ログインเสียงปีกขนาดใหญ่กระพือผ่านยอดไม้ในยามราตรี หลินซีเหยาลืมตาขึ้นทันที มือข้างหนึ่งคว้าเกล็ดเงินที่วางอยู่ข้างกาย ส่วนอีกข้างรวบรวมพลังปราณไว้เงียบ ๆ
กองไฟตรงหน้ากะพริบวูบ เปลวเพลิงที่เคยเป็นสีส้มกลับเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ก่อนดับลงอย่างไม่มีสาเหตุ รอบลำธารเงียบผิดปกติ แม้แต่แมลงกลางคืนก็หยุดส่งเสียง หลินซีเหยาลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ ดวงตาสีเงินกวาดมองแนวป่ารอบตัว นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ กลิ่นอายนั้นไม่เหมือนสัตว์อสูรทั่วไป แต่คล้ายพลังมังกรที่ถูกบิดเบือนจนสูญเสียความสงบตามธรรมชาติ “ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนอยู่” ไม่มีผู้ใดตอบ มีเพียงเสียงน้ำไหลผ่านก้อนหิน หลินซีเหยาขยับถอยไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อไม่ให้ตนเองถูกล้อมจากทุกด้าน จากนั้นจึงปล่อยพลังมังกรเงินออกไปเป็นวงบาง ๆ พลังนั้นแผ่ผ่านพื้นดินและพุ่มไม้ ก่อนสะท้อนกลับมาพร้อมสัมผัสของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว นางหันขวับไปทางซ้าย เงาดำพุ่งออกจากพุ่มไม้ในทันที! หลินซีเหยาหลบกรงเล็บที่ตวัดลงมาได้อย่างหวุดหวิด พื้นดินบริเวณที่นางยืนอยู่เมื่อครู่แตกกระจายเป็นหลุมลึก ต้นไม้สองต้นถูกแรงปะทะโค่นลงพร้อมกัน สัตว์อสูรตรงหน้ามีรูปร่างคล้ายเสือ แต่ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ เขี้ยวยาวโผล่พ้นริมฝีปาก ดวงตาแดงก่ำมีวงแหวนสีเทาหมุนวนอยู่ภายใน ที่กลางหน้าผากของมันมีรอยประทับสีดำคล้ายดอกไม้แห้ง หลินซีเหยาจำลวดลายเช่นนี้ได้ มันเป็นร่องรอยของพลังทมิฬที่นางเพิ่งพบในเศษหนามจากอสูรมังกรเขาโลหิต “เจ้าถูกควบคุมเช่นเดียวกันหรือ?” อสูรเกล็ดดำไม่ตอบ มันคำรามต่ำ ก่อนพุ่งเข้าหานางอีกครั้ง คราวนี้หลินซีเหยาไม่คิดหลบหนี นางยกมือขึ้นสร้างวงแหวนสีเงินสองวงซ้อนกัน แล้วสะบัดปลายนิ้วให้วงแหวนพุ่งเข้ารัดขาหน้าของมัน “ผนึกจันทรา!” แสงสีเงินพันรอบร่างอสูร ทว่าทันทีที่วงแหวนสัมผัสเกล็ดดำ พลังทมิฬก็ปะทุออกมาราวกับเปลวไฟ มันกัดกร่อนวงแหวนจนเกิดรอยร้าว ก่อนระเบิดออกเป็นเศษแสง อสูรเกล็ดดำหลุดจากพันธนาการได้อย่างรวดเร็ว หลินซีเหยาขมวดคิ้ว พลังของมันแข็งแกร่งกว่าอสูรมังกรเขาโลหิตอย่างชัดเจน ที่สำคัญ พลังทมิฬไม่ได้เพียงทำให้มันคลุ้มคลั่ง แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้มันอีกด้วย หากนางยังใช้วิธีเดิม การต่อสู้คงยืดเยื้อและอาจดึงดูดอสูรตัวอื่นเข้ามา นางจึงเปลี่ยนวิธี รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนวาดอักขระรูปจันทร์เสี้ยวลงกลางอากาศ “ตราจันทราสะกดวิญญาณ!” อักขระสีเงินสว่างวาบ แล้วแตกออกเป็นเส้นแสงหลายสายที่พุ่งเข้าหาอสูรเกล็ดดำจากทุกทิศทาง อสูรคำรามกึกก้อง พยายามสะบัดร่างหนี แต่เส้นแสงกลับไม่ได้รัดลำตัวของมัน หากมุ่งตรงไปยังรอยประทับสีดำบนหน้าผาก หลินซีเหยากดฝ่ามือลง แสงสีเงินพุ่งเข้าปกคลุมรอยประทับนั้น ทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตของนาง นางเห็นแท่นหินเก่าแก่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขา เหนือแท่นมีมังกรสีดำทองตัวหนึ่งพันรอบเสาหิน ขณะที่มังกรสีเงินอีกตัวบินวนอยู่เหนือท้องฟ้า ทั้งสองกำลังปกป้องประตูขนาดมหึมาที่ปิดสนิท แต่ไม่นานนัก เงาสีดำก็แทรกตัวเข้ามาจากใต้ประตู มังกรทั้งสองหันกลับไปพร้อมกัน ทว่าภาพนั้นพลันแตกสลายก่อนที่นางจะมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังประตู หลินซีเหยาสะดุ้งเล็กน้อย ภาพที่เห็นไม่ใช่ความทรงจำของนาง แต่ดูเหมือนจะเป็นภาพที่พลังทมิฬซ่อนไว้ในรอยประทับ “ประตูบานนั้นคืออะไรกันแน่?” นางยังไม่ทันหาคำตอบ อสูรเกล็ดดำก็ทรุดลงกับพื้น รอยประทับบนหน้าผากแตกออก ก่อนหมอกดำจะไหลออกจากร่างเป็นสาย หลินซีเหยารีบกางม่านพลังสีเงินกักหมอกเหล่านั้นไว้ คราวนี้นางไม่ปล่อยให้มันสลายไปทันที แต่ค่อย ๆ แยกพลังสีดำออกจากพลังปราณของอสูร เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดกำลังควบคุมมัน ทว่าภายในหมอกกลับไม่มีจิตวิญญาณหรือร่องรอยของผู้ใช้วิชา มีเพียงเศษอักขระสีดำที่หมุนวนอยู่รอบแก่นพลัง อักขระเหล่านั้นค่อย ๆ จางหายไปเมื่อสัมผัสกับแสงสีเงิน หลินซีเหยามองเศษแสงที่เหลืออยู่ ก่อนเก็บพลังกลับเข้าสู่ร่าง นางไม่ได้คำตอบว่าใครเป็นผู้ปล่อยพลังทมิฬ แต่มั่นใจแล้วว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีบางสิ่งกำลังแพร่กระจายพลังนี้ไปทั่วดินแดนมังกร และหากไม่มีผู้ใดหยุดมัน สัตว์อสูรที่ถูกครอบงำอาจกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อทุกเผ่าพันธุ์ อสูรเกล็ดดำขยับตัวเล็กน้อย ก่อนพยายามลุกขึ้นยืน มันมองหลินซีเหยาอย่างหวาดระแวง แต่ไม่ได้พุ่งเข้าหานางอีก นางลดมือลง “ไปเถอะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าแล้ว” อสูรเกล็ดดำส่งเสียงครางต่ำ ก่อนวิ่งหายเข้าไปในป่า หลินซีเหยามองตามมันจนลับสายตา จากนั้นจึงหันกลับมาดับเศษถ่านที่เหลืออยู่ข้างลำธาร คืนนี้นางคงไม่อาจพักผ่อนได้อย่างสงบอีกแล้ว เพราะสิ่งที่นางเห็นในภาพเมื่อครู่ยังคงติดอยู่ในความคิด มังกรดำทองกับมังกรเงิน ประตูโบราณที่ทั้งสองร่วมกันปกป้อง และเงามืดที่กำลังพยายามแทรกตัวผ่านรอยแยก ทั้งหมดอาจเป็นกุญแจสำคัญของผนึกที่กำลังสั่นคลอน ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เฟิงอ้าวเทียนกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินกลางห้องฝึก ตลอดหลายชั่วยามที่ผ่านมา เขาพยายามควบคุมพลังมังกรดำทองให้ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ปล่อยให้พลังสีเงินแทรกเข้ามาเหมือนครั้งก่อน ทว่าทันทีที่จิตใจเริ่มสงบ เกล็ดเงินซึ่งวางอยู่ตรงหน้าก็พลันสั่นสะเทือน เฟิงอ้าวเทียนลืมตาขึ้น แสงสีเงินไหลออกจากเกล็ด ก่อตัวเป็นเส้นบาง ๆ กลางอากาศ ก่อนชี้ไปทางเหนือเช่นเดียวกับทุกครั้ง แต่ครั้งนี้มีสิ่งผิดปกติเพิ่มเข้ามา แสงสีดำสายหนึ่งกำลังพันอยู่รอบเส้นเงิน เฟิงอ้าวเทียนลุกขึ้นทันที “นี่มันอะไรกัน?” เขายื่นมือออกไป แต่ก่อนจะสัมผัสแสงนั้น เส้นสีดำก็พุ่งเข้าหาข้อมืออย่างรวดเร็ว ความเย็นจัดแล่นผ่านแขนของเขา พลังมังกรดำทองในร่างตอบสนองโดยอัตโนมัติ เกล็ดสีดำทองปรากฏขึ้นบนผิวหนัง ก่อนผลักพลังสีดำให้กระเด็นออกไป แสงทั้งสองสายปะทะกันกลางห้องฝึก ตูม! แรงกระแทกทำให้หน้าต่างหินสั่นสะเทือน เฟิงอ้าวเทียนถอยไปสองก้าว ขณะที่เกล็ดเงินตกลงบนพื้นและหยุดส่องแสง เขาก้มมองข้อมือตัวเอง บนผิวหนังมีรอยดำบาง ๆ ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนถูกพลังมังกรดำทองขับออกจนหมด แม้จะไม่เกิดบาดแผล แต่เขารู้สึกได้ว่าพลังสีดำเมื่อครู่แตกต่างจากพลังของตนเองอย่างสิ้นเชิง มันเย็นเยียบ ว่างเปล่า และแฝงเจตนาร้ายอย่างชัดเจน เสียงประตูห้องฝึกเปิดออกอย่างรวดเร็ว มู่ชางก้าวเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือ เมื่อเห็นร่องรอยความเสียหายบนพื้น เขาก็หันมององค์ชายทันที “เกิดอะไรขึ้นพ่ะย่ะค่ะ?” เฟิงอ้าวเทียนชี้ไปยังเกล็ดเงิน “มีพลังสีดำปรากฏขึ้น มันพยายามเข้ามาในร่างของข้า” มู่ชางก้มลงตรวจสอบพื้นรอบเกล็ดเงิน ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป “นี่ไม่ใช่พลังมังกรดำทองของราชวงศ์เฟิง” “ข้าก็รู้” เฟิงอ้าวเทียนกำมือแน่น “มันเหมือนพลังที่พยายามแทรกซึมเข้าไปในผนึกโบราณ” มู่ชางเงยหน้าขึ้นทันที “องค์ชายเคยสัมผัสพลังนี้มาก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ?” “ไม่โดยตรง แต่ข้ารู้สึกว่ามันกำลังตามหาบางสิ่ง” เฟิงอ้าวเทียนหยิบเกล็ดเงินขึ้นมาอย่างระมัดระวัง “และดูเหมือนว่ามันจะรู้ว่าข้ามีพลังอีกสายหนึ่งอยู่ในร่าง” มู่ชางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบกล่าวว่า “กระหม่อมจะไปทูลจักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะ เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการสั่นสะเทือนของผนึกโบราณ” เฟิงอ้าวเทียนพยักหน้า “ไปเถอะ ข้าจะไม่แตะต้องเกล็ดเงินอีกจนกว่าจะรู้วิธีควบคุมมัน” มู่ชางออกจากห้องฝึกอย่างรวดเร็ว เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่เพียงลำพัง เขามองเกล็ดเงินในมือ ก่อนจะนึกถึงหญิงสาวที่เห็นในนิมิต นางอาจกำลังเผชิญกับสิ่งเดียวกันหรือไม่? ความคิดนั้นทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาไม่รู้จักนาง ไม่เคยพบกันจริง ๆ และยังไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของนาง แต่หากพลังสีดำกำลังตามล่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับผนึกโบราณ หญิงสาวในภาพก็อาจตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกัน เฟิงอ้าวเทียนเก็บเกล็ดเงินไว้ในกล่องหยก แล้วเดินออกจากห้องฝึกเพื่อไปเข้าเฝ้าพระบิดา คราวนี้เขาไม่ได้ต้องการเพียงคำอนุญาตให้เดินทางไปทางเหนืออีกต่อไป เขาต้องการรู้ว่าความมืดที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นเป็นสิ่งใด และเหตุใดมันจึงเริ่มเคลื่อนไหวในช่วงเวลาเดียวกับที่พลังสีเงินของเขาตื่นขึ้น ท้องพระโรงมังกรสวรรค์มีบรรยากาศเคร่งขรึมกว่าทุกวัน เฟิงเทียนหลงประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรดำทอง เบื้องหน้ามีผู้อาวุโสหลายคนยืนเรียงรายอยู่ รวมถึงเฉินกวง ผู้ดูแลสภามังกร เมื่อเฟิงอ้าวเทียนเข้ามาถึง เฟิงเทียนหลงก็ตรัสถามทันที “มู่ชางบอกข้าแล้วว่าเกิดเหตุผิดปกติในห้องฝึก เจ้าจงเล่าทุกอย่างตามที่เห็น” เฟิงอ้าวเทียนคุกเข่าคารวะ ก่อนรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่ปิดบัง เมื่อเขาเล่าถึงพลังสีดำที่พยายามแทรกซึมเข้าสู่ร่าง เฉินกวงก็ขมวดคิ้วอย่างหนัก “พลังทมิฬ...” ผู้อาวุโสคนหนึ่งหันไปมองเขา “ท่านเคยพบพลังนี้มาก่อนหรือ?” เฉินกวงนิ่งไปครู่หนึ่ง “ในบันทึกโบราณ มีการกล่าวถึงพลังชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเงากลืนมังกร มันไม่ได้เป็นพลังของเผ่ามังกรใด แต่สามารถเกาะกินพลังปราณของมังกร แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังทำลายล้าง” เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “แล้วใครเป็นผู้ควบคุมมัน?” “ไม่มีผู้ใดยืนยันได้” เฉินกวงตอบ “บางตำนานกล่าวว่ามันเกิดจากความแค้นของมังกรที่ถูกสังหาร บางตำนานกล่าวว่ามันมาจากสิ่งที่อยู่หลังผนึกโบราณ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ” เฟิงเทียนหลงทอดพระเนตรผู้อาวุโสทั้งหลาย “ตั้งแต่บัดนี้ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้ผนึกโบราณโดยไม่มีคำสั่งจากข้า และให้เพิ่มการเฝ้าระวังตามแนวเขตแดนเหนือ หากพบสัตว์อสูรที่มีรอยประทับสีดำ ต้องจับตาดูจากระยะปลอดภัย ห้ามผู้ใดสัมผัสพลังนั้นโดยตรง” “รับพระบัญชาพะยะค่ะ!” เสียงตอบรับดังก้องไปทั่วท้องพระโรง เฟิงอ้าวเทียนก้มมองพื้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้น “เสด็จพ่อ ลูกยังคงต้องการเดินทางไปทางเหนือพะยะค่ะ” เฟิงเทียนหลงมองพระโอรสอย่างพินิจ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้อันตรายเพียงใด?” “ลูกทราบ แต่หากพลังทมิฬกำลังแพร่กระจายไปตามเขตแดน การรออยู่ที่นี่อาจทำให้เราพลาดร่องรอยสำคัญ” เฉินกวงขยับตัวเล็กน้อย “องค์ชายยังไม่อาจควบคุมพลังสีเงินได้อย่างสมบูรณ์ การเดินทางในเวลานี้มีความเสี่ยงสูง” “ข้าทราบ” เฟิงอ้าวเทียนตอบ “ข้าจึงไม่ได้ขอเดินทางเพียงลำพัง” เขาหันไปทางมู่ชาง “ข้าจะไปกับท่านแม่ทัพมู่ชาง และจะไม่เข้าใกล้ผนึกหรือเขตอาคมใดโดยพลการ” เฟิงเทียนหลงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ทรงทราบว่าการห้ามพระโอรสโดยไม่มีเหตุผลชัดเจนจะยิ่งทำให้เฟิงอ้าวเทียนต้องหาทางออกไปเอง แต่การปล่อยให้เขาเดินทางโดยไม่มีการเตรียมพร้อมก็เป็นสิ่งที่พระองค์ไม่อาจยอมรับได้ ในที่สุด เฟิงเทียนหลงจึงตรัสว่า “กำหนดการเดินทางยังคงเดิม อีกสามวันเจ้าจะออกไปยังป้อมมังกรเหนือพร้อมมู่ชาง แต่ก่อนหน้านั้น เจ้าต้องฝึกควบคุมพลังให้ได้ตามที่ข้ากำหนด และต้องพกหยกคุ้มภัยที่ข้าจะมอบให้” เฟิงอ้าวเทียนก้มศีรษะ “ลูกขอบพระทัยเสด็จพ่อ” “อย่าเพิ่งขอบคุณข้า” เฟิงเทียนหลงตรัสเสียงเข้ม “หากพบสิ่งที่เกินกำลัง ให้ถอยออกมาก่อน ชีวิตของเจ้าไม่ได้มีค่าเพียงเพราะเป็นทายาทบัลลังก์มังกร แต่เพราะเจ้าเป็นบุตรของข้าด้วย” เฟิงอ้าวเทียนนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ลูกจะจำไว้พะยะค่ะ” ณ ป่าลึกทางเหนือ หลินซีเหยากำลังเดินตามเส้นทางที่อสูรเกล็ดดำจากไป นางไม่ได้ติดตามมันเพราะต้องการล่าอสูร แต่เพราะรอยประทับสีดำบนหน้าผากของมันยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ร่องรอยนั้นเชื่อมโยงกับภาพประตูโบราณที่นางเห็นอย่างชัดเจน หากนางหาต้นตอของพลังทมิฬพบ บางทีอาจได้รู้ว่าผนึกกำลังปกป้องสิ่งใดอยู่ เดินทางมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม นางก็พบรอยกรงเล็บขนาดใหญ่บนพื้นดิน รอยเหล่านั้นมุ่งตรงไปยังถ้ำที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าผาหินสีดำ หลินซีเหยาหยุดอยู่ห่างจากปากถ้ำหลายก้าว กลิ่นอายเย็นเยียบรุนแรงขึ้นทันที ภายในถ้ำมีเสียงบางอย่างเคลื่อนไหวเป็นจังหวะ คล้ายเสียงหัวใจของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา นางยกมือขึ้น สร้างเปลวแสงสีเงินเล็ก ๆ ไว้บนฝ่ามือ ก่อนก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง ผนังถ้ำเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและอักขระเก่าแก่ บางส่วนถูกพลังสีดำกัดกร่อนจนอ่านไม่ออก แต่ลวดลายที่ยังหลงเหลือกลับทำให้นางนึกถึงภาพมังกรสองตัวที่เห็นก่อนหน้านี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไป แรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนกระทั่งนางมาถึงห้องหินขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ด้านใน กลางห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ บนแท่นปรากฏเศษผลึกสีดำหลายชิ้น และตรงผนังด้านหลังมีภาพสลักมังกรดำทองกับมังกรเงินพันรอบประตูบานเดียวกัน หลินซีเหยาก้าวเข้าไปใกล้ ทันทีที่นางยกมือแตะภาพสลัก พื้นถ้ำก็สั่นสะเทือน อักขระโบราณบนผนังสว่างขึ้นทีละตัว ขณะที่เกล็ดเงินในแขนเสื้อเปล่งประกายอย่างรุนแรง เสียงโบราณดังขึ้นจากส่วนลึกของแท่นหิน “ผู้พิทักษ์กลับมาแล้ว...” หลินซีเหยาถอยหลังหนึ่งก้าว “ผู้ใดกำลังพูด?” ไม่มีคำตอบ มีเพียงแสงสีเงินที่ไหลไปตามรอยสลัก ก่อนหยุดลงตรงภาพมังกรเงิน แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง “จงตามหาทายาทมังกรดำทอง... ก่อนที่เงากลืนมังกรจะเปิดประตู” หลินซีเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง ทายาทมังกรดำทองย่อมหมายถึงผู้สืบสายเลือดของราชวงศ์เฟิง ส่วนประตูที่กล่าวถึง อาจเป็นประตูเดียวกับที่นางเห็นในภาพนิมิต นางยังไม่ทันเอ่ยถามต่อ เสียงคำรามจากด้านนอกถ้ำก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พลังสีดำทะลักเข้ามาตามทางเดิน รอยสลักบนผนังเริ่มดับลงทีละส่วน หลินซีเหยาหันกลับไปทันที เงาขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ปากถ้ำ คราวนี้มันไม่ใช่อสูรเกล็ดดำตัวเดิม กลิ่นอายของมันหนักหน่วงจนพื้นหินสั่นสะเทือน และภายในพลังทมิฬนั้นยังมีเจตจำนงบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับมันกำลังตามหานางโดยเฉพาะ หลินซีเหยากำเกล็ดเงินแน่น แสงสีเงินปรากฏขึ้นรอบร่างของนาง “หากเจ้าต้องการเกล็ดนี้ ก็เข้ามาเอาเอง!” เสียงคำรามดังก้องไปทั่วถ้ำ และในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักมังกรสวรรค์ เกล็ดเงินที่เฟิงอ้าวเทียนเก็บไว้ในกล่องหยกก็ส่องแสงขึ้นอย่างฉับพลัน เขาหันขวับไปทางเหนือ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาพหญิงสาวผู้มีดวงตาสีเงินปรากฏขึ้นในห้วงจิตอีกครั้ง คราวนี้นางไม่ได้ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะอย่างสงบ นางกำลังเผชิญหน้ากับเงามืดที่คืบคลานเข้ามาจากปากถ้ำ เฟิงอ้าวเทียนก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว “หลินซีเหยา...” ชื่อนั้นหลุดออกจากริมฝีปากของเขา ทั้งที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จากผู้ใดมาก่อน เกล็ดเงินส่องประกายวาบ ก่อนความเงียบจะกลับคืนสู่ห้องอีกครั้ง แต่เฟิงอ้าวเทียนรู้แล้วว่า การเดินทางไปทางเหนือครั้งนี้ไม่อาจล่าช้าได้อีก เพราะผู้หญิงที่เขาไม่เคยพบ กำลังตกอยู่ในอันตราย และบางสิ่งที่ถูกผนึกไว้ใต้กาลเวลาหลายพันปี ก็กำลังเริ่มเปิดตาขึ้นมองโลกอีกครั้งเฟิงอ้าวเทียนไม่ได้นอนหลับสนิทตลอดคืน ทุกครั้งที่หลับตา ภาพเกล็ดมังกรสีเงินใต้ชั้นน้ำแข็งจะปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้เขากังวลไม่ใช่พลังที่เกล็ดนั้นปลดปล่อยออกมา แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ ราวกับมีบางสิ่งในร่างกายตอบรับมันโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากจิตสำนึก เขาเคยคิดว่าพลังสีเงินเป็นเพียงพลังที่แทรกเข้ามาในสายเลือดมังกรทองดำของตนอย่างผิดธรรมชาติ ทว่าหลังเหตุการณ์บนยอดเขา ความคิดนั้นเริ่มสั่นคลอน หากพลังนี้เป็นสิ่งแปลกปลอม เหตุใดมันจึงตอบสนองต่อเกล็ดมังกรเงินโบราณได้? และหากมันเป็นส่วนหนึ่งของสายเลือดตนเอง เหตุใดบันทึกของราชวงศ์มังกรจึงไม่เคยกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน? เฟิงอ้าวเทียนลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปยังลานฝึกด้านตะวันออก เขาต้องการทดสอบพลังด้วยตัวเองก่อนที่ความสงสัยจะทำให้เขาตัดสินใจผิดพลาด ลานฝึกยังว่างเปล่าในเวลานั้น มีเพียงหิมะบาง ๆ ปกคลุมพื้นหินและธงประจำป้อมที่ไหวอยู่เหนือกำแพง เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่กลางลาน ยกมือขึ้นเรียกพลังมังกรสีดำทอง เปลวพลังปรากฏขึ้นรอบแขนของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนหมุนวนเป็นวงแหวนเหน
อวี้เหิงเพิ่งก้าวเข้ามาในลานฝึกของป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติในร่างกายตนเอง พลังมังกรสีดำทองที่เคยไหลเวียนอย่างมั่นคงกลับปั่นป่วนขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ขณะเดียวกัน บริเวณข้อมือของหลินซีเหยาก็ปรากฏลวดลายสีเงินจาง ๆ คล้ายเกล็ดมังกรซึ่งกำลังขยับไปตามจังหวะลมหายใจของนาง นางก้มมองข้อมือตนเอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “อ้าวเทียน ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่?” “พลังในร่างข้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง” เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงระฆังประจำป้อมก็ดังขึ้นสามครั้ง ทหารมังกรที่กำลังฝึกอยู่ต่างหยุดมือพร้อมกัน เหยียนซ่งเดินออกมาจากหอควบคุม สีหน้าของผู้บัญชาการเคร่งเครียดกว่าปกติ “องค์ชาย ทางเหนือเกิดความผิดปกติขอรับ” เฟิงอ้าวเทียนหันไปทันที “เกิดอะไรขึ้น?” “ยอดเขาที่อยู่เหนือหุบเขาน้ำแข็งมีพลังมังกรปะทุขึ้นมา พวกหน่วยลาดตระเวนพบว่าหิมะบนยอดเขากำลังละลาย ทั้งที่อากาศยังหนาวจัด และมีแสงสีเงินปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง” หลินซีเหยารู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ แสงสีเงินนั้นไม่ใช่พลังที่นางคุ้นเคยจากหุบเขามังกรเงินทั้งหมด แต่มันมีความรู้สึกคล้ายกับพลังที่เคยตอบสนองต่อสายเลือดของนาง เพีย
ข้อความบนสำเนาแผ่นศิลายังคงทำให้เฟิงอ้าวเทียนครุ่นคิด แม้เวลาจะผ่านไปจนถึงรุ่งสางแล้วก็ตาม ‘ผู้ที่มาถึงที่นี่ จงถามตนเองก่อนว่าเจ้าต้องการค้นหาความจริง หรือเพียงต้องการให้ความจริงยืนยันสิ่งที่เจ้าเชื่ออยู่แล้ว’ เขาอ่านประโยคนี้ซ้ำอีกครั้ง ก่อนพับกระดาษเก็บลงในกล่องไม้ ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้บอกว่าประตูใต้ถ้ำศิลาดำมีสิ่งใดอยู่ข้างใน แต่กลับตั้งคำถามถึงเจตนาของผู้ที่ต้องการเปิดมัน หากผู้สร้างตั้งใจเตือนเช่นนี้ แสดงว่าคนในอดีตอาจเคยเปิดประตูด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง เฟิงอ้าวเทียนไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเพียงเพราะเขาอยากรู้คำตอบ “ท่านยังไม่ได้พักเลยใช่ไหมคะ?” หลินซีเหยาถามจากหน้าประตู นางถือถ้วยยาสมุนไพรที่ไป๋เหวินจัดเตรียมให้ หลังทราบว่าทั้งสี่คนวุ่นอยู่กับการตรวจสอบบันทึกจนดึกดื่น เฟิงอ้าวเทียนเงยหน้าขึ้น “ข้าพักแล้ว” “พักตอนใดคะ?” “ตอนที่เจ้าไปพบอวี้เหิงเมื่อครู่” “นั่นไม่ใช่การพักค่ะ ท่านเพียงนั่งอยู่ตรงนี้แล้วอ่านบันทึกต่อ” เขามองถ้วยยาในมือนาง ก่อนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าจะพักหลังจากตรวจข้อความนี้เสร็จ” หลินซี
ระหว่างเดินทางกลับป้อมมังกรเหนือ เฟิงอ้าวเทียนยังคงนึกถึงเส้นแสงที่ปรากฏบนตราวงแหวนสามชั้น ภาพนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ แต่กลับทำให้เขาเชื่อว่าผนังหินบริเวณถ้ำศิลาดำไม่ได้เป็นเพียงทางเข้าของสถานที่โบราณธรรมดา มีบางสิ่งถูกซ่อนไว้ที่นั่น และผู้สร้างตราอาจตั้งใจให้มันปรากฏแก่ผู้ที่มีสายเลือดมังกรทั้งสองสายเท่านั้น “ท่านกำลังคิดเรื่องทางลับอีกแล้วหรือคะ?” หลินซีเหยาถามขณะเดินอยู่ข้างเขา เฟิงอ้าวเทียนหันมามองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” “ท่านเงียบมาตลอดทาง และทุกครั้งที่ท่านเงียบเช่นนี้ มักหมายความว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่าง” “ข้ากำลังคิดว่าจะตรวจสอบทางลับอย่างไรให้ปลอดภัยต่างหาก” “นั่นก็เรียกว่ากำลังคิดหาวิธีทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือคะ?” เขาหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดถูก” หลินซีเหยาก้มมองเกล็ดเงินบนข้อมือ แม้มันจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว แต่นางยังจำความรู้สึกตอนยืนอยู่หน้าตราวงแหวนได้ดี พลังที่ตอบสนองต่อสายเลือดของนางไม่ได้มีลักษณะเหมือนคำเชื้อเชิญ หากคล้ายกับการตรวจสอบบางอย่างมากกว่า ราวกับสถานที่นั้นกำลังพิจารณาว่าพวกเขามีสิทธิ์เข้าใกล้เพียงใด “อ้าวเทียน ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามค่ะ” “ถาม
ลมหนาวพัดผ่านเนินหินทางตะวันตกของถ้ำศิลาดำ ขณะที่เฟิงอ้าวเทียนยืนพิจารณารอยวงแหวนสามชั้นบนผนังหินอีกครั้ง หลังจากแสงสีทองดำและสีเงินดับลง รอยสลักก็กลับไปดูเก่าแก่เหมือนไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น หลินซีเหยายืนอยู่ข้างเขา ดวงตาสีเงินอมฟ้าจับจ้องเกล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางตรา นางรู้สึกได้ว่ามันมีบางอย่างคล้ายกับสายเลือดของตนเอง แต่ไม่ใช่พลังมังกรเงินที่ไหลเวียนอยู่ในร่างอย่างปกติ มันเงียบงันเกินไป ราวกับสิ่งที่อยู่หลังผนังหินกำลังรอคอยมานาน และเพิ่งตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงการมาถึงของพวกเขา “ท่านคิดว่าเราควรเข้าไปหรือไม่?” นางถาม เฟิงอ้าวเทียนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองมู่ชางกับอวี้เหิงซึ่งกำลังตรวจสอบบริเวณรอบทางเข้า ก่อนหันกลับมาหานาง “ข้าอยากรู้ว่าด้านในมีอะไร แต่ความอยากรู้ไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอให้เราเสี่ยงโดยไม่เตรียมตัว” หลินซีเหยายิ้มบาง ๆ “ข้านึกว่าท่านจะบอกว่า ในเมื่อประตูตอบสนองต่อพวกเรา ก็แสดงว่าเราควรเข้าไป” “หากข้าพูดเช่นนั้น เจ้าคงตำหนิข้าอีก” “ท่านรู้ตัวก็ดีแล้วค่ะ” เฟิงอ้าวเทียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้มู่ชางเข้ามา “ตรวจสอบเส้นทางด้านนอกก่อน เราต้องรู้ว่ามีทา
เสียงแตกร้าวจากแผ่นศิลาภายในศาลมังกรยังคงติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน แม้พวกเขาจะออกจากสถานที่แห่งนั้นมาหลายชั่วยามแล้วก็ตาม เฟิงอ้าวเทียนยืนอยู่ริมหน้าต่างของห้องพักในป้อมมังกรเหนือ ดวงตาสีเข้มทอดมองแนวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เขาพยายามทบทวนข้อความสุดท้ายบนแผ่นศิลา อย่าให้เขาเลือกความทรงจำแทนพวกเจ้า คำเตือนนั้นไม่ได้ระบุชื่อผู้ใด แต่กลับทำให้เขารู้สึกว่าพวกตนกำลังถูกดึงเข้าใกล้ความลับบางอย่างที่มีผู้พยายามซ่อนไว้มานาน “ท่านกำลังคิดถึงชายในภาพอีกแล้วหรือ?” หลินซีเหยาถามจากด้านหลัง เฟิงอ้าวเทียนหันกลับมา นางเพิ่งเข้ามาในห้องพร้อมถ้วยชาร้อนสองใบ ผมยาวสีดำถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ทว่าบริเวณข้อมือกลับมีเกล็ดสีเงินเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นจาง ๆ “ข้ากำลังคิดถึงคำเตือนบนแผ่นศิลา” เขาตอบ “หากมีผู้ใดสามารถเลือกได้ว่าคนอื่นจะจดจำอะไร เรื่องในอดีตที่เราเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด” “หรือบางส่วนอาจเป็นความจริง แต่ถูกทำให้เข้าใจผิด” “เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ?” หลินซีเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งตรงข้ามเขา “ภาพที่เราเห็นในศาลโบราณมีหลายอย่างขัดแย้งกันค่ะ บางภาพแสดงให้เห็นว่ามังกรทองดำกับมังกรเงินต่อสู้ก







