เข้าสู่ระบบ32 2-2
ตอนที่ 63 ครั้งนี้เธอไม่ผิด!
อู๋ซิ่วเหลียนถูกตบเข้าอย่างแรงจนใบหน้าสะบัดตามแรงเหวี่ยง น้ำลายพุ่งสาดกระเซ็นเป็นเส้นฝอยน้อยใหญ่
ทันทีที่หลินจิงซูย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เธอก็ได้กระจ่างชัดเสียทีว่า คนร้ายที่ทำให้แม่ของเธอต้องตายนั้น แท้จริงแล้วก็คืออู๋ซิ่วเหลียน ดังนั้น เธอจึงอยากจะลงไม้ลงมือกับนังผู้หญิงคนนี้นานแล้ว การที่อดใจเก็บอารมณ์มาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็นับว่าเมตตากรุณามากแล้ว
อู๋ซิ่วเหลียนยกมือปิดป้องใบหน้าที่เป่งบวมของตนเอง เบิกตาโตกว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองหลินจิงซูอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“นังเดรัจฉาน! นี่แกกล้าตบหน้าฉันเหรอ! แกกล้าตบหน้าฉันได้ยังไง!?”
หลินจิงซูหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดฝ่ามือเบาๆ กระหยิ่มยิ้มพร้อมตอบกลับอย่างใจเย็นว่า
“ป้ารองเป็นคนใช้กำลังกับหนูก่อน เมื่อครู่หนูก็แค่ป้องกันตัวเอง ก็ประมาณ…สัญชาตญาณปกป้องตัวเองของมนุษย์ อะไรทำนองนั้นล่ะ”
“นังเด็กสารเลวไร้ยางอาย! ฉันอายุมากกว่าแกนะ มิหนำซ้ำยังมีศักดิ์เป็นป้ารองของแกด้วย! ในเมื่อแกกล้าใช้ความรุนแรงกับฉันขนาดนี้ ฉันก็จะไปรายงานเรื่องนี้กับทางโรงเรียน ให้พวกเขาไล่แกออกซะ! เอาให้หมดอนาคตไปเลย! กล้าดียังไงถึงได้ลงไม้ลงมือกับผู้หลักผู้ใหญ่แบบนี้? ที่สู้อุตส่าห์ส่งเสียเลี้ยงดูแกมาจนโต ช่างเสียข้าวสุกจริงๆ!”
“ป้ารองเหรอ? ส่งเสียเลี้ยงดูงั้นเหรอ?”
หลินจิงซูระเบิดหัวเราะจนท้องแข็ง จ้องหน้าอีกฝ่ายพร้อมพูดติดตลกว่า
“ไม่ใช่ป้ารองหรอกเหรอที่เอาแต่พูดว่า ทั้งหนูทั้งแม่แยกครอบครัวออกไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเหยียบเข้าบ้านตระกูลหลินด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น คนไม่มีสิทธิ์อย่างพวกหนูจะทำอะไรก็ไม่ผิด จริงมั้ยคะ? แค่หนูยังอุตส่าห์ยอมเรียกคุณว่าป้ารอง ก็นับว่าให้เกียรติกันมากแล้วนะคะ สำเหนียกไว้เสียหน่อยก็ดี”
“แก! นังชาติชั่ว! นังนรกส่งมาเกิด! ฉันจะฆ่าแก!!!”
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีหรือที่อู๋ซิ่วเหลียนจะเคยเผชิญพบกับความอัปยศอดสูถึงเพียงนี้ แทบจะในทันที เธอพุ่งจู่โจมใส่หลินจิงซูอย่างไม่คิดชีวิต ต้องการจะสู้กับนังเดรัจฉานน้อยให้ตายกันไปข้าง!
หลินจิงซูเองก็ไม่เกรงกลัวเช่นกัน หันไปหยิบกระบวยตักน้ำในอ่างล้างจานเหวี่ยงออกไป ทั้งน้ำทั้งกระบวยลอยพุ่งฟาดใส่ใบหน้าอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นบ้าน หลินชิงอี้เป็นคนแรกที่วิ่งปรี่เข้ามาดูเหตุการณ์ เขาวิ่งตรงดิ่งมาจากสนามหญ้าหลังบ้าน พร้อมกับร้องตะโกนถามเสียงดังโหวกเหวกด้วยความร้อนใจว่า
“เกิดอะไรขึ้น?!”
“พี่ชิงอี้! ดูเธอสิ!!”
อู๋ซิ่วเหลียนรีบวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังของหลิงชิงอี้ พร้อมกับร้องไห้กระซิกๆไม่หยุด
“ฉันแค่จะพูดกับเธอดีๆสักสองสามคำ แต่พอเข้าไปใกล้ก็ถูกเธอตบหน้า! แค่นั้นยังไม่พอ เธอยังเหวี่ยงกระบวยสาดน้ำใส่หน้าฉันอีก! ขนาดเป็นเด็กเป็นเล็กยังมีนิสัยก้าวร้าวชอบใช้ความรุนแรงแบบนี้ โตขึ้นไปเกรงว่าจะยิ่งก้าวร้าวถึงขั้นก่ออาชญากรรม…”
“ฮือ..ฮือออ….”
ทันใดนั้นเอง เสียงร้องห่มร้องไห้ของหลินจิงซูก็ดังแทรกขัดจังหวะการพูดของอู๋ซิ่วเหลียน
อึดใจแรก อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับจ้องหน้าหลินจิงซูด้วยความประหลาดใจ จนลืมไปด้วยซ้ำว่า ตนเองต้องเล่นบทร้องห่มร้องไห้เสียน้ำตาอยู่ จึงเผลอร้องตะโกนเสียงดังขึ้นว่า
“แกเป็นคนลงมือกับฉัน แล้วจะร้องไห้ทำไม?!”
หลินจิงซูร้องไห้สะอึกสะอื้นจนสำลักน้ำลายเล็กน้อยขณะตอบกลับไปว่า
“ฮืออ…ป้ารอง หนูขอโทษ หนูแค่จะมาตามหาพ่อที่บ้าน ทำไมต้องตบตีกันด้วย? ถึงหนูจะเป็นแค่เด็กแต่ก็มีหัวจิตหัวใจเหมือนกันนะคะ ฮือออ…หนูก็แค่คิดถึงพ่อเท่านั้นเอง ฮือออ..ฮือออ…”
ได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้ที่เต็มไปด้วยความระทมขมขื่นใจของหลินจิงซู ชั่วพริบตานั้น หลินชิงอี้พลันรู้สึกลำบากใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรเสีย หลินจิงซูก็เป็นลูกสาวของเขา แม้จะรู้สึกรังเกียจไม่ชอบเธอ แต่ทว่าก็ต้องยอมรับเช่นกัน ว่าที่ผ่านมาเด็กคนนี้ล้วนเคารพเชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่มาโดยตลอด แม้ว่าไม่นานมานี้ เธอจะทำตัวผิดปกติไปบ้างก็ตาม แต่เรื่องใช้ความรุนแรง นับว่ายังห่างไกลและเกินความจริงไปมากสำหรับเธอคนนี้
อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินเช่นนั้นก็แทบอกระเบิด เธอตะคอกเสียงดังก่นด่าสาปแช่งราวกับคนคลุ้มคลั่ง
“นังเดรัจฉาน! นี่แกรู้จักหัดทำตัวเสแสร้งตั้งแต่เด็กเชียวเหรอ! แกต่างหากที่เป็นฝ่ายตบตีฉัน นังเด็กขี้ขลาด ทำผิดแต่กลับไม่กล้ายอมรับผิด! เด็กนรกอย่างแกไม่ควรเกิดมาจริงๆ!”
หลินจิงซูหันไปมองผู้เป็นพ่ออย่างสิ้นหวัง อ้อนวอนน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวว่า
“พ่อคะ หนูสัญญาจะไม่มาหาพ่อที่นี่อีกแล้ว ได้โปรดเถอะค่ะ อย่าตบตีหนูอีกคนเลยนะคะ! หนูกลัวแล้ว…”
พูดจบ หลินจิงซูก็ยกสองมือขึ้นพนมไหว้เหนือศีรษะอย่างช้าๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นเทาราวกับกำลังหวาดกลัวอยู่จริงๆ
“อ๊ากก! นังสารเลว! ฉันจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้ล่ะ! ไม่แกก็ฉันที่ต้องตายกันไปข้าง!!!”
อู๋ซิ่วเหลียนต้องการจะเปิดฉากจัดการกับหลินจิงซูอีกรอบ แต่หลินชิงอี้กลับหยุดเธอเอาไว้
เขาขมวดคิ้วเข้มด้วยความไม่พอใจ ก่นเสียงดุดันตำหนิใส่อู๋ซิ่วเหลียนคำโต ก่อนจะหันไปถามถึงความจริงจากจากหลินจิงซู
“ถ้าแกไม่ได้ตบป้ารองจริง งั้นก็อธิบายเรื่องรอยบวมบนใบหน้าของป้ารองให้ฉันฟังได้มั้ย? แล้วทำไมเนื้อตัวของป้ารองถึงได้เปียกปอนแบบที่เห็นนี้?”
หลินจิงซูเหลือบมองหลินชิงอี้ด้วยความประหม่าไม่กล้าสู้สายตา
“พ่อคะ หนูมาที่นี่เพื่อจะมาชวนพ่อไปทานอาหารเย็นด้วยกันที่บ้านของเรา แต่ตอนที่พ่อไม่อยู่ ป้ารองบอกว่า หนูไม่ใช่คนตระกูลหลินอีกต่อไปแล้ว ห้ามเหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้อีก เพราะบ้านนี้เป็นของป้ารอง เธอมีสิทธิ์ทุกอย่างในบ้าน จากนั้น ก็ไล่ตะเพิดหนูออกไป แต่พอหนูกำลังอ้าปากจะพูดอะไรอีกสักสองสามคำ จู่ๆเธอก็ตบหน้าตัวเอง แล้วก็หยิบกระบวยตักน้ำราดใส่ตัวเองค่ะ”
ระหว่างที่เล่า สีหน้าท่าทางของเธอดูหวาดกลัวอย่างมาก น้ำเสียงสั่นเครือขวัญเสียเหมือนจะจับไข้
“ป้ารองยังบอกอีกว่าจะให้โรงเรียนไล่หนูออก จะทำให้หนูหมดอนาคตไปทั้งชีวิต แต่ถ้าไม่อยากให้ป้ารองทำแบบนั้น ก็ต้องทำตามที่ป้ารองบอก ห้ามเรียกพ่อว่าพ่ออีกต่อไป ไม่ว่าจะต่อหน้าใครก็ตาม แล้วห้ามหนูกับแม่เหยียบเข้าบ้านตระกูลหลินอีก หนูขอโทษ…หนูจะไม่มาที่นี่อีกแล้วค่ะ ฮึกๆ…ฮึกๆ…”
“แกโกหก! ที่แกพูดมาทั้งหมดล้วนมีแต่คำโกหกทั้งนั้น…”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลินชิงอี้ที่ถูกอู๋ซิ่วเหลียนกดดันอย่างหนักทุกวี่วัน เวลานี้ เขาดูเหมือนจะไม่เหลือความรักให้เธออีกต่อไปแล้ว ประกอบกับที่ได้เห็นสีหน้าท่าทางของหลินจิงซู เขาก็เทใจเชื่อไปกว่าครึ่ง เขาหันมองไปทางอู๋ซิ่วเหลียนที่เอาแต่ตีโพยตีพายราวกับคนบ้าในเวลานี้ เขาก็เริ่มรู้สึกสมเพชใจขึ้นมา
หลินชิงอี้หันไปบอกกับหลินจิงซูว่า
“เข้าใจแล้ว ฉันเชื่อคำพูดของแก แต่ไม่ว่ายังไง ป้ารองของแกก็เป็นผู้ใหญ่กว่า ขอโทษป้ารองซะเรื่องจะได้จบๆ”
อู๋ซิ่วเหลียนถลึงตาจ้องมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ เลือดลมในตัวยิ่งพุ่งพล่านด้วยความโมโหเดือดดาล แค่ให้มันขอโทษเท่านั้นเหรอ?!
สิ่งที่เธอต้องการก็คือ ให้หลินจิงซูคุกเข่าบนกระดานตะปู แล้วใช้ไม้เรียวเฆี่ยนตีจนกว่าเธอจะระบายความเกลียดชังภายในใจออกไปได้หมดต่างหาก!
ได้ยินคำตัดสินเช่นนี้ หลินจิงซูย่อมตระหนักแก่ใจดี แม้ปากจะบอกว่าเชื่อคำพูดของเธอ แต่ใจก็ยังคงเข้าข้างอู๋ซิ่วเหลียนเพราะความเคยชินจนติดเป็นนิสัยอยู่ดี
อีกเหตุผลสำคัญก็คือ ในสายตาของหลินชิงอี้ คนอย่างอู๋ซิ่วเหลียนไม่ใช่อะไรที่เขาจะสามารถจัดการได้ง่ายๆ สู้หันมาสั่งการลูกสาวที่จัดการได้ง่ายกว่าดูจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
แต่ช่างน่าเสียดาย ที่ครั้งนี้เขาจะต้องผิดหวังแล้ว
หลินจิงซูส่ายหน้าตอบผู้เป็นพ่อกลับไปด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“พ่อคะ ป้าจางสอนหนูว่า ไม่ควรขอโทษทั้งที่ตนไม่ได้กระทำผิด ครั้งนี้หนูอาจจะผิดที่เข้าบ้านตระกูลหลินโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เรื่องที่ป้ารองตบตีตัวเอง นี่คือเรื่องที่หนูไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย…”
หลินจิงซูร่ายมาเสียยืดยาว แต่ในหัวสมองของหลินชิงอี้จับใจความได้เพียงแค่สั้นๆ เขาได้ยินคำว่า ‘ป้างจาง’ เท่านั้น
แล้วก็เท่านั้นจริงๆ หลินชิงอี้ก็กลืนน้ำลายตัวเองแทบไม่ทัน เลิกยุ่มยามกับหลินจิงซูในทันที แต่หันไปขมวดคิ้วตำหนิอู๋ซิ่วเหลียนแทน
“ซิ่วเหลียน จากนี้ไปเธอช่วยทำตัวดีๆกับจิงซูและเสวี่ยเหม่ยบ้าง ถึงยังไง ทั้งสองคนก็แค่ย้ายออกไปชั่วคราวเท่านั้น แต่เราก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดี! แล้วครั้งนี้จิงซูก็ไม่ได้ทำผิดอะไร ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมจะแกล้งทำเป็นลืมๆมันไปก็แล้วกัน!”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







