Masukเวียงพิงค์กลับมาห้องเช่าด้วยสภาพเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอทิ้งตัวลงบนเตียงไม้โยกเยกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงความงกของเธอ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นแตะที่ใบหู... ตรงที่ลมหายใจอุ่นร้อนของนักรบเป่ารดตอนเขากระซิบประโยคนั้น
“เตรียมตัวไว้นะครับคุณมาดาม... เพราะผมจะสอนให้คุณเข้าใจคำว่า ถึงอกถึงใจ ของจริง... มันต้องเริ่มยังไง”
“บ้า... บ้าไปแล้วเวียงพิงค์เอ้ยย.. แกจะไปรับคำท้าเขาทำไม! นายนักรบ นั่นก็บ้า… ถ้าประทับใจในผลงานของฉันถึงกับจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเขียนบทรัก แล้วทำไมหันมาเล่นงานฉันซะพังราบคาบขนาดนี้โว้ยยย…” เธอตะโกนใส่อากาศลม ๆ แล้ง ๆ อย่างบ้าคลั่ง
เวียงพิงค์กลัว... กลัวว่าความลับเรื่อง จูบปลาตาย ของเธอจะถูกเขาล่วงรู้แล้วเอามาแฉจนยับเยิน แต่อีกใจหนึ่ง ตัวเลขเจ็ดหลักในสมุดบัญชีมันคอยเตือนสติว่าอาณาจักรพิงค์แลนด์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ถ้าเธอถอยตอนนี้ เงินประกันสัญญาที่ระบุไว้ในเล่มคงทำให้เธอต้องกินมาม่าไปอีกสิบปี บวกเก็บสะสมใหม่อีกสิบปี!
“เอาวะ! ก็แค่ Workshop... เขาบอกว่าจะสอนเขียนบทให้เข้ากับหนังของเขา ไม่ได้บอกว่าจะปล้ำเราเสียหน่อย”
เวียงพิงค์พยายามปลอบใจตัวเอง พลางเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ‘นักรบ’ ให้มากขึ้น เธอพบว่าเขาไม่ใช่แค่ลูกเจ้าของค่ายหนัง หรือนักเขียนบทชื่อดัง แต่จบนิติศาสตร์ด้วยเกียรตินิยม ที่หันมาเอาดีด้านภาพยนตร์ ก็เด็กบ้านรวยนี่นะ มิน่าล่ะ... เขาถึงได้จับผิดเธออย่างกับทนายซักจำเลย!
ณ ห้องทำงานส่วนตัวของ นักรบ
ห้องทำงานของเขาดูแตกต่างจากห้องประชุมชั้นล่าง มันมืดสลัวกว่า ดูดีมีรสนิยมตามเจ้าของห้อง ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน กลิ่นอายในห้องนี้รุนแรงกว่าเดิม... กลิ่นก้านน้ำหอมจากมุมห้อง และกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาเองที่เวียงพิงค์เริ่มคุ้นเคย
“มาช้าไปห้านาทีนะครับ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ นักรบวันนี้ไม่ได้แต่งตัวมาในมาดนักธุรกิจหนุ่ม เขามาในชุดลำลองเสื้อยืดแขนสั้นพอดีตัวจนเห็นลำแขนที่มีเส้นเลือดปูดโปนดูแข็งแรงสมชายชาตรี ทรงผมยุ่งเล็กน้อยทำให้เขาดูเท่และดิบ กว่าปกติ
เวียงพิงค์ในชุด ป้าแว่นไปจ่ายตลาด คนเดิมกระชับกระเป๋าสะพายแน่น
“ขอโทษค่ะรถติด... เราจะเริ่มกันตรงไหนดีคะ?”
นักรบ เดินมาหาเวียงพิงค์ เขาถือแก้วเหล้าโลว์บอล (Lowball Glass) ไว้ในมือ
“ซีนนี้ ฉากที่พระเอกเข้าหานางเอกในห้องสมุด คุณเขียนว่าเขากระชากเธอเข้ามากอดแล้วจูบทันที”
เขาส่ายหน้าช้าๆ “รุนแรงไปมั้ง... มันขาดเสน่ห์ของการรุกคืบ”
“แต่นั่นมันแสดงถึงความโหยหานะคะ!” นักเขียนสาวเถียง
“ความโหยหาที่แท้จริง... คือการสัมผัสที่ไม่ได้สัมผัสครับ”
เขาวางแก้วลงบนโต๊ะ ขยับเข้ามายืนประจันหน้าระยะห่างระหว่างเขากับเธอเเพียงแค่คืบ
“คุณเคยรู้สึกไหม... เวลาที่มือใครบางคนเกือบจะแตะผิวคุณ แต่มันยังไม่แตะ... ผิวหนังคุณจะตื่นตัวมากกว่าตอนที่เขาจับลงมาจริงๆ เสียอีก”
นักรบยื่นมือออกมา เวียงพิงค์หลับตาปี๋ด้วยสัญชาตญาณ เธอคิดเอาเองว่าเขาจะคว้าไหล่หรือกระชากเธอตามบทที่เธอเขียน แต่มันไม่ใช่…
เธอรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากปลายนิ้วของเขาที่ไล้อยู่ ‘เหนือ’ ผิวแก้มของเธอเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เขาไม่ได้สัมผัสเธอ แต่กระแสไฟบางอย่างกลับแล่นพล่านผ่านไปทั่วร่างจนเธอขนพองสยองเกล้า
“ลืมตาครับ... มาดาม”
เวียงพิงค์ลืมตาขึ้นดวงตากลมโตเบิกโพลงผ่านเลนส์แว่นหนา ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งมาที่เธอ
“เห็นไหม... ร่างกายคุณสั่น” เขาพึมพำ “นี่คือปฏิกิริยาของตัวละครนางเอกที่ควรจะเป็น เธอต้องกลัว... แต่โหยหาไปพร้อมกัน
ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ แตะลงที่ขอบหน้ากากอนามัยของเธอช้าๆ
“ใส่หน้ากากแบบนี้ ผมจะรู้ได้ยังไงว่าอาการสั่นที่ริมฝีปากคุณมันสื่ออารมณ์แบบไหน... ถอดออกเถอะครับ ในนี้มีแค่เราสองคน”
“ไม่... ไม่ค่ะ ฉันเป็นหวัด!” เวียงพิงค์ปฏิเสธด้วยการโกหก
นักรบหัวเราะในลำคอ “หวัดอะไร ถึงได้ส่งกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ฟุ้งออกมาจากแก้มแบบนี้ครับ?”
เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบชนกัน
“คุณกำลังซ่อนอะไรไว้ครับ คุณมาดาม...ซ่อนความสวย หรือซ่อนความ ‘อ่อนหัด’ ของคุณกันแน่?”
มาละ… ดอกแรกของวันนี้ เล่นเอานักเขียนสาวถึงกับไปไม่เป็น เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าตวาดแหวออกไป
“ฉันไม่ได้ซ่อนอะไรทั้งนั้น! ถ้าคุณอยากได้บทจูบแบบไหน..คุณก็บอกมาสิ ไม่เห็นต้องขู่!”
“ผมไม่ได้ขู่... ผมกำลังจะสาธิตอยู่นี่ไง”
ทันใดนั้น มือหนาของนักรบจับคางมนกลม ภายใต้หน้ากากอนามัยเชยขึ้นเบาๆ แผ่นหลังของ เวียงพิงค์ถอยไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน ไม่รอช้าเขาโน้มตัวลงมาหาเธอจนร่างของเขาคลุมทับเธอไว้เกือบมิด
“บทเรียนที่หนึ่ง... การทำลายทฤษฎี”
เขายังไม่จูบ… แต่กลับก้มลงไปกดจมูกลงบนซอกคอขาวเนียนของเวียงพิงค์ผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตลายดอกหนาเตอะ นักเขียนตัวแม่ตัวมัมสะดุ้งสุดตัว มือเล็กบางเผลอขยำคอเสื้อของผู้สาธิตไว้แน่น
“อื้ออ... คุณนักรบ! ปล่อยยย”
“นิ่งๆ ครับ... จดจำความรู้สึกนี้ไว้ แล้วเอาไปเขียนแก้มาใหม่เฉพาะช่วงหน้า 15 ของฉากนั้น” เสียงของเขาเบาลงกว่าเดิม
“บอกผมสิ... ตอนนี้คุณรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งอยู่ในท้องใช่ไหม? หรือที่คุณบรรยายไว้ว่า เหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวกระพือปีกพร้อมกันทีเดียวบินวนอยู่ภายในร่างกายนี้ จริง ๆ ผมชอบประโยคนี้นะ ไปจำจากที่ไหนมาครับ? แต่ก็เอาเถอะ สิ่งที่คนอ่านอยากได้คือมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่อง บนเตียง!”
เวียงพิงค์ยืนตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลอะไรไม่ถูกจำอะไรไม่ได้ ลืมแล้วลืมสิ้น เธอเนี่ยนะเป็นคนบรรยายประโยคหวานเลี่ยนชวนอ้วกพรรค์นั้น วินาทีนี้อคติที่มีต่อผู้ชายในอดีตกำลังปะทะกับความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อน... ร่างกายอ่อนแรงพร้อมจะหลอมละลายด้วยน้ำมือใครสักคนจริง ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน สักประโยค!
นักเขียนบทหนุ่มไฟแรง พยายามจะสอนทฤษฎีข้อต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการโน้มตัวลงมาหานักเขียนสาวอีกครั้ง แต่คราวนี้…
"หยุดนะคะ!" เวียงพิงค์เสียงสั่น พลางใช้สองมือดันแผ่นอกแกร่งของเขาไว้ แม้ว่าฝ่ามือของเธอจะสัมผัสได้แค่เพียงเนื้อผ้า มันกลับให้ความรู้สึกร้อนเหมือนเธอไปแตะโดนเตาไฟ
"มันไม่ใช่การ Workshop แล้วคุณ นี่มันคือการลวนลาม!"
นักรบยอมถอยห่างออกมาเพียงหนึ่งก้าว สายตายังคงจดจ้องอยู่บนใบหน้าของเวียงพิงค์ ซึ่งเดา ไม่ยากว่าน่าจะแดงก่ำลามไปถึงใบหู เขาแค่นยิ้มมุมปาก พลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอย่างใจเย็น
"ลวนลามเหรอ? ผมเรียกมันว่า การทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อความสมจริงของศิลปะ ต่างหาก ในบทบรรยายของคุณ คุณเขียนว่านางเอก
'ครางกระเส่าด้วยความรัญจวนใจเมื่อฟันของเขาครูดเบาๆ สัมผัสลงบนผิวบางนวลเนียน'
แต่เมื่อกี้ผมแค่เอาหน้าไปใกล้ซอกคอคุณ คุณกลับตัวแข็งเหมือนหินปูน ที่เกาะตามท่อระบายน้ำมานานแรมปี แบบนี้คุณจะเรียกตัวเองว่าที่ปรึกษาบทได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่เข้าใจ แม้กระทั่งการตอบสนองขั้นพื้นฐานของมนุษย์?"
จึ๊กกกก… แทงใจดำ เขาว่าเธอเป็นหินปูนงั้นเหรอ? เวียงพิงค์พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้จะโกรธจนแทบคลั่ง ไอ้นั่น… ว่าเธอเป็นปลาตาย! ส่วนนายคนนี้… เปรียบเธอเป็นหินปูน! เอาละ… เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
"การตอบสนองของฉันมันเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ! และในทางจิตวิทยาการประพันธ์ การที่ตัวละครบางตัวแข็งทื่อไร้ความรู้สึก หรือแม้แต่ในชีวิตของคนจริง ๆ ก็เถอะ มันแสดงถึงภาวะช็อกชั่วขณะจากการถูกคุกคาม ซึ่งมันอาจจะช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับผู้อ่านได้มากกว่าการยอมจำนนง่ายๆ เสียอีก คุณต่างหากที่เป็น มือเขียนบทประสาอะไร ถึงไม่เข้าใจอารมณ์ของการขัดขืนที่ทรงพลัง!"
"ขัดขืนที่ทรงพลังงั้นเหรอ? คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ยยย คุณมาดาม…"
นักรบวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก! อยากจะหัวเราะออกมาให้ลั่น
"นั่นมันข้ออ้างของคนที่ ไม่เคย หรือเปล่า จูบหรือสัมผัสรักอย่างมีชั้นเชิง มันต้องทำให้ฝ่ายตรงข้าม ลืมที่จะขัดขืน ไม่ใช่ทำให้เขาอยากวิ่งหนี"
เขาขยับเข้าหาเธออีกครั้ง คราวนี้เวียงพิงค์ถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือหรูหรา
"ในงานของผมความสวยงามของฉากรักคือการเสียการควบคุม ไม่ใช่การบรรยายออกแบบจัดวาง องศาหน้าตาท่าทางเหมือนที่คุณพยายามเขียนมา"
นักรบ ยื่นมือไปค้ำชั้นหนังสือไว้ กักตัวเธอไว้ในอุโมงค์แขนของเขาอีกครั้ง
"คุณบอกว่าจูบต้องเริ่มที่เอียงหน้า 45 องศา... มันค่อนข้างไร้สาระ เพราะถ้าความต้องการมันถึง จุดพีค คุณจะไม่สนหรอกว่าจมูกจะชนกันไหม หรือหน้าจะเอียงกี่องศา สิ่งเดียวที่คุณจะสนใจคือรสสัมผัสและเสียงลมหายใจของคนตรงหน้าต่างหาก"
"นั่นมันสัญชาตญาณสัตว์ป่าค่ะคุณ!" เวียงพิงค์เถียงกลับคอเป็นเอ็น เรื่องอะไรจะยอม
"มนุษย์เรามีอารยะ เรามีความซับซ้อนทางความรู้สึก การจะเข้าหาใครหรือให้ใครเข้าหามันต้องมี ลีลามีการหยั่งเชิงเหมือนการเต้นลีลาศ รุกบ้าง ถอยบ้าง เดินหน้า เดินหลัง ไม่ใช่การตะกรุมตะกรามเหมือนหมาหิว!"
"หมาหิวงั้นเหรอ?" เขาเลิกคิ้ว แววตาเขาเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น "งั้นดูนี่... ถ้าผมทำแบบนี้ คุณจะเรียกจังหวะลีลาศ หรือเรียกว่าความหิว?"
ผู้สาธิตภาคปฏิบัติจริงไม่ได้สวมกอด เขาแค่ใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ ไต่ไล้ไปตามขอบถุงมือผ้าที่เวียงพิงค์ ใส่ไว้ตลอดเวลา ก่อนจะใช้นิ้วเกี่ยวขอบถุงมือให้เผยออกเห็นผิวข้อมือที่ขาวจัดเนียนละเอียด ก้มลงไปประทับริมฝีปากเบาๆ ลงบนจุดชีพจรที่เต้นตุบๆ ของเธอ
นักเขียนสาวสะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต
"คุณ...!"
"ชีพจรคุณเต้นเร็วขนาดนี้... นี่คือ ลีลา ของคุณเหรอ?" เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอในระยะเผาขน
"คุณโต้เถียงด้วยทฤษฎีสวยหรู แต่ร่างกายคุณกลับยอมรับทุกอย่างที่ผมทำ... บอกผมมาสิ มาดามสวาทคนเก่ง ตำราของคุณมีวิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไง? ไหนลองโชว์ความเหนือชั้นระดับ 'ตัวแม่' ให้ผมดูหน่อย หรือไม่ก็ลองตอบสนองผมสักหนึ่งย่อหน้าจากนิยายที่คุณว่าเด็ดที่สุดของคุณมาสิ"
ใบ้รับประทานขึ้นมาทันที สมองที่เคยบรรจุทฤษฎีเรื่องเล่าผ่านงานเขียนมากมายกลับขาวโพลน หรือไม่อยากจะยกหลักการเขียนบทของปรมาจารย์ชื่อดังมาอ้าง แต่เขาน่าจะรู้ดีมากกว่าเธออีก ประสบการณ์ตัวเองที่พอจะเอามาคุยต่อกรได้น้านนน เท่ากับ ไม่มีเลย! เวียงพิงค์ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนเม้มปาก หอบหายใจถี่ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและท้าทายของชายตรงหน้า
"ถ้าเถียงไม่ออก...หรือไม่มีอะไรจะเถียง งั้นบทเรียนวันนี้พอก่อน"
นักรบเดินถอยห่างออกมา บรรจงจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองให้ดูดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"กลับไปแก้หน้า 14 ถึง 16 มาใหม่... เขียนจากความรู้สึกที่คุณ เกือบจะหยุดหายใจ เมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เขียนจากการคิดเอาเองในหัวเพราะมันปลอมมากสำหรับงานของผม เข้าใจนะ… มาดามตัวแม่ ตัวมัม ตัวคลอดบุตร!"
เวียงพิงค์ไม่รอให้เขาเย้ยซ้ำ เธอรีบคว้ากระเป๋าแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที หัวใจเธอยังเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก ความโกรธปนความวาบหวามยังค้างคาทำให้เธออยากจะกรีดร้อง กระทืบเท้าชักดิ้นชักงอลงกับพื้น
ไอ้บ้า! ไอ้บอ! ไอ้เครื่องจับเท็จเดินได้! เขาจงใจปั่นหัวฉันชัดๆ!
หากเวียงพิงค์จะหันหลังย้อนกลับมามองสักนิด เธอจะเห็นสายตาของ ไอ้เครื่องจับเท็จเดินได้ มองตามจนเธอเดินลับสายตาไป พร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจในตัวเธอ
เมื่อกลับมาถึงห้องเช่าซอมซ่อ... เวียงพิงค์คิดเอาไว้ว่าจะกลับมานอนร้องไห้เพื่อเป็นการระบายความแค้น ก็อยากจะร้องอยู่หรอกนะ… แต่เธอกลับกระโจนเข้าหาคีย์บอร์ด นั่งพิมพ์รัวเร็วอย่างไม่คิดชีวิต นิยายสุดสยิวเรื่องใหม่ของมาดามสวาทเล่มนี้ มันจะมีทั้งความ ดิบ และ เลือดในกายพลุ่งพล่าน แถมยังสมจริงสมจังอย่างที่เธอไม่เคยคิดจะเขียนแบบนี้มาก่อน… นักอ่านที่รักทั้งหลายต้องตื่นเต้นและชื่นชอบมากกว่าเดิมแน่นอน นิยายเสียวสุดสยิวจะอยู่เคียงคู่นามปากกามาดามสวาทตราบนานเท่านาน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอต้องยอมรับกับตัวเองอย่างเจ็บใจว่าวิธีสาธิตของเขา... มันเริ่ดอยู่นะ!
ณ กองถ่ายริมทะเล (หน้าบ้านพักสุดหรู) เช้ามืดวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในกองถ่ายกลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่เป็นความคึกคักที่มาพร้อมกับความกดดันจนทีมงานแทบไม่กล้าหายใจแรง เพราะวันนี้คือวันที่มาวินพระเอกแบดบอยต้องเข้าฉากสำคัญ และเขาก็รักษาสัญญาได้อย่างดีเยี่ยมด้วยการเรียกหาที่ปรึกษาบทส่วนตัว ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันตั้งฉากกับแกนโลก ทีมงานทุกคนเดินก้มหน้าก้มตาทำงานราวกับกลัวว่าจะไปสะดุดต่อมระเบิดของผู้กำกับจอมมารเข้า เพราะตั้งแต่นักรบก้าวเท้าเข้ากองถ่ายมา เขาก็แผ่รังสีอำมหิตจนมอนิเตอร์แทบจะร้าว"คุณที่ปรึกษาครับ..." เสียงหวานเลี่ยนของมาวินดังขึ้นทำลายความเงียบ "ตรงนี้บทพูดที่ว่า 'ผมยอมแลกทั้งชีวิตเพื่อจูบเดียวจากคุณ' ผมว่าอารมณ์ผมมันยังไม่หวานพอ คุณช่วยขยับมาใกล้ ๆ แล้วส่งสายตาเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหน่อยได้ไหมครับ?"พระเอกแบดบอยตัวท็อปนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พักผ่อน เสื้อเชิ้ตฮาวายปลดกระดุมลงมาจนเห็นแผงอกขาว ๆ นั่น ดูจงใจยั่วประสาทคนมองสุด ๆ เวียงพิงค์ยืนถือสมุดจดอยู่ข้าง ๆ ได้แต่ทำหน้าเจื่อน"เอ่อ... คุณมาวินคะ มาดามสวาทสอนว่า ความถวิลหาต้องออกมาจากข้างในค่ะ ไม่ใช่แค่การจ้องตา..." เวียงพิง
บรรยากาศภายในห้องทำงานของบ้านพักริมทะเลกลับมาคุจนน่าขนลุก เสียงรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดของเวียงพิงค์ดังรัวเหมือนเสียงปืนกล เธอจดจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์จนตาแทบไม่กะพริบ ผมเผ้าที่เคยรวบไว้อย่างดีบัดนี้ยุ่งเหยิงจากการถูกขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยามที่คิดบทบรรยายไม่ออก นักเขียนสาวไม่ได้นอนทั้งคืน เธอกำลังอยู่ในโหมด ร่างทรงมาดามสวาท ที่ไม่มีใครควรเฉียดเข้าใกล้แม้แต่เซนติเมตรเดียว…"คุณนักรบ… ฉันขอร้องล่ะค่ะ" เวียงพิงค์พูดโดยไม่หันไปมองนักรบกำลังเดินวนเวียนไปมาข้างหลัง "อีกแค่สองชั่วโมง ฉันต้องส่งต้นฉบับให้พี่หมวย บก. สายโหดของฉัน ถ้าเลทแม้แต่นาทีเดียว พี่หมวยจะบุกมาแหกอกฉันแน่ กรุณา... อย่า…รบ…กวน…!"เจ้าของบ้านไม่ได้ดูสะทกสะท้านกับคำขู่ แต่กลับโน้มตัวลงมาท้าวแขนกับพนักเก้าอี้ ก่อนจะวางแก้วกาแฟเอสเปรสโซหอมกรุ่นลงข้างๆ มือของเธอ"ผมก็แค่จะมาดูว่าแรงบันดาลใจที่ผมมอบให้เมื่อคืน... มันถูกถ่ายทอดลงในบรรทัดไหนบ้าง" นักรบเอ่ยเสียงนุ่มแต่กวนประสาท "ว้าวววว… สัมผัสอันร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงตามใจปรารถนา… ประโยคนี้คุณเขียนจากจินตนาการหรือว่าคุณเขียนจากความรู้สึกจริงตอนที่เรา...""คุณ!" นักเขียนสาวหันขวับไปแยกเ
หลังจากที่ เกือบ จะเตลิดเปิดเปิงกันไปในห้องพัก และโดนยัยกะหล่ำดอกขัดจังหวะจนอารมณ์บูด นักรบตัดสินใจพาเวียงพิงค์ขับรถหนีออกมาจากความวุ่นวายในกองถ่าย เขามุ่งหน้าสู่บ้านพักริมทะเล แต่แทนที่จะให้นักเขียนสาวแยกตัวไปปั่นงาน เขากลับชวนเธอเดินเลาะลงไปยังชายหาดส่วนตัวที่มืดสลัวและเงียบสงบ ลมทะเลตอนกลางคืนพัดเอาความเย็นฉ่ำมาปะทะผิว กลิ่นอายของทะล ทำให้อารมณ์ที่คุกรุ่นเมื่อครู่เริ่มผ่อนคลายลง แต่ความประหม่าระหว่างทั้งคู่กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างประหลาด เวียงพิงค์เดินเตะทรายเล่นพลางแอบชำเลืองมองนักรบที่เดินตามมาติด ๆ สายตาของเขาไม่ได้มองความสวยงามกับทิวทัศน์เบื้องหน้าเลยสักนิด แต่กำลังจับจ้องอยู่บริเวณใบหน้าของเธอ"ในห้องพักเมื่อกี้... คุณแถได้เก่งมาก ผมภูมิใจในตัวคุณจริง ๆ" นักรบถามพร้อมกับมาเดินเคียงข้างเวียงพิงค์"ผมไม่คิดว่าที่ปรึกษาบทของผมจะมีความคิดสร้างสรรค์ในสถานการณ์คับขันได้ดีขนาดนี้""มันเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาความลับของเรานี่คะ" เวียงพิงค์พูดโดยไม่หันไปมองหน้า"ฉันไม่อยากโดนผู้ไม่หวังดีตามขุดคุ้ยประวัติจนถึงรากเหง้า… หากรู้ว่าตัวจริงของฉันเป็นใคร""คุณพูดเหมือนคุณไม่ภูมิใจในตัวตนของม
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูห้องพักนักแสดงส่วนตัว นักรบจัดการปิดประตูและกดล็อกเสียงดัง แกร๊ก! จนเวียงพิงค์สะดุ้งตัวโยน เธอรีบกอดกระเป๋าสะพายใบเก่งไว้แน่นพลางหันไปมองชายหนุ่มที่บัดนี้ถอดมาดผู้กำกับจอมเฮี้ยบออกเหลือเพียง จอมเผด็จการ คนเดิมที่สายตาจ้องจะตะครุบเหยื่อตลอดเวลา"เวียงพิงค์งั้นเหรอ?" นักรบเลิกคิ้วสูงพลางเดินต้อนเธอจนแผ่นหลังไปติดกับเคาน์เตอร์แต่งหน้าที่มีหลอดไฟสว่างจ้า "สุดท้ายก็ยอมเผยชื่อจริงมาสักที... ผมเกือบจะกลั้นขำไม่ไหวตอนเห็นคุณพยายามทำหน้านิ่งพูดไปเรื่อยโชว์คนทั้งกอง""มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินค่ะ!" เวียงพิงค์กระซิบเสียงสั่นแต่พยายามทำหน้าขรึม "คุณนั่นแหละ จู่ๆ ก็คว้าเอวฉันโชว์คนนับร้อย ถ้าฉันไม่ทำอะไรสักอย่าง มีหวังพรุ่งนี้ฉันได้ขึ้นหน้าหนึ่งว่าเป็น ผู้ช่วยต้มตุ๋น แน่ๆ และที่สำคัญ... ฉันไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าฉันคือเจ้าของนามปากกานั้นจริงๆ คุณก็รู้ว่าวงการนี้มันน่ากลัวแค่ไหน""ผมรู้..." นักรบขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด"แต่การที่คุณลากผมเข้าไปเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับความลับของคุณด้วยเนี่ย... มันมีค่าธรรมเนียมนะ รู้ไหม?""ค่าธรรมเนียมอะไรของคุณ? ฉันก็ช่วยกู้หน้าคุณคืนให้แล้ว
หลังจากเหตุการณ์ ละเมอเชิงวิชาการ เมื่อเช้า เวียงพิงค์พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอสวมวิญญาณป้าแว่นกลับมาอีกครั้งด้วยเสื้อเชิ้ตลายทางตัวโคร่งแบบพรางหุ่นจนดูเหมือนถังเบียร์เคลื่อนที่ หมวกแก๊ปสีซีดถูกดึงลงมาปิดหน้าปิดตาจนเหลือแค่ปลายจมูกรั้น ๆ แต่นักรบกลับดูอารมณ์ดีอย่างร้ายกาจ เขาฮัมเพลงเบาๆ ขณะขับรถพาเธอไปที่สตูดิโอถ่ายทำนอกสถานที่ “จำไว้นะคะคุณนักรบแห่งกรุงศรี! ที่นั่นฉันคือพนักงานฝึกหัดของคุณ ตัวแทนของ มาดามสวาท คุณห้ามเรียกฉันว่ามาดามโดยเด็ดขาด และห้ามให้ใครรู้ว่าเราอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน!” เวียงพิงค์กำชับเสียงเข้มขณะก้าวลงจากรถ “รับทราบครับ... คุณผู้ช่วย” นักรบยิ้มกรุ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์นั่นทำให้เวียงพิงค์ใจคอไม่ดี เหมือนเขากำลังวางแผนจะฉีกหน้ากากเธออยู่ตลอดเวลาเมื่อก้าวเข้าสู่กองถ่าย ความวุ่นวายของทีมงานนับร้อยชีวิตก็เข้าปะทะ กลิ่นควันสโมกสลับกับกลิ่น สเปรย์ฉีดผมฟุ้งกระจาย เวียงพิงค์พยายามเดินก้มหน้าตามหลังนักรบไปที่มอนิเตอร์ แต่ทว่า... อุปสรรค ชิ้นใหญ่ของเธอก็ปรากฏตัวขึ้นในชุดเดรสรัดรูปสีชมพูนีออนที่สว่างจ้าจนเวียงพิงค์ต้องหยีตา“พี่นักรบขาาาา!” เสียงแหลมปรี
ณ ห้องนอนเจ้าปัญหาเวียงพิงค์ปรากฏตัวในชุดนอนที่ เซฟ ที่สุดในชีวิต มันคือเสื้อยืดตัวโคร่งลายหมีเน่าสีซีดกับ กางเกงวอร์มขายาวที่ยางยืดเริ่มเสื่อมสภาพ เธอเดินออกมาจากห้องแต่งตัวพร้อมกอดหมอนข้างไว้แน่นราวกับเป็นอาวุธคู่กายนักรบนอนกึ่งนั่งพิงหัวเตียงอยู่ก่อนแล้ว เขาสวมเพียงกางเกงนอนขายาวตัวเดียว ผิวพรรณท่อนบนตึงเปรี๊ยะและไรขนอ่อน ๆ ตรงหน้าท้องทำเอาเวียงพิงค์ต้องท่องยุบหนอพองหนอภายในใจ เขากำลังตรวจเช็กตารางงานจากไอแพด แสงจากหน้าจอตกกระทบใบหน้าคมเข้มให้ดูขรึมกว่าปกติ เขาไม่ได้ใส่เสื้อ... ใช่! เขาจงใจโชว์แผงอกกำยำและ ลอนกล้ามท้องที่เรียงตัวกันอย่างมีระเบียบจนนักเขียนสาวต้องรีบเบือนหน้าหันหนีไปมองเพดาน"นั่นชุดนอนหรือชุดไปทำสวนครับ?"นักรบปรายตามองลายหมีเน่าบนเสื้อของเวียงพิงค์"ชุดเกราะค่ะ! ฉันพร้อมรบ" เวียงพิงค์ไม่พูดเปล่า เธอจัดการวางหมอนข้างลงตรงกลางเตียงเป๊ะๆ ราวกับกั้นเขตพรมแดนเกาหลีเหนือ-ใต้"นี่คือเส้นขนานที่ 38 ใครล้ำเข้ามาถือว่าละเมิดอธิปไตยทางร่างกาย ฝั่งโน้นเป็นเขตอำนาจศาล ของคุณ ส่วนฝั่งนี้คือเขตปกครองพิเศษของมาดามสวาท ห้ามรุกราน ห้ามเจรจา ห้ามขอคืนพื้นที่เด็ดขาด!"นักรบหัวเราะ
รถยุโรปคันหรูเลี้ยวเข้าสู่เขตรั้วอัลลอยด์สีดำสนิทสูงตระหง่าน ก่อนจะทะยานผ่านอุโมงค์ต้นไม้ดูร่มรื่น จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านพักสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอลริมหน้าผาที่มองเห็นวิวทะเลสุดลูกหูลูกตา เวียงพิงค์ลงจากรถด้วยอาการกึ่งตกตะลึง กลิ่นไอทะเลสดชื่นปะทะเข้ากับใบหน้า ต่างจากกลิ่นอับชื้นจากท่อระบายน้ำซอ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านรอยร้าวของหน้าต่างไม้ในห้องเช่า เวียงพิงค์ตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์ที่ลานจอดรถและรสจูบในรถยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว เหมือนหนังที่กดปุ่มรีเพลย์ไม่หยุด เธอพยายามสลัดความคิดพวกนั้นทิ้ง แล้วหันไปหาคีย์บอร์ดเพื่อทำงานต่อ แต่วันนี้สมาธิของเธอกลับกระจัดกระจายก๊อก ก๊อก
เวียงพิงค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสถานที่จัดงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนในโถงทางเดินที่เงียบสงัด เธอรู้สึกเหมือนอากาศในนั้นหมดลงกะทันหันตั้งแต่นักรบทิ้งสัมผัสร้อนฉ่าไว้บนเอวของเธอ อารมณ์ประหลาดสลับกับความหวาดกลัวทำให้เธอต้องรีบหาทางกลับ ถ้ำน้อย ของตัวเองให้เร็วที่สุดเวียงพิงค์พุ
หลังจากวันที่กลับมาจากการ Workshop เวียงพิงค์ขังตัวเองอยู่ในห้องเช่าสี่วันเต็ม เธอใช้ความโกรธและความประหม่ากลั่นกรองตัวอักษรปั่นนิยายจนจบ พร้อมปรับบทบรรยายที่นักรบสั่งให้เธอเอากลับมาแก้ใหม่จนสำเร็จ ผลพลอยได้มันคุ้มค่ามาก เมื่อยอดคนอ่านนิยายทั้งรายตอนและซื้อเล่มถล่มทลายทำลายสถิติเก่าของนามปากกามาดาม







