เข้าสู่ระบบ๒๐
ไม่ยอมเสียเธอ
ใบทะเบียนสมรสที่ได้มาเขาก็ใส่กรอบพร้อมตั้งโชว์ในห้องนอนของหล่อน พัฒนานอนถุงผ้าเป็นเสื่อนุ่มที่มาปูนอนแต่ก็ยังรู้สึกปวดหลังทุกเช้าเหมือนเดิม ผ่านมากกว่าสัปดาห์ที่เราสองคนใช้ชีวิตในห้องขนาดเล็กโดยหล่อนไม่ยอมกลับไปนอนบ้านหลังใหญ่กับเขาสักที
ครั้นจะปล่อยภรรยาไว้คนเดียวก็ไม่อยากให้ห่างสายตา สุดท้ายเขาก็ต้องมานอนกับเธอที่นี่ ซึ่งใช้พื้นที่ด้านล่างของเตียงเป็นที่นอนของตน สร้างความหงุดหงิดใจให้แก่ชายหนุ่มเป็นอย่างมาก อยากขึ้นไปนอนเตียงด้วยก็ไม่ได้รับอนุญาตซะอย่างนั้น
มองออกว่าอัญชิสาใจอ่อนลงมากแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ได้สักที ขนาดจะลูบท้องเพื่อทักทายลูกยังต้องแอบทำตอนหล่อนหลับหรือเผลอเลย
จนบางครั้งก็นึกน้อยใจเหมือนกัน...
แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตัวเองกระทำกับเธอในอดีต ความน้อยใจทั้งหลายก็หมดสิ้นไปในพริบตา เข้าใจเธอหมดทุกอย่างแล้วเลือกจะเป็นฝ่ายเข้าหาแต่โดยดี ทิ้งความเป็นตัวเองในสิบปีที่ผ่านมา เพื่ออ่อนโยนกับภรรยาเพียงผู้เดียว
รวมน้องสาวสุดที่รักอย่างหทัยวารินเข้าไปด้วย...
“ปวดหลังก็กลับไปนอนที่บ้านสิคะ คุณจะมานอนพื้นให้เมื่อยทำไม” เห็นเขาทำหน้าเหยเกทุกครั้งที่ตื่นก็นึกขำ ธนนท์ปภพพูดบ่อยครั้งว่าจะซื้อเตียงมานอนแต่เธอไม่เห็นด้วยเพราะห้องคับแคบเป็นทุนเดิม หากมีเตียงเพิ่มแล้วจะเดินตรงไหน
เขาถึงได้ซื้อเบาะนุ่มที่พับเก็บสะดวก ตื่นมาจะได้เก็บแล้วมีที่สำหรับเดินในห้องกว้างขึ้น เธอไม่ยอมให้อีกฝ่ายขึ้นมานอนบนเตียง ยังต้องดูความประพฤติต่อไปว่าจะดีแค่ไหน แม้ความจริงจะใจอ่อนให้แล้วก็ยังคงเลือกทดสอบอีกฝ่ายว่ารักกันมั่นคงจริงหรือเปล่า
“ให้พี่นอนบนเตียงสิ” ไม่เคยพลาดโอกาสในการขอนอนบนเตียงเลยสักครั้ง หญิงสาวได้ยินก็ส่ายหน้าทันที
“ไม่”
“งั้นเราก็ไปอยู่บ้านพี่” เมื่อไม่ยอมให้ขึ้นเตียงก็ต่อรองให้ไปนอนที่บ้านใหญ่ ซึ่งเขาพูดหลายต่อหลายครั้งแล้วแต่อัญชิสาก็ไม่ยอมไป เธอพูดชัดเจนว่าจะอยู่ห้องนี้ต่อไป แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าจะบังคับหญิงสาวอย่างไร
อีกไม่นานวันลาก็จะหมดแล้ว แค่คิดว่าต้องกลับไปทำงานที่กองเป็นตั้งก็ต้องกุมขมับ เขาเบื่องานนึกอยากลาออกแล้วไปใช้ชีวิตปลีกวิเวกกับภรรยาแค่สองคน
รู้ว่าความจริงไม่อาจทำเช่นนั้นได้ นึกอยากหอบหิ้วหล่อนไปทำงานด้วย แต่เหมือนหญิงสาวจะไม่ยินยอม ช่วงนี้เธอลดงานลงโดยไม่ถักชุดขายแล้ว ทำเพียงแค่ร้านน้ำเต้าหู้กับส้มตำ ซึ่งเขารับสมัครพนักงานเพิ่มขึ้นจนหล่อนยืนอยู่หน้าครกอย่างเดียว ไม่อยากให้คนท้องเคลื่อนไหวบ่อย เป็นไปได้ก็อยากให้นั่งอยู่กับที่มากกว่า
“ไม่ค่ะ” พูดจบก็คิดจะเดินไปทำน้ำเต้าหู้ขายในยามเช้า เขาเห็นอย่างนั้นก็รีบตรงเข้าไปประคองอย่างรวดเร็ว ช่วงนี้คุณพ่อมือใหม่ประคบประหงมภรรยาเป็นพิเศษ ไม่ว่าหล่อนจะเดินไปทางไหนก็มีเขาคอยดูแลเสมอจนนึกหงุดหงิดปนเอ็นดู
เธอผ่านช่วงเวลาลำบากในการคลอดลูกคนแรกเพียงลำพังมาแล้ว จิตใจห่อเหี่ยวมากแค่ไหนย่อมรู้ดี นั่งเหม่อลอยฟังเสียงลูกร้องไห้ด้วยความเศร้าเกือบจบชีวิตตัวเอง ยังดีที่มีเสียงเพลงดังขึ้นให้กำลังใจ จนเธอร้องไห้ไปพร้อมกับลูกแล้วปลดเปลื้องความรู้สึกทุกอย่าง
มองเด็กชายรวิกานต์เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต
แต่ตอนนี้เธอกำลังจะมีครอบครัวเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะลูกหรือสามีทั้งยังครอบครัวของเขาที่ต้อนรับกันอย่างดีอีก
ราวกับเมฆหมอกหนาทึบกำลังสลายจางไป โลกใบใหม่ของเธอจะสดใสกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
“ระวัง...เดี๋ยวก็ล้มหรอก” เตือนด้วยความหวังดี กลับถูกหล่อนมองตาขวางพลางส่ายหน้าระอาคนเป็นสามีที่ห่วงไปเสียทุกเรื่อง จึงต้องทำหน้านิ่งแล้วตอกกลับเขาบ้าง เหมือนหล่อนเริ่มได้ใจที่พูดอะไรไปก็ถูกเขาเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนกลับมาทุกครั้ง
“เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณ” แสร้งทำเสียงแข็งเพื่อดูปฏิกิริยา แล้วท่านประธานรูปหล่อก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการตอบกลับเสียงหวาน
“พี่เป็นห่วง...ห่วงทั้งอัญแล้วก็ลูกด้วย” แล้วอย่างนี้หล่อนจะไปไหนรอด...
ยอมเขาหมดทั้งหัวใจไปแล้วด้วยซ้ำ...
“ลงไปข้างล่างได้แล้วมีของให้เตรียมเยอะแยะ วันนี้คุณจะไปรับรวิใช่ไหมคะ” รีบผลักร่างหนาออกห่างพร้อมบอกเสียงเข้ม ไม่ลืมถามถึงลูกชายที่จะได้ออกจากโรงเรียนในช่วงวันหยุด ซึ่งสามีส่งข่าวบอกรวิกานต์แล้วว่าจะพาเข้าบ้านใหญ่ เพราะคุณปู่และบรรดาคุณอาทั้งสามต่างเตรียมต้อนรับหลานชายคนแรกของบ้าน
“ครับ”
เชื่อฟังจนเธออดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับเขาคนก่อน เหมือนกลายเป็นคนละคนไปแล้ว อานุภาพของความรักช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน เปลี่ยนชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมให้กลายเป็นคนคลั่งรักไปได้ ทั้งยังแสนดีอีกต่างหากจนกลัวว่าภาพตรงหน้าจะไม่ใช่ความจริง
เขาจะไม่เปลี่ยนไปใช่ไหม...
“อัญนอนพักเลยก็ได้ พี่ไปขายน้ำเต้าหู้เอง ทำมาหลายสัปดาห์จนพี่เซียนล่ะ” ยักคิ้วให้เธอแล้วดันร่างบางลงบนเตียงเมื่อเธอจะก้าวไปทำงานในหน้าที่ตัวเอง
“ฉันไหว” ยังคงขืนตัวไว้ไม่ยอมนอน จนเขาต้องมองนิ่งแล้วดันอีกฝ่ายลงนอนราบบนเตียง ห่วงหล่อนเป็นพิเศษยิ่งกำลังท้องก็ไม่อยากให้ทำงานหนัก เพิ่งไปฝากครรภ์กับคุณหมอที่เขารู้จัก แล้วครอบครัวเฟื่องรัตน์ภักดีก็ถือหุ้นสูงสุดเพียงแต่ให้อำนาจในการบริหารกับผู้อื่น เพราะที่อยู่ในมือก็ดูแลแทบไม่ไหวแล้ว
ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าไปในห้องตรวจ เห็นภาพของลูกและได้ยินเสียงหัวใจเด็กน้อย ดีใจจนน้ำตาซึมแล้วเอาแต่มองรูปอัลตราซาวน์อยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมง เขากลายเป็นผู้ชายอ่อนแอเมื่อรู้ว่าตนมีลูกไปได้อย่างไร
แถมยังเป็นลูกสาวอีกต่างหาก...
คิดชื่อของเด็กหญิงไว้แล้วเพื่อให้คล้องจองกับคนเป็นพี่ชาย...ศศิกานต์ เฟื่องรัตน์ภักดี
เมื่อพี่เป็นพระอาทิตย์ให้ความสดใสสว่างไสว น้องก็เป็นพระจันทร์ที่ให้ความเย็นสบายและสงบ
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







