LOGINเซี่ยหวายอีถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เดิมทีเขาก็กำลังคิดที่จะบอกนางอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะถูกนางสงสัยก่อนเสียได้ เห็นทีการแปลงโฉมของเขาคงจะใช้ไม่ได้กับนาง หรือบางทีอาจเป็นเขาที่ไร้ความสามารถเอง เซี่ยหวายอีหยิบหน้ากากที่วางอยู่บนโต๊ะมายื่นให้กับนาง
“ข้าคือจิ้นอ๋องแห่งแคว้นเซี่ย” หยวนชิงหลิงชี้ไปที่ใบหน้าของเซี่ยหวายอี ก่อนที่จะตะโกนออกมา “หา!!!จิ้นอ๋องหรือ ท่านก็คือแม่ทัพเซี่ยที่ใส่หน้ากากผู้นั้น แล้วเหตุใดท่านจึง....” นางมองใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษตรงหน้าแล้วมองไปที่หน้ากากที่อยู่ในมือตน ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “คงไม่ใช่ว่า....ท่านก็คือหัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นด้วยหรอกกระมัง” ร่างสูงที่นั่งอยู่ไม่ไกลตัวแข็งทื่อขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงพยักหน้าช้าๆ หยวนชิงหลิงไม่อยากจะเชื่อเลย นี่นางทำสิ่งใดลงไปกันแน่เนี่ย ตลอดการเดินทางนางเอาแต่ข่มเหงเขาทั้งยังพูดจาไม่ดีกับเขาอีกด้วย แม้กระทั่งตอนอยู่ที่แคว้นฉินนางเคยทำร้ายร่างกายเขาด้วยซ้ำ ก็นางไม่รู้นี่นาว่าเขาคือเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเซี่ย เรื่องนี้ถือว่านางไม่ผิดก็แล้วกัน เป็นเขาเองที่ปลอมตัวมาทำลับๆ ล่อๆ ที่จวนของนาง หวังว่าหลังจากนี้เขาจะไม่เอาคืนนางหรอกนะ ดวงตาของหยวนชิงหลิงกลอกกลิ้งไปมา คิดหาทางเอาตัวรอด ถ้าหากนางประจบเขาตอนนี้จะยังทันอยู่ไหม เซี่ยหวายอียกนิ้วชี้เคาะที่หน้าผากมนเบาๆ “เจ้ากำลังคิดเรื่องเหลวไหลอันใดอยู่กัน เลิกคิดได้แล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง อาการดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยถามร่างบางที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง ตั้งแต่ที่บิดาตายจากไป เขาเป็นคนแรกที่ทำให้นางรู้สึกได้พึ่งพิงใครสักคน ครั้งก่อนก็เป็นเรื่องที่เขาช่วยนางจากองค์ชายห้า ต่อมาเขายังช่วยนางจากการจมน้ำอีก ครั้งนี้..... “ขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยเหลือข้ามาตลอด ชิงหลิงจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่าน แม้ข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ หากวันหน้าสามารถช่วยเหลือสิ่งใดท่านอ๋องได้ ชิงหลิงจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ว่า....” เซี่ยหวายอีเลิกคิ้วมองใบหน้างามที่ยังคงซีดเซียว รอว่านางจะเอ่ยสิ่งใดต่อ “เรื่องการแก้แค้นให้บิดาและตระกูลหยวนนั้นก็สำคัญ ข้าจึงมีเรื่องต้องการขอร้องท่านอ๋องสักหน่อย” บุรุษผู้นี้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจในแคว้นเซี่ย หากเกาะขาของเขาเอาไว้ บางทีหนทางการแก้แค้นของนางอาจราบรื่นกว่าเดิม หยวนชิงหลิงไม่รู้ว่าเซี่ยหวายอีเองก็คิดที่จะทำลายคนตระกูลฉินที่กล้ามาหลอกใช้เขาเช่นกัน ต่อให้นางไม่ขอร้องเขา แม่ทัพเซี่ยก็ไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ แน่นอน “วางใจเถิด ต่อให้เจ้าไม่ร้องขอ ข้าก็คิดที่จะจัดการกับคนที่กล้ามากระตุกหนวดของข้าอยู่แล้ว ส่วนนี่ของเจ้า ต้องขออภัยที่ข้าอ่านจดหมายฉบับนี้โดยที่มิได้ขออนุญาต ข้าเพียงอยากรู้ว่าแม่ทัพหยวนหมิงเขียนสิ่งใดเอาไว้กันแน่ถึงทำให้เจ้ามีอาการเช่นนั้น” เซี่ยหวายอียื่นจดหมายที่ยับยู่ยี่เพราะหยวนชิงหลิงกำมันเอาไว้แน่นก่อนที่นางจะหมดสติคืนกลับไป ความเจ็บปวดปรากฏฉายชัดอยู่ในดวงตา ใบหน้างามเศร้าสลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด หยวนชิงหลิงรับจดหมายจากมือของเขา ก่อนที่จะพับเก็บเอาไว้อย่างประณีต “ท่านอ๋อง ก่อนออกเดินทางไปที่เมืองหลวงข้าอยากขอร้องท่านสักเรื่องได้หรือไม่” เซี่ยหวายอีพยักหน้ารับอย่างไม่มีท่าทีลังเล “ท่านช่วยส่งคนไปสืบดูความเป็นอยู่ของครอบครัวข้าที่เขตแดนของอ๋องเจ็ดได้หรือไม่ หากเรื่องราวทั้งหมดเป็นดั่งที่บิดาของข้าเขียนเอาไว้ ข้าเกรงว่าจะเป็นข้าเองที่ส่งพวกเขาไปตาย” ใบหน้างามดูเจ็บปวดขึ้นมาทันที เมื่อเอ่ยถึงครอบครัวที่ยังเหลืออยู่ของตน “เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น ก่อนที่เราจะออกเดินทางจากแคว้นฉิน ข้าได้ส่งสายลับแฝงตัวไปกับขบวนเดินทางของอ๋องเจ็ดเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานคงได้รู้ข่าวคราวของพวกเขาแน่” หยวนชิงหลิงพยักหน้ารับอย่างซึ้งใจ ถ้าหากนางมีหนทางแก้แค้นพวกคนแซ่ฉิน ต่อให้นางต้องขายวิญญาณให้แก่พญามัจจุราชนางก็จะทำ หลังจากที่หยวนชิงหลิงอาการดีขึ้น บรรยากาศภายในกองทัพก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง กำหนดการเดินทางสู่เมืองหลวงแคว้นเซี่ยได้ถูกกำหนดขึ้นอีกครั้ง ภายหลังที่ทุกคนรู้ว่าเรื่องที่ทำให้ท่านแม่ทัพมีท่าทีเคร่งเครียดก่อนหน้านี้ เป็นเพราะสตรีบรรณาการที่มาจากแคว้นฉิน พวกเขาต่างก็มองนางด้วยสายตาแปลกประหลาด หนึ่งเดือนต่อมา ขบวนกองทัพก็เดินทางมาถึงต้าเหลียง เมืองหลวงของแคว้นเซี่ย เหล่าสตรีบรรณาการที่ถูกส่งมาจากแคว้นฉินต่างก็ถูกส่งตัวเข้าไปในวังหลวงพร้อมกับเซี่ยหวายอีผู้เป็นแม่ทัพที่เป็นบุคคลสำคัญในการต่อสู้ในศึกครั้งนี้ “ถวายบังคมฮ่องเต้แห่งแคว้นเซี่ย ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” หยวนชิงหลิงเดินนำหน้าเหล่าสตรีที่มาจากแคว้นฉิน เพื่อทำความเคารพต่อผู้ครองแคว้น สาวงามทั้งยี่สิบคนคุกเข่าก้มหน้าอยู่ตรงกลางท้องพระโรงอันใหญ่โตด้วยท่าทีสงบนิ่ง เพราะก่อนหน้านี้ในระหว่างการเดินทาง หยวนชิงหลิงได้พูดคุยกับพวกนางแล้วว่า ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อเดินทางไปถึงแคว้นเซี่ยแล้ว ขอให้พวกนางจงสงบนิ่งเอาไว้ อย่าได้แสดงท่าทีหวาดกลัวหรือด้อยค่าเกียรติยศของตนเอง ต่อให้พวกนางจะถูกดูแคลนจากคนแคว้นเซี่ยก็ตามที เหล่าขุนนางที่อยู่พร้อมหน้าภายในท้องพระโรง ต่างก็ส่งเสียฮือฮาออกมาอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าสตรีที่ถูกส่งมาเพื่อเป็นบรรณาการจากแคว้นฉิน จะงดงามและมีท่าทีสงบนิ่งได้น่าตกใจเช่นนี้ ดูเหมือนพวกนางจะถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อการนี้โดยเฉพาะ “กลับมาแล้วหรือจิ้นอ๋อง ครั้งนี้เจ้าทำหน้าที่ของตนได้อย่างไร้ที่ติจนทำให้พวกเราแคว้นเซี่ยได้ชัยเหนือแคว้นฉิน หลายปีผ่านไปใครจะไปคิดว่าแม่ทัพผู้เกรียงไกรอย่างหยวนหมิงจะมาสิ้นท่าให้เด็กคราวลูกอย่างเจ้า” เซี่ยนหวายอีโค้งคำนับให้ผู้เป็นลุงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยท่าทีเคารพ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงชื่นชมพ่ะย่ะค่ะ ที่กระหม่อมสามารถกำชัยชนะในครั้งนี้ได้ เป็นเพราะแม่ทัพหยวนหมิงอายุมากแล้ว หากเป็นครั้งที่เขายังอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกระหม่อม เห็นทีว่าศึกในครั้งนี้คงจะไม่ง่าย” “ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าเด็กคนนี้ ไม่ว่าเมื่อใดก็เอาแต่ถ่อมตัว ไม่โอ้อวดความสามารถของตนเอง เรารู้ว่าเจ้านั้นชื่นชมหยวนหมิงในความสามารถเรื่องการสู้รบ ดั่งเช่นที่แม่ทัพทั้งหลายต่างชื่นชมผู้ที่มีฝีมือเหนือกว่า แต่เจ้าหลานชาย ตอนนี้เจ้าได้ก้าวข้ามผู้ที่เจ้าชื่นชมได้แล้ว จงภูมิใจเสียเถิด” ฮ่องเต้หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างอารมณ์ดี วันนี้เป็นวันที่เขามีความสุขยิ่งกว่าวันไหนๆ หลายสิบปีมาแล้วที่ตระกูลหยวนแห่งแคว้นฉินนั้น เป็นดั่งหินผาที่ตั้งตระหง่านขวางกั้นระหว่างสองดินแดน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปีหินผาอันแข็งแกร่งก็มิเคยสั่นคลอน ในยามนี้สิ้นแล้วภูผาหินลูกนั้น ถึงเวลาที่แคว้นเซี่ยจะขึ้นครองเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า“อ่า!!!ยอดรัก แบบนั้นและ ข้าต้องการแบบนั้น ดันมันเข้ามาอีก แรงกว่านี้ ลึกกว่านี้”เสียงหวานเอ่ยขอร้องด้วยความต้องการที่พุ่งขึ้นสุดขีด เซี่ยหวายอีเองก็ไม่ยอมปล่อยให้นางต้องรอนาน เขากระแทกลงไปแรงๆ ถี่รัว เสียงดัง ปัก ปัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังอยู่เป็นนาน กว่าที่สองร่างจะสะท้านเฮือกขึ้นพร้อมกัน หยวนชิงหลิงแตะถึงจุดสุดยอดก่อน นางบีบรัดเขาจนเซี่ยหวายอีทนไม่ไหว จำต้องปลดปล่อยความต้องการของตนเองเข้าไปในกายนนางเต็มที่ทุกหยาดหยด“อ่า!!!ที่รักข้าแตกแล้ว เสร็จแล้ว ข้าเสร็จภายในกายของเจ้าแล้ว”ร่างสูงฟุบหน้าลงไปบนลำคอขาวผ่องของนาง ทั้งที่ยังมิได้ถอดถอนความเป็นชายออกไป นางรู้สึกได้ว่ามันกำลังกระตุกอยู่ภายใน ความเสียวกระสันที่พึ่งผ่านไปมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง สองร่างที่พึ่งสงบศึกไปได้ไม่นาน ได้เริ่มก่อสงครามวสันต์ขึ้นอีกครั้ง และอีกครั้ง จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ได้มาเยือนหยวนชิงหลิงตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งกาย ช่างแตกต่างจากอีกคนที่ยังคงมีเรี่ยวแรงเต็มกำลัง เหมือนพึ่งได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ“ท่านรังแกข้ามาทั้งคืนแล้ว ต่อจากนี้ต้องดูแลปรนนิบัติรับใช้ข้าอย่างที่พูดด้วย”เซี่ยหวายอีกดจู
“เช่นนั้นให้ข้าปรนนิบัติเจ้าดีหรือไม่ ฮูหยิน”หยวนชิงหลิงไม่คิดว่าตนเองจะมาได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกมาจากปากของเขา ใบหน้างามที่ยามนี้ไร้เครื่องประทินโฉมมันช่างงดงามเกลี้ยงเกลาดูสะอาดตาไม่ต่างจากเด็กทารก ดวงตาคมของเซี่ยหวายอีที่มองอยู่นั้นอดที่จะกดจูบไปที่แก้มของนางมิได้“ฮูหยิน วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์”ก่อนงานแต่งงานหลายวัน เขาได้สอบถามและศึกษาเรื่องบนเตียงมาจากสหายร่วมรบมาแล้ว เกี่ยวกับการทำให้สตรีมีความสุขในคืนเข้าหอ ร่างสูงค่อยๆ แทะเล็มริมฝีปากอวบอิ่มของนางช้าๆ มือสองข้างที่ยังว่างอยู่ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาสัมผัสนางไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย แม้เวลานี้ทั้งสองจะสวมใส่อาภรณ์แต่ก็ยังรับรู้ถึงสัมผัสของกันและกันได้ความรู้สึกแปลกใหม่ที่นางได้รับในเวลานี้ช่างแตกต่างจากที่ผ่านมาที่เขาเคยสัมผัสนางอย่างสิ้นเชิง ท้องน้อยของนางในเวลานี้มันเหมือนกับมีบางอย่างขมวดเข้าหากันจากนั้นจึงคลายออก ทุกการสัมผัสจากเขามันทำให้ข่นอ่อนในกายนางพร้อมใจกันลุกชูชันขึ้นลิ้นร้อนของเซี่ยหวายอีเริ่มรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของหยวนชิงหลิง ร่างสูงสอดลิ้นหนาเข้าไปในปากของนางเกี่ยวกระหวัดรัดรึงลิ้นนุ่มหยุ่นอย่างเชื่อ
“ทุกอย่างเป็นเพราะความโลภในอำนาจของท่านมากกว่า อย่าได้มากความเลย มาสู้กันให้รู้แพ้ชนะเสียแต่วันนี้ หากข้าหยวนชิงหลิงพ่ายแพ้และจะต้องตาย ข้าก็จะไม่มีวันเสียใจต่อสิ่งที่ข้าได้เลือก”การต่อสู้อย่างดุเดือดของทั้งสองยังคงดำเนินต่อไป แม้หยวนชิงหลิงจะมีสรีระที่เป็นรอง แต่กำลังของนางกลับมีมากล้นจนน่าเหลือเชื่อ ทุกครั้งที่ง้าวของนางฟันลงไป ฉินฮ่องเต้แทบจะทนรับแรงของนางไม่ไหว“เจ้า!!...เจ้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร!! เจ้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอเท่านั้น เหตุใดถึงมีพละกำลังที่เหนือกว่าข้า จงบอกมา”หยวนชิงหลิงยกยิ้มภายใต้หมวกเหล็กสีดำ ก่อนเอ่ยออกมาเสียงดัง แต่เสียงของนางกลับไม่เหมือนเสียงของนาง เพราะมันมีหลายเสียงดังประสานกันขึ้น“เพราะบรรพบุรุษซวนหยวนของข้าอย่างไรเล่า พวกเขาจะคอยอยู่เคียงข้าเสมอ ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งมากกว่าเพียงใดก็ตาม จงรับผลกรรมที่กระทำมาทั้งหมดเสียเถิด ข้าผู้นี้จะเป็นคนลงโทษเจ้าเอง”หยวนชิงหลิงฟันง้าวในมือลงไปอีกครั้งจนสุดแรง ในที่สุดทวนของฉินฮ่องเต้ก็ทนรับแรงนั้นไม่ไหว มันถูกฟันหักออกเป็นสองท่อน และตั้งแต่หัวไหล่ลงไปจนถึงกลางอกของเขา ถูกฟันทะลุชุดเกราะจนสะพายแล่
“เจ้าจงนำสารนี้ไปบอกแก่ผู้นำทัพคนต่อไปของพวกเจ้าซะ ข้าจิ้นอ๋องจะรออยู่ที่นี่ หากไม่ยอมแพ้พวกเขาจะมีจุดจบไม่ต่างจากหลี่ฮั่งชาง แต่ถ้ายอมแพ้ก็จะมีเพียงคนผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องถูกสังหาร”เอ่ยจบร่างสูงก็กระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะควบกลับเข้าเมืองจิ่งโจวไป ทิ้งความวุ่นวายโกลาหลเอาไว้เบื้องหลังหยวนชิงหลิงที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพมานานนับเดือน เวลานี้นางได้รู้แล้วว่ามีใครบ้างที่อยู่คนละฝั่งกับหลี่ฮั่งชาง และมีใครบ้างที่หักหลังบิดาของนางในตอนนั้น ใบหน้างามข่มความโกรธแค้นเอาไว้ในส่วนลึก เพราะยังไม่ถึงเวลาที่น่าจะเปิดเผยตัวตอนนี้นางวางแผนที่จะปลุกปั่นให้พวกเขาแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่ไม่คิดยอมแพ้เหล่านั้นต่างก็นำทัพออกไปต่อสู้กับจิ้นอ๋องในสนามรบ สุดท้ายจุดจบของพวกเขาล้วนไม่ต่างกันทหารสามแสนนายในกองทัพเวลานี้เหลือไม่ถึงครึ่ง เพราะการกระทำที่แสนอวดดีของพวกเขา คิดว่าตนเองมีพันธมิตรจากต่างแคว้นแล้วจะสามารถหยิ่งผยองได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว แม่ทัพแคว้นฉินสามคนถูกตัดหัวแขวนประจานเอาไว้ที่ประตูเมือง สร้างความหวาดกลัวแก่กองทัพฉินยิ่งนัก“บังอาจนัก!! เจ้าเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้นั้น กล้ามาอวดดีก
“พวกเราชาวเฉิงโจว ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามที่ฮ่องเต้ชั่วนั่นก่อขึ้นหรอก ไปเสียได้ก็ดีที่นี่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าเมือง เขาอยู่ที่นี่ก็เอาแต่กดขี่ชาวบ้านบังคับให้ขุดภูเขา แต่กลับไม่บอกว่าขุดหาอะไร ก่อนหน้านี้ก็เกิดการต่อสู้ขึ้นที่หุบเขาหินนั่น จิ้นอ๋องสังหารอะไร ตอนนั้นข้าไปตรวจดูสภาพของที่นั่นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เป็นพวกเขาที่สังหารกันเอง ไม่มีร่องรอยของผู้บุกรุกเลยสักนิด อีกทั้งคนที่หนีรอดมาจากที่นั่นก็พูดเหมือนกันว่า คนของเฉิงอ๋องจู่โจมคนขององค์ชายห้า ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนถึงเช้า และองค์ชายห้าได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา เป็นข้าที่รักษาให้เขาจนรอดมาได้”หยวนชิงหลิงกระจ่างแล้วว่าเสียงต่อสู้ในคืนนั้นคืออะไร ตอนนั้นคนขององค์ชายห้าช่างมาได้เหมาะเจาะตรงเวลาเสียจริง“ท่านหมอ ท่านแน่ใจหรือขอรับ วันเวลาท่านได้บันทึกเอาไว้หรือไม่”“วะ!!! เจ้าหนุ่มนี่ ข้าเป็นหมอมายี่สิบปี ข้าบันทึกทุกอย่างเอาไว้เป็นหลักฐานทั้งหมด ถ้าหากเจ้าไม่เชื่อข้าจะเอาให้เจ้าดูก็ได้ เจ้าคนที่รอดชีวิตมาในตอนนั้น ข้าเองก็รักษาเขาจนหายดีแล้ว”หยวนชิงหลิงยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม นางลุกขึ้นจับแขนของท่านหมอเขย่าเบาๆ ก่อนจะเอ่ย
หลายครั้งที่เขาเองก็ถูกฟันและถูกแทง มีเพียงเสียงดังเคร้ง!! ขึ้นเท่านั้น แต่ร่างกายของเขากลับไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับบาดเจ็บที่ใดเลย คนตระกูลซวนหยวนช่างเก่งกาจยิ่งนัก ที่สามารถสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวพวกนี้ขึ้นมาได้ เขาเองก็ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหากพวกมันไปตกอยู่ในกำมือของจอมทรราชที่บ้าอำนาจ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟเช่นไรหนึ่งชั่วยามต่อมา เสียงการต่อสู้ได้เงียบลงหรือจะพูดให้ถูกคือการสังหารอยู่ฝ่ายเดียว ศพที่ไม่สมประกอบกระจุยกระจายเกลื่อนพื้นดิน ไม่มีร่างไหนที่ยังอยู่ครบสมบูรณ์เลยสักร่าง เลือดสดๆ ไหลเจิ่งนองเต็มพื้นดิน เหมือนสายฝนที่พึ่งหยุดตกไปได้ไม่นานเซี่ยหวายอีหลับตาลงสักพักก่อนลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนตระกูลซวนหยวนถึงได้พ่ายแพ้ในการสู้รบ ทั้งที่พวกเขามีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือ ก่อนหน้านี้เขาได้ฟังเรื่องราวเพียงคร่าวๆ เท่านั้น สงสัยหลังเสร็จจากศึกในครั้งนี้คงต้องขออ่านบันทึกม้วนนั้นของตระกูลซวนหยวนจากหยวนชิงหลิงเสียแล้วร่างสูงเดินไปยังม้าที่วิ่งเตลิดเพราะการต่อสู้ไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของมัน จากนั้นเร่งควบไปยังเส้นทางเมืองจิ่งโจว สถานที่ที่จะต้องสะสางและยุ
หยาดน้ำตาไหลรินออกจากดวงตากลมโตไม่หยุด ทำให้นางมองตัวหนังสือที่อยู่บนกระดาษได้ไม่ชัดเจน หยวนชิงหลิงยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดอยู่หลายครั้งจนขอบตาของนางแดงช้ำ เซี่ยหวายอีเห็นร่างบางที่กำลังพยายามทำตัวเข้มแข็งแล้วอดรู้สึกเวทนามิได้แม่ทัพหยวน ท่านช่างมีบุตรีที่ดียิ่งนัก ข้ารู้สึกอิจฉาท่านเสียจริง เซี่ยหวายอี
บุรุษร่างสูงใบหน้าค่อนข้างหล่อเหลาผู้หนึ่ง เดินมาหยุดยืนที่ลานฝึกด้านหน้าค่าย ที่ที่พวกหยวนชิงหลิงกำลังยืนอยู่“ฟังทางนี้ ท่านแม่ทัพมีเรื่องที่จะแจ้งให้ทุกคนทราบ”เบื้องหน้าของทุกคน มีบุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่เดินตรงมายังพวกนาง บนใบหน้าของเขาสวมหน้ากากสีดำเอาไว้ครึ่งหน้า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำเอาทุกค
“ใบหน้าของเจ้าเสียโฉมแล้วจากนี้ไปแม้แต่นางบำเรอในกองทัพเจ้าก็เป็นไม่ได้ ตีตราทาสที่ใบหน้าของนาง จากนี้ไปนางจะต้องทำงานชั้นต่ำทุกอย่างในคณะเดินทาง หลังจากไปถึงแคว้นเซี่ยแล้วส่งนางไปยังซ่องนางโลมชั้นต่ำที่สุด ให้รับลูกค้าวันละห้าสิบคนเป็นเวลาหนึ่งปี เมื่อครบหนึ่งปีให้ส่งนางไปทำงานที่เหมืองเกลือ”หลี่
สตรีบรรณาการเหล่านั้นที่รายล้อมหยวนชิงหลิง หลังจากที่ได้ยินความจริงจากปากนาง บ้างก็ร้องไห้ บ้างก็ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ให้พวกนางรู้เสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้ปรับตัวทัน ดีกว่าไปรู้ทีหลังแล้วต้องมานั่งเสียใจและแตกสลายด้วยความจริงที่ว่าพวกนางถูกคนทั้งครอบครัวทอดทิ้ง“หยุดร้องไห้เสียเถิด ตอนนี้







