LOGINเหอลี่อิงปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายครั้งเธอไม่เห็นด้วยกับการที่เขาเอาชีวิตไปเสี่ยงในภารกิจซึ่งไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเขาเอาชีวิตของตนเพื่อแลกกับความสงบและความเรียบร้อย ไม่มีใครสรรเสริญหรือเทิดทูนเขาด้วยว่าอยู่เบื้องหลัง เหมือนเงาที่ไม่เคยมีใครได้รู้ตัวตนจริงๆ ทางบ้านของซุนเจิงนับว่าเป็นคนมีฐานะ เพียงมรดกที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้ใช่ว่าเขาจะลำบาก แต่เขากลับไม่ยอมทิ้งงานที่เต็มไปด้วยอันตรายและเสี่ยงชีวิตนี้ ด้วยเหตุผลเดียวคือ ‘ถ้าเขาไม่ทำแล้วใครจะทำ’ ในยุคสมัยนั้นใช่ว่าทุกคนจะยอมเสี่ยงส่งลูกชายคนเดียวไปเป็นทหาร ยิ่งทหารหน่วยรบพิเศษใครบ้างอยากให้ลูกหลานของตนเป็น
ตำแหน่งของซุนเจิงเป็นเพียงนายทหารชั้นผู้น้อยที่เลื่อนขั้นเร็วกว่าที่ใครหลายๆ คนคาดคิด เพราะว่าเขาทำงานถวายชีวิตอย่างไม่สนใจว่าข้างหลังนั้นมีใครบ้าง และแน่นอนว่าเธอออกปากเรื่องนี้กับซุนเจิงหลายครั้ง และทุกครั้งมักจบลงด้วยการทะเลาะและหันหลังให้กันเหมือนที่ซุนเจิงพูด แต่สุดท้ายเขาก็ยอมเกษียณตัวเองก่อนเวลากลับมาอยู่บ้านอย่างที่เธอต้องการ แต่ครั้งนี้เธอมีโอกาสทุกอย่างเหมือนภาพในอดีตที่ฉายชัดอีกครั้งหนึ่ง เวลานี้เธอรู้ดีที่สุดว่าซุนเจิงเป็นคนอย่างไร และเธอต้องสนับสนุนเขาเท่าที่ภรรยาคนหนึ่งควรจะทำ
“พอเถอะ วันนี้ฉันวิ่งวุ่นไปทั่วจนเหนื่อยแล้ว เธอนอนเสีย ฉันไปอาบน้ำก่อน” ซุนเจิงตัดบท แสดงกิริยาไม่ต่างจากผู้ใหญ่ที่ชอบให้ปัญหาค้างคา เขาไม่อยากเสียเวลาไปกับการทะเลาะเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว แม้จะไม่จัดการปัญหาที่ว่านั่นให้ชัดเจน แต่อย่างไรเสียเหอลี่อิงก็คือเหอลี่อิง ต่อให้เธอโกรธหรือโมโหเพียงไร ไม่นานเธอจะลืมมันไปเองอย่างที่ผ่านมา และเขาก็จะปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น ดีกว่าปล่อยให้เธอพะวงเรื่องของเขา
ซุนเจิงแช่กายในน้ำที่เย็นเฉียบโดยไม่ใส่ใจเรื่องอื่น เขาต้องการเพียงชำระร่างกายเท่านั้น ไม่ได้ต้องการผ่อนคลายอะไรมากมายนัก เมื่อจัดการชำระร่างกายเสร็จเขาก็กลับเข้าห้องนอน คว้าเครื่องแต่งกายที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้มาสวมใส่ เดินกลับไปยังเตียงนอน แต่ก็พบว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
“ทำไมยังไม่นอน” ซุนเจิงเอ่ยถามสตรีที่นอนลืมตามองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอย ซึ่งนับว่าผิดวิสัยของเหอลี่อิง ปกติหากมีเรื่องทำนองนี้ ป่านนี้เธอต้องนอนหันหลังใส่เขา ทำตัวไม่พูดไม่จาไปแล้ว แต่คราวนี้กลับต่างออกไป
“ฉันไม่ห้ามคุณหรอกนะซุนเจิง ไม่ว่าเรื่องอะไรฉันจะไม่ห้ามคุณ”
ซุนเจิงทำตัวว่าไม่ได้สนใจในสิ่งที่เหอลี่อิงเอ่ยออกมา เขาทิ้งกายลงนอนข้างเธอ “ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้เถอะ วันนี้เรานอนกันได้แล้ว”
ไม่มีเสียงใดดังขึ้นมาอีก ซุนเจิงนอนลืมตาทั้งๆ ที่บอกให้ภรรยาหลับ ผ่านไปครู่หนึ่ง มองข้างกายก็พบว่าเหอลี่อิงหลับใหลไปแล้ว อย่างน้อยๆ เวลานี้เธอก็พอจะเชื่อคำสั่งของเขาอยู่บ้าง
วันรุ่งขึ้นซุนเจิงก็ต้องไปทำงานตามปกติ และท่าทีของเหอลี่อิงยังคงเดิม ไม่ได้มีอาการเงียบหรือมีท่าทีประชดประชันแต่อย่างไร เธอตื่นแต่เช้าแย่งงานของพ่อครัวในจวนเพื่อทำอาหารเตรียมไว้รอเขา
“ฉันไปก่อน แล้วจะรีบกลับมา” ซุนเจิงเอ่ยประโยคเดิมๆ ที่พูดมาตลอด ไม่ว่าจะตอนนี้หรือก่อนหน้านี้ก็ตาม ใบหน้าของเขาประดับยิ้มที่มุมปากเพียงเล็กน้อย ส่วนเหอลี่อิงก็ยิ้มตอบกลับเช่นทุกครั้ง หรือเขาอาจจะเครียดเรื่องเมื่อคืนมากจนเกินไป...แต่นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยเรื่องเมื่อคืนก็ไม่ใช่ปัญหาเรื้อรังของพวกเขา
ซุนเจิงประดับยิ้มที่มุมปากไม่คลาย มองใบหน้าของสตรีเบื้องหน้า หรือว่านี่จะเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าเก่า
“ขอบใจ…ที่วันนี้เราไม่ได้หันหลังให้กัน” ซุนเจิงเอ่ยสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้พูดออกมาในชั่วชีวิตนี้ แต่เพราะเคยใช้ชีวิตแบบที่ไม่เคยพูดอะไรออกไปตรงๆ จึงได้รู้ว่าผลสุดท้ายแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร เวลานี้เมื่อนึกคิดอะไรก็พยายามจะแสดงออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้
ส่วนเหอลี่อิงไม่พูดอะไร เพียงแต่รอยยิ้มของเธอกลับกว้างขึ้นกว่าเก่าอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน พลางอดนึกถึงเมื่อก่อนไม่ได้ หากเป็นเมื่อก่อน ป่านนี้เธอคงหน้าหงิกประชดใส่ซุนเจิงโดยการไม่ยอมพูดยอมจาทำราวกับว่าตนนั้นเศร้านักหนา หรือไม่พอใจเหลือหลายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงเธอแค่ต้องการเรียกร้องความสนใจเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอไม่ใช่เหอลี่อิงที่ไร้วุฒิภาวะหรือไร้เดียงสาในการใช้ชีวิตคู่อีกต่อไปแล้ว
ซุนเจิงไปทำงานหลังจากที่กล่าวลา คล้อยหลังสามี เหอลี่อิงก็ได้แต่ภาวนาให้สามีทำทุกอย่างได้อย่างราบรื่น สิ่งหนึ่งที่ซุนเจิงไม่รู้คือ ตัวเองนั้นเก่งไม่ต่างจากคนอื่น แม้จะชอบพูดอยู่เสมอว่าไม่ได้เรื่องในการใช้สมอง แต่ปราดเปรื่องเรื่องการใช้กำลัง ทั้งที่ความจริงซุนเจิงมีความสามารถทั้งสองอย่างพอๆ กัน
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







