로그인“ใครอยากกินนมไจ๋... รีบจิ้มที่ตะกร้านะคะ และช่วงนี้ไจ๋ก็กลับมารับงานร้องเพลงแล้ว ใครมีงานเล็กใหญ่ติดต่อผ่านผู้จัดการไจ๋ได้เลย”
จนิตาพร้อมกลับมารันวงการแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าการหายหน้าไปถึงสามปีทำให้เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
“เอามือถือกูคืนมาได้แล้ว” วาโยยื่นมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือของตนคืนมา ทว่าไม่ถึงวินาทีก็ต้องร้องโวยวาย “ทำไมกูดูไลฟ์คุณไจ๋ไม่ได้”
เขาตั้งใจว่าจะกดสั่งนมสักสิบลังเป็นการอุดหนุนจนิตา และช่วยสมทบทุนค่านมของหลาน
“มึงทำกูโดนบล็อก อยากดูทำไมไม่ดูเครื่องตัวเอง” ตอนนี้ตนเข้าไปดูอะไรที่เกี่ยวกับจนิตาไม่ได้เลย แถมไม่รู้ว่า
พริษฐ์ระรัวมือพิมพ์ข้อความอะไรไปบ้าง เขาจะถูกเกลียดไปด้วยหรือเปล่า
ด้านคุณหมอสูติฯ แค่กลอกตาเป็นเลขแปด ตนก็ไม่ได้อยากจะดูอะไรนักหรอก หากวาโยไม่บอก มีหรือจะไปสนใจ
“อย่าบอกนะว่าโดนบล็อกไปก่อนแล้ว” วาโยบิดปากยิ้มสมน้ำหน้าใส่ คิดว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ไม่อย่างนั้นเจ้าตัวคงรู้แล้วว่าจนิตากำลังไลฟ์ขายสินค้า
คนที่ถูกจับได้กระเด้งตัวลุกพึ่บจากเก้าอี้ พลิกตัวเดินหมายจะกลับออกประตูบานเลื่อนไป
“จะไปแล้ว ไม่บอกธุระก่อนเหรอ” วาโยทำเป็นสนใจขึ้นมา
“กูจะไปหาคุณฉาย” พริษฐ์เอียงคอบอก คราแรกมาเพราะมีเรื่องจะปรึกษา แต่ตอนนี้จัดการเองจะดีกว่า แล้วจึงเดินหายออกไปอย่างเร็วไว
“สมควรแล้วที่ถูกบล็อก” วาโยซ้ำเติมทันที พร้อมสะบัดความคิดก่อนหน้านี้ทิ้งไป เพราะอย่างไรแล้วสำหรับพริษฐ์ ตะวันฉายก็ยังเป็นที่หนึ่งเสมอมา
และคงตลอดไปด้วย
ภายในบ้านหลังเล็กอบอวลไปด้วยร่องรอยแห่งความหลัง ภาพของแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ตรากตรำทำงานหนักเพื่อส่งลูกสาวเพียงคนเดียวไปให้ถึงฝั่งฝันยังคงชัดเจนในใจ แล้วก็ยังมีความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าหมาตัวโปรดที่จากไปด้วยโรคชราด้วย
จนิตาส่งยิ้มให้กับรูปถ่ายของมารดาบนผนัง พยายามกล้ำกลืนความคะนึงหาและอ้อมกอดอุ่นๆ ไว้ใต้รอยยิ้ม เพราะไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจ
หญิงสาวใช้มือบีบนวดเรียวขาและเอวที่เริ่มประท้วงจากการไลฟ์สดขายของติดต่อกันเกือบสามชั่วโมง แม้จะสนุกแต่ก็สูญเสียพลังงานไปไม่น้อย ตอนนี้ท้องก็เริ่มร้องประท้วง สงสัยว่าเธอต้องออกไปหาอะไรรองท้องแล้ว แต่แค่ผลักประตูให้เปิดกว้างก็ต้องพบกับคนที่ไม่อยากต้อนรับ
“ที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล” จนิตาเค้นเสียงบอกผู้บุกรุกที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“รู้”
ผู้มาเยือนไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“แล้วยังจะกล้าเดินเข้ามาโดยไม่ได้ขอ” จนิตาอ่อนใจกับความหน้าทนของคนที่กล้ายอมรับออกมาโดยไม่ได้รู้สึกอะไรเลยจริงๆ
“มาซื้อนม ขายนมไม่ใช่หรือไง คุณแม่ให้มาซื้อให้” ชายหนุ่มโพล่งเหตุผลออกไป ราวกับจะบอกว่าถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งของมารดา เขาก็ไม่ได้อยากเหยียบมาที่นี่นักหรอก
“หมดตะกร้าแล้ว” จนิตาบอกสั้นๆ ตนแค่เป็นตัวแทนไลฟ์ ไม่ได้ซื้อของมาสต็อกไว้สักหน่อย
“ก็หามาขายอีกสิครับ ผมจะซื้อ...คุณแม่น่ะ”
พริษฐ์เลิกคิ้วใส่ เรื่องแค่นี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร หญิงสาวก็ควรคิดได้ ทว่าคำที่โต้กลับมาทำให้ต้องขบกรามแน่น
“นมมีไว้ให้คนฉลาดกินเท่านั้นค่ะ” คนอย่างเขาไม่ควรกินนมให้เปลือง สู้เก็บนมไว้ให้ไอ้แดงไอ้ด่างที่วิ่งผ่านหน้าบ้านเธอจะยังดีเสียกว่า
“ไจ๋ไจ๋” ชายหนุ่มเค้นเสียงในลำคอ เจ้าตัวฝีปากกล้าเกินไปแล้ว เพราะนิสัยเช่นนี้อย่างไรกัน ไปไหนมาไหนผู้คนถึงเอาแต่มองและจับผิด
จนิตาปรายตามองอย่างสมเพช พริษฐ์คิดว่าเธอจะยื่นดอกไม้ให้เหมือนเมื่อก่อนหรืออย่างไร ในวันที่ตาสว่างแล้ว สิ่งที่พริษฐ์จะได้รับคืนไปมีเพียงก้อนหินเท่านั้น ทว่าไม่ทันจะได้ลับฝีปากต่อ จู่ๆ ก็มีอาการพะอืดพะอมจนต้องยกมือขึ้นมาปิดปาก
“อุ๊...”
จนิตาคล้ายจะสำรอกออกมา อาการนี้เกิดขึ้นตอนที่ได้รู้ความจริง จากนั้นก็ไม่มีอีกเลย กระทั่งในวันนี้ ก่อนสองเท้าจะต้องเดินไวๆ ตรงไปยังห้องน้ำ แต่ก็ไม่ทันการณ์ เธออาเจียนใส่พื้นห้องน้ำไปก่อนแล้ว
หญิงสาวเช็ดปากของตัวเอง รู้สึกขมและเปรี้ยวไปทั้งคอ ในนาทีถัดมาก็ต้องถลาตัวไปชิดกับชักโครก อาเจียนออกมาอีกครั้ง
และอีกครั้ง
“ไจ๋ไจ๋” พริษฐ์รีบพุ่งตามเข้าไป มือหนาลูบแผ่นหลังบางขึ้นลง ทว่าคนพยศย่อมพยศวันยังค่ำ
“อย่ามาแตะเนื้อต้องตัวฉัน” หญิงสาวพยายามสะบัดตัวออก แต่พูดได้เพียงเท่านั้นหน้าก็มืดจนต้องย่อตัวลงไปอีกครั้ง
จนิตาได้รู้ซึ้งถึงฤทธิ์ของคำว่า ‘แม่’ ก็วินาทีนี้เอง ร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับปั่นป่วน จนไม่มีแรงแม้แต่จะหันไปไล่คนที่กำลังรวบผมยาวสลวยให้เธอเพื่อไม่ให้เปื้อนคราบอาเจียน
พริษฐ์ในฐานะหมอรู้ดีว่าอาการแพ้ท้องของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแพ้ลากยาวไปถึงหกเจ็ดเดือน หรือบางคนก็แทบไม่มีอาการเลย
“ผมจะพาไปนั่ง” เขาประคองหญิงสาวที่ดูไร้เรี่ยวแรงนั้นไว้อย่างระมัดระวัง
“ไม่ได้ขอ” หญิงสาวเค้นเสียงตวาดไป ชักหงุดหงิดจนทนกับเขาไม่ไหวแล้ว แค่เห็นหน้าก็เหมือนท้องไส้ปั่นป่วนอีกรอบ แต่ในจังหวะก้าวเท้าลำตัวของเธอกลับเซถอยหลัง เพราะบ้านกำลังหมุนติ้ว
“เป็นไง เพราะดื้อไงเลยเป็นแบบนี้” โชคดีที่พริษฐ์ใช้แขนประคองไว้ ไม่อย่างนั้นได้มีหงายหลังแน่ พร้อมใช้สายตาดุไป “แล้วช่วยใช้สมองคิดหน่อยครับว่า ถ้าล้มไปจะเกิดอะไรขึ้น”
จนิตายังทำท่าไม่ยอม พยายามจะใช้มือไปค้ำกับผนังห้องแทน อยู่ใกล้คนใจร้ายแล้วพลอยจะอาการหนักกว่าเดิม แต่สุดท้ายร่างกายก็อ่อนแอเกินกว่าจะดื้อรั้น
พริษฐ์ประคองร่างบางไปนั่งลงบนโซฟาอย่างเบามือ แล้วเดินหายเข้าไปในบ้าน ก่อนกลับเข้ามาพร้อมยาดมสมุนไพรในมือ
“เอาไปดมซะครับ” เขายัดมันใส่มือนุ่ม มันจะช่วยบรรเทาอาการที่หญิงสาวเป็นอยู่ด้วย
จนิตาอยากจะสะบัดมือทิ้ง ทว่าร่างกายที่อ่อนแอจนแทบจะวูบทำให้ฝืนไม่ไหว สุดท้ายจึงต้องรับมาจ่อที่จมูกเพื่อสูดเอากลิ่นสมุนไพรเข้าปอด
“แล้วกินข้าวหรือยังครับ” พริษฐ์มองหน้านิ่ง แค่ได้รับความเงียบโต้กลับมาก็รู้ได้ทันที “ผมเคยบอกแล้วไงว่าให้กินข้าวให้ตรงเวลา”
“ไม่ใช่พ่อ ไม่ต้องมาสั่ง”
“ฮะ? อะไรนะ” วาโยเบิกตาโต ทวนประโยคนั้นซ้ำเพื่อให้แน่ใจ มันเมาถึงพูดผิดพูดถูกหรือเปล่า “มึงรักคุณไจ๋?” “ไม่รักแล้วกูจะแต่งงานกับไจ๋ทำไมวะ” พริษฐ์มองหน้าคนถามอะไรแปลกๆ อย่างไม่เข้าใจ ฝ่ายวาโยนิ่งและอึ้งไป สมองเริ่มมีความสับสน ส่วนนายตำรวจหนุ่มได้แต่ยืนเกาศีรษะ เพราะเริ่มตามไม่ทันแล้ว ทางด้านเมธาวินเดินลิ่วๆ ไปยังรถคันหรูที่สตาร์ตเครื่องรออยู่ สองเท้าก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังด้วยท่าทางสบายใจ “วินมาแล้ว...” ทุกสายตาในรถจับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ศราเผยอปากจะถามแต่เจ้าตัวกลับยกมือห้าม “ขอเวลาห้านาที” เมธาวินก้มหน้าก้มตาจัดการสมาร์ตโฟนสักพัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองจนิตา “ไจ๋ เงินเข้าหรือยัง” “เงินอะไร” หญิงสาวที่นั่งนิ่งมาตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลิกคิ้วขึ้น สีหน้ามีความตึงเครียดไม่น้อย “ไจ๋ก็ดูสิ” เมธาวินพยักพเยิดหน้าให้จนิตาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเช็ก หญิงสาวทำตาม ไม่นานก็ต้องตาเบิกกว้าง เมื่อได้รับข้อความแจ้งเตือนจากธนาคาร ว่าเมธาวินโอนเงินให้เธอถึงสองแสนบาทแล้วรีบถามไป “แกโอนเงินให้ฉันทำไม...ตั้งสองแสน”
“เฮ้ย นั่นมันจะจูบคุณไจ๋หรือเปล่าวะ” ภาพที่ผู้ชายใบหน้าหล่อเหลากำลังโน้มใบหน้าไปแนบชิดกับดวงหน้าหวานจนปลายจมูกแทบชนกัน สิ้นเสียงของธนกฤต พริษฐ์ก็สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม สองเท้าพุ่งทะยานไปยังโต๊ะเป้าหมายด้วยความเร็วแสง แล้วกระชากคอเสื้อของไอ้คนหน้าด้านให้ห่างจากภรรยาของเขา “อย่ามายุ่งกับเมียกู” พริษฐ์ประกาศก้อง นัยน์ตาแดงก่ำราวกับมีลูกไฟลุกโชนอยู่ภายใน “ใครเมียมึง” เมธาวินตวัดสายตามองพริษฐ์ตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนจะใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแล้วบอกออกไป “ของดีๆ ใครก็อยากเอาปะวะ” “ไอ้เหี้ย” เพียงเท่านั้นสติของพริษฐ์ก็ขาดผึง ปล่อยหมัดซัดใส่ใบหน้าของคนที่มันพูดจาแทะโลมจนิตา หนำซ้ำยังจะกล้ามาจูบปากนุ่มๆ ที่เป็นของเขาอีก “ว้าย” เสียงร้องด้วยความตกใจดังระงม ศราและเกวลินมองภาพตะลุมบอนตรงหน้าด้วยอาการตาค้าง เพื่อนของพริษฐ์รีบปรี่เข้ามาห้ามทัพพัลวัน “ไอ้พายหยุดเถอะ ตั้งสติหน่อย” วาโยพยายามดึงตัวเพื่อนออก แต่กลับถูกพริษฐ์สะบัดจนกระเด็น ธนกฤตพยายามล็อกแขนเอาไว้ แต่วันนี้พริษฐ์กลับมีแรงมหาศาลจนเขาแทบหน้าคะมำ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างก็หยุดนิ
บทที่ 9 “มันเป็นเหี้ยอะไร” เมื่อนายตำรวจหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะก็เอ่ยถาม สายตาจ้องมองพริษฐ์ที่เอาแต่กระดกน้ำสีอำพันเข้าปากราวกับเป็นน้ำเปล่า และได้ข่าวมาว่าเพื่อนรักดื่มหนักแบบนี้ติดต่อกันมาสามวันแล้ว “ถามมันเองเลย” วาโยมองสภาพของคุณหมอสูติฯ แล้วนึกสมเพช ตั้งแต่ที่ถูกจนิตาแจ้งความก็เอาแต่จมอยู่กับแก้วเหล้า “สรุปมึงเป็นอะไรไอ้พาย” ธนกฤตแย่งแก้วเหล้าออกจากมือพริษฐ์ สภาพเพื่อนตอนนี้ดูเหมือนคนอกหักปางตาย ทั้งที่มีข่าวลือหนาหูว่ามันกำลังจะแต่งงานใหม่ “เอาแก้วกูคืนมาไอ้ธาม” พริษฐ์เอื้อมมือจะคว้าคืน แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ “ตอบกูมาก่อน แล้วกูจะคืนให้” พริษฐ์ใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม นัยน์ตาแดงก่ำสั่นไหวด้วยความตัดพ้อและเจ็บช้ำ ก่อนแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง จนิตาใจร้ายกับตนเหมือนคนเกลียดชังกันมาสิบชาติ “ตอบเร็วสิมึง” ธนกฤตเร่งเร้า “กูเรียกเอาแก้วใหม่ก็ได้” พริษฐ์ตัดบทด้วยความหงุดหงิด มือกวักเรียกบริกรให้นำแก้วใบใหม่มาให้ทันที ธนกฤตมองเพื่อนอย่างใช้ความคิด พริษฐ์เป็นคนพูดน้อยก็จริง แต่ไม่เคย
“เรากลับกันดีกว่าค่ะพี่เก้า ไจ๋เหนื่อยแล้ว” “ได้สิครับ” นพเก้าพยักหน้าตอบตกลง ศีรษะค้อมลงเล็กๆ ให้คนที่จะมารับหน้าที่ลงนรกต่อจากตน แล้วพาจนิตาเดินปลีกตัวออกไปขึ้นรถคันหรูของตัวเอง พริษฐ์ยืนหายใจหอบถี่ด้วยความหงุดหงิด โมโหคนอวดดีอย่างจนิตาที่ไม่ยอมฟังคำเตือนกันเลย แล้วพยายามบอกตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจ ในเมื่อจนิตาอยากรนหาที่นักก็ช่างปะไร อย่างไรเสียตนกับฝ่ายหญิงก็หย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าสุดท้ายกลับสบถออกมาเสียงดัง มือยกขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างแรง “บ้าเอ๊ย” ฝ่ายคนที่นั่งอยู่บนรถคันหรูหันไปมองสารถีหนุ่ม ในสมองมีคำถามผุดขึ้นและเลือกจะถามออกไปตรงๆ “พี่เก้ามาที่โรงแรมนี้ได้ยังไงคะ บังเอิญหรือตั้งใจมา?” จนิตาอยากรู้ว่าทำไมนพเก้าถึงมายังโรงแรมจัดงานแห่งนี้ได้ “เรียกว่าถูกเชิญมาดีกว่าครับ” นพเก้าตอบ เขาคงไม่ต้องบอกว่าใครเป็นคนร่อนบัตรเชิญไปให้ถึงหน้าบ้าน คราแรกตนไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้ว่าตะวันฉายต้องการจะทำอะไร และตอนนี้ก็ได้คำตอบที่แจ่มชัดแล้ว เจ้าหล่อนต้องการประกาศชัยชนะ “เธ
บทที่ 8 “เหอะ” จนิตากดยิ้มลึกและทำเสียงต่ำในลำคอ นึกถึงถ้อยคำที่พริษฐ์บอกไว้ พริษฐ์เชิญเธอมางานจริงๆ ช่างเป็นคนที่รักษาคำพูดเสียจริง ก่อนดึงสายตาไปมองคนบนเวทีที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับชายที่รักเจ้าหล่อนท่วมหัว จนิตารีบยกมือขึ้นปรบมือเป็นคนแรก เรื่องน่ายินดีแบบนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกันอวยพร นั่นทำให้ตะวันฉายเบนสายตาไปมองแล้วยิ้มพึงพอใจ จากนั้นพิธีกรบนเวทีก็รีบทำตามหน้าที่ของตัวเอง “พวกเราขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ” “ค่ะ” ตะวันฉายยิ้มขอบคุณ แล้วหันไปจับมือของบิดาไว้แน่น สายตามองไปรอบๆ ล้วนแต่มีคนร่วมยินดีไปกับเธอ ก่อนจะหันไปมองพิธีกรพร้อมเอ่ยบอก “เพลงต่อไปฉายขอเป็นเพลงรักอวยพรให้พวกเราได้ไหมคะ” “งานนี้คงต้องฝากไว้ที่น้องไจ๋ไจ๋แล้วครับ” พิธีกรผายมือไปยังด้านข้างเวทีอีกด้าน หวังว่านักร้องคนที่สองคงมีลิสต์เพลงรักหวานชื่นอยู่บ้าง “ยินดีค่ะ” จนิตาก้าวเท้าขึ้นไปเผชิญหน้าบนเวทีอย่างไม่หวั่นเกรง และจะไม่พลาดโอกาสทองที่จะมอบคำอวยพรให้ทั้งสอง “งั้น...ไจ๋ขอเป็นคนกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่นะคะ”
“งานเลี้ยงบริษัทน่ะ” เกวลินเอ่ยบอก ในอดีตเธอเคยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้เพื่อนรัก และตอนนี้ก็กลับมาช่วยดูแลคิวงานให้ระหว่างที่จนิตากำลังรันวงการอีกครั้ง “เห็นว่าเป็นงานรวมเครือบริษัทใหญ่น่ะ ฉันเพิ่งได้รับการติดต่อมาเมื่อเย็นวาน รายละเอียดคร่าวๆ คือเป็นงานใหญ่พอตัวเลยนะ...แกจะรับไหม” “รับสิ” จนิตาตอบโดยไม่ต้องคิด งานคือเงิน และเงินคืออนาคตที่จะกลายเป็นค่านมผงให้เจ้าตัวเล็กในท้อง “แต่อีกสามวันนะนังไจ๋” เกวลินบอกถึงกำหนดวันที่ค่อนข้างเร่งด่วน “ฮะ?” หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเพราะเวลากระชั้นชิดมาก แถมยังร้างสนามมานาน แม้ที่ผ่านมาจะฝึกร้องเพลงที่บ้านอยู่บ่อยๆ แต่การขึ้นเวทีจริงมันต่างกัน “เห็นว่าถูกนักร้องดังเท” เกวลินบอกเหตุผลที่ทางผู้จ้างบอกมา ช่วงนี้เป็นช่วงเทศกาล คิวของคนดังมากดังน้อยจึงพลอยแน่นไปหมด “อ้อ...” จนิตาลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้บั่นทอนจิตใจ เพราะทุกโอกาสมีค่าเสมอ “ว่าแต่แกเป็นไงบ้าง” เกวลินถามด้วยความห่วงใย อยากให้เพื่อนย้ายมาอยู่คอนโดมิเนียมด้วยกันจะได้ช่วยดูแล แต่จนิตาก็ดื้อแพ่งไม่ยอมท่าเดียว “ก็ด







