เข้าสู่ระบบบริเวณชั้นล่างของร้านอาภรณ์ยามนี้เริ่มมีผู้คนเข้ามาเลือกซื้ออาภรณ์กันหลายราย รวมไปถึงบุตรีนายกองของแคว้นซึ่งมาพร้อมกับสหายอีกสองคน
ในจวนของขุนนางน้อยใหญ่ของแคว้นซ่ง ต่างได้รับหนังสือจากราชสำนักให้ส่งตัวแทนไปช่วยเหลือการก่อสร้างครั้งสำคัญ
“ตำแหน่งยอดพธูของแคว้น จำเป็นต้องเดินทางไปช่วยเหลือราชสำนักด้วยหรือ”
สหายสนิทเอ่ยถามคนที่กำลังเลือกอาภรณ์สตรีสีหวานแหวว
เมื่อบิดาของพวกนางรู้ว่าซูชิงโม่อาสาไปช่วยเหลือการก่อสร้างบ่อกักเก็บน้ำที่เมืองถัง พวกนางจึงถูกบิดาส่งให้ไปทำความดีเอาหน้าไม่ต่างกัน
“ข้าเข้าใจการขีดเขียนแบบ ท่านพ่อเลยอยากให้ไปช่วยเหลืองานด้านการขีดเขียนโครงสร้าง”
ความสามารถที่เก็บงำมานานตั้งแต่พ้นวัยปักปิ่น ถึงครานำออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์
เรื่องราวความโกรธแค้นศัตรูคู่อาฆาตคนเดิม ยังคงหมุนเวียนอยู่ในความทรงจำไม่รู้ลืม นับวันยิ่งกระจ่างแจ้งว่าเหตุใดจึงรู้สึกเกลียดชังมากถึงเพียงนี้
“ซูชิงโม่เจ้าช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ ไม่เหมือนใครบางคนที่ไปในฐานะคนครัว”
พวกนางต่างก็รู้ว่าบุตรีเสนาบดีกรมคลังร่วมเดินทางไปด้วย จึงนัดหมายชวนกันมาเลือกซื้ออาภรณ์ใหม่ ต่อให้อยู่กลางป่ากลางเขาพวกนางต้องโดดเด่นไม่เป็นรองสตรีแซ่ฉี
“หากมีความสามารถแล้วไม่นำมาช่วยเหลือแว่นแคว้น ย่อมถือว่าไร้ประโยชน์ ผู้ใดถนัดด้านใดก็ช่วยเหลือด้านนั้นเถิด”
“เจ้าช่างเหมาะสมกับตำแหน่งยอดพธูโดยแท้จริง ทั้งงดงามและมีความสามารถไม่ต่างจากขุนนางหญิงในราชสำนัก”
สหายต่างกล่าวสรรเสริญเยินยอ ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้นสหายอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้บันไดทางขึ้นชั้นสอง ก็ตรงเข้ามากระซิบกระซาบให้ซูชิงโม่รับรู้
“เสนาบดีซ่งจือหาน กำลังเลือกซื้ออาภรณ์อยู่ชั้นสอง และข้าเห็นฉีเหม่ยหลันกับน้องสาวกำลังจะเดินลงมาชั้นล่าง”
“พวกเจ้าทำตัวตามปกติเถิด รอชมเรื่องสนุก ๆ มันทำให้ข้าเข้าหน้าท่านเสนาบดีไม่ติด มันต้องรับผิดชอบ”
เสียงกระซิบตอบกลับสหาย ดวงตาของนางแข็งกร้าวฉายแววประกายเหี้ยมโหด
ครั้นรู้ตัวว่าเผลอแสดงตัวตนที่แท้จริงออกไป จึงรีบหลบสายตาแล้วทำทีหยิบจับอาภรณ์ตรงราวผ้าใกล้มือ
เมื่อเห็นว่าศัตรูเดินลงมาถึงชั้นล่างและอยู่ห่างจากตนไม่ไกล ร่างบอบบางจึงถลาเอนเอียงคล้ายคนเสียหลัก หมายล้มกระทบใครบางคนเพื่อป้ายสีความผิด
ฉีเหม่ยหลันมองเห็นทุกการกระทำและนางเบื่อหน่ายเรื่องราวเช่นนี้มากเหลือเกิน จึงกอดน้องสาวและพากระโดดถอยห่างออกไปไกลจนผู้คนมองไม่ทัน
พลั่ก!
ตุบ!
โอ๊ย!
ซูชิงโม่พุ่งล้มกระทบกับราวแขวนผ้าของทางร้าน มิหนำซ้ำมือยังกระตุกราวผ้าบริเวณนั้นให้ล้มทับตนเอง เพื่อป้ายสีความผิดให้ศัตรูคู่แค้น
ถึงแม้จะเจ็บแต่มุมปากกลับอมยิ้มพึงพอใจ เพราะคิดว่าฉีเหม่ยหลันอยู่ในเหตุการณ์ความวุ่นวาย และต้องกลายเป็นคนผิดไม่ต่างจากวันวาน!
“ซูชิงโม่!”
สหายทั้งสองรีบเข้ามาช่วยเหลือ พวกนางช่วยกันดึงราวอาภรณ์ให้ออกห่างคนถูกทับจนหมดสภาพ
“อือ ข้าเจ็บ ฉีเหม่ยหลันข้าไปทำสิ่งใดให้เจ้า จึงรังแกกันขนาดนี้”
คนเจ็บนั่งกอดเข่าก้มหน้าก้มตาร้องไห้ พร้อมกับพูดจาให้ร้ายคนที่ตนต้องการป้ายความผิด เพราะเหลือบไปเห็นชายอาภรณ์ของบุรุษในดวงใจกำลังเดินเข้ามาใกล้
ทางฝั่งสองพี่น้องตระกูลฉี ยามนี้ได้กลับไปยืนอยู่หน้าร้านอาภรณ์ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุพอประมาณ ข้างกายมีสาวใช้สองคนและผู้คุ้มกันอีกสองคน มองอย่างไรคนทั้งหกก็ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ราวผ้าของทางร้านล้มลงเลยแม้แต่น้อย
“พี่ใหญ่ซูชิงโม่เป็นบ้าไปแล้วหรือ ท่านยืนอยู่ตั้งไกลแต่นางกลับพยายามพูดจาใส่ร้ายป้ายสี”
“นางคิดว่าข้ายืนอยู่แถวนั้น”
ตั้งแต่หวนคืนความทรงจำภพเทพ ฉีเหม่ยหลันสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่า และมีกำลังกายที่แข็งแรงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จึงสามารถโอบอุ้มน้องสาวให้เคลื่อนกายถอยห่างเรื่องวุ่นวายได้ทันกาล
“หึ หึ สตรีวิปลาส”
ฉีเฟยเฟิ่งใช้สองมือปิดปากไม่ให้เสียงหัวเราะดังเข้าไปในร้านอาภรณ์
สองพี่น้องยืนมองเหตุการณ์ความวุ่นวายอยู่ห่าง ๆ ที่ยังไม่กลับออกไปทั้ง ๆ ที่จ่ายค่าอาภรณ์แล้วเสร็จ เพราะอยากเห็นคนหน้าบางอับอายขายขี้หน้าชาวเมือง
รอคอยไม่นานพวกนางก็ได้ยินเสียงของบุรุษผู้มีอำนาจ ซักถามเรื่องราวจากคนถูกราวผ้าล้มทับ
“ซูชิงโม่เจ้ากล่าวเรื่องใดอยู่ ข้าเดินลงมาจากชั้นสองเห็นราวผ้าล้มทับเจ้าจริง แต่ข้ามองไม่เห็นฉีเหม่ยหลันอยู่ในเหตุการณ์ นางจะกลั่นแกล้งดังเจ้ากล่าวหาได้อย่างไร”
ซ่งจือหานรีบเดินลงมาจากชั้นสองของร้าน เพราะได้ยินเสียงสตรีกรีดร้องเสียงดัง และภาพที่ปรากฏก็เป็นไปตามที่กล่าว
“อย่างไรนะเจ้าคะ”
คนเจ็บเงยหน้าขึ้นถามด้วยความสงสัย นางมองเห็นฉีเหม่ยหลันยืนอยู่ไม่ไกลจึงกล้าลงมือเช่นนี้ แล้วเหตุใดเสนาบดีซ่งจึงกล่าวเหมือนนางเป็นคนผิดเสียเอง
“ฉีเหม่ยหลันไม่ได้อยู่แถวนี้”
สหายสนิทผู้หนึ่งก้มลงกระซิบบอกกล่าวให้คนเจ็บรับรู้ พวกนางยังสงสัยไม่ต่างกันว่าเหตุใดซูชิงโม่ จึงกล้ากล่าวหาคนที่ไม่ได้ยืนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ
“เหตุใดจึงกล่าวหาผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่คนผู้นั้นไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เลย”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยย้ำเพื่อเร่งรัดเอาคำตอบ หรือที่ผ่านมาเขาหูหนวกตาบอดไปแล้วจริง ๆ
ดวงตากลมโตหลับลงพร้อมกับอ้าขาออกกว้างทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ไม่น้อย นางยินยอมรับตัวตนแข็งขืนให้เข้ามาลึกสุดทาง จนกระทั่งได้ยินเสียงส่วนปลายหัวหยักชนเข้ากับผนังร่องแคบ“เอาให้หนักจะได้ไม่หนีข้าไปที่ใดอีก เอาให้ติดใจจนไม่กล้าอยู่ห่างจากข้าอีก”ซ่งจือหานทั้งพูดทั้งขยับเข้าออกในโพรงคับแคบ ซึ่งบีบรัดแก่นกายของเขาจนอยากปลดปล่อยเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าเขาพอรู้อยู่บ้างว่าต้องอดทนก่อนยามนี้สตรีที่กำลังรองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของบุรุษถูกโยกเขย่ากายจนหัวสั่นหัวคลอน เต้านมสองข้างโยกไหวไปตามแรงกระเพื่อมของร่างกาย เมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างกำลังเพลิดเพลินไปกับรสรักของเขา บุรุษผู้กระหายน้ำจึงถอดถอนแก่นกายออก อีกเหตุผลคือยังไม่อยากสิ้นสุดโดยเร็วกายสูงใหญ่นั่งลงคุกเข่าต่อหน้ากลีบบุปผาสีชมพูอ่อน เพื่อลิ้มรสน้ำหวานซึ่งคราแรกเขาตั้งใจดื่มแก้กระหายน้ำ“อื้อ จือหาน มาทำต่อให้เสร็จ”“ขอดื่มน้ำหวานตรงนี้ก่อน ข้ากระหายน้ำจะแย่ และอยากเห็นกลีบบุปผาที่ข้าลงมือบดขยี้ด้วยตนเอง”“อ่า… ดื่มให้พอใจดื่มลงไปลึก ๆ อ๊ะ อา ตรงนั้น”เสียงหวานเอ่ยสั่งการบุรุษรูปงาม ที่ยามนี้กำลังก้มลิ้มรสกลีบอวบอูมซึ่งบวมเป่งจากการสอดใส่ในครั้งแร
“เหม่ยหลันขอจับได้หรือไม่ ข้าอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว สองก้อนของเจ้ายั่วเย้าสายตาข้ามานานเหลือเกิน”“ท่านจับไปแล้วจะขอเพื่อการใดเล่า อ๊ะ! อา”เสียงหวานร้องครางออกมาทันที เผลอเพียงชั่วครู่ใบหน้าหล่อเหลาก็มุดเข้าหาความนุ่มหยุ่นเสียแล้ว อาภรณ์ช่วงบนของนางถูกดึงลงมากองตรงเอวคอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แบบนี้ยังเรียกว่าแค่จับอยู่หรือ!“ทั้งนุ่มทั้งหวาน เหม่ยหลันให้ข้ามอบความสุขให้เจ้าเถิด ข้าสัญญาว่านอกจากเจ้าข้าจะไม่แตะต้องสตรีใด”“จือหาน ท่านอือ..”“ขอจับ ขอดูดให้หนำใจ อยากนวดให้สองก้อนของเจ้ายืดย้วยติดมือติดปากข้าไปเลย”วาจาดิบเถื่อนเอ่ยออกมาจากปากของบุรุษผู้ขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพและเงียบขรึมยิ่งสัมผัสนางสติของเขายิ่งเตลิดหายไปไกล เหลือเพียงอาการคลั่งรักของบุรุษที่มีต่อสตรีในดวงใจท่ามกลางแสงจันทร์ยามค่ำคืน กายอวบอัดถูกอุ้มไปนั่งบนโต๊ะไม้ข้างหน้าต่างเรือนนอน ผู้มาเยือนดึงเก้าอี้มานั่งหันหน้าออกนอกหน้าต่างด้วยท่วงท่าสบายใจ ทางด้านเจ้าของตำหนักนั่งหันหลังให้แสงจันทร์สายตาร้อนแรงจ้องมองยอดถันชูชัน ซึ่งยามนี้ต้องแสงจันทร์มองให้เห็นเป็นเงาวาววับ ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงด้วยความกระหายอยาก ก่อน
ณ ตำหนักบุปผาบนสรวงสวรรค์ชั้นสูง สายตาเรียบเฉยจ้องมองข้าวของเครื่องใช้ในตำหนัก ซึ่งถูกเก็บเข้าที่ดังเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อนจากไป ภาพของคนผู้นั้นเดินไปเดินมาเฉกเช่นตำหนักของตนเอง ยังคงติดตาไม่ได้เลือนหายไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่ผ่านมานานร่วมปีทว่ากลับมาคราวนี้จิตใจซึ่งเคยอ่อนไหวเจ็บปวดรวดร้าว ได้แปรเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นและไร้ซึ่งการผูกมัดพันธนาการใด ๆช่วงชีวิตก่อนนางทำดีด้วยจิตใจบริสุทธิ์ อีกทั้งยังอุทิศตนเพื่อส่วนรวมจนสิ้นชีพก่อนวัยอันควร ดวงจิตจึงได้ขึ้นมาบนสรรค์เพื่อประทับจิตลงบนกายหยาบซึ่งถูกปลุกพลังแห่งเทพฉีเหม่ยหลันหมั่นฝึกฝนพลัง และบำเพ็ญเพียรด้วยจิตใจแน่วแน่มาโดยตลอด เมื่อถึงกาลเหมาะสมจึงได้เป็นเทพสงครามหญิงดังใจปรารถนา นางมีเทพพี่เลี้ยงใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่ง คอยดูแลทุกเรื่องไม่ให้ขาดตกบกพร่องเมื่อครั้งยังเป็นเพียงเทพฝึกหัด นางเข้าใจว่าเทพทุกตนไร้ซึ่งความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ทว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรไปทั้งหมดเทพกับมนุษย์ไม่ต่างกันในแง่ความรู้สึกเลยสักนิด เพียงแค่ต่างในเรื่องการแยกแยะถูกผิดเท่านั้นหลังออกจากการเข้าตบะบำเพ็ญเพียรนานร่วมปี เทพสงครามหญิงจึงเดินทางกลั
หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินหลงเข้าไปในป่าลึก เพียงเพราะอยากจับกระต่ายป่ามาเลี้ยงดูในฐานก่อสร้าง อีกเหตุผลคืออยากให้พี่สาวมีสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักจะได้หายเศร้าซึมเสียที ทั้งสองจึงวิ่งไล่สหายตัวจ้อยจนหลงป่าคนหวาดกลัวมองหาผู้คุ้มกันของตนทว่าไม่เจอแม้แต่เงา เพราะนางมาตรงที่สตรีมักจะมาเพียงลำพัง นับว่ายังดีที่ผู้คุ้มกันของผู้ร่วมชะตากรรมยังคงติดตามมาด้วยสองคนบุรุษข้างกายมาตรงจุดเฉพาะของสตรีได้ เพราะความหน้าหนาของเขาล้วน ๆ แต่ครั้งนี้กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอย่างนั้น“สือป๋อเหวินพวกเราเดินมาไกลมากแล้วนะ เหตุใดจึงไม่เจอทางกลับฐานเสียทีเล่า”“ข้าไม่รู้ เพิ่งเคยมาครั้งแรกเช่นกัน”แต่หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคนพูดแอบส่งสัญญาณมือให้ผู้คุ้มกันอย่างแนบเนียน“ข้าเจ็บเท้าอยากนั่งพักสักหน่อย”น้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยแท้จริง หันไปบอกกล่าวบุรุษข้างกายฝ่าเท้าของนางเริ่มระบมจนรู้สึกแสบ เพราะเดินบนพื้นหินตามลำธารมาร่วมชั่วยาม อีกทั้งยังรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งขา หากได้นั่งพักเพื่อถอดรองเท้าออกผึ่งแดดสักหน่อย อาการเมื่อยล้าคงทุเลาเบาบางลงบ้าง“คุณชายขอรับ ตรงจุดนั้นมีถ้ำขนาดเล็ก ด้านในมีเสียงน้ำไหล น่าจะเหมาะสำหรั
ระหว่างทางเดินไปถ้ำแห่งสายน้ำ คู่รักชายหญิงก็จูงมือกันเดินไปข้างหน้า พร้อมกับพูดคุยเรื่องราวในชีวิตของกันและกัน“ข้าจะบอกศิษย์พี่ด้วยตนเองอีกครั้ง ป่านนี้ไม่ตกใจหงายหลังไปแล้วหรือที่เจ้าไปบอกกล่าวตรง ๆ เช่นนั้น”“ฮ่า ฮ่า ตกใจจนน้ำชาติดคอเลยเจ้าค่ะ คงไม่คิดว่าท่านจะยอมข้าเช่นนี้”“ข้ายอมฮูหยินตัวน้อยทุกเรื่อง อยากมาน้ำตกข้าก็พามา” คำเรียกขานสนิทสนมเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยบุ๋มข้างแก้มสาก“น่ารักยิ่งนัก แต่ตอนนี้พวกเราต้องเร่งฝีเท้าแล้ว ข้าอยากทำในถ้ำจะแย่”“เด็กแสบ”“หรือท่านไม่อยากเจ้าคะ ตอนนั่งพักยังแอบล้วงหน้าอกข้าอยู่เลย หากไม่อายผู้คุ้มกันข้าคงเปิดให้ชิมไปแล้ว”คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด ระหว่างนั่งพักมือสากระคายยังแอบบีบเคล้นสองเต้าไม่ยอมห่าง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์เปิดหน้าอก แต่กลับบ่นทุกครั้งที่ล้วงหาของชอบได้ยากยิ่ง วันนี้นางเลยสวมอาภรณ์เบาสบายจะได้ถอดได้ล้วงง่าย ๆ ตามใจคนชอบบีบเคล้น“อือ ข้าอยากมาก พวกเรารีบไปกันเถิด”ในถ้ำแห่งสายน้ำซึ่งแต่เดิมเคยมืดสนิท ยามนี้มีตะเกียงไฟส่องสว่างครอบคลุมไปทั่วบริเวณบ่อน้ำ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ระลึกถึงของคู่รักชายหญิงแผลบ! แผลบ!เสียงริมฝีปากระ
“เจ้านอนละเมอมาลูบคลำจนข้าทนไม่ไหว ปล่อยน้ำรักออกมาเต็มอาภรณ์ไปหมด เจ้าบีบขยำจนข้าใจแตก หลังจากนั้นข้าก็คอยแต่จ้องหน้าอกอวบ ๆ อยู่ทุกวัน”“ถึงว่ากลิ่นแปลก ๆ แต่เย้ายวนอารมณ์พิลึก หากข้ารู้อาจจะขึ้นขย่มท่านไปนานแล้วก็ได้”“ซี๊ด! หลันเอ๋อร์ อ่าเด็กดื้อส่วนหัวเบา ๆ หน่อยเดี๋ยวข้าไม่ไหว”อ้อก! อ้อก!เสียงดันท่อนเนื้อใหญ่ยาวลงลำคอจนสุดทาง ดวงตากลมโตจ้องมองสีหน้าคนถูกกลืนกินไม่ยอมหลบตานางอยากรู้ว่าในช่วงเวลาสุขสมเช่นนี้ บุรุษตรงหน้าจะรูปงามมากเพียงไร และไม่ผิดหวังเลยสักนิดบุรุษของนางนั้น ทั้งรูปงามทั้งมีรูปกายที่ยั่วเย้าอารมณ์สาว เมื่อรู้สึกอดอยากไม่ต่างกัน เจ้าตัวจึงไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไปอยากก็ต้องลงแรงเอง ผู้ชายไม่ไหวผู้หญิงเลยต้องแข็งแกร่ง!ทันใดนั้นชายกระโปรงสวมใส่นอนตัวยาว จึงถูกตลบขึ้นไปกองบนเอวคอด จากนั้นเรียวขาก็ก้าวขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่ ไม่ต่างจากครั้งแรกที่หาญกล้ากระทำในถ้ำสายน้ำสวบ“อ๊า/อา”“แน่นยิ่งนักเจ้าค่ะ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว อูย…ข้าชอบแท่งใหญ่ ๆ ของท่านพี่มากเลย”“เด็กดื้อข้ายังไม่ได้เลียตรงนั้นเลย”เสียงแหบพร่าทำทีโต้แย้งทั้ง ๆ ที่ชอบใจยิ่งนักที่แท่งร้อนประจำกายถูกเติมเติมเช







