เข้าสู่ระบบ32 1-2
ตอนที่ 62 หลินจิงซูลงมือ
บ้านตระกูลหลิน
อู๋ซิ่วเหลียนกำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว
ด้วยสภาพอากาศช่วงนี้ที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ประกอบกับต้องอยู่หน้าเตาไฟตลอดเวลา เธอที่ทั้งเหน็ดเหนื่อย และเนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อชโลมกายจนส่งกลิ่นเหม็น
หลังจากที่ติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูย้ายออกไป วันๆย่าอู๋ก็ไม่คิดจะทำหรือช่วยอะไรสักอย่าง ภาระหน้าที่ทั้งหมดภายในบ้านที่ในอดีตเธอเคยสบประมาทว่า ‘งานง่ายๆ’ นั้น ตอนนี้กลับตกอยู่ในมือของเธอทั้งหมด สภาพร่างกายที่ผ่านมาในช่วงนี้ของเธอจึงเหนื่อยล้าเกินบรรยาย แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่กัดฟันกล้ำกลืนความไม่พอใจลงท้อง และก้มหน้าก้มตาอดทนต่อไปเท่านั้น
นับตั้งแต่ที่ติงเสวี่ยเหม่ยและหลินจิงซูย้ายออกไปนั้น แม้ว่าหลินชิงอี้จะไม่มีเรื่องหย่าร้างอยู่ในหัวเลยก็ตาม แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา อู๋ซิ่วเหลียนก็ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ค่า เธอเฝ้าเป่าหูย่าอู๋พร่ำพรรณนาถึงความร้ายกาจของสองแม่ลูกคู่นั้นสารพัด วางตัวเองให้อยู่ในฐานะเหยื่อที่ถูกข่มเหงรังแก จนหญิงชราอดที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่ได้ หลายวันผ่านมานี้ ย่าอู๋ก็เริ่มมีปฏิกิริยาแล้วเช่นกัน เธอสนับสนุนส่งเสริมเรื่องการหย่าร้างระหว่างหลินชิงอี้และติงเสวี่ยเหม่ยอย่างเต็มที่
เพื่อเป้าหมายสูงสุดที่ตัวเธอเฝ้าฝัน อู๋ซิ่วเหลียนได้แต่ท่องกับตัวเองในใจว่า เหนื่อยแค่ไหนก็คุ้มค่า!
“พ่อคะ! พ่อ! พ่ออยู่รึเปล่า?”
จู่ๆอู๋ซิ่วเหลียนก็ได้ยินเสียงตะโกนร้องเรียกของหลินจิงซูดังก้องมาจากนอกบ้าน เธอโยนตะหลิวกระแทกใส่เตา ก่อนจะเดินกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิดพุ่งตรงไปที่ห้องโถงหลักของบ้านอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะคอกถามเสียงห้วน
“แกมาทำบ้าอะไรที่นี่? บ้านช่องของตัวเองก็มีไม่รู้จักกลับรึไง!”
หลินจิงซูยืนจ้องหน้าอู๋ซิ่วเหลียนตาแป๋ว ระบายยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสา
“ป้ารองคะ หนูแค่จะมาชวนพ่อไปทานข้าวเย็นที่บ้านด้วยกันเท่านั้น”
“พ่อของแกไม่อยู่บ้าน”
“อ้าว นี่พ่อยังอยู่ที่ทำงานเหรอคะ? งั้นหนูจะไปถามป้าจางแล้วกันว่าพ่อจะกลับเมื่อไหร่ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นพ่อไปที่บ้านโน้นเลย…”
ยังไม่ทันที่หลินจิงซูจะได้พูดจบประโยคดี ก็ถูกอู๋ซิ่วเหลียนตวาดเสียงดังแทรกขึ้นเสียก่อน
“นังสารเลวตัวน้อย นี่แกคิดจะใช้จางหลานจัดการกับฉันอีกแล้วใช่มั้ย! แกอย่าคิดนะว่าฉันจะกลัวคนอย่างนังนั่นจริงๆ?”
“หนูไม่กล้าทำอะไรแบบนั้นหรอกค่ะป้ารอง เพียงแต่ป้าจางมีส่วนสำคัญอย่างมากกับการเลื่อนตำแหน่งของพ่อที่ใกล้จะมาถึง แล้วเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวของพ่อก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการประเมินซะด้วยสิ ระยะนี้ป้างจางก็เลยเอาแต่สอบถามหนูเกี่ยวกับเรื่องของพ่อเวลาอยู่ที่บ้าน หนูเองก็เป็นเด็กดีซะด้วยก็เลยไม่กล้าพูดโกหก ถ้าป้าจางเอ่ยถามอีกครั้ง หนูคงต้องบอกไปตรงๆว่า หนูถูกป้ารองไล่ตะเพิดออกจากบ้าน เรื่องการเลื่อนตำแหน่งของพ่อก็คงต้องถูกผลกระทบไปด้วย จริงมั้ยคะ?”
เจอประโยคนี้ของหลินจิงซูตอกหน้าเข้าไป อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับปากสั่นพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ คำด่าสาปแช่งมากมายติดขัดอยู่ภายในลำคอ ไม่กล้าแม้แต่จะพ่นออกมา
หากหลินจิงซูวิ่งไปฟ้องจางหลานว่า ถูกเธอดุด่าด้วยคำหยาบคาย อีกทั้งยังไล่ตะเพิดให้พ้นจากบ้านตระกูลหลินจริงๆ อู๋ซิ่วเหลียนคงต้องถูกหลินชิงอี้จวกยับอย่างยากจะหลีกเลี่ยงแน่
เห็นอีกฝ่ายยืนชะงักชะงันนิ่งอึ้ง หลินจิงซูจึงยักไหล่หนึ่งทีพร้อมกับหัวเราะเย้ยอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเดินผ่านหน้าอู๋ซิ่วเหลียนไปอย่างไม่แยแส เธอเดินตรงเข้าไปสำรวจภายในห้องอื่นๆของบ้านตระกูลหลิน ตระหนักถึงความหยิ่งผยองเหิมเกริมของสาวน้อยคนนี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็เดือดดาลสุดขีด และกำลังจะวิ่งไปกระชากคอเสื้อเพื่อหยุดเธอไว้ แต่จู่ๆหลินจิงซูก็หันขวับกลับมาเผชิญหน้าอย่างใจเย็น แล้วตั้งสมมุติฐานชวนคิดขึ้นว่า
“ป้ารองคะ คิดว่านอกจากป้ารองแล้ว คุณพ่อของหนูยังมีคนอื่นอีกรึเปล่า?”
อู๋ซิ่วเหลียนหยุดมือชะงักนิ่งกะทันหัน ยืนตะลึงงันกับคำพูดของเด็กสาวคนนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้หน้าสาปแช่งเสียงดังแสบแก้วหูว่า
“แก…นี่แกกล้าพูดจาแบบนี้ออกมาได้ยังไง?! นั่นน่ะพ่อของแกเองนะ! ถ้าเขาได้ยินขึ้นมา ไม่กลัวจะถูกตีตายบ้างรึไง! นังบ้านี่!”
“ทั้งแม่ทั้งหนูก็ไม่ได้อยู่บ้านตระกูลหลินด้วยกันทั้งคู่ ขนาดคนข้างนอกบางคนยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นพ่อของหนู แค่ถามนิดถามหน่อยแค่นี้ทำไมจะไม่กล้า? และที่สำคัญ แม่ของหนูก็แยกครอบครัวออกไปแล้ว แต่ช่างมันเถอะค่ะ”
หยุดเสียงเว้นช่องไฟเล็กน้อย หลินจิงซูจึงค่อยพูดต่อว่า
“ถ้าวันหนึ่งพ่อตกงานขึ้นมา อย่างน้อยแม่ของหนูก็ยังหางานรับจ้างอื่นประคองครอบครัวไว้ได้ แต่ป้ารองกับพี่เสวี่ยนี่สิ? ทำอะไรเป็นบ้างเหรอคะ?”
“แก! นี่แกกล้าพูดจาแบบนี้กับฉันเชียวเหรอ! หนอย! วันนี้ฉันจะสั่งสอนแกแทนพ่อแม่ของแกเอง! นังเด็กเวร!!”
อู๋ซิ่วเหลียนเดือดจนเลือดขึ้นหน้า ง้างฝ่ามือสูงเสียดเตรียมหวดตบเข้าที่ใบหน้าของหลินจิงซูสุดแรงเกิด
หลินจิงซูเฝ้ามองการเคลื่อนไหวตรงหน้าด้วยสีหน้าเย็นชาและเอือมระอา อู๋ซิ่วเหลียนคิดจะลงมือรึ? คิดจะลงมือกับคนอย่างเธอจริงๆรึ?
เสี้ยวพริบตา ฝ่ามือหนาที่กำลังหวดเข้าใกล้ใบหน้าของเธอนั้น ก็ถูกเธอคว้าข้อมือหยุดการเคลื่อนไหวไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะสะบัดแขนข้างนั้นเหวี่ยงทิ้งไปให้พ้นทาง ผลัดเปลี่ยนถึงคราวของเธอบ้าง หลินจิงซูง้างฝ่ามือสุดเอื้อม ก่อนจะหวดซัดเข้าไปเต็มใบหน้าของอู๋ซิ่วเหลียนสุดกำลัง!
เพียะ!!
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







