로그인“พี่อู๋ซวง”
“เอาล่ะๆ ข้าไม่ล้อเจ้าแล้วก็ได้ เจ้ามานั่งเจ็บอยู่ตรงนี้คนเดียวแสดงว่าแอบหนีมาเล่นซนอีกแล้วสินะ กลับไปเจ้าโดนท่านน้าตีแน่”
“ท่านแม่ไม่ตีข้าหรอก แต่ท่านปู่ก็ไม่แน่” หยางจิวหรงถอนหายใจยาวและพอจะมีแรงเดินแล้ว อู๋ซวงจึงพาลงมาจากเนินเขาเพื่อไปส่งที่จวนสกุลหยาง “พี่อู๋ซวงก็มาสวดมนต์ไหว้พระหรือเจ้าคะ”
“เปล่าหรอก แค่มาเป็นตัวสำรองน่ะ” อู๋ซวงเร่งเท้าไปที่แนวระเบียงกันตก “ดูโน่น”
เมื่อมองไปตามที่อู๋ซวงชี้ลงไปที่เชิงเขาทางขึ้นวัด เห็นเจียวเจียวกำลังยืนสำรวมอยู่ข้างรถม้า โดยมีซือหม่าจิ้งผู้เป็นบิดาสนทนาอยู่กับชายสูงศักดิ์ท่าทางหยิ่งๆ คนนั้น เจียวเจียวยืนโงนเงน โยกเยกเหมือนจะเป็นลม พวกสาวใช้จะช่วยประคองก็โดนสะบัดออก เจียวเจียวจึงยืนโยกเป็นต้นอ้อต้องลมอยู่เช่นนั้น
“เห็นคนที่กำลังคุยกับท่านพ่อข้าไหม คนผู้นั้นคือองค์ชายจ้าวลู่ พระสนมฉีกุ้ยเฟยทรงเป็นท่านอาของข้า องค์ชายก็เลยมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า รูปหล่อใช่ไหมล่ะ” หยางจิวหรงไม่เข้าใจว่าอู๋ซวงต้องการบอกอะไรจึงจะเอ่ยถาม แต่อู๋ซวงจุปากให้ดูไปเรื่อยๆ ก่อน
“กระหม่อมขอน้อมส่งองค์ชาย”
ซือหม่าจิ้งคุยธุระเสร็จจึงน้อมส่งองค์ชายจ้าวลู่ขึ้นรถม้า เจียวเจียวเองก็ย่อกายคำนับแช่มช้อยเช่นกัน และจังหวะนั้นเองที่เจียวเจียวเป็นลมเซถลาเข้าอ้อมอกองค์ชาย สีหน้าของนางตกใจระคมเหนียมอาย รีบก้มคำนับขออภัยแล้วเดินหนีขึ้นรถม้าของบิดา ส่วนองค์ชายจ้าวลู่ก็มองตามหลังนางอย่างอ่อนหวาน แม้ตามมารยาทแล้วเขาไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้ต่อซือหม่าจิ้ง แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่าองค์ชายทรงประทับใจในตัวเจียวเจียวแล้ว
“ตัวจริงเขาทำได้ตามเป้าหมาย ตัวสำรองอย่างข้าเลยรอดตัวไป” อู๋ซวงยักไหล่ หยางจิวหรงทำหน้าเหวอเพราะยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“พี่เจียวเจียวกับองค์ชาย...”
“ดูไม่ออกรึ พี่เจียวเจียวกำลังยั่วองค์ชายอยู่ แล้วก็ทำสำเร็จแล้วด้วย ผู้หญิงย่อมดูมารยาหญิงด้วยกันออก แต่ไม่รู้ทำไมผู้ชายถึงดูไม่ออก”
“แล้วท่านลุงจิ้งไม่ดุเอารึ”
“ก็ท่านพ่อสั่งให้พวกเราทำเอง แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ พี่เจียวเจียวคงจะได้แต่งเป็นชายาเร็วๆ นี้แหละ ส่วนข้า... ท่านพ่อคงจะเตรียมยกข้าให้ลูกชายแม่ทัพคนไหนสักคน และข้าก็ต้องทำแบบเดียวกับพี่เจียวเจียวเหมือนกัน” อู๋ซวงพูดเนือยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง “แล้วเจ้าล่ะ ท่านปู่ของเจ้าเล็งใครไว้ให้เจ้า”
“ไม่มีหรอก ต้องไม่มีแน่ๆ”
“ไม่แน่หรอก บางทีท่านหยางกงอาจจะหมายตาองค์ชายจ้าวลู่ไว้เช่นกัน ถึงได้เรียกเจ้ามาที่วัดนี่ไง”
สีหน้าของหยางจิวหรงตื่นตระหนกทันที
“ไม่นะพี่อู๋ซวง ข้าไม่อยากแต่งงาน ข้าจะไม่ยอมแต่งงานด้วยวิธีแบบนี้เด็ดขาด”
อู๋ซวงส่ายหน้าพลางปลอบอย่างเย็นชา “ข้าเองก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่เราหมดเวลาคร่ำครวญเป็นเด็กๆ แล้ว นี่เป็นชะตาของลูกสาวตระกูลใหญ่ เจ้าหนีไม่พ้นหรอกจิวหรง ทำใจยอมรับเสียเถอะ แต่งงานกันแล้วก็คงจะรักกันไปเอง”
“มันจะง่ายดายเช่นนั้นจริงๆ หรือ แล้วถ้าเขาคนนั้นเป็นคนไม่ดี เป็นคนขี้ขลาดเห็นแก่ตัว ไม่รักครอบครัวเอาแต่กินเหล้าหาความสำราญ มิกลายเป็นว่าเราตกนรกตลอดชีวิตรึ”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เราขัดคำสั่งผู้ใหญ่ไม่ได้หรอกนะ”
“พี่จะไม่คิดต่อต้านหน่อยหรือ ข้ารู้ที่ผ่านมาพี่เป็นเด็กดีเชื่อฟังผู้ใหญ่มาตลอด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของเรานะ”
“เจ้าวางใจเถอะ พวกผู้ใหญ่ย่อมต้องคัดเลือกคนดีๆ ให้เราอยู่แล้ว เจ้าอย่าคิดมากไปเลย”
หยางจิวหรงนิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด นางเพียงอยากจะเป็นผู้กำหนดชะตาของตนเอง มิใช่ถูกผู้อื่นจับวางตามใจชอบเหมือนตุ๊กตาไร้จิตใจเช่นนี้เลย อู๋ซวงเห็นสีหน้าของญาติผู้น้องไม่สู้ดี จึงเอ่ยปากชวนไปบ้าน
“เจ้าคงจะหนีท่านหยางกงมาล่ะสิ ถ้ากลัวถูกตี มาหลบที่บ้านข้าก่อนก็ได้นะ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ ข้าจะให้เสี่ยวจูไปแจ้งทางบ้านเจ้าเอง”
“แต่ว่าข้าไม่ควร...”
“ไม่ต้องสนใจคนอื่นหรอก สองสามวันก่อนท่านปู่ก็บ่นคิดถึงเจ้า เจ้าเป็นลูกหลานก็ควรจะกตัญญูถึงจะถูก ท่านหยางกงไม่ว่าหรอก”
“ก็ดีเหมือนกัน ข้าไม่ได้พบท่านตานานแล้ว”
พระสนมที่ต้องโทษมีทางเลือกไม่มากนัก ทางแรกคือถูกส่งไปใช้ชีวิตในตำหนักเย็น ทางที่สองคือความตาย เจียวเจียวขอเลือกความตาย หยางจิวหรงจึงประทานให้ด้วยเมตตา และการลงโทษนี้จะต้องกระทำต่อหน้าพระสนมทั้งมวลเพื่อส่งคำเตือน “เหตุใดจึงไม่ใช่สุราพิษ” “ฮองเฮารับสั่งว่าสุราพิษจะสบายเกินไป” ต้วนชิงตอบพลางจัดแจงนำผ้าขาวผืนเล็กหลายผืนมาพร้อมอ่างน้ำ “ทรงมอบทัณฑ์ผ้าขาวแด่พระสนมพ่ะย่ะค่ะ วิธีการนี้จะถนอมพระศพให้งดงามกว่าวิธีอื่น” เจียวเจียวเริ่มหวาดกลัวเมื่อถูกจับมัดกับเก้าอี้ยาว ต้วนชิงก็นำผ้าขาวจุ่มลงน้ำจนเปียกชุ่มแล้วนำมาวางบนใบหน้าทีละผืน ขั้นตอนคล้ายทำหน้ากาก ต้วนชิงจะค่อยๆ นำผ้าเปียกว่าคลุมหน้าทีละชั้นๆ จนกระทั่งเจียวเจียวขาดใจตายเพราะหายใจไม่ออก สิ้นใจขณะอายุเพียงยี่สิบปี------------------ หลายปีผ่านไป “ลูกหลับแล้วเพคะ” หยางจิวหรงกระซิบขณะย่องขึ้นมาบนเตียง หลังจากได้ยินเสียงลูกชายคนโตร้องไห้ตามด้วยเสียงร้องจ้าของลูกชายคนเล็ก นางจึงลุกขึ้นไปดูความเรียบร้อยและกล่อมเด็กๆ แทนแม่นม แม้ว่าทั้งสองจะเป็นถึงผู้ปกครองใต้หล้า แต่การเป็นพ่อแม่ก็สำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นใด
“บอกเหตุผลที่ข้าควรไว้ชีวิตนางสักข้อสิ” จ้าวเฉินฟงตัดเข้าประเด็น “ใกล้เวลานอนกลางวันของฮองเฮาของข้าแล้ว มีอะไรก็รีบๆ พูดมา”“พะ...เพคะ” เสิ่นเหนียงจื่อเคยเข้าออกวังหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกประหม่า กริ่งเกรงหยางจิวหรงจนหน้าซีดขาว “ได้โปรดเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ทรงเมตตาเจียวเจียวด้วยเถิด นางถูกใส่ร้าย ไม่มีทางที่นางจะกล้าทำเรื่องอุกอาจเช่นนั้นแน่เพคะ”เมื่อได้ยินคำว่า ‘พี่น้อง’ มุมปากของจ้าวเฉินฟงและหยางจิวหรงก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกัน “หากฮองเฮายินดีละเว้นโทษตาย ข้าก็ไม่ขัดข้อง” ความนัยของจ้าวเฉินฟงคือเขาจะไม่ยุ่ง หยางจิวหรงเองก็ต้องการเช่นนั้น นางจึงรับลูกต่อจากเขาอย่างไหลลื่น “เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่ความเป็นพี่น้อง ข้าจะยอมช่วยนางก็ได้” เสิ่นเหนียงจื่อดีใจจนน้ำตาไหลพราก รีบโขกศีรษะคำนับ “ขอบพระทัย... ขอบพระทัยเพคะ” “แต่ข้ามีเงื่อนไขนะ” “ฮองเฮารับสั่งมาเถิด หม่อมฉันยินดีทำทุกอย่างเพคะ” “ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าสิ้นก่อนวัยอันควร นึกดูแล้วก็น่าเศร้ายิ่งนัก ตั้งแต่ข้าจำความได้พวกท่านรักกันมาก ขนาดท่านแม่อายุล่วงสี่สิบแล้วยังตั้งครรภ์น้องฉูฉู่ หากชาต
และแล้วหญิงสาวผู้มีชะตาต่ำต้อย ก็ก้าวสู่บัลลังก์พญาหงส์ผู้ครอบครองพระทัยมังกร วันอภิเษกกำหนดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเฉินฟงไม่ใช่คนที่จะยอมสวมมงกุฎให้นางอย่างเงียบๆ หรือหลบๆ ซ่อนๆ ดังนั้นจึงสั่งให้จัดงานอย่างใหญ่โต เฉลิมฉลองรื่นเริงกว่างานขึ้นครองราชย์ของเขาเสียอีกโลกจะต้องรู้ว่าเจ้าคือคู่ครองที่ถูกต้องเหมาะสมของข้า จ้าวเฉินฟงกระซิบบอกเช่นนั้นวันงาน เสียงกลองและระฆังกังสดาลดังขึ้น โถงตำหนักเฉียนชิงแออัดเต็มไปด้วยสมาชิกราชวงศ์ ขุนนางตำแหน่งสูงและบรรดาภริยาของพวกเขา หยางจิวหรงสวมฉลองพระองค์สีทองปักลายหงส์สีสันดุจสายรุ้ง รองเท้าที่นางสวมปักด้วยเส้นทองประดับไข่มุกและอัญมณีนานาชนิด นางก้าวเดินช้าๆ ไปตามทางเดินปูพรมลาด...ก้าวขึ้นบันไดมังกรทีละขั้น... ก้าวขึ้นไปเคียงคู่เขาในฐานะคู่ชีวิต“ชินอ้ายเตอ” จ้าวเฉินฟงกระซิบขณะสวมมงกุฎศิราภรณ์ทรงหงส์แด่นาง ไข่มุกราตรีเม็ดโตเท่าไข่ไก่ที่ประดับเด่นเป็นสง่านั้นเป็นมรดกตกทอดเก่าแก่ ทรงสวมสร้อยคอมุกเฟื่องซ้อนหกชั้น ของขวัญเนื่องในงานอภิเษกและมอบหรูอี้ตราตั้งอย่างเป็นทางการ ดนตรีโบราณดังก้องกังวาลจ้าวเฉินฟงประทับบนบัลลังก์เดียวกับนาง กุมมือข้างหนึ่งข
“ข้าหึง”“พี่ฟงอี้เขาแค่มาลา หม่อมฉันก็เลยคุยด้วยเท่านั้นเอง” “ไม่ได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าข้าหึง” “โธ่ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิเพคะ”“ต่อให้มันบอกรักเจ้าก่อน ข้าก็ไม่ยอมให้เจ้ารักมันหรอกนะ” จ้าวเฉินฟงรวบนางมากอดแน่นแล้วอุ้มพากลับตำหนัก สีหน้าหึงหวงจนหยางจิวหรงเหวอ ยิ่งนางหัวเราะเขาก็ยิ่งหน้าบึ้ง“ที่รัก” นางเรียกเขา ใช้ปลายจมูกเกลี่ยกันไปมา “หม่อมฉันก็แน่ใจว่าต่อให้ย้อนเวลากลับไปกี่ครั้ง หม่อมฉันก็รักท่านอยู่ดี”“รักแค่ไหน”“รักมากที่สุด หม่อมฉันรักจ้าวเฉินฟงจนบางทีก็รำคาญตัวเองว่ารักไปได้อย่างไร นิสัยก็เสีย ปากก็ร้าย ชอบทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดแล้วไม่อธิบาย เฮ้อ... แน่ะ คนที่หม่อมฉันรักชอบทำตาขวางแบบนี้เปี๊ยบเลย แล้วเขาคนนั้นรักหม่อมฉันไหมหนอ”“รักสิ... รักจากก้นบึ้งหัวใจของเขาเลย” กระซิบแล้วอุ้มนาง ใช้เท้าถีบประตูตำหนักเข้าไปด้านใน ต่างฝ่ายต่างแลกจุมพิตอย่างร้อนแรง สัมผัสกันและกัน พริบตาเดียวเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายไปรอบๆ ห้อง จ้าวเฉินฟงบรรจงโลมไล้ด้วยปลายลิ้นอุ่นจัดไปตามหน้าอกและเนินหน้าท้อง ดูดกลืนยอดถันสีกุหลาบจนกระทั่งมันชูชันตอบสนอง“หน้าอกเจ้าใหญ่ขึ้นนะ”“นิดหน่อยเพคะ... มันตึงๆ”“แล้วก็อ
ไม่นานนักเหล่าขุนนางก็ช่วยกันเสนอชื่อเจียวเจียวเป็นฮองเฮา และไม่กี่วันหลังจากนั้นนางก็ล้มป่วยด้วยพิษสารหนู“โอย... เสิ่นกุ้ยเฟยวางยาข้า... ฝ่าบาท... ฝ่าบาท... ทรงมอบความเป็นธรรมด้วยเพคะ”เจียวเจียวยอมดื่มชาผสมพิษสารหนูเข้าไปแล้วประกาศว่านางกำลังถูกปองร้าย เพราะใบชานั้นได้รับมาจากขันทีห้องเครื่องซึ่งเป็นคนของหยางจิวหรง ข่าวเรื่องนี้ถูกโหมกระพือไปอย่างรวดเร็ว จ้าวเฉินฟงจึงปล่อยให้พวกขุนนางเต้นกันให้พอ ผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้กลับเป็นเสิ่นฟงอี้ ผู้ซึ่งหายหน้าไปนาน หน้าตาเขาดูซูบผอมลงแต่แววตาเป็นประกายดังเดิมเขากราบทูลเบื้องหน้าโถงว่าราชการว่า “เรื่องในครอบครัวจะทรงสนพระทัยผู้อื่นไปไย ชาวนายังมีสิทธิ์เลือกเมียเอก โอรสสวรรค์ทรงเลือกฮองเฮาก็หาใช่กงการของผู้อื่น เหตุไฉนจึงเฝ้าตอแยกันอย่างไร้สติปัญญา ระคายเคืองเบื้องสูง”ฝีปากของเขายังคมกริบดุจใบมีดโกน ในท้องพระโรงมีเสียงอาวุธต่างๆ ที่บรรดาทหารองครักษ์และแม่ทัพคนสนิทห้อยติดตัวดังกระทบกันเป็นครั้งคราว เตือนให้พวกขุนนางเลือดเก่าได้สะดุ้งรู้สึกตัวบ้างว่าฟ้าเปลี่ยนสีแล้ว คลื่นลูกหลังย่อมกระแทกคลื่นลูกหน้า เบื้องบนจึงตัดสินพระทัยเด็ดขาดตามค
เมื่อเสิ่นเหนียงจื่อมีโอกาสเข้าวัง นางจึงแอบยัดห่อสารหนูห่อเล็กๆ ใส่มาในขนมเปี๊ยะซึ่งทำสัญลักษณ์ไว้ ก่อนจะกลับออกไปจากวัง นางก็กำชับให้บุตรสาวหาโอกาสให้ได้“ท่านแม่ ลูกเป็นแค่ซงหยวน ส่วนนังนั่นเป็นถึงกุ้ยเฟย ตอนนี้ไม่มีใครสู้นางได้ หูตาของนางมากมายเต็มไปหมด ลูกจะเข้าไปในตำหนักของนางแล้วลอบใส่ยาโดยไม่ให้ใครรู้เห็นได้อย่างไร”“ท่านแม่ ดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ” อู๋ซวงยกถาดน้ำชาเข้ามา เสิ่นเหนียงจื่อก็ยกชาขึ้นจิบโดยไม่สนใจไต่ถามสารทุกข์สุกดิบของลูกสาวคนเล็ก นางจึงพยายามทักทาย“ท่านแม่...”“เงียบเถอะนะ เป็นแค่ขี้ข้าก็ยืนสงบเสงี่ยมไปมุมห้องโน่นไป”“อู๋ซวงเจ้าอย่าเพิ่งขัดใจเจียวเจียว ไปทางโน้นก่อนเถอะไป”“ข้าอยากจะทัดทานพวกท่าน ตอนนี้จิวหรงเปรียบเหมือนกระแสน้ำรุนแรง ยิ่งเราเข้าไปขวาง กระแสน้ำก็จะยิ่งพังทลายทุกสิ่ง เราควรจะ...”“เจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร ไปๆ” เสิ่นเหนียงจื่อโบกมือไล่ อู๋ซวงจึงเก็บความน้อยใจแล้วเดินออกไป“ฟังนะลูกแม่ ถ้าเจ้าใส่ยาให้นางกินไม่ได้ เจ้าก็กินเองเสียสิ ใส่ความว่ามันซะเลยว่านางเห็นแก่ตัว คิดฆ่าสนมทุกคนเพื่อเป็นหนึ่ง ตอนนี้พวกขุนนางก็กำลังไม่พอใจที่ฝ่าบาทโปรดปรานหญิงคณิกาอย่างมัน
จ้าวเฉินฟงเลื่อนกายลง จุมพิตยอดอกสีกุหลาบ เคราแข็งๆ บนสันกรามครูดไล้อย่างเร้าอารมณ์สุดแสนจะทานทน ตรงกันข้ามกับลิ้นนุ่มๆ และริมฝีปากที่ดูดดึงและเขาก็ลดต่ำลงจุมพิตหน้าท้อง หยางจิวหรงตัวแข็งทื่อ หอบหายใจรัวแรงและพยายามยึดเหนี่ยวตัวเองไว้ด้วยการขยุ้มผ้าปูเตียงจนยับย่น แต่จ้าวเฉินฟงจับมือนางมาจิกไหล่เ
บทที่ 30 ความจริงนับตั้งแต่ต้องโทษการเมือง ซือหม่าเทียนสงก็ถูกกุมขังโดยไร้กำหนดปล่อยตัว ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกล่ามโซ่เส้นยาว ภายในห้องขังนั้นไม่มีสิ่งใดนอกจากกองฟางแห้งซึ่งใช้สำหรับเอนหลังนอน และอาศัยแสงสว่างจากหน้าต่างบานเล็กๆ ที่มีลูกกรงแน่นหนาเท่านั้น อาหารการกินมีเพียงข้าวต้มกับผักดองชิ้นเล็กๆ
“ไม่ได้พบกันนาน พี่อู๋ซวง... ท่านน้าสะใภ้... สบายดีหรือ” สองแม่ลูกเชิดหน้าไม่ตอบ “ตอนที่ข้าเดินเข้ามา ได้ยินท่านเอ่ยถึงข้าแต่ฟังไม่ถนัด ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยบอกอีกครั้งได้หรือไม่ หากข้าทำสิ่งใดผิดพลาดไปจนทำให้ท่านขุ่นเคือง ข้าจะได้ขอขมาท่านและระมัดระวังไม่ทำซ้ำอีก” “เหอะ...
เมื่อราตรีมาเยือน หอเขียวมรกตก็ตื่นเต็มที่เริงร่าท่ามกลางแสงสี เสียงดนตรีและราคะ แขกของหอเขียวมรกตจะแม้ร่ำรวยแต่ยังแบ่งชนชั้นพิเศษซึ่งแยกออกไปโดยเฉพาะเรียกว่าหอวิมานฟ้า การแสดงร่ายรำ สุราอาหารและหญิงสาวจะถูกคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน ดังนั้นคณิกาที่จะเข้ามาในหอวิมานฟ้าจะต้องเป็นคณิกาชื่อดังหรือมีค่าตัว







