Partager

บทที่ 72 ตลาดในสำนัก

หนิงอ้ายพบว่าโรงครัวที่ศิษย์พี่ของตนพามาได้ต่างไปจากสิ่งที่ตนคาดคิดเอาไว้เป็นอย่างมาก เป็นอาคารห้าเหลี่ยมหนึ่งชั้นที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ถูกล้อมรอบไปด้วยสระบัวขนาดใหญ่

ภายในถูกตกเเต่งอย่างเรียบง่ายคล้ายกับว่าเน้นไปที่การใช้งานเสียมากว่า ยามสายนี้เหล่าบรรดาศิษย์จากทุกตำหนักในสำนักศึกษาแห่งนี้ต่างนั่งกินข้าว พูดคุยกันอย่างคึกคักเเต่ก็ไม่ได้วุ่นวายสักเท่าไหร่เนื่องจากว่ามีพื้นที่กว้างขวางและมีที่นั่งเป็นสัดส่วนนั่นเอง

ทันทีที่หนิงอ้ายได้ปรากฎตัวขึ้นพร้อมกับไป๋เหลียนฮวาผู้ที่ได้ชื่อว่างดงามเป็นอันดับหนึ่งของสำนัก ทุกความสนใจ ทุกสายสายตาต่างจับจ้องมาทางพวกเขาทั้งสองคนอย่างพร้อมเพรียง เนื่องจากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการทดสอบรับศิษย์ใหม่ของเมื่อวานนี้นั้นในตอนนี้ทุกคนในสำนักศึกษาต่างรับรู้โดยทั่วกันเเล้วว่าตำหนักศาสตร์แห่งการรักษานั้นในที่สุดก็มีศิษย์ผู้สืบทอดเสียสักที หลังจากที่ตำแหน่งนี้ได้ว่างเว้นมายาวนานนับสิบปีเลยทีเดียว

ตัวคนที่รับตำแหน่งนี้ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น หากเทียบกับศิษย์ผู้สืบทอดอีกสามตำหนัก ที่ต่างมีอายุประมาณยี่สิบห้าปีขึ้นไปนั่นนับว่าเป็นศิษย์ผู้สืบทอดที่มีอายุน้อยเช่นนี้นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ที่ได้รับรู้กันแทบทั้งสิ้น ทุกคนในที่นี้ต่างรับรู้โดยทั่วกันว่าในทุก ๆ สี่ปีนั้นศิษย์ผู้สืบทอดทั้งสี่คนต้องประลองกันตามกฎสืบทอดของสำนักศึกษาที่มีมาอย่างยาวนานหลายร้อยหลายพันปีตั้วแต่แรกเริ่มก่อตั้งสำนัก

ฐานะศิษย์ผู้สืบทอดต่างเป็นฐานะที่ศิษย์ทุกคนนั้นต้องการเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าผู้ที่ได้รับฐานะตำแหน่งนี้นอกจากจะได้รับทรัพยากรสนับสนุนที่มากกว่าศิษย์คนอื่นเเล้วนั้น ตำแหน่งนี้ยังการันตรีได้ว่าในวันข้างหน้าศิษย์ผู้สืบทอดผู้นั้นจะได้เป็นศิษย์สายในได้อย่างแน่นอน

แน่นอนว่าย่อมมีการถกเถียงกันเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก การที่เด็กหนุ่มที่อายุยังน้อยอีกทั้งยังมีรูปร่างที่บอบบางไปไม่ต่างจากสตรีสามารถผ่านการทดสอบจากผู้อาวุโสเหวินหวู่ผู้เป็นเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา พวกเขาอยากจะรู้ยิ่งว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีดีอย่างไรกันถึงสามารถครอบครองตำแหน่งดังกล่าวได้กัน ด้วยเพราะมีหลายคนในที่นี้ที่ไม่ได้เข้าร่วมรับชมการทดสอบศิษย์ใหม่ในเมื่อวานนี้ จึงทำให้บางคนนั้นเชื่อว่านี่คงเป็นเรื่องเล่าที่แต่งสีเติมไข่ไปเสียมากกว่า

สายตาของทุกคนที่มองมาต่างเเสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่หลากหลายทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เนตรแห่งสวรรค์ของหนิงอ้ายนั้นสัมผัสได้ถึงความคิดของทุกคนที่มีต่อเขานั้นก็ไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกโมโหหรือว่าเสียใจเเต่เป็นอย่างใด ในโลกเดิมของเขานั้นคนประเภทนี้ก็อยู่มากเช่นกัน

ดังนั้นเเล้วหนิงอ้ายจึงไม่ได้สนใจกลุ่มคนเหล่านี้สักเท่าไหร่นักเพราะว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่มีค่ามากพอที่จะต้องใส่ใจอันใด จากนั้นทั้งสองคนมุ่งตรงเดินเข้ามาอย่างมั่นคงก่อนที่จะเห็นว่ามีโตะว่างอยู่ ไป๋เหลียนฮวาจึงพาหนิงอ้ายไปยังที่นั่งยาวนั้นในทันที เเต่ทว่าก่อนที่เด็กหนุ่มจะนั่งลงไปได้มีเสียงดังจากด้านหลังขึ้น

"หนิงอ้ายเจ้าลงมาแล้วอย่างนั้นรึ?? พวกข้าตั้งใจว่าจะไปหาเจ้าที่ตำหนัก ดีแล้วที่ได้พบเจอเจ้าที่นี่จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา..." เสียงของอี้หลินดังขึ้นก่อนจะเห็นตัวเสียอีกจากทางด้านหลังตามมาด้วยจินหั่ว หลี่ซวงและจ้าวหลาน เมื่อเดินมาถึงเเล้วทั้งสามคนจึงทำการโอบไหล่หนิงอ้ายด้วยความสนิทสนม

"ก่อนหน้านี้ตั้งเเต่แยกย้ายกันไปในเมื่อวานนี้อี้หลินบ่นถึงเจ้าเเต่เช้ายังไม่หยุด เจ้าคงคิดไม่ออกว่าพวกข้านั้นรู้สึกเช่นไร ฮ่าฮ่าฮ่า" หลี่ซวงเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนที่เจ้าของชื่ออย่างอี้หลินนั้นจะเข้ามาทุบหลังสหายของตนเสียงดังจนน่ากลัว

"เจ้าหุบปากไปเลย ที่สำคัญอย่ามาโอบไหล่หนิงอ้ายของข้านะ!!!" หลังจากสัมผัสสหายตัวโตของตนไปด้วยความแผ่วเบา? เเล้วนั้นอี้หลินจึงผลักอีกฝ่ายออกไปก่อนที่จะคล้องเเขนสหายตัวน้อยของตนในทันที เสียงของกลุ่มของหนิงอ้ายดังขึ้นอย่างมีความสุข

"ลู่เกอกับอู๋ฮั่นยังไม่มาอย่างนั้นรึ?? เช่นนั้นพวกเราไปตามที่ตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลดีหรือไม่??" หนิงอ้ายเอ่ยถามขึ้นกับทุกคนเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นยังไม่ปรากฎตัวในโรงครัวเเห่งนี้

"พวกข้าได้แวะไปหาพวกเขาทั้งสองคนเเล้วเห็นว่าทางตำหนักมีการเรียกรวมตัวกันอยู่อีกสักพักคงตามมา นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี..." จ้าวหลานตอบกลับหนิงอ้ายไปก่อนที่จะเห็นว่าสหายทั้งสองของตนนั้นได้มาถึงแล้วจึงเอ่ยเสริมขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

"ลู่ซี อู๋ฮั่นพวกข้ากำลังรอพวกเจ้าทั้งสองคนพอดี มานั่งกันได้เเล้ว" จินหั่วเอ่ยทักสหายทั้งสองคนขึ้นเมื่อเห็นว่ามาถึงเเล้วพร้อมกับจัดแจงที่นั่งในทันที

"ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์เรียกคุยเล็กน้อย เเล้วนี่พวกเจ้ามาถึงกันนานเเล้วหรือ?? หนิงอ้ายเเล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง??" ลู่ซีเอ่ยบอกกับสหายของตนก่อนที่จะถามเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

"ข้าสบายดีขอรับลู่เกอท่านไม่ต้องเป็นห่วง ศิษย์พี่ทุกคนและท่านอาจารย์ใจดีกับข้ามาก ท่านนี้คือศิษย์พี่ห้าไป๋เหลียนฮวาขอรับ!!" หนิงอ้ายตอบกลับลู่ซีไปพร้อมกับส่งยิ้มเล็กน้อยเพื่อยืนยันสิ่งที่พูดไปก่อนที่จะนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำให้สหายได้รู้จักศิษย์พี่ของตน

"คำนับศิษย์พี่ไป๋เหลียนฮวาขอรับ!!!" ชายหนุ่มทั้งหกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกันพร้อมกับใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย

พวกเขาทุกคนในที่นี้นั้นย่อมได้ยินชื่อเสียงของศิษย์พี่ไป๋เหลียนฮวาผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในสำนักกันมาก่อน เมื่อได้เห็นในระยะที่ใกล้เช่นนี้เเล้วนับได้ว่าคำกล่าวนี้ไม่ได้เกินจริงไปเสียด้วยซ้ำ

ทว่ากับลู่ซีที่เคยเห็นรูปลักษณ์ที่เเท้จริงของหนิงอ้ายเเล้ว ตัวเขาเองย่อมมีแรงต้านทานในเรื่องของความงามอยู่บ้างไม่น้อย ถึงอย่างไรนั้นก็ต้องยอมรับว่าศิษย์พี่ไป๋เหลียนฮวานั้นนับว่าเป็นสตรีผู้หนึ่งที่งดงามสมคำร่ำลือที่เคยได้ยินมา

"พวกเจ้าเป็นสหายของศิษย์น้องหนิงอ้าย เช่นนั้นแล้วเรียกข้าว่าศิษย์พี่ไป๋เถิด ไม่ต้องมากพิธีอันใดไป..." เห็นท่าทางที่น่าเอ็นดูของเด็กหนุ่มเหล่านี้นางอดที่จะเผยรอยยิ้มออกมาไม่ได้

สหายของศิษย์น้องหนิงอ้าย นับได้ว่าเป็นผู้ที่มากไปด้วยหน้าตาและความโดดเด่นเสียจริง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่มีนามว่าลู่ซีที่ศิษย์น้องของนางเรียกนับถืออีกฝ่ายว่าพี่ชายของตน ในการทดสอบก่อนหน้านางสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มนั้นมากไปด้วยฝีมือพรสวรรค์ที่โดดเด่น ดูท่าเเล้วเด็กหนุ่มทั้งสองคนคงได้รับการบ่มเพาะที่ดีจากตระกูลหวังกันอย่างแน่นอน

กลุ่มของหนิงอ้ายเมื่อมาพร้อมหน้ากันแล้วจึงต่างพากันเเยกย้ายไปรับอาหาร โดยที่ศิษย์พี่ไป๋เหลียนฮวาได้ขอเเยกตัวออกไปทำธุระที่ท่านอาจารย์ได้มอบหมายไว้ก่อนจะทิ้งให้เด็กหนุ่มนั่งอยู่ด้วยกันเพราะนางวางใจเเล้วว่าศิษย์น้องของนางย่อมไม่เหงาเป็นแน่เมื่อได้อยู่กับสหายของตน อีกทั้งยังแนะนำว่าหากเบื่อหน่ายก็สามารถไปเดินเที่ยวเล่นตลาดที่อยู่ไปไม่ไกลจากตรงนี้ได้เช่นกัน

"ศิษย์พี่ไป๋ช่างงดงามสมคำร่ำลือที่เคยได้ยินมาตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกอิจฉาเจ้าเเล้วนะหนิงอ้ายที่มีศิษย์พี่งดงามเช่นนี้ ที่ตำหนักข้ามีเเต่บุรุษตัวโตทั้งนั้นส่วนศิษย์พี่หญิงนั้นก็ตัวโตมากกว่าข้ากับเจ้าเสียอีก..." อี้หลินเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับมองตามหลังศิษย์พี่ร่วมตำหนักสหายของตนด้วยแววตารำพึงรำพัน

"ศิษย์พี่ไป๋หาได้มีเพียงความงามเท่านั้น นางเป็นถึงกับหลานของท่านเจ้าตำหนักเหวินหวู่อีกทั้งฝีมือปรุงโอสถของนางนั้นนับได้ว่าขึ้นชื่อเป็นอันดับต้น ๆ เช่นกัน..." หลี่ซวงเอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงชื่นชม ด้วยเพราะก่อนเข้าสำนักศึกษานั้นเขาย่อมรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสำนักและศิษย์ที่มีชื่อเสียงของเเต่ละตำหนักทั้งสี่เขาย่อมรับรู้และได้ยินมาบ้างเช่นกัน

"เเล้วลู่เกอกับอู่ฮั่นเล่าทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่??" หนิงอ้ายถามกลับไปยังทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตน

"ทุกอย่างเรียบร้อยเพียงเเต่ด้วยเพราะปีนี้ทางตำหนักได้รับศิษย์ใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นที่พักจึงไม่เพียงพอจึงทำให้มีการเเบ่งศิษย์ใหม่สองคนพักอยู่ในเรือนพักหนึ่งหลัง เกอกับอู๋ฮั่นได้จับคู่กันพอดี..." ลู่ซีตอบกลับหนิงอ้ายไปก่อนที่อู่ฮั่นนั้นจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วยเพราะทุกอย่างลงตัวอย่างพอดีราวกับถูดจัดวาง

"ดีจริงที่พวกเจ้าทั้งสองคนได้พักด้วยกัน พวกข้านั้นต้องจับกลุ่มสี่คนต่อเรือนพักหนึ่งหลังเเล้วเจ้าคิดดูเสียเถอะ ข้าที่ตัวเล็กเพียงนี้เเต่ต้องอยู่กับพวกตัวโตทั้งสามคนเหล่านี้พูดไปเเล้วก็สงสารตัวเองเสียจริง..." อี้หลินเอ่ยขึ้นไปด้วยน้ำเสียงตัดพ้อก่อนที่จ้าวหลานที่นั่งอยู่ข้างกันจะจับหัวของเด็กหนุ่มไปมาจนมีเสียงโวยวายดังขึ้นตามหลังที่เรียกเสียงหัวเราได้เป็นอย่างดี

"เรือนพักของตำหนักพวกเราหลังใหญ่มากเพียงพอสำหรับสี่คน เจ้าอย่าไปสนใจคำของอี้หลินเลยเขาบ่นไปอย่างนั้นเเหละ..." จินหั่วเอ่ยเสริมไปพร้อมกันหันหน้าคุยกับหนิงอ้ายเพราะเขาเป็นสหายของอี้หลินตั้งเเต่อีกฝ่ายยังเด็กจึงทำให้รู้ถึงนิสัยช่างหยอกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

หนิงอ้ายพยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย ก่อนที่ทุกคนจะพากันกินอาหารที่ตนไปรับมาในทันที อาหารในโรงครัวนั้นถือว่ามีรสชาติที่ดีมาก นับว่าเกินความคาดหมายจากที่คิดไว้เลยทีเดียว เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเเล้วนั้นจึงตกลงกันว่าจะไปเดินเล่นกันเสียหน่อยนั่นคือตลาดที่ศิษย์พี่ไป๋แนะนำนั่นเอง

เเต่ละร้านค้าก็คือบรรดาศิษย์สายในและศิษย์สายนอกในสำนักทั้งสิ้น แน่นอนว่าตัวของสินค้านั้นก็มีหลากหลายตามไปด้วย อี้หลินที่เป็นคนที่ชื่นชอบในการพูดคุย ดังนั้นตลอดเส้นทางเดินจึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยหัวเราะในบางครั้ง พวกเขาเองต่างเป็นผู้รับฟังบ้างก็โต้ตอบกลับไปตามความคิดเห็นของตนเช่นกัน

ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็ไปถึงพื้นที่ที่ถูกเรียกว่าตลาดเเล้ว มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว้างขวางเลยทีเดียว ด้วยความที่สำนักสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์มีมหาค่ายกลระดับสูงที่ถูกร่ายกับกำกับไว้ จึงส่งผลให้อากาศภายในเขตพื้นที่แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สายมากเเล้วเเต่อากาศยังคงเย็นสบาย ตลาดแห่งนี้มีศิษย์พี่สายใน ศิษย์พี่สายนอกมากหน้าหลายตาที่ต่างพากันตั้งร้านขายของกันอยู่เต็มไปหมด ภาพบรรยากาศนี้ทำให้หนิงอ้ายนึกถึงตลาดนัดในโลกเดิมของตนเป็นอย่างมาก เสียงร้องตะโกนดังขึ้นจากทั่วทั้งพื้นตลาดที่ดังขึ้นยิ่งทำให้พวกเขานั้นต่างรู้สึกตื่นเต้นคึกคักอยู่ไม่น้อย

"ไม่น่าเชื่อว่าในสำนักของเราจะมีตลาดเช่นนี้ในตลาดนัดครั้งถัดไปข้าอาจจะหาของมาตั้งขายด้วยก็เป็นได้"อี้หลินเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับขบคิดว่าตนนั้นจะเอาของสิ่งใดมาขายกัน"

"จากที่ศิษย์พี่ไป๋เหลียนฮวาได้บอกไว้ ตลาดนัดนี้จะมีขึ้นในทุก ๆ เจ็ดวัน ซึ่งจะเป็นศิษย์ในสำนักของพวกเรานี้เเหละที่เป็นพ่อค้าเเม่ค้าและเป็นลูกค้าด้วยกันเอง เนื่องจากว่าศิษย์สายใน ศิษย์สายนอกที่อยู่ในระดับชั้นปีสองเป็นต้นไปจะสามารถเข้ารับภารกิจกับทางสำนักได้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ศิษย์เหล่านั้นจึงมีข้าวของมากมายที่นำมาวางขายเเลกเปลี่ยนกันได้อย่างมากมายเช่นนี้..." จ้าวหลานเอ่ยเสริมขึ้นพร้อมกับมองไปโดยรอบด้วยความสนใจเช่นกัน

กลุ่มของหนิงอ้ายต่างเดินเที่ยวในพื้นที่ตลาดอย่างไม่รีบเร่ง อีกทั้งยังพูดคุยกันอย่างคึกคัก เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาอย่าง ๆ สม่ำเสมอต่างได้เรียกสายตาจากผู้คนโดยรอบให้จ้องมองมาพร้อมกันหันหลังคุยกัน ด้วยเพราะเกือบทุกคนในนี้ต่างอยู่ในงานทดสอบศิษย์ใหม่เมื่อวานนี้

ทุกคนต่างจดจำกลุ่มของหนิงอ้ายได้เป็นอย่างดีด้วยเพราะเเต่ละคนนั้นมีฝีมือที่โดดเด่นที่สามารถเอาชนะศิษย์สายนอกผู้เป็นคู่ประลองได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่มร่างบางที่มีนามว่าหนิงอ้ายนั้นก็มีฐานะเป็นถึงศิษย์ผู้สืบทอดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาเลยทีเดียว ข่าวลือในเรื่องนี้จึงเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วของสำนัก จุดสนใจของทุกคนในตลาดนี้นั้นคือกลุ่มของเด็กหนุ่มนี้นั่นเอง

"เจ้าคือศิษย์ตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาที่นามว่าหนิงอ้ายใช่หรือไม่???" เสียงของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของกลุ่มหนิงอ้ายที่ยังคงพูดคุยกันและเลือกหาซื้อสินค้า

เสียงของบุรุษที่ดังขึ้นคล้ายกับจะหาเรื่องนั้นส่งผลให้กลุ่มของหนิงอ้ายทั้งเจ็ดคนพร้อมกันหันหลังกลับมองไปยังต้นเสียงในทันที จากนั้นจึงเห็นว่ากลุ่มของชายหนุ่มประมาณสี่ถึงห้าคนที่เดินมุ่งตรงเข้ามานั้นเสื้อคลุมตัวนอกสีเเดงทำให้รับรู้ได้ว่าเป็นศิษย์สายนอกรุ่นพี่จากตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้นั่นเอง

"ข้าหนิงอ้ายศิษย์ลำดับที่เจ็ดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาพวกท่านมีธุระอันใดกับข้าเช่นนั้นรึ?" หนิงอ้ายตอบกลับไปพร้อมกับมองไปยังกลุ่มบุรุษที่เป็นศิษย์พี่ร่วมตำหนักของสหายตน

จากเนตรเเห่งสวรรค์ทำให้หนิงอ้ายรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต่างเป็นศิษย์สายนอกของตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้มาหลายปีเเล้ว เเต่ละคนนั้นมีอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปีขึ้นไปและต่างมีรากฐานบ่มเพาะพลังวิญญาณอยู่ในระดับเทวะวิญญาณขั้นต้นทั้งสิ้น นับได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนที่มีฝีมืออยู่บ้างเช่นกัน

"พวกเจ้าทั้งสี่คนนับว่าเป็นศิษย์น้องร่วมตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้ เหตุใดพวกเจ้าจึงคบหากับสหายที่ดูอ่อนแอดั่งสตรีในห้องหอเช่นนี้เล่า..." เสียงของบุรุษคนหนึ่งในกลุ่มของศิษย์พี่สายนอกพวกนั้นเอ่ยขึ้นอย่างไร้มารยาทพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง

"ดูท่าเเล้วตำแหน่งผู้สืบทอดของตำหนักศาสตร์แห่งการรักษาที่เจ้าได้มานั้นคงได้มาจากใบหน้าล่อลวงดั่งนางจิ้งจอกของเจ้าเสียแล้วกระมัง ราชทินนามจักรพรรดิวิญญาณเพียงเท่านี้หาได้คู่ควรกับตำแหน่งที่เจ้าได้รับไม่!!!" ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดันเอ่ยขึ้น

ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มนี้ เพราะหลังจากจบคำกล่าวนั้นคนที่เหลือต่างพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่จะหัวเราะออกมาเสียงดังเรียกทุกสายตาให้มองมายังจุดนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน ที่บ้างก็ขบขัน บ้างก็พยักหน้าเห็นด้วยบ้างก็มองมาอย่างคาดหวังว่าหลังจากนี้จะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้น...

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   ( -จบเล่ม ปฐมบท 3.2- ) บทที่ 174 ความวุ่นวายที่สิ้นสุดลง

    ความกังวลแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของทุกคนขณะที่พวกเขาเฝ้าดูการเผชิญหน้ากับอสูรมารจางหมิ่นที่เทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูง พวกเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสหนุ่มผู้นี้เป็นราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ แต่อย่างไรคู่ต่อสู้ของเขานั้นก็ทรงพลังอย่างหาที่เปรียบมิได้เช่นกัน ยามนี้จางหมิ่นในสภาพอสูรมารนั้นมีพละกำลังมหาศาลมีความเร็วที่เหลือเชื่อและความสามารถในการฟื้นฟูที่น่าทึ่งทั้งยังสามารถทนทานต่อการโจมตีได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำ และการโจมตีของเขานั้นรุนแรงพอที่จะสังหารราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณที่อ่อนด้อยได้อย่างไม่ยากนักแม้จะต้องเผชิญกับอสูรมารที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชทินนามเทพสวรรค์วิญญาณขั้นสูงแต่หนิงอ้ายกลับไร้ซึ่งความหวาดหลัวแต่อย่างใด สิ่งนี้กลับชวนให้เขาหวนคิดไปถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแห่งการสังหารในครั้งนั้น แก่นแท้แห่งการต่อสู้ จิตสังหารที่ดิบเถือนบ้าคลั่งที่เคยสะกดไว้คล้ายกำลังถูกปลุกขึ้นโดยที่ไม่ต้องร้องขอกลิ่นอายอหังการที่แข็งแกร่งไม่ธรรมดาของราชทินนามเทพยุทธ์วิญญาณขั้นกลางที่มีรากฐานบ่มเพาะลึกล้ำชวนให้ผู้ที่เคยกังขาถึงความเป็นมาและความสามารถของผู

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 173 สมบัติเทพมารจุติ

    ท่ามกลางความมืดมิดแห่งอนธการที่ได้ปกคลุมทั่วทั้งสนามประลอง บริเวณโดยรอบต่างอัดแน่นไปด้วยความชั่วร้ายและความสิ้นหวัง ม่านพลังพิสดารสายนี้ส่องประกายสีดำม่วงเข้มประกายริ้วคลื่นแผ่กระจายทั้งยังก่อตัวเป็นกำแพงหนาที่ไม่อาจมองทะลุผ่านได้ มากไปกว่านั้นม่านพลังผืนนี้ยังดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินโดยรอบเข้ามาเสริมแกร่งอีกด้วย แม้ว่าบรรดาผู้อาวุโสหลายคนจะพยายามโจมตีหรือใช้สมบัติวิเศษเข้าขัดขวางการทำงานแต่ก็ไร้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการได้"สมบัติเทพมารจุติอย่างนั้นรึ? เป็นไปได้อย่างไรกัน!!!" กุ้ยเจินหรือเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งค่ายกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ไม่คิดว่าจางหมิ่นที่เป็นผู้ขายวิญญาณนั้นจะครอบครองสมบัติมารระดับสูงเช่นนี้ได้"มันคือสิ่งใดกันสมบัติเทพมารจุติที่เจ้าเอ่ยถึง..." รุ่ยเหอผู้เป็นรองเจ้าสำนักศึกษาและเจ้าตำหนักศาสตร์แห่งการต่อสู้เอ่ยถามด้วยความสงสัย"สมบัติเทพมารจุติเป็นที่เล่าขานกล่าวกันว่าเป็นสมบัติล้ำค่าที่เกิดจากการหลอมรวมพลังของเทพและมารเข้าด้วยกันจึงทำให้สมบัติวิเศษชิ้นนี้มีพลังอำนาจมหาศาลสามารถบันดาลสิ่งที่ปรารถนาได้ทุกประการ โดยเชื่อกันว่าเมื่อครั้งอดีตกาลมีมหาเทพเทพสองตนที่ทรงพลังยิ่ง

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 172 การปรากฎตัวของผู้ขายวิญญาณ

    คราแรกที่ลู่ซีได้ยินว่าศิษย์ใหม่นามว่าจางหมิ่นนั้นเอ่ยวาจาส่อเสียดหนิงอ้ายเขาก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าหนิงอ้ายไม่ได้ปรากฎตัวในสำนักนับเป็นเวลาสิบปีแล้วจึงไม่มีผู้ใดคุ้นเคยหรือพบเห็นหน้ามาก่อน ยิ่งการกลับมาครั้งนี้รูปลักษณ์ของเขานั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งหนิงอ้ายยังเป็นผู้ร้องขอว่ายามนี้ควรปกปิดตัวตนของเขาไปเสียก่อน ด้วยเพราะไม่ล่วงรู้ว่าบรรดาศิษย์ใหม่ที่ผ่านการทดสอบในปีนี้ได้มีผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ที่เป็นสายข่าวของเผ่าพันธ์มารปีศาจที่ถูกส่งตัวมาหรือไม่ แม้ความลับนี้อาจจะเก็บไว้ได้ไม่นานแต่อย่างน้อยท่ามกลางการทดสอบฝีมือเพื่อคัดเลือกเข้าตำหนักนี้ย่อมสามารถสังเกตุอาการพิรุจผิดปกติจากที่ควรจะเป็นได้“ป้ายหยกชั่วคราวลำดับที่เจ็ด ข้าต้องการประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นขอรับ!!” เสียงของศิษย์ใหม่คนหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจจากบรรดาศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ที่ยืนเรียงอยู่ด้านหน้าเพื่อรอเข้าทดสอบเป็นคู่ประลองกับเหล่าศิษย์ใหม่ แม้คำกล่าวนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ทุกคนในที่นี้ย่อมกระจ่างใจดีว่าถ้อยคำนี้เจาะจงถึงผู้ใด“กฎเกณฑ์เงื่อนไขในการทดสอบคัดเลือกเข้าสังกัดต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 171 ผู้ท้าทายที่กล้าหาญ

    การทดสอบศิษย์ใหม่ในปีนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกฎเกณฑ์การทดสอบกล่าวว่าเป็นที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย บรรดารุ่นเยาว์ชายหญิงเหล่านี้ต่างตั้งตารอที่จะได้ประลองกับศิษย์ผู้สืบทอดหรือศิษย์หลักของตำหนักทั้งสี่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม พวกเขารู้ดีว่าการประลองครั้งนี้จะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แสดงความสามารถของตนเองและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพวกเขาคู่ควรที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าผลลัพธ์ของการทดสอบจะออกมายอดเยี่ยมมากเพียงใดแต่สิ่งหนึ่งที่คาดเดาได้นั่นคือการประลองครั้งนี้จะต้องเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความท้าทายอย่างแน่นอนศิษย์ใหม่ประจำปีการศึกษาจำนวนห้าคนแรกที่ต้องทำการประลองแสดงฝีมือนั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะยามที่ได้ยินเสียงเรียกหมายเลขของป้ายหยกที่พวกเขาถือครองอยู่ ด้วยเพราะไม่เตรียมใจว่าจะได้ลงทดสอบรวดเร็วถึงเพียงนี้ จากนั้นบรรดาสหายและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงต่างได้เข้าไปอวยพรให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด จากนั้นพวกเขาจึงได้ก้าวเท้ามุ่งตรงไปยังลานประลองที่มีศิษย์สืบทอดและศิษย์หลักทั้งสี่ที่ยืนเรียงเฝ้ารอคอยว่าพวกเขานั้นจะเลือกใครในการทดสอบความสามารถครั้งนี้แน่นอนว่าศิษย์

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 170 กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

    หนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไท่หลุนเมื่อสิบปีก่อนอย่างละเอียด ทุกคนในสำนักศึกษาต่างตั้งใจฟังด้วยความสนใจและตกใจไปกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผ่าพันธุ์มารปีศาจได้วางแผนการชั่วร้ายเช่นนี้มานานหลายปีเช่นนี้ ยิ่งเมื่อหนิงอ้ายเล่าถึงแผนการลับของเผ่าพันธุ์มารปีศาจที่ได้ยินแม่ทัพมารเอ่ยถึงในครั้งนั้น บางเหตุการณ์ก็ตรงกับข้อมูลที่หน่วยสืบข่าวของสำนักศึกษาสืบค้นได้เจ้าสำนักและผู้อาวุโสคนอื่นๆ ต่างก็กังวลใจเป็นอย่างมาก พวกเขารู้ดีว่าหากเผ่าพันธุ์มารปีศาจประสบความสำเร็จในแผนการแล้ว โลกยุทธภพแห่งนี้คงจะต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตามทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญและความเสียสละของชายหนุ่มตรงหน้า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลให้หนิงอ้ายกลายเป็นวีรบุรุษและถูกเลื่อนระดับเป็นผู้อาวุโสสายในของสำนักศึกษาด้วยความเห็นชอบจากเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก เจ้าตำหนักทั้งสี่รวมไปถึงบรรดาผู้อาวุโสต่าง ๆ ล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นจากนั้นหนิงอ้ายได้เล่าถึงเรื่องราวการหวนคืนกลับมามีกายเนื้อนี้อีกครั้งให้ทุกคนได้รับรู้แต่ก็ปกปิดบางส่วนที่เขาคิดว่าสมควร

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่ 169 ผู้ผ่านการทดสอบ

    ท่ามกลางหุบเขาน้อยใหญ่สูงเสียดฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายอันเป็นลักษณะภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นของสำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์ บรรดาอาคารสิ่งก่อสร้างในสำนักศึกษาต่างถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงรวมไปถึงพื้นที่โดยรอบต่างประดับประดาด้วยโคมไฟเวทย์หลากสีสันที่ส่องสว่างไสวให้ความรู้สึกอลังการเพื่อเป็นการต้อนรับเหล่าบรรดาผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมการทดสอบพร้อมกับความหวังและความฝันที่จะก้าวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักศึกษาอันทรงเกียรติแห่งนี้ซุ้มประตูสำนักที่ถูกสร้างขึ้นจากแร่ผลึกอัมพรสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันเป็นวัสดุสินแร่หายากในยุทธภพนี้ได้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงได้เปิดออกกว้างเพื่อต้อนรับผู้มาเยือนที่หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งเดียวกันโดยมีผู้อาวุโสและศิษย์รุ่นพี่ที่ยืนคอยต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น เมื่อการทดสอบสิ้นสุดลงบรรดาศิษย์ใหม่ที่พึ่งผ่านการทดสอบต่างก้าวเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความประหม่าหลังจากบรรดาผู้ผ่านการทดสอบทั้งหมดได้เข้ามาโดยพร้อมเพรียงแล้ว บริเวณลานกว้างหน้าสำนักศึกษายามนี้ต่างคลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกต

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่79 ศึกษาตำรา

    "ศิษย์พี่ตงหยางมาทำอันใดที่อาคารส่วนกลางตำหนักของข้าตั้งเเต่เช้าเช่นนี้หรือขอรับ??" เห็นท่าทางที่ชวนหน้าหมั่นไส้ของชายหนุ่ม เเต่ด้วยความสงสัยที่มีมากกว่าหนิงอ้ายจึงเลือกที่จะมองข้ามและถามกลับอีกฝ่ายไปด้วยความอยากรู้"ท่านเจ้าสำนักไหว้วานให้มาเอาตำราเล่มหนึ่ง ฟังว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับภารกิจสำคัญในครั

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่78 ไม่อยากพบเจอ

    ด้วยเพราะปราณฟ้าดินบริสุทธิ์เป็นอย่างมากที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบจึงส่งผลให้บรรยากาศภายในตำหนักเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตที่ประสานเข้ากับความเงียบสงบได้อย่างลงตัว อีกทั้งเรือนพักเเต่ละหลังรวมไปถึงอาคารและสิ่งก่อสร้างในตำหนักนั้นต่างมีพื้นที่เป็นส่วนตัวกันอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีคนรับใช้ชายหญิงที่คอยดูเเล

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่77 ผู้บุกรุกในยามวิกาล

    วิหคสอดแนมได้ส่งภาพบางอย่างให้เขาได้รับรู้ จากกลิ่นอายของอีกฝ่ายที่เล็ดลอดออกมาแม้จะเพียงน้อยนิดเเต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าผู้ที่ลักลอบเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้คงไปใครไปไม่ได้นอกจากชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าสำนักคนต่อไปที่ตนนั้นพึ่งได้พบเจอเมื่อในช่วงสายของวันนี้สิ้นเสียงของเด็กหนุ่มคล้ายกับต่อว่าผู้

  • บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ   บทที่76 อาคารส่วนกลาง

    หลังจากที่เดินแยกออกมาได้สักระยะหนึ่ง หนิงอ้ายยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาของอีกฝ่ายที่มองตามหลังของเขามาอย่างไม่ลดละ ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะสัมผัสไม่ได้ถึงความมุ่งร้ายของอีกฝ่ายได้เลยก็ตาม หากกล่าวตามความจริงคือพลังจิตของหนิงอ้ายนั้นไม่สามารถสัมผัสได้ถึงคลื่นอารมณ์หรือความนึกคิดของอีกฝ่ายได้เลยแม้เเต่น้อย

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status