เข้าสู่ระบบ39 2-2
ตอนที่ 77 ตัวการเบื้องหลัง
“แม่คะ แน่ใจแล้วเหรอ?”
หลินจิงซูเอ่ยถาม
ติงเสวี่ยเหม่ยกัดฟันพูดอย่างไม่เต็มใจนัก
“แม้ครอบครัวทางฝั่งนั้นจะไม่ค่อยชอบเราเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต้องนอนข้างถนนในตอนนี้”
เมื่อครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยแต่งงาน ผู้เฒ่าติงได้ส่งมอบชามข้าวเหล็ก[1]ให้แก่ลูกเขยคนโตและลูกเขยคนรองผู้แสนเกียจคร้านไปแล้ว สำหรับเรื่องนี้เหตุผลยังไม่กระจ่างชัดมากนัก อาจเป็นเพราะผู้เฒ่าติงลำเอียงหรืออาจถูกบังคับก็เป็นได้ ถึงได้มีพินัยกรรมฉบับหนึ่งโผล่ออกมา โดยมีเนื้อความว่า ต้องการมอบมรดกสมบัติทั้งหมด รวมไปถึงบ้านของตนให้กับคนทั้งสองในอนาคต
หลายปีผ่านมา พี่สาวของติงเสวี่ยเหม่ยก็ได้ย้ายกลับไปอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านของผู้เฒ่าติง และเมื่อผู้เฒ่าติงเสียชีวิตลง บ้านหลังนั้นก็ได้กลายไปเป็นของเธอโดยปริยาย แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็ยังถูกยึดเอาไปหมดด้วย
เวลานั้น พี่สาวของติงเสวี่ยเหม่ยรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ตนนั้นอยู่เหนือกว่าติงเสวี่ยเหม่ยผู้เป็นน้อง
เธอมั่นใจมากว่า หลังจากที่ได้บ้านหลังนี้มาครอบครอง สถานะทางการเงินของเธอจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่งร่ำรวย กับเพียงแค่ตำแหน่งพนักงานโรงงานกระจอกๆของสามีน้องจะเทียบกับเธอได้ยังไง?
แต่ใครจะไปคาดคิด เงินเดือนของหลินชิงอี้กลับขยับขึ้นทุกปีครั้งแล้วครั้งเล่า จากเริ่มต้นเพียงแค่ 100หยวน ก็ได้กลายมาเป็น300กว่าหยวนในเวลาอันรวดเร็ว เป็นช่วงเวลาหนึ่งเลยก็ว่าได้ ที่พี่สาวของติงเสวี่ยเหม่ยต้องทนทุกข์ทรมานกับความอิจฉาริษยานี้ และทุกครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยน้องสาวคนรองกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อ เธอและบรรดาเขยๆก็มักจะเหน็บแหนมประชดประชันน้องสาวด้วยความรังเกียจอยู่เสมอ
ตัวอย่างก็เช่นว่า ทั้งที่หลินชิงอี้ทำงานได้เงินเดือนตั้งมากมาย แต่ทำไมติงเสวี่ยเหม่ยถึงยังใส่แต่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่พ่อสู้อุตส่าห์ทำงานหาแลกเงินมาเพื่อเลี้ยงดูลูกสาวมาเป็นอย่างดี สุดท้ายก็เสียของหมด หรือไม่ก็คาดเดากันไปว่า หลินชิงอี้กำลังนอกใจภรรยา และแอบนำเงินที่ได้ไปปรนเปรอผู้หญิงอื่น เป็นต้น
พี่สาวของติงเสวี่ยเหม่ยยังเคยพูดถึงขั้นว่า ติงเสวี่ยเหม่ยจะไม่ตายดี ใช้ชีวิตยังไงก็ไม่มีความสุข และภายในระยะเวลาอันใกล้ คนเป็นสามีที่ดูไม่น่าไว้ใจนั่นจะเผยธาตุแท้ออกมาให้เห็น และท้ายที่สุดทั้งคู่ก็จะต้องแยกทางกัน
ทว่าใครจะไปคิด ฝีปากอีกาของพี่สาวคนนี้จะแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อ!
หลินจิงซูส่ายหน้าไม่เห็นด้วยอย่างแรง
“แม่คะ ตอนนี้ถ้าไม่เป็นจำเป็นก็ห้ามเปิดเผยเรื่องหย่าให้ใครรู้เด็ดขาด โดยเฉพาะกับคนพวกนั้น! แต่ละคำพูดที่หลุดออกจากปากล้วนเป็นพิษ! แล้วจะกลับไปทนฟังให้โง่ทำไมล่ะ! อยู่ไปก็โดนดูถูกเหน็บแนมไม่เว้นแต่ละวัน ได้ที่ซุกหัวนอนก็จริง แต่ถ้าต้องถูกลดทอนความมนุษย์ลงแบบนั้น มันไม่คุ้มเลย!”
ติงเสวี่ยเหม่ยทั้งรู้สึกเครียดและกดดันอย่างมาก เธอหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว และพยายามพูดต่อ
“ป้าของลูกก็พูดถูกจริงๆนั่นล่ะ ชีวิตของแม่มีแต่จะย่ำแย่หาความสุขไม่เจอ ตอนนี้ชีวิตครอบครัวของแม่ก็พังไม่เป็นท่าแล้ว ถ้าเธอรู้เรื่องนี้เข้า คงต้องหัวเราะเยาะเย้ยแม่แน่ๆ”
“แม่คะ ป้าติงคนนั้นดีแต่อิจฉาแม่เท่านั้นล่ะค่ะ พอเห็นว่าครอบครัวฝ่ายสามีไม่ใส่ใจแม่ ก็พยายามใช้คำพูดรังแกกันทุกเวลาที่พบเจอ แต่พอแม่ได้ดิบได้ดี ก็จะสรรหาเรื่องไปนินทากับคนอื่นเพื่อความสนุกปาก แน่นอนว่าถ้าแม่กลับไปตอนนี้ ก็จะมีแต่ถูกด่าถูกคนสมเพช แล้วทำไมแม่ถึงไม่ลองพยายามดูสักครั้งล่ะคะ? หาทางสร้างฐานะความมั่งคั่งให้กับตัวเอง เมื่อเวลานั้นมาถึง ถ้าป้าติงจะหยิบเอาเรื่องหย่ามาข่มเหงรังแก แม่ก็แค่ใช้เงินฟาดกลับแบบสวยๆ!”
ได้ฟังคำพูดคำจาของหลินจิงซู ติงเสวี่ยเหม่ยถึงกับขบขันอย่างไม่ตั้งใจ เธอยิ้มหัวเราะพูดออกมาทั้งน้ำตาว่า
“เจ้าเด็กนี่ เดี๋ยวนี้รู้จักใช้คำพูดหวานๆปลอบใจแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“แม่คะ หนูไม่ได้พูดเล่นอยู่นะคะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยปิดปากเงียบลง ไม่สานต่อในเรื่องนี้อีก
คำว่า ‘มั่งคั่งร่ำรวย’ นั้น เพียงแค่ได้ยินก็รู้สึกห่างไกลจากความเป็นจริงมากแล้ว นับประสาอะไรกับในตอนนี้ ที่เธอไม่ต่างจากรองเท้าผุพังคู่หนึ่งแถมยังมีลูกติดอีกคนด้วย?
สร้างฐานะความมั่งคั่งให้กับตัวเอง? ติงเสวี่ยเหม่ยอยากจะแค่นหัวเราะเยาะตัวเองดังๆ
“ซูซู ถ้าเราไม่กลับไปบ้านคุณตา แล้วเราจะไปอยู่ไหนกันล่ะ?”
หลินจิงซูมีธงปักไว้ในใจอยู่แล้ว และไม่คิดจะปกปิดติงเสวี่ยเหม่ยเช่นกัน เธอบอกไปตามตรงว่า
“แม่คะ ความจริงหนูรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เรื่องราวจะต้องลงเอยแบบนี้ เพราะหลินชิงอี้ยังติดเรื่องการเลื่อนตำแหน่งจึงเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก เขาจึงยุยงปลุกปั่นย่าอู๋กับอู๋ซิ่วเหลียนให้มาก่อปัญหาและขับไล่เราออกจากบ้านแทน คนใจแคบแบบนั้นไม่มีทางปล่อยให้เรากินนอนอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างสบายๆแน่”
สำหรับเรื่องนิสัยใจคอที่คับแคบของหลินชิงอี้นั้น ติงเสวี่ยเหม่ยไม่ข้อโต้แย้งเช่นกัน แต่ก็แอบเหลือเชื่อกับสิ่งที่ลูกสาวเพิ่งพูดออกมา
“ซูซู ที่ลูกพูดมาเป็นความจริงรึเปล่า? หรือว่าเป็นหลินชิงอี้ที่อยู่เบื้องหลังสองคนนั้นอีกที?”
“แม่ นี่ตายังไม่สว่างอีกเหรอคะ? คิดว่าอู๋ซิ่วเหลียนกับย่าอู๋จะกล้าขับไล่เราสองคนโดยที่เขาไม่อนุญาตเหรอคะ?”
ติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่อยากจะเชื่ออยู่ดี
แต่ยิ่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนจะยิ่งเป็นความจริงมากเท่านั้น หากหลินชิงอี้ต้องการให้พวกเธอพักอยู่ที่นี่ชั่วคราวจริงๆ ย่าอู๋กับอู๋ซิ่วเหลียนคงไม่กล้าเรียกรวมพลคนสกุลหลินมากลุ่มใหญ่ขนาดนี้อย่างแน่นอน และที่สำคัญที่สุด ด้วยศักดิ์ศรีที่เป็นถึงหัวหน้าครอบครัว หลินชิงอี้คงไม่ยอมปล่อยให้สองคนนั้นทำตามอำเภอใจแบบนี้แน่
เว้นเสียแต่ว่า เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด
ติงเสวี่ยเหม่ยไม่อยากจะเชื่อสุดหัวใจ ปรากฏว่าคนที่ผลักไสพวกเธอสองแม่ลูกให้ตกลงสู่หุบเหวนรกจะเป็นสามีของเธอจริงๆ! เป็นคนที่เธอหลับนอนด้วยมาตลอดหลายปี!
[1] ชามข้าวเหล็ก หมายถึง ตำแหน่งอันมั่นคง
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







