เข้าสู่ระบบ39 1-1
ตอนที่ 76 ออกไปจากบ้านหลังนี้
อู๋ซิ่วเหลียนก้าวเท้าขึ้นหน้า ออกมาชี้แจงแทนย่าอู๋เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมทันที
“ลุงป้าน้าอาทั้งหลายคะ วันนี้คุณแม่กับฉันเชิญทุกคนมาที่นี่ก็เพื่อทวงคืนบ้านหลังจากนี้คนนอก ดังนั้นอย่าไปหลงเชื่อคนอื่นที่กำลังเป่าหูอยู่เด็ดขาดนะคะ! สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการก็คือ ทำให้พวกเราแตกคอทะเลาะกันเองค่ะ!”
ชั่วอึดใจ เธอก็ปรายหางตามองไปยังทิศทางที่ติงเสวี่ยเหม่ยยืนอยู่ จากนั้นก็ตีบทนางเอกผู้น่าสงสาร ปั้นหน้าเศร้าสลดพูดออกไปว่า
“พี่เสวี่ยเหม่ยคะ นี่เพิ่งจะเป็นครั้งแรกที่คุณแม่พูดจาไม่ดีกับพี่แท้ๆ แต่ทำไมพี่ต้องใส่ร้ายแม่ถึงขนาดนี้ด้วย? ฉันเองที่เป็นน้องสะใภ้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังต้องทำงานหนักเพื่อครอบครัว เพราะต้องการให้พี่กับคุณแม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ดั่งใจพี่สักที พี่ก็เลยต้องการหย่ากับพี่ชิงอี้ เท่าที่ได้ไปยังไม่พอใจอีกเหรอคะ? ตอนนี้ยังจะมาใส่ร้ายป้ายสีคุณแม่อีก? พี่มัวแต่ทำตัวแบบนี้ แล้วจะเลี้ยงดูจิงซูน้อยให้โตมาเป็นผู้เป็นคนได้ยังไง? ฉันล่ะสงสารเด็กมันจริงๆ!”
ติงเสวี่ยเหม่ยไม่คิดไม่ฝันว่า อู๋ซิ่วเหลียนจะใช้ไม้นี้กับตน ตอนนี้เธอโกรธจัดจนจุกแน่นอกและพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
อู๋ซิ่วเหลียนรู้ดีว่า ติงเสวี่ยเหม่ยเป็นพวกเถียงคนไม่เก่ง เรื่องการหยิบใช้วาทะศิลป์คำพูดจึงไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้ เธอจึงหยิบฉวยประโยชน์จากจุดอ่อนนี้คว้าชัยชนะไปและยังซ้ำอีกว่า
“พี่เสวี่ยเหม่ย รู้สึกผิดจนถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอคะ? ถ้าฉันเป็นพี่ ในตอนนั้นฉันคงจะพยายามมีลูกให้มากกว่านี้ ไม่ใช่มาอ้างโน่นอ้างนี่เพราะความขี้เกียจ แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่มีโอกาสแบบนั้นแล้ว”
อู๋ซิ่วเหลียนพ่นประโยคเหล่านี้ออกมานับว่าได้ประโยชน์สองต่อ ประการแรกเธอได้สาดโคลนทำให้ติงเสวี่ยเหม่ยกลายเป็นคนเลวในสายตาทุกคน และประการที่สอง ถือเป็นการสร้างอนุสรณ์คุณความดีให้กับตัวเอง
เพราะคำพูดเพียงแค่ไม่กี่คำ ก็สามารถให้เธอดูเป็นลูกสะใภ้ผู้มากคุณธรรมขึ้นมาทันตาเห็น
ติงเสวี่ยเหม่ยถูกเล่นงานโดยหญิงอสรพิษคนนี้อย่างหนักหน่วง สถานการณ์จึงกลับกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากขึ้นทุกที
เมื่อเหล่าสมาชิกตระกูลหลินได้ยินแบบนั้น ต่างคนก็ต่างถอนหายใจกันเฮือกแล้วเฮือกเล่า รู้สึกสารชีวิตอันเลวร้ายที่ผ่านมาตลอดหลายปีของอู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋ขึ้นทันที
ย่าอู๋สามารถเชิดหน้าขึ้นมาได้อีกครั้ง ริ้วรอยยับยู่ทั่วใบหน้าผ่อนปรนลงมาก ดูใสกระจ่างราวกับดอกไม้อีกครั้ง
ในที่สุดก็ถึงคราวที่หลินจิงซูต้องออกโรง เธอตรงปรี่เข้าไปสนับสนุนเคียงข้างติงเสวี่ยเหม่ยที่กำลังเสียศูนย์เกือบพังทลายเต็มทน เธอระเบิดหัวเราะเยาะออกมาด้วยความรู้สึกสมเพชและพูดออกไปว่า
“เอ…เข้าใจอะไรผิดรึเปล่านะ ตอนนี้หนูกับแม่กำลังจะถูกไล่ไปนอนข้างถนนอยู่ทนโท่ แล้วทำไมต้องเล่นละครให้ตัวเองดูน่าสงสารได้ขนาดนั้น? แล้วก็นะ อย่าพูดราวกับว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันสิ ยายเฒ่าอู๋ก็เพิ่งจะพูดเองไม่ใช่รึไง? ว่าตัดฉันกับแม่ออกจากตระกูลหลินแล้ว! คุณก็ยังจะพล่ามไปเรื่อยอีกนะคะ?”
ใบหน้าของอู๋ซิ่วเหลียนเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ขึ้นทันตา เธอไม่คาดคิดเลยว่า นังเดรัจฉานน้อยหลินจิงซูจะโผล่มาได้จังหวะอะไรปานนี้!
เธอกัดฟัดไม่ยอมแพ้ ตอบโต้กลับไปทันที
“ย่าของเธอก็แค่พลั้งปากพูดไปตามอารมณ์เท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย ยังไงก็ยกโทษให้คุณย่าด้วยเถอะนะจ๊ะจิงซูน้อย”
“โอ้? งั้นก็แสดงว่าที่อยากจะไล่หนูกับแม่ออกไปจากบ้านนั้น ก็แค่พลั้งปากพูดไปตามอารมณ์ใช่มั้ยคะ?”
หลินจิงซูฉีกยิ้มเหยียดอย่างประชดเสียดสี
จังหวะนี้เอง ด้วยความเหลืออด อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับต้องเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอออกมา ประกายตางูพิษคู่นั้นสาดปะทะใส่หลินจิงซูด้วยความอำมหิตโหดเหี้ยม
“หลินจิงซู! เลิกเสแสร้งหลอกให้ทุกคนเห็นใจแกได้แล้ว!”
ทันทีที่เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะเปิดศึกทะเลาะกัน บรรดาสมาชิกตระกูลหลินก็ทำได้เพียงแสร้งปลอบใจพวกเธอทั้งสองตามมารยาท
หลินจิงซูเห็นว่าอู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋นั้นเดือดจนลมแทบจะจับอยู่แล้วในตอนนี้ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเธอทั้งคู่ก็ยังไม่ลดละที่จะก่อปัญหาต่อไป หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ยักไหล่และพูดกับทั้งสองคนตามตรงว่า
“ก็ได้ เห็นแก่ที่เคยเป็นครอบครัวเดียวกัน หนูกับแม่จะคืนบ้านหลังนี้ให้ก็แล้วกัน หลังจากเก็บข้าวเก็บของเสร็จ พวกเราจะออกไปจากที่นี่ทันที นี่ถือว่าหนูปราณีมากแล้วนะคะ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องขอบคุณกันล่ะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยหันขวับไปจ้องหน้าลูกสาวด้วยความประหลาดใจ เธอรีบกระซิบข้างหูทันทีว่า
“ซูซู ออกไปฉุกละหุกแบบนี้แล้วพวกเราจะไปอยู่ไหนกันล่ะ?”
หลินจิงซูยิ้มมุมปากเล็กน้อย และตอบกลับว่า
“ภายใต้สถานการณ์ตอนนี้ ฝืนรุกต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ค่ะแม่ ต่อให้วันนี้เราจะได้อยู่ต่อ อู๋ซิ่วเหลียนกับย่าอู๋ก็จะต้องบุกมาสร้างปัญหาใหม่ในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน”
ติงเสวี่ยเหม่ยเข้าใจคำพูดของบุตรสาวได้ในทันที เดิมทีเธอแค่ต้องการสู้ต่อไปเพื่อกู้คืนชื่อเสียงและเอาบ้านหลังนี้กลับคืนมา แต่สิ่งน่ากลัวกว่าก็คือ เธอไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆไป อู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋จะก่อปัญหาสร้างภัยอันตรายอะไรขึ้นมาอีกบ้าง
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเลวร้ายในอนาคต การย้ายออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
สองแม่ลูกมีข้าวของไม่มากเท่าไหร่นัก เธอจัดการยัดทุกอย่างใส่ลงในกระสอบใบใหญ่จำนวนสองใบ และเตรียมจะออกจากที่นี่ไป
ติงเสวี่ยเหม่ยยังดูค่อนข้างลังเลที่จะต้องจากบ้านหลังนี้ไป เพราะหลังจากได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นระยะเวลาหนึ่ง หลายส่วนของบ้านก็ได้รับการซ่อมแซมจนดีขึ้นมาก สวนผักก็เก็บกวาดทำความสะอาดและถอนวัชพืชไว้ดิบดีแล้ว ทว่าตอนนี้กลับต้องย้ายออกไปอย่างกะทันหัน เธอจึงรู้สึกใจหายไม่น้อย
สังเกตเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยปนเสียดายของติงเสวี่ยเหม่ย หลินจิงซูจึงได้โน้มเข้าไปกระซิบข้างหูของเธอเบาๆว่า
“แม่คะ อย่าเศร้าไปเลยค่ะ สักวันหนึ่งเราจะกลับมาทวงคืนแน่นอน”
ติงเสวี่ยเหม่ยถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ส่ายหน้าไปมาขณะตอบกลับไปว่า
“ซูซู ไม่ต้องปลอบใจแม่หรอกจ้ะ แม่ไม่เป็นอะไรแล้ว”
ใช่ว่าเธอจะตาบอดมองไม่เห็นว่า อู๋ซิ่วเหลียนกำลังยืนกอดอกยิ้มอย่างสะใจต่อการจากไปของพวกเธอสองแม่ลูก ในเมื่อถูกสาปส่งขนาดนี้แล้ว เธอยังจะกลับมาที่นี่เพื่ออะไรอีก? กลับมาเพื่อก้มหน้าทนรับความอัปยศอดสูอีกครั้งรึไง?
หลินจิงซูเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ เธอจึงไม่ต้องการจะพูดอะไรต่อแล้วเช่นกัน เพราะถึงอย่างไร แผนการช่วงชิงโฉนดที่ดินบ้านหลังนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาอันควร
สติของเธอถูกดึงออกจากภวังค์ความคิดด้วยคำพูดประโยคถัดมาของติงเสวี่ยเหม่ย
“ซูซู เรากลับไปที่บ้านคุณตาของลูกกันเถอะนะ”
263 ตอนที่ 472 บทสรุปแห่งชีวิต “พูดจริงเหรอครับ? นี่คุณย่าจะเลิกคัดค้านเรื่องของผมกับจิงซูจริงๆเหรอครับ?!” หญิงชราในตอนนี้ได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ รวมถึงทัศนคติที่มีต่อหลินจิงซูด้วย เธอคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอกย้ำข้อสงสัยของหลานชายอย่างหนักแน่น ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักจะแสดงอากัปกิริยาต่อต้านหลินจิงซูอย่างเปิดเผย และไม่ยอมรับอีกฝ่ายเข้าบ้านสกุลจู้ก็ตามที แต่เบื้องลึกในใจแล้ว หญิงชรากลับยอมรับในความใจสู้และเข้มแข็งของเด็กผู้หญิงคนนี้เสมอมา ในบรรดาเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เธอผู้นี้นับว่าโดดเด่นมากที่สุดจริงๆ หากเปรียบเทียบกับคุณหนูฐานะรวยอย่างจางซีซี ลองคิดดูว่า ต้องเป็นเรื่องยากเพียงใดที่สาวน้อยชนบทคนหนึ่งจะตัดสินใจเสียสละเงินทองของตนเอง เพื่อมาเป็นทุนการศึกษามอบให้กับทางมหาวิทยาลัย ทั้งหมดที่เธอทำลงไปล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการพัฒนาสังคมไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งต่างจากจางซีซีที่ทำไปเพราะหวังให้เพื่อนฝูงรอบตัวและจู้หยานหันมาสรรเสริญชื่นชม เมื่อเธอมองข้ามเรื่องชาติตระกูลของหลินจ
262 2-2ตอนที่ 471 ความจริงในอดีตเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ลูกตะกั่วพุ่งแหวกอากาศถากเข้าที่หัวไหล่ของจางซีซีอย่างแม่นยำ ก่อนจะเฉียดร่างของหญิงชราไปอย่างหวุดหวิด กระแสความเจ็บปวดที่โฉบแล่นผนวกกับความตื่นตระหนกตกใจ ทำให้ร่างอรชรของหญิงสาวได้สูญเสียการทรงตัว และเผลอก้าวถอยหลังเหยียบลงบนอากาศก่อนจะพลัดตกจากแท่นบันจี้จัมพ์อย่างไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอดิ่งพสุธาลงไปด้านล่างในชั่วพริบตา…ชายวัยกลางคนผู้นั้นได้พุ่งเข้าไปโอบร่างของหญิงชราไว้ได้ทันท่วงที และเมื่อพบว่าผู้ที่มาช่วยชีวิตตนเอาไว้เป็นใครนั้น เธอก็ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด“จู้เอ๋อร์..ทะ-ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”จู้เอ๋อร์ พ่อบังเกิดเกล้าของจู้หยานระบายยิ้มอ่อน พร้อมพูดประชดประชันใส่คนเป็นแม่ว่า“แล้วรู้สึกยังไงบ้างล่ะครับ ที่ลูกชายไม่เอาไหนคนนี้มาช่วยไว้ทัน? ความใฝ่ฝันของผมที่แม่ดูถูกแล้วก็สบประมาทมาตั้งแต่ยังเด็ก มันเพิ่งจะช่วยฉุดแม่ออกมาจากความตาย!”พูดถึงความฝันของตัวเองแล้ว จู้เอ๋อร์ก็เหลือบมองปืนพกกระบอกคู่ใจก่อนจะเก็บเข้าซองหนังข้างเอวไป จากนั้น จึงได้แบกอุ้มร่างของหญิงชราที่ยังคงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเสียขวัญจา
262 1-2 ตอนที่ 470 บุคคลที่คาดไม่ถึง ดูเหมือนแผนการข่มขู่ในครั้งนี้ของหญิงชราจะได้ผลดีกว่าที่คิดไว้มาก จู้หยานถึงกับสูญเสียการควบคุมหัวสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่ สุขภาพร่างกายของย่าเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะดีนัก หากอีกฝ่ายเกิดเป็นลมเป็นแล้งร่วงตกลงมาจากเครื่องเล่นจะทำยังไง?หากไม่รีบเกลี้ยกล่อมให้ยอมกลับลงมาโดยเร็วที่สุด ทุกอย่างที่กำลังไปได้สวย เกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงตรงนี้อย่างแน่นอน! กว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงของธุรกิจโรงแรมและสวนสนุก ให้มาเป็นที่รู้จักของผู้คนถึงจุดนี้ได้ ทั้งเขาและหลินจิงซูต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจู้หยานจะยอมปล่อยให้ย่าของเขาทำลายทุกอย่างลงง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร? “เข้าใจแล้วครับคุณย่า ผมยอมทุกอย่างแล้ว! คุญย่าได้โปรดหยุดสร้างปัญหาสักทีเถอะนะครับ! ผมรับปากจะกลับไปดูแลปรนนิบัติคุณย่าเหมือนเช่นเคย ผมจะกลับไปเป็นหลานชายที่เชื่อฟังของคุณย่าเหมือนเดิมครับ! แต่ผมมีเรื่องขอร้องสักอย่างจะได้มั้ยครับ? ผมไม่อยากแต่งงานกับจางซีซีจริงๆ ผมจะยอมแต่งงานกับใครก็ได้…ที่ไม่ใช่
261 ตอนที่ 469 ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ใครจะคาดคิดว่า จู่ๆหลินจิงซูก็ตัดสินใจทำเรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างมาก เธอเลิกใส่ใจกับคำก่นด่าสาปแช่งใดๆ แล้วเดินขึ้นไปหยุดยืนอยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบแต่อย่างใด จากนั้น ก็ได้หยิบเชือกยาวมาผูกที่ข้อเท้าทั้งสองข้างของตนไว้อย่างรวดเร็ว ทันทีที่พบเห็นภาพฉากนี้ ทั้งหลิวหมิงและฝูงชนโดยรอบ ต่างก็พากันแตกฮือและตื่นตระหนกกันสุดขีด โดยเฉพาะจู้หยาน เพราะเมื่อวานมีเพียงเครื่องเล่นชนิดนี้เพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาทั้งคู่ยังไม่ได้ทำการทดสอบเรื่องความปลอดภัย เผชิญกับสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ จู้หยานก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขาพยายามแผดเสียงร้องตะโกนเรียกหลินจิงซูที่ตอนนี้อยู่บนแท่นบันจี้จัมพ์สูงจากพื้นดินถึง 20 เมตรทันที “จิงซู! ใจเย็นๆก่อนนะ! อย่าด่วนหุนหันพลันแล่นทำอะไรแบบนั้นเลย! มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะนะ ประธานหลิวหมิงไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น! ลงมาก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาหารือเรื่องสวนสนุกใหม่ดีมั้ย? เพราะถ้าคุณเป็นอะไรไปตอนนี้
260 ตอนที่ 468 สั่งหยุดโครงการ ในยุคนี้ แม้แต่ความคิดเรื่องผุดสวนสนุกในโรงแรมก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป แม้แต่จู้หยานที่เป็นนักเรียนนอก อย่างมากที่สุดก็เคยเห็นเครื่องเล่นขนาดเล็กเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น หากจะให้พูดตามตรงก็คือ ตอนที่หลินจิงซูพูดถึงม้าหมุนหรือรถบั๊มอะไรนั่น จู้หยานยังไม่รู้จักสักอย่างเลย! แค่รูปหน้าร่างตายังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเรื่องจะสั่งซื้อเล่า? เพราะคำว่า ‘สวนสนุก’ ที่จู้หยานได้นำเสนอไปนั้น ภาพในหัวของเขามีเพียงสไลด์เดอร์ตามร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดเป็นต้น โดยคิดว่าหากเกิดนำของเล่นเหล่านั้นมาติดตั้งภายในโรงแรม ซึ่งหมายถึง ‘ภายในโรงแรม’ จริงๆ อาจจะช่วยดึงดูดแขกที่เป็นครอบครัวมีลูกเล็ก ให้เข้ามาเล่นมาหาซื้อของกินและเข้าพักที่โรงแรมหลังจากนั้น จู้หยานคิดว่าเขาและหลินจิงซูเข้าใจไปในภาพเดียวกันมาตลอด จนกระทั่งได้เห็นหลินจิงซูวาดเครื่องเล่นสุดผาดโผนลงบนแผ่นกระดาษ เขาจึงได้กระจ่างแจ้ง ดูเหมือนคำว่า ‘สวนสนุก’ ในความหมายของหลินจิงซูจะยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก!
259 ตอนที่ 467 เริ่มสร้างสวนสนุก ได้ฟังแผนการตลาดครั้งใหญ่ของจู้หยานแล้ว กระทั่งหลินจิงซูยังต้องรู้สึกทึ่งอย่างมาก ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจหรือความบังเอิญของจู้หยานกันแน่ เพราะธุรกิจประเภทที่มีสวนสนุกเคียงคู่ไปกับโรงแรมที่พักนั้น กำลังเป็นกระแสนิยมซึ่งสามารถพบเจอได้มากในศตวรรษที่ 21 โมเดลธุรกิจในลักษณะนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนสนุกชื่อดังอย่างดิสนีย์แลนด์ แตกต่างกันตรงที่ดินนีย์แลนด์จะยึดเอาสวนสนุกเป็นธุรกิจหลัก และบริการที่พักเป็นธุรกิจรอง หลังจากที่ได้สนุกสุดเหวี่ยงกับความบันเทิงในสวนสนุกมาตลอดทั้งวันแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยขบวนพาเหรดที่เต็มไปด้วยตัวการตูนในฝัน และหากใครไม่ต้องการลากสังขานเหนื่อยล้าเดินทางกลับบ้าน ก็สามารถจองห้องพักในราคาแพงหูฉี่กับทางสวนสนุกได้! ไม่นึกเลยว่าจู้หยานที่เป็นคนในยุคนี้ จะมีหัวคิดที่ล้ำสมัยเทียบเคียงคนรุ่นใหม่ได้จริงๆ! หากธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ บอกได้คำเดียวว่า โรงแรมหลี่เจี่ยของหลินจิงซูและหลิวหมิงจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน และจะทะยานขึ้นกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่แล







