก็มีรอยกระสุนรอยแทงตามเนื้อตัวหญิงบางคนอุ้มทารกตัวแดงๆ ในอ้อมแขนหมายความว่านางตายทั้งกลม แต่ละคนหมกมุ่นอยู่กับห้วงวินาทีก่อนตายของตนเอง ปากบ่นพึมพำว่าต้องการแก้แค้นๆ บางคนเหม่อลอยหรือไม่ก็สะอึกสะอื้นร้องไห้เศร้าสร้อย... ไม่มีใครสนใจใครเลยดวงวิญญาณทุกดวงได้ตราประทับที่ข้อมือว่า ‘รุ่น 11/4/2018’มันคงจะหมายถึงวันตาย คนเรามีเพื่อนร่วมรุ่นสมัยประถม มัธยม มหาวิทยาลัย รวมไปถึงเพื่อนร่วมงาน เพราะฉะนั้นจะมีเพื่อนร่วมรุ่นวันตายก็เก๋ไปอีกแบบ ทุกคนที่ต่อแถวเรียงรายตายในวันเดียวกัน ซึ่งก็ค่อนข้างหนาแน่นเพราะช่วงวันสงกรานต์มีอุบัติเหตุรถชนตายหมู่เกิดขึ้นเยอะ แต่บางคนก็หมดอายุขัยสิ้นใจอย่างสงบ ซึ่งมนต์นภาคิดว่าวิญญาณกลุ่มนี้ทำบุญมาดี แต่บางคนเป็นโรคร้ายตายอย่างทรมาน ร่างกายซูบซีดจนน่าสงสารมนต์นภาลองพิจารณาเรื่
ข้าอยากเป็นแม่ทัพเก่งๆ อย่างพี่รอง ถ้ามัวแต่เย็บปักถักร้อยแล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้นำทัพ” “ฮวาเอ๋อร์... เจ้าอยากไปเปิดหูเปิดตาข้าไม่ห้าม แต่เตรียมตัวเตรียมใจรับทัณฑ์ไม้เรียวจากเสด็จพ่อแล้วใช่หรือไม่” “แน่นอน ข้าไม่กลัวหรอกเพคะ” “แล้วก็กระบวนท่าฟาดก้นของพี่ใหญ่ ของข้าแล้วก็ของเจ้าสามอีก เตรียมใจไว้แล้วยัง” เสด็จพ่อกับพี่ใหญ่ใจดี ตีแค่พอเป็นพิธีก็เลิก ส่วนพี่สามไม่เน้นตีเน้นด่าอย่างเดียว แต่ลองพี่รองเอ่ยปากออกมาเช่นนี้แล้ว ไม้เรียวไม่หักก็ไม่เลิกรา องค์หญิงชะงัก คิดหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบทั้งๆ ที่เหงื่อซึมเต็มหน้า “จะตีก็ตี ข้าไม่เกี่ยงงอนแม้แต่นิดเดียว ต่อให้พี่รองตีจนขาหักข้าก็ไม่ร้องโอดครวญ” “ดี! สมแล้วที่เป็นน้องสาวข้า”เอี้ยนซ่านฉีเอื้อมมือของตนมาหิ้วคอเสื้อเด็กหญิง ย้ายนางให้มานั่งม้าตัวเดียวกันกับเขา เอี้ยนซ่านฉีเป็นชายชาตินักรบที่ลงสมรภูมิตั้งแต่อายุน้อยๆ ในเมื่อนางดื้อด้านนักก็ให้ไปลองสัมผัสความโหดร้ายด้วยตัวเอง เอี้ยนซ่านฉีวางกฎอย่างเข้มงวดและร่ายข้อห้ามนับสิบข้อ พร้อมย้ำว่าหากนางไม่เชื่อฟังคำสั่ง เขาจะจับตัวใส่กรงและเอาผ้าคลุมปิ
“เจ้าสาม เดี๋ยวเจ้าคอยดักฮวาเอ๋อร์ไว้ นางร้องจะตามข้าไปดูการทำศึกแนวหน้าด้วย ขืนปล่อยให้นางหลุดไปได้ เสด็จพ่อเชือดข้าตายแน่นอน”“ทราบแล้วพี่รอง เดี๋ยวข้าจัดการให้”พี่ชายทั้งสามคิดจะขัดขวางนางอีกแล้ว เด็กหญิงขมวดคิ้วและรีบลดเสียงฝีเท้าของตน ถอยออกมาจากเขตหวงห้าม วันก่อนนางเพิ่งได้ยินพระบิดามีรับสั่งบ่นว่าเงินในท้องพระคลังร่อยหรอหนักขึ้นทุกที ศึกสงครามระหว่างสามแว่นแคว้นที่มีมายาวนานกำลังเป็นเนื้อร้ายบั่นทอนทุกชีวิต องค์หญิงบรรดาศักดิ์หย่งอานอย่างนางจึงอยากจะทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหานี้บ้างพี่เลี้ยงขององค์หญิงน้อยแปลกใจที่องค์หญิงไม่เข้าไปหาพี่ชายทั้งสาม แต่รีบพุ่งกลับตำหนักของตนเอง “องค์หญิงจะเสด็จไปไหนหรือเพคะ”“ไปเตรียมตัว” พิธีเคลื่อนทัพจัดขึ้นที่หน้าหอบัญชาการรบนอกประตูเมือง เอี้ยนอ๋องในฐานะผู้ปกครองแคว้นเสด็จทำพิธีบวงสรวงบรรพชน บรรดาทหารนับหมื่นนายเตรียมพร้อมรับการตรวจพลอย่างแข็งขัน ด้านหน้าเป็นขบวนทหารม้าคาดดาบพร้อมเกาทัณฑ์เต็มอัตราศึก ถัดไปเป็นกองทหารจัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมสามกองแน่นขนัดยืนนิ่งไม่ไหวติง ขุนนางหกกรมเก้าสำนักและชาวเมืองหลวงล้วนมายืนรอรับเสด็จ ทุกครัวเรือน
จากใจนักเขียนสวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้งกับซีรีส์ดวงใจจตุรทิศ ซึ่งประกอบด้วยชายามังกร ชายาพยัคฆ์ ชายาเสวียนอู่และชายาหงส์นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของสี่พี่น้อง ทั้งสี่เรื่องสามารถแยกอ่านกันได้ สำหรับชายาเสวียนอู่นั้นจะอยู่ลำดับแรกของซีรีส์ชุดนี้ เรื่องราวจะเกิดขึ้นก่อนและแตกต่างเรื่องอื่นตรงที่นางเอกทะลุมิติเวลามานั่นเอง นานมาแล้วปุ๋มเคยอ่านเรื่องลึกลับ (หนังสือหายไปแล้ว น่าเสียดายมาก) เนื้อเรื่องเล่าถึงชายชาวอเมริกันซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง มีภรรยากับลูกๆ อยู่ในบริเวณนั้นและมีเพื่อนบ้านเห็นเหตุการณ์ว่า ในจังหวะที่ชายคนนี้กำลังก้าวเดินผ่านสนามหญ้า จู่ๆ ร่างของเขาก็หายวับไปเหมือนตกหล่นลงไปในโพรงลึกอย่างไรอย่างนั้น ทุกคนต่างนิ่งอึ้งด้วยความสับสนว่าเขาหายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร พื้นหญ้าตรงนั้นก็เป็นพื้นเรียบๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หลังจากพยายามหาเท่าไรๆ ก็หาไม่พบ ทุกคนจึงได้แต่วิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ความลึกลับเริ่มน่ากลัวขึ้นตรงที่พื้นหญ้าตรงจุดที่เขาหายวับไปมันแห้งตายอยู่จุดเดียว เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดเดือน มีคนได้ยินเสียงของเขาออกมาจากพื้นที่เขาหายวับไป ผู้คนจึงยิ่งวิเครา







