เข้าสู่ระบบ“อ่า ค่ะ”
เริ่มคุยกันอย่างถูกคอแต่ส่วนมากมนัสกรจะเป็นฝ่ายถาม ส่วนเธอก็ตอบบ้างแล้วก็ฟังเขาพูดเรื่องของธนนท์ปภพบ้าง กลายเป็นวงสนทนาที่มีเพียงเสียงหัวเราะและพูดคุยไม่ขาดสาย กระทั่งติณณภพเดินกลับมาพร้อมกับพี่ชาย หล่อนจึงสบโอกาสสละที่นั่งให้คนมาใหม่
“พี่หนึ่งพูดอะไรกับพี่สอง” น้องชายถามอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่เรื่องของนาย” แต่เขาเลือกจะปิดเงียบไม่ยอมบอก
“ผมอยากรู้”
“ไม่รู้สักเรื่องสิ” มนัสกรทำหน้าบึ้งแล้วหันไปทางอื่น เหมือนต้องการบอกว่าอยู่ในอาการงอน แต่เขาก็ไม่คิดจะง้อ เลือกหันมามองร่างบางด้วยความเป็นห่วง พยายามเก็บความลับเรื่องที่เธอท้องเอาไว้ อยากให้หล่อนพร้อมแล้วพูดอง
“รอสามสิบนาทีเดี๋ยวอาหารทยอยมาเสิร์ฟ...อัญขึ้นไปพักเถอะเดี๋ยวพี่พาไปเอง อยู่ที่นี่เดี๋ยวก็ถูกพวกนี้ชวนคุยจนไม่ได้พักพอดี” ไม่พูดเปล่ารีบดันหลังเธอให้ขึ้นห้องทันที เขากลัวว่าปล่อยหล่อนไว้กับน้องจะรู้เรื่องแปลกๆ ที่มนัสกรสรรหามาเล่า
“ค่ะ” นอมแต่โดยดีแล้วเขาก็จับจูงมือหล่อนออกจากร้าน
คนที่เหลือต่างมองตามเมื่อสายตาของธนนท์ปภพไม่มีใครอื่นเลยนอกจากแฟนสาวของตัวเอง เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ไม่ผิดนัก
“อยากกินอะไรไหม พี่ไปซื้อให้ได้นะ” ระหว่างไปส่งหล่อนหน้าห้องก็ถามเพราะเห็นว่าถึงเวลาต้องกินยา
“อยากกินข้าวผัดหมู” บอกตามความรู้สึกแล้วเขาก็ยกมือขึ้นลูบศีรษะมน ยิ้มบางให้เธอจนหญิงสาวหลับตาซึมซับความอบอุ่นนั้น
“เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้”
“ค่ะ”
เดินเข้าห้องแล้วล้มตัวลงนอนถึงจะไม่ง่วงก็ตาม เธอยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้รับความอบอุ่นจากเขาอีกครั้ง กำแพงที่สร้างไว้ถูกเขาพังลงในคราวเดียว ไม่รู้เรียกว่าใจง่ายหรือเปล่าแต่เธอแพ้ชายหนุ่มมานานแล้ว
แพ้ตั้งแต่เห็นหน้าเขาที่โรงพยาบาลด้วยซ้ำ...
สถานการณ์อันน่าอึดอัดเกิดขึ้นในช่วงสายวันต่อมา ขณะที่ตนกำลังทำส้มตำซึ่งเป็นงานเดียวที่เขาอนุญาต เพราะดูเหมือนร่างสูงจะห้ามไปหมดทุกอย่าง เดินบ่อยก็ไม่ได้ ขยับเยอะปรามอีก มีเพียงยืนนิ่งที่เขาจะยอม แต่ยืนนานก็ไม่ได้ต้องสลับกับนั่ง
ข้อห้ามเยอะไปหมดจนเริ่มหงุดหงิด แต่ยังไม่ทันได้บ่นก็มีคนเดินเข้ามาในร้าน คิดว่าเป็นลูกค้าแต่พอเห็นเขาเดินเข้าไปไหว้แล้วยังเรียกว่าพ่อก็ทำให้หล่อนตระหนก
ไม่คิดว่าจะพบบิดาของเขา...
เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่เจอกัน แล้วสภาพของหล่อนดูแทบไม่ได้เลย
เขาไม่เห็นบอกว่าท่านจะมาหล่อนจะได้เตรียมตัวสักหน่อย ตอนนี้ทำได้เพียงต้อนรับโดยการพาท่านไปนั่งพักที่แคร่หน้าบ้าน ค่อนข้างเป็นส่วนตัวพอสมควรคนละส่วนกับร้านอาหาร จากนั้นจึงนำน้ำมาเสิร์ฟแล้วให้พนักงานดูแลร้าน
“หนูอัญใช่ไหมลูก” เพิ่งได้เห็นหน้าค่าตาของคนที่ลูกชายพร่ำเพ้อเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นคนเดิมอยู่ดี
“สวัสดีค่ะคุณลุง” ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แต่เหมือนคำเรียกจะไม่ค่อยถูกใจท่านเท่าไหร่
“เรียกพ่อเถอะ เป็นคนรักของหนึ่งไม่ใช่เหรออย่าเรียกลุงให้ห่างเหินเลย อีกไม่นานก็จะดองกันอยู่แล้ว” เอ่ยพูดไม่กี่ประโยคก็เข้าเรื่องทันที คนเจ้าแผนการแอบยกยิ้มมีความสุขเพราะตนเป็นคนบอกน้องให้ไปรับบิดามายังเมืองหลวง เพื่อจะได้มัดมือชกเธอเสียเลย
เขาไม่อยากเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ อย่างน้อยก็อยากได้สถานะสามีมาครองเอาไว้เพื่อความอุ่นใจ
“คะ...” เธอถึงกับชะงักหันมามองเขาเหมือนต้องการคำอธิบาย แต่คุณอวัชก็ไขความกระจ่างให้เธออย่างรวดเร็ว
“พ่อรู้เรื่องทุกอย่างแล้ว หนึ่งเล่าให้พ่อฟังทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน” เขาโทรไปเล่าให้ท่านฟังแล้วถูกบ่นไปพักใหญ่จนหูชา พอมาเจอกันจึงต้องเอ่ยกับหญิงสาวด้วยความรู้สึกผิด ทำให้หล่อนเก้อเขินไม่คิดว่าเขาจะเล่าเรื่องของเราทั้งหมด
“ขอโทษนะลูกที่พ่อเลี้ยงลูกชายไม่ดี ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษแล้วรังแกหนูจนสร้างบาดแผลทางใจให้หนูมากขนาดนี้” คราวนี้เป็นหล่อนที่พูดอะไรไม่ออก ทำได้เพียงมองท่านที่รู้สึกผิดแทนบุตรชาย เลือกก้มหน้ามองซ่อนแก้มที่ร้อนผ่าวเอาไว้
“แต่เรื่องมันมาถึงขั้นนี้พ่อก็อยากให้เราสองคนคบกันเป็นเรื่องเป็นราว...วันนี้พ่อว่างพอดีเลย” เปลี่ยนเรื่องรวดเร็วจนต้องเงยหน้ามาสบตากลัวว่าจะตามไม่ทัน เธอมองประมุขของบ้านเฟื่องรัตน์ภักดีตาปริบเดาไม่ออกว่าท่านกำลังจะพูดอะไร
“หนึ่งพาน้องไปจดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยนะ” สั่งลูกชายที่นั่งเงียบแต่แววตากลับพราวระยับมีความสุขเพราะเตรียมกับท่านไว้หมดแล้วว่าเขาต้องการอะไรบ้าง แล้วท่านก็เห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะอยากเจอหน้าหลานแล้วให้ใช้นามสกุลของตัวเอง
อีกอย่างอายุของธนนท์ปภพก็สมควรมีครอบครัวได้แล้ว พอเจอผู้หญิงที่รักจริงก็อยากให้คว้าเอาไว้
“คะ!?” ทำหน้าเหรอหราทันทีเหมือนจะตามสองพ่อลูกไม่ทัน
“ครับพ่อ ผมจะพาอัญไปจดทะเบียนสมรสแล้วก็เปลี่ยนนามสกุลให้เรียบร้อยในวันนี้เลย แล้วสัปดาห์หน้าผมจะพารวิไปไหว้พ่อนะครับ” จัดการพูดเองทั้งหมดเพราะหญิงสาวกำลังอยู่ในอาการตกใจ เขาจึงใช้โอกาสนี้ให้เป็นผลดีต่อตัวเอง
“อยากเห็นหน้าหลานคนแรกแล้วเนี่ย ส่วนคนที่สองจะมาเมื่อไหร่ล่ะ” มองสองคนสลับกันก่อนร่างสูงจะเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาเอง เขารอให้เธอเฉลยไม่ไหวแล้วก็อยากบอกบิดาให้ทราบว่าหลานคนที่สองมาเร็วกว่าที่คิดเอาไว้
“มาแล้วครับคุณพ่อ” แทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเธอต้องหันไปมองแล้วเรียกเขาเสียงดังด้วยความตกใจ
“พี่หนึ่ง!”
เขาทราบได้อย่างไร!
“ได้สี่เดือนแล้วครับ ผมว่าจะพาไปฝากท้องที่โรงพยาบาลของอากฤษดาวันพรุ่งนี้” พูดเองตัดสินใจเองหมดทุกอย่าง คุณอวัชได้ยินก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ไม่นึกว่าตัวเองจะได้หลานเร็วขนาดนี้ ทำให้ไม่อยากกลับไปอยู่ที่สวนตามลำพังแล้ว
อยากเลี้ยงหลานอยู่ที่นี่มากกว่า...
“ข่าวดีคูณสองเลย พ่อได้ทั้งสะใภ้ใหญ่แล้วยังได้หลานคนที่สองอีก” เขาได้ยินท่านพูดอย่างนั้นก็ยิ้มไม่หุบ พยักหน้าแล้วหันมามองหญิงสาวที่ทำหน้านิ่งใส่ก็หุบยิ้มอย่างรวดเร็ว รับรู้ถึงรังสีบางอย่างที่แผ่ออกมาแล้วดูท่าจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตน
“ครับ”
คนที่ตื่นเต้นไม่ใช่ธนนท์ปภพผู้เดียว เพราะคุณอวัชที่ได้เป็นคุณปู่ก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน รีบถามคนทั้งสองเพื่อจะได้เป็นสักขีพยานให้แก่ลูก
“เตรียมเอกสารไปสำนักงานเขตเลยไหม พ่อนัดกับเพื่อนอีกคนไปตีกอล์ฟจะได้ให้เขามาเป็นพยานจดทะเบียนด้วย” เธอคิดปฏิเสธเมื่อทุกอย่างดูรวบรัดหมดแต่ร่างสูงกลับไม่เปิดช่องไฟให้กันบ้างเลย ตอบรับรวดเร็ว
“ดีครับพ่อ”
เขารีบจับจูงมือเธอไปยังห้องพักเพื่อเอาเอกสารสำคัญ ระหว่างนั้นหล่อนก็หันมามองพร้อมเอ่ยกับเขาเพราะมองเจตนาของชายหนุ่มออก
“นี่มันมัดมือชกไม่ใช่เหรอคะ” เจอคำถามก็ไม่คิดปฏิเสธ พยักหน้ารับแต่โดยดี
“ใช่ มัดมือชก...เพราะพี่รักอัญจนทนรอไม่ไหวแล้ว” เขาบอกรักอยู่หน้าห้องแล้วสบตาเธอส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดให้หญิงสาว ทำเอาเจ้าตัวถึงกับเขินแก้มแดงพลางเม้มปากแน่น ไม่คิดว่าตัวเองต้องเจอกับสายตาทรงพลังเช่นนี้
“พี่...คุณรู้ได้ยังไงว่าฉัน...ท้อง” เผลอเรียกเขาว่าพี่จนต้องเปลี่ยนคำ นึกสงสัยเพราะตัวเองไม่ได้บอก หรือเขาจะสังเกตจากอาการได้
“สมุดฝากท้องไงครับ” คำเฉลยทำให้หล่อนพยักหน้ารับทราบ ตนสะเพร่าเองที่ไม่ได้เก็บให้ดี
หล่อนไขกุญแจเข้ามาในห้องพัก ยังไม่ทันได้เดินไปไหนก็ถูกเขาคว้าไปกอดจากทางด้านหลัง เกยคางไว้บนไหล่บางแล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป
“พี่ขอโทษที่รู้ช้าเกินไปนะ” เธอยืนนิ่งไม่ได้ผลักไส ซึมซับความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้ ก่อนมือของเขาจะลูบที่หน้าท้องนูนพร้อมบอกเธอให้ใจสั่นรัว
“ต่อจากนี้พี่จะทำทุกอย่างเพื่อเรา...เพื่อลูก”
น้ำตาคลอเบ้าเมื่อได้ยิน เลือกจะยืนอยู่แบบนั้นพักใหญ่แล้วค่อยหยิบของสำคัญในการจดทะเบียนสมรส ตรงหน้าสู่สำนักงานเขตแล้วจากนั้นนามสกุลที่ต่อท้ายชื่อก็เปลี่ยนไป
ไม่ใช่อัญชิสา อนันต์เมษแต่เป็นอัญชิสา เฟื่องรัตน์ภักดี...
ชายหนุ่มลงมือรับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยไม่ยอมขยายความอีก เธอเห็นอย่างนั้นก็สงสัยมากกว่าเดิม หรี่ตามองเขาอย่างรู้ทันกลัวว่าอีกฝ่ายจะซื้อทองคำแท่งหรือสร้อยทองให้ตน แต่ถ้าตอบเพชรก็กลัวจะได้เครื่องเพชรชุดใหญ่อีก “แต่ไม่เอาซื้อทองให้นะคะ ไม่ต้องเลยนะ” พูดดักเขาไว้ ซึ่งร่างสูงก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่หรอกน่า...พี่ไม่ได้ซื้อทองให้หรอกแค่ถามเฉยๆ” ไม่รู้จะเชื่อใจเขาได้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อเพราะกำลังรับประทานอาหาร เมื่อกินจนอิ่มก็ต่อด้วยของหวานแล้วคิดจะเดินขึ้นห้องเพื่อเก็บเสื้อผ้า กลับถูกเขาคว้ามากอดเอวโดยที่ร่างสูงยังนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าคมจึงซุกที่หน้าท้องนูน จุมพิตด้วยความหมั่นเขี้ยว “อัญไปเก็บเสื้อผ้า...” “ให้แม่บ้านทำสิ อัญไม่ต้องทำ” เขาไม่ยอมให้เธอห่างกายด้วยซ้ำ ยิ่งภรรยาท้องก็ยิ่งหวงมากกว่าเดิม เธอดูน่ารักน่าใคร่สำหรับเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งท้องก็ยิ่งดูสวยจนไม่อยากให้ใครมองด้วยซ้ำ “ทำได้ค่ะ เรื่องแค่นี้เองจะให้คนอื่นทำทำไมล่ะ” พูดแล้วก็อมยิ้มกับความช่างอ้อนของร่างสูงเหมือนเขาจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่รู้ตั
เพราะไม่รู้ว่าวันสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่... “หายโกรธตั้งแต่เห็นพี่วิ่งมาช่วยอัญคนเดียวแล้ว อย่าทำอีกนะคะ...ไม่ทำแบบนี้แล้วได้ไหมสัญญากับอัญสิคะ ชีวิตของพี่มีค่าอย่าเอาไปเสี่ยงไม่ว่ากับเรื่องไหนก็ตาม” สบโอกาสก็รีบบอกเขาทันที ชายหนุ่มได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแล้วโอบกอดเธอเอาไว้เช่นเดียวกัน เขาก้มลงหอมแก้มเธอด้วยความรักพร้อมพึมพำข้างหู “ครับ พี่ขอโทษ” เหมือนเธอจะยอมหมดทุกอย่าง ไม่มีการผลักออกจนเขาเริ่มได้ใจ “พี่สัญญากับอัญอีกอย่างสิ” “สัญญาเรื่อง...” เลิกคิ้วเชิงถาม แล้วเธอก็หันมามองเขาเช่นเดียวกัน หญิงสาวยกมือประคองใบหน้าคมเอาไว้ ดวงตาร้อนผ่าวเพียงแค่คิดว่าต้องจากกันอยู่คนละโลก รู้ดีว่าเป็นตนที่คิดมากไปเองแต่ก็ไม่อาจห้ามความคิดด้านลบได้ จนต้องโอบกอดเขาเพื่อย้ำกับตัวเองว่าชายหนุ่มยังอยู่ตรงนี้... “ห้ามตายก่อน ไม่ว่ายังไงก็ห้ามตายก่อนอัญเด็ดขาด ถ้าพี่ผิดคำพูดอัญจะโกรธพี่ตลอดชีวิต เจอกันชาติหน้าก็จะโกรธจริงด้วย” จ้องเขม็งจนเขานึกขันแต่ก็ไม่กล้าหัวเราะ กลัวว่าหญิงสาวจะโกนธจึงเลือกสัญญาเป็นมั่นเหมาะ เพราะอย่า
“อัญเห็นว่ายังไง จะให้กฎหมายจัดการหรือว่าให้พี่เป็นคนจัดการ” น้ำเสียงกับแววตาของเขาเด็ดขาดจนเธอนึกกังวลแทนน้องสาว แม้ว่าจะถูกอีกฝ่ายเกลียดแต่ก็เติบโตมาด้วยกัน จึงเลือกจะถามถึงวิธีของเขาแล้วชายหนุ่มก็บอกไปตามตรง “พี่จะทำยังไง” “พี่ไม่ชอบความยุ่งยาก พี่คงส่งเขาไปอยู่เกาะสักแห่งแล้วทำงานในเกาะไม่ให้ออกมาข้างนอกอีก มันอาจจะดูโหดร้ายแต่พี่ถนัดแบบนี้มากกว่า กฎหมายมันยาวนานน่ารำคาญเกินไป...แต่พี่ให้อัญตัดสินใจ” เพิ่งรู้ว่าเขามีโหมดโหดเหมือนกัน ตนลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกลัว ไม่รู้ว่าวันหนึ่งหากเรามีเรื่องเข้าใจผิดแล้วเลิกรากันไป เขาจะทำแบบนี้กับเธอหรือเปล่า... แต่เชื่อว่าชายหนุ่มไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเห็นความอ่อนโยนในตัวเขาแล้วตนก็เชื่อมั่นในเรื่องของเราพอสมควร จึงตัดสินใจเลือกในให้เป็นไปตามวิถีของกฎหมาย ผิดอย่างไรก็ให้ศาลตัดสินซึ่งแน่นอนว่ามันคงกินเวลายาวนานพอสมควรอย่างที่เขากล่าว ชายหนุ่มคิดไว้แล้วว่าความผิดมีเท่าไหร่เขาจะเอาให้หนัก หล่อนจะไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกนานเลยล่ะ ทำกับเขาไม่เท่าไหร่ แต่มาทำกับผู้หญิงที่
๒๑ซาตานกลับใจ ณ ห้องพักระดับวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง หนุ่มร่างสูงนอนนิ่งอยู่บนเตียงพร้อมกับข้อเท้าที่ถูกพันด้วยเฝือกอ่อนเอาไว้ คุณแม่ลูกสองนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างไปไหน ดวงตากลมมองเขานิ่งแล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ชวนตกใจที่เพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน ความจริงก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ ช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าไปในที่พักกลับโดนปิดปากจากทางด้านหลัง แล้วเอามีดจี้เอวให้ทำตามคำสั่ง สุดท้ายหล่อนก็ต้องเดินตามอีกฝ่ายเพื่อไปยังห้องรถยนต์ที่จอดเตรียมเอาไว้ ขึ้นข้างหลังก่อนนั่งไปตามทางที่ไม่คุ้นเคย มายังบ้านร้างไม่มีคนอยู่โดยไม่อาจเอ่ยค้านได้เพราะถูกปิดปากไว้ ไม่คุ้นหน้าคนที่พามาขังแต่เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าเป็นน้องสาวที่ไม่เจอกันนาน นึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร จนได้ทราบว่าอรสินีโกรธแค้นที่หล่อนมีชีวิตแสนสุข ต่างจากตัวเองที่ลำบากเป็นกระสอบทรายให้เสี่ยตัณหากลับซ้อมเพื่อแลกกับเงิน เธออยากพูดกับน้องสาวก็ไม่สามารถเปล่งคำใดออกมาได้เพราะถูกปิดปากไว้ โชคดีที่ธนนท์ปภพมาช่วยเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสาว
ตกดึกก็เข้ามานอนในห้องรับแขกเพราะขอแยกห้องกับเขาจนกว่าจะแต่งงาน คุณอวัชไม่ขัดทำให้ลูกชายขัดใจเป็นอย่างมาก จำต้องแยกห้องกับภรรยาจนนอนไม่หลับ ต้องมาเคาะห้องเธอกลางดึกแล้วหญิงสาวก็เปิดออกมาดู “นอนได้ไหม” แค่เปิดประตูออกมาก็เจอเขายืนทำตาปริบแล้วถามเหมือนเหงา รู้ทันทีว่าจุดประสงค์ของชายหนุ่มคืออะไร แต่เธอก็ยังอยากจะแกล้งเขา “นอนได้ค่ะ” “ให้พี่นอนเป็นเพื่อนไหม” จะเดินเข้ามาแต่ถูกเธอดันเอาไว้ก่อน “ไม่ค่ะ” ส่ายหน้าทันที “แต่พี่อยากนอนด้วยนี่น่า นอนคนเดียวมันเหงา...ขอพี่นอนด้วยคนนะครับ” เขาอ้อนหล่อนเหมือนเด็กทำให้ยิ่งเอ็นดูชายหนุ่มมากกว่าเดิม เขาอาจจะชินเพราะเรานอนด้วยกันมาหลายสัปดาห์ แม้ว่าอีกฝ่ายจะนอนที่พื้นก็ตาม “ไม่ค่ะ คุณรีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปใส่บาตรอีก” รีบดันคนตัวสูงให้กลับไปนอนห้อง แต่เหมือนเขาจะไม่ยอม พรุ่งนี้คุณอวัชจะพาไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านเพื่อต้อนรับสะใภ้และหลานชาย ไปกันทั้งครอบครัวโดยคีตภัทรจะรีบขับรถมาจากเมืองหลวงเพื่อร่วมทำบุญเช่นเดียวกัน แม้ว่าธนนท์ปภพจะไม่ได้ชวนก็ตาม
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปคนที่คุยสนุกก็เริ่มเงียบ ลำคอตั้งไม่ตรงคอยจะเอนไปทางนั้นทีทางนี้ที จนเขาต้องให้ลูกชายนอนบนตัก ขณะที่ภรรยาก็หลับเช่นเดียวกัน ดวงตาคมมองสองแม่ลูกด้วยความรักใคร่ ยิ้มเอ็นดูแล้วเลือกจะหลับตาลงเช่นเดียวกัน กลายเป็นการเดินทางกว่าสามชั่วโมงพวกเขาเข้าสู่ห้วงนิทรากันทั้งหมด พอถึงทางเข้าบ้านที่ทอดยาวเหมือนไม่สิ้นสุดก็ทำให้เด็กชายถึงกับมองตกตะลึง ลุ้นว่าเมื่อไหร่จะถึงบ้านสักทีจนต้องถามอีกรอบว่าเป็นบ้านจริงหรือเปล่า “เรามาบ้านใครเหรอครับ” “บ้านพ่อเอง เราจะไปเจอคุณปู่แล้วก็คุณอาทั้งสามของรวิ” ลูบหัวลูกชายที่ลืมตาตื่นก็ถามทันที เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างแล้วหันมาถามด้วยความดีใจ พอจะทราบแล้วว่าต้องมาเจอครอบครัวฝั่งบิดาแต่ไม่คิดว่าจะมาวันนี้ ซึ่งตนอยู่ในชุดขาวที่แสนจะภาคภูมิใจยามใส่เพราะมีแต่คนเอ่ยชื่นชมว่าหล่อเหลา “จริงเหรอครับ!” ตะโกนถามเสียงดังใบหน้าแย้มยิ้มด้วยความดีใจ เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งเอ็นดูลูกชายมากกว่าเดิม พยักหน้าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าตอนนี้มีคนมายืนรออยู่หน้าบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวถึงกับกระโดดโล







