เข้าสู่ระบบเวียงพิงค์กลับมาห้องเช่าด้วยสภาพเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอทิ้งตัวลงบนเตียงไม้โยกเยกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงความงกของเธอ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นแตะที่ใบหู... ตรงที่ลมหายใจอุ่นร้อนของนักรบเป่ารดตอนเขากระซิบประโยคนั้น
“เตรียมตัวไว้นะครับคุณมาดาม... เพราะผมจะสอนให้คุณเข้าใจคำว่า ถึงอกถึงใจ ของจริง... มันต้องเริ่มยังไง”
“บ้า... บ้าไปแล้วเวียงพิงค์เอ้ยย.. แกจะไปรับคำท้าเขาทำไม! นายนักรบ นั่นก็บ้า… ถ้าประทับใจในผลงานของฉันถึงกับจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเขียนบทรัก แล้วทำไมหันมาเล่นงานฉันซะพังราบคาบขนาดนี้โว้ยยย…” เธอตะโกนใส่อากาศลม ๆ แล้ง ๆ อย่างบ้าคลั่ง
เวียงพิงค์กลัว... กลัวว่าความลับเรื่อง จูบปลาตาย ของเธอจะถูกเขาล่วงรู้แล้วเอามาแฉจนยับเยิน แต่อีกใจหนึ่ง ตัวเลขเจ็ดหลักในสมุดบัญชีมันคอยเตือนสติว่าอาณาจักรพิงค์แลนด์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ถ้าเธอถอยตอนนี้ เงินประกันสัญญาที่ระบุไว้ในเล่มคงทำให้เธอต้องกินมาม่าไปอีกสิบปี บวกเก็บสะสมใหม่อีกสิบปี!
“เอาวะ! ก็แค่ Workshop... เขาบอกว่าจะสอนเขียนบทให้เข้ากับหนังของเขา ไม่ได้บอกว่าจะปล้ำเราเสียหน่อย”
เวียงพิงค์พยายามปลอบใจตัวเอง พลางเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ‘นักรบ’ ให้มากขึ้น เธอพบว่าเขาไม่ใช่แค่ลูกเจ้าของค่ายหนัง หรือนักเขียนบทชื่อดัง แต่จบนิติศาสตร์ด้วยเกียรตินิยม ที่หันมาเอาดีด้านภาพยนตร์ ก็เด็กบ้านรวยนี่นะ มิน่าล่ะ... เขาถึงได้จับผิดเธออย่างกับทนายซักจำเลย!
ณ ห้องทำงานส่วนตัวของ นักรบ
ห้องทำงานของเขาดูแตกต่างจากห้องประชุมชั้นล่าง มันมืดสลัวกว่า ดูดีมีรสนิยมตามเจ้าของห้อง ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน กลิ่นอายในห้องนี้รุนแรงกว่าเดิม... กลิ่นก้านน้ำหอมจากมุมห้อง และกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขาเองที่เวียงพิงค์เริ่มคุ้นเคย
“มาช้าไปห้านาทีนะครับ” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่ นักรบวันนี้ไม่ได้แต่งตัวมาในมาดนักธุรกิจหนุ่ม เขามาในชุดลำลองเสื้อยืดแขนสั้นพอดีตัวจนเห็นลำแขนที่มีเส้นเลือดปูดโปนดูแข็งแรงสมชายชาตรี ทรงผมยุ่งเล็กน้อยทำให้เขาดูเท่และดิบ กว่าปกติ
เวียงพิงค์ในชุด ป้าแว่นไปจ่ายตลาด คนเดิมกระชับกระเป๋าสะพายแน่น
“ขอโทษค่ะรถติด... เราจะเริ่มกันตรงไหนดีคะ?”
นักรบ เดินมาหาเวียงพิงค์ เขาถือแก้วเหล้าโลว์บอล (Lowball Glass) ไว้ในมือ
“ซีนนี้ ฉากที่พระเอกเข้าหานางเอกในห้องสมุด คุณเขียนว่าเขากระชากเธอเข้ามากอดแล้วจูบทันที”
เขาส่ายหน้าช้าๆ “รุนแรงไปมั้ง... มันขาดเสน่ห์ของการรุกคืบ”
“แต่นั่นมันแสดงถึงความโหยหานะคะ!” นักเขียนสาวเถียง
“ความโหยหาที่แท้จริง... คือการสัมผัสที่ไม่ได้สัมผัสครับ”
เขาวางแก้วลงบนโต๊ะ ขยับเข้ามายืนประจันหน้าระยะห่างระหว่างเขากับเธอเเพียงแค่คืบ
“คุณเคยรู้สึกไหม... เวลาที่มือใครบางคนเกือบจะแตะผิวคุณ แต่มันยังไม่แตะ... ผิวหนังคุณจะตื่นตัวมากกว่าตอนที่เขาจับลงมาจริงๆ เสียอีก”
นักรบยื่นมือออกมา เวียงพิงค์หลับตาปี๋ด้วยสัญชาตญาณ เธอคิดเอาเองว่าเขาจะคว้าไหล่หรือกระชากเธอตามบทที่เธอเขียน แต่มันไม่ใช่…
เธอรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากปลายนิ้วของเขาที่ไล้อยู่ ‘เหนือ’ ผิวแก้มของเธอเพียงไม่กี่มิลลิเมตร เขาไม่ได้สัมผัสเธอ แต่กระแสไฟบางอย่างกลับแล่นพล่านผ่านไปทั่วร่างจนเธอขนพองสยองเกล้า
“ลืมตาครับ... มาดาม”
เวียงพิงค์ลืมตาขึ้นดวงตากลมโตเบิกโพลงผ่านเลนส์แว่นหนา ดวงตาคมกริบของเขาจ้องเขม็งมาที่เธอ
“เห็นไหม... ร่างกายคุณสั่น” เขาพึมพำ “นี่คือปฏิกิริยาของตัวละครนางเอกที่ควรจะเป็น เธอต้องกลัว... แต่โหยหาไปพร้อมกัน
ปลายนิ้วของเขาค่อยๆ แตะลงที่ขอบหน้ากากอนามัยของเธอช้าๆ
“ใส่หน้ากากแบบนี้ ผมจะรู้ได้ยังไงว่าอาการสั่นที่ริมฝีปากคุณมันสื่ออารมณ์แบบไหน... ถอดออกเถอะครับ ในนี้มีแค่เราสองคน”
“ไม่... ไม่ค่ะ ฉันเป็นหวัด!” เวียงพิงค์ปฏิเสธด้วยการโกหก
นักรบหัวเราะในลำคอ “หวัดอะไร ถึงได้ส่งกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ฟุ้งออกมาจากแก้มแบบนี้ครับ?”
เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากเกือบชนกัน
“คุณกำลังซ่อนอะไรไว้ครับ คุณมาดาม...ซ่อนความสวย หรือซ่อนความ ‘อ่อนหัด’ ของคุณกันแน่?”
มาละ… ดอกแรกของวันนี้ เล่นเอานักเขียนสาวถึงกับไปไม่เป็น เธอตัดสินใจรวบรวมความกล้าตวาดแหวออกไป
“ฉันไม่ได้ซ่อนอะไรทั้งนั้น! ถ้าคุณอยากได้บทจูบแบบไหน..คุณก็บอกมาสิ ไม่เห็นต้องขู่!”
“ผมไม่ได้ขู่... ผมกำลังจะสาธิตอยู่นี่ไง”
ทันใดนั้น มือหนาของนักรบจับคางมนกลม ภายใต้หน้ากากอนามัยเชยขึ้นเบาๆ แผ่นหลังของ เวียงพิงค์ถอยไปชนกับขอบโต๊ะทำงาน ไม่รอช้าเขาโน้มตัวลงมาหาเธอจนร่างของเขาคลุมทับเธอไว้เกือบมิด
“บทเรียนที่หนึ่ง... การทำลายทฤษฎี”
เขายังไม่จูบ… แต่กลับก้มลงไปกดจมูกลงบนซอกคอขาวเนียนของเวียงพิงค์ผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตลายดอกหนาเตอะ นักเขียนตัวแม่ตัวมัมสะดุ้งสุดตัว มือเล็กบางเผลอขยำคอเสื้อของผู้สาธิตไว้แน่น
“อื้ออ... คุณนักรบ! ปล่อยยย”
“นิ่งๆ ครับ... จดจำความรู้สึกนี้ไว้ แล้วเอาไปเขียนแก้มาใหม่เฉพาะช่วงหน้า 15 ของฉากนั้น” เสียงของเขาเบาลงกว่าเดิม
“บอกผมสิ... ตอนนี้คุณรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟวิ่งอยู่ในท้องใช่ไหม? หรือที่คุณบรรยายไว้ว่า เหมือนมีผีเสื้อนับร้อยตัวกระพือปีกพร้อมกันทีเดียวบินวนอยู่ภายในร่างกายนี้ จริง ๆ ผมชอบประโยคนี้นะ ไปจำจากที่ไหนมาครับ? แต่ก็เอาเถอะ สิ่งที่คนอ่านอยากได้คือมีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่อง บนเตียง!”
เวียงพิงค์ยืนตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลอะไรไม่ถูกจำอะไรไม่ได้ ลืมแล้วลืมสิ้น เธอเนี่ยนะเป็นคนบรรยายประโยคหวานเลี่ยนชวนอ้วกพรรค์นั้น วินาทีนี้อคติที่มีต่อผู้ชายในอดีตกำลังปะทะกับความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อน... ร่างกายอ่อนแรงพร้อมจะหลอมละลายด้วยน้ำมือใครสักคนจริง ๆ ไม่มีผิดเพี้ยน สักประโยค!
นักเขียนบทหนุ่มไฟแรง พยายามจะสอนทฤษฎีข้อต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยการโน้มตัวลงมาหานักเขียนสาวอีกครั้ง แต่คราวนี้…
"หยุดนะคะ!" เวียงพิงค์เสียงสั่น พลางใช้สองมือดันแผ่นอกแกร่งของเขาไว้ แม้ว่าฝ่ามือของเธอจะสัมผัสได้แค่เพียงเนื้อผ้า มันกลับให้ความรู้สึกร้อนเหมือนเธอไปแตะโดนเตาไฟ
"มันไม่ใช่การ Workshop แล้วคุณ นี่มันคือการลวนลาม!"
นักรบยอมถอยห่างออกมาเพียงหนึ่งก้าว สายตายังคงจดจ้องอยู่บนใบหน้าของเวียงพิงค์ ซึ่งเดา ไม่ยากว่าน่าจะแดงก่ำลามไปถึงใบหู เขาแค่นยิ้มมุมปาก พลางยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอย่างใจเย็น
"ลวนลามเหรอ? ผมเรียกมันว่า การทดลองทางวิทยาศาสตร์เพื่อความสมจริงของศิลปะ ต่างหาก ในบทบรรยายของคุณ คุณเขียนว่านางเอก
'ครางกระเส่าด้วยความรัญจวนใจเมื่อฟันของเขาครูดเบาๆ สัมผัสลงบนผิวบางนวลเนียน'
แต่เมื่อกี้ผมแค่เอาหน้าไปใกล้ซอกคอคุณ คุณกลับตัวแข็งเหมือนหินปูน ที่เกาะตามท่อระบายน้ำมานานแรมปี แบบนี้คุณจะเรียกตัวเองว่าที่ปรึกษาบทได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่เข้าใจ แม้กระทั่งการตอบสนองขั้นพื้นฐานของมนุษย์?"
จึ๊กกกก… แทงใจดำ เขาว่าเธอเป็นหินปูนงั้นเหรอ? เวียงพิงค์พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ แม้จะโกรธจนแทบคลั่ง ไอ้นั่น… ว่าเธอเป็นปลาตาย! ส่วนนายคนนี้… เปรียบเธอเป็นหินปูน! เอาละ… เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
"การตอบสนองของฉันมันเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ! และในทางจิตวิทยาการประพันธ์ การที่ตัวละครบางตัวแข็งทื่อไร้ความรู้สึก หรือแม้แต่ในชีวิตของคนจริง ๆ ก็เถอะ มันแสดงถึงภาวะช็อกชั่วขณะจากการถูกคุกคาม ซึ่งมันอาจจะช่วยเพิ่มอารมณ์ให้กับผู้อ่านได้มากกว่าการยอมจำนนง่ายๆ เสียอีก คุณต่างหากที่เป็น มือเขียนบทประสาอะไร ถึงไม่เข้าใจอารมณ์ของการขัดขืนที่ทรงพลัง!"
"ขัดขืนที่ทรงพลังงั้นเหรอ? คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ยยย คุณมาดาม…"
นักรบวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดัง ปึก! อยากจะหัวเราะออกมาให้ลั่น
"นั่นมันข้ออ้างของคนที่ ไม่เคย หรือเปล่า จูบหรือสัมผัสรักอย่างมีชั้นเชิง มันต้องทำให้ฝ่ายตรงข้าม ลืมที่จะขัดขืน ไม่ใช่ทำให้เขาอยากวิ่งหนี"
เขาขยับเข้าหาเธออีกครั้ง คราวนี้เวียงพิงค์ถอยกรูดไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นหนังสือหรูหรา
"ในงานของผมความสวยงามของฉากรักคือการเสียการควบคุม ไม่ใช่การบรรยายออกแบบจัดวาง องศาหน้าตาท่าทางเหมือนที่คุณพยายามเขียนมา"
นักรบ ยื่นมือไปค้ำชั้นหนังสือไว้ กักตัวเธอไว้ในอุโมงค์แขนของเขาอีกครั้ง
"คุณบอกว่าจูบต้องเริ่มที่เอียงหน้า 45 องศา... มันค่อนข้างไร้สาระ เพราะถ้าความต้องการมันถึง จุดพีค คุณจะไม่สนหรอกว่าจมูกจะชนกันไหม หรือหน้าจะเอียงกี่องศา สิ่งเดียวที่คุณจะสนใจคือรสสัมผัสและเสียงลมหายใจของคนตรงหน้าต่างหาก"
"นั่นมันสัญชาตญาณสัตว์ป่าค่ะคุณ!" เวียงพิงค์เถียงกลับคอเป็นเอ็น เรื่องอะไรจะยอม
"มนุษย์เรามีอารยะ เรามีความซับซ้อนทางความรู้สึก การจะเข้าหาใครหรือให้ใครเข้าหามันต้องมี ลีลามีการหยั่งเชิงเหมือนการเต้นลีลาศ รุกบ้าง ถอยบ้าง เดินหน้า เดินหลัง ไม่ใช่การตะกรุมตะกรามเหมือนหมาหิว!"
"หมาหิวงั้นเหรอ?" เขาเลิกคิ้ว แววตาเขาเปลี่ยนเป็นเข้มขึ้น "งั้นดูนี่... ถ้าผมทำแบบนี้ คุณจะเรียกจังหวะลีลาศ หรือเรียกว่าความหิว?"
ผู้สาธิตภาคปฏิบัติจริงไม่ได้สวมกอด เขาแค่ใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ ไต่ไล้ไปตามขอบถุงมือผ้าที่เวียงพิงค์ ใส่ไว้ตลอดเวลา ก่อนจะใช้นิ้วเกี่ยวขอบถุงมือให้เผยออกเห็นผิวข้อมือที่ขาวจัดเนียนละเอียด ก้มลงไปประทับริมฝีปากเบาๆ ลงบนจุดชีพจรที่เต้นตุบๆ ของเธอ
นักเขียนสาวสะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อต
"คุณ...!"
"ชีพจรคุณเต้นเร็วขนาดนี้... นี่คือ ลีลา ของคุณเหรอ?" เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอในระยะเผาขน
"คุณโต้เถียงด้วยทฤษฎีสวยหรู แต่ร่างกายคุณกลับยอมรับทุกอย่างที่ผมทำ... บอกผมมาสิ มาดามสวาทคนเก่ง ตำราของคุณมีวิธีรับมือกับสถานการณ์นี้ยังไง? ไหนลองโชว์ความเหนือชั้นระดับ 'ตัวแม่' ให้ผมดูหน่อย หรือไม่ก็ลองตอบสนองผมสักหนึ่งย่อหน้าจากนิยายที่คุณว่าเด็ดที่สุดของคุณมาสิ"
ใบ้รับประทานขึ้นมาทันที สมองที่เคยบรรจุทฤษฎีเรื่องเล่าผ่านงานเขียนมากมายกลับขาวโพลน หรือไม่อยากจะยกหลักการเขียนบทของปรมาจารย์ชื่อดังมาอ้าง แต่เขาน่าจะรู้ดีมากกว่าเธออีก ประสบการณ์ตัวเองที่พอจะเอามาคุยต่อกรได้น้านนน เท่ากับ ไม่มีเลย! เวียงพิงค์ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนเม้มปาก หอบหายใจถี่ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันและท้าทายของชายตรงหน้า
"ถ้าเถียงไม่ออก...หรือไม่มีอะไรจะเถียง งั้นบทเรียนวันนี้พอก่อน"
นักรบเดินถอยห่างออกมา บรรจงจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองให้ดูดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"กลับไปแก้หน้า 14 ถึง 16 มาใหม่... เขียนจากความรู้สึกที่คุณ เกือบจะหยุดหายใจ เมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เขียนจากการคิดเอาเองในหัวเพราะมันปลอมมากสำหรับงานของผม เข้าใจนะ… มาดามตัวแม่ ตัวมัม ตัวคลอดบุตร!"
เวียงพิงค์ไม่รอให้เขาเย้ยซ้ำ เธอรีบคว้ากระเป๋าแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที หัวใจเธอยังเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก ความโกรธปนความวาบหวามยังค้างคาทำให้เธออยากจะกรีดร้อง กระทืบเท้าชักดิ้นชักงอลงกับพื้น
ไอ้บ้า! ไอ้บอ! ไอ้เครื่องจับเท็จเดินได้! เขาจงใจปั่นหัวฉันชัดๆ!
หากเวียงพิงค์จะหันหลังย้อนกลับมามองสักนิด เธอจะเห็นสายตาของ ไอ้เครื่องจับเท็จเดินได้ มองตามจนเธอเดินลับสายตาไป พร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจในตัวเธอ
เมื่อกลับมาถึงห้องเช่าซอมซ่อ... เวียงพิงค์คิดเอาไว้ว่าจะกลับมานอนร้องไห้เพื่อเป็นการระบายความแค้น ก็อยากจะร้องอยู่หรอกนะ… แต่เธอกลับกระโจนเข้าหาคีย์บอร์ด นั่งพิมพ์รัวเร็วอย่างไม่คิดชีวิต นิยายสุดสยิวเรื่องใหม่ของมาดามสวาทเล่มนี้ มันจะมีทั้งความ ดิบ และ เลือดในกายพลุ่งพล่าน แถมยังสมจริงสมจังอย่างที่เธอไม่เคยคิดจะเขียนแบบนี้มาก่อน… นักอ่านที่รักทั้งหลายต้องตื่นเต้นและชื่นชอบมากกว่าเดิมแน่นอน นิยายเสียวสุดสยิวจะอยู่เคียงคู่นามปากกามาดามสวาทตราบนานเท่านาน นั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอต้องยอมรับกับตัวเองอย่างเจ็บใจว่าวิธีสาธิตของเขา... มันเริ่ดอยู่นะ!
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านรอยร้าวของหน้าต่างไม้ในห้องเช่า เวียงพิงค์ตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์ที่ลานจอดรถและรสจูบในรถยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว เหมือนหนังที่กดปุ่มรีเพลย์ไม่หยุด เธอพยายามสลัดความคิดพวกนั้นทิ้ง แล้วหันไปหาคีย์บอร์ดเพื่อทำงานต่อ แต่วันนี้สมาธิของเธอกลับกระจัดกระจายก๊อก ก๊อก ก๊อก!เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้น เวียงพิงค์ขมวดคิ้ว ใครจะมาหาเธอในเวลานี้? พี่หมวยปกติจะโทรมาก่อนเสมอ หรือจะเป็นเจ้าของหอมาเรื่องธุระด่วน? เธอเดินไปส่องตาแมว... แล้วหัวใจแทบจะหยุดเต้นชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อ ยืนกอดอกพิงผนังปูนเก่าๆ อย่างไม่ถือตัว ใบหน้าหล่อเหลา ที่ดู ผิดที่ผิดทาง อย่างยิ่งในสถานที่แห่งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก... นักรบเวียงพิงค์รีบเปิดประตูออกไปเพียงครึ่งเดียว “คุณมาทำอะไรที่นี่! รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ห้องไหน!”“ไม่ยากหรอก…เรื่องแค่นี้” นักรบปรายตามองลอดเข้าไปในห้อง “และผมก็ไม่ได้มาทวงบทงาน เพราะวันนี้ผมจะมาตรวจสถานที่ สำหรับฉากนางเอกเก็บตัวเขียนนิยาย... ซึ่งดูเหมือนที่นี่จะสมจริงกว่าที่ผมคิดไว้เยอะนะ”เขาถือวิสาสะดันประตูเบาๆ แล้วก้าวเข้ามาในห้อง เวียงพิงค์พยา
เวียงพิงค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสถานที่จัดงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนในโถงทางเดินที่เงียบสงัด เธอรู้สึกเหมือนอากาศในนั้นหมดลงกะทันหันตั้งแต่นักรบทิ้งสัมผัสร้อนฉ่าไว้บนเอวของเธอ อารมณ์ประหลาดสลับกับความหวาดกลัวทำให้เธอต้องรีบหาทางกลับ ถ้ำน้อย ของตัวเองให้เร็วที่สุดเวียงพิงค์พุ่งตรงไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน สถานที่นัดหมายระหว่างเธอกับ บก.พี่หมวย ว่าจะมารอรับเธอกลับบ้าน นักเขียนสาวล้วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋าใบเล็ก ข้อมือเรียวสั่นเทาจนเกือบทำมันร่วงลงพื้น“จะรีบไปไหนครับ? คุณมาดาม งานยังไม่เลิกเลยนะ”เสียงกวนโสตประสาทดังมาจากเงามืดด้านหลังเสาปูน เวียงพิงค์เหลือกตามองบนด้วยความอิดหนาระอาใจ เขาเป็นเจ้ากรรมของเธอมาตั้งแต่ชาติปางไหนถึงได้ตามจองเวรไม่เลิก เขาถอดเสื้อสูททักซิโด้ พาดไว้ที่บ่า ปลดกระดุมคอเชิ้ตออกสองเม็ด ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดูอันตรายและเซ็กซี่กว่าตอนอยู่ในงานเสียอีก “ฉัน... ฉันปวดหัวค่ะ จะกลับไปพักผ่อน คุณเป็นเจ้าของงานคุณก็อยู่ไปสิ!” เวียงพิงค์พูดพร้อมกดโทรศัพท์ในมือไปด้วย นักรบไวกว่า เขาคว้ามันขึ้นมาแล้วชูขึ้นเหนือหัว“ผมไปส่ง…”“ไม่จำเป็นค่ะ! ฉันมีคนมารับแ
หลังจากวันที่กลับมาจากการ Workshop เวียงพิงค์ขังตัวเองอยู่ในห้องเช่าสี่วันเต็ม เธอใช้ความโกรธและความประหม่ากลั่นกรองตัวอักษรปั่นนิยายจนจบ พร้อมปรับบทบรรยายที่นักรบสั่งให้เธอเอากลับมาแก้ใหม่จนสำเร็จ ผลพลอยได้มันคุ้มค่ามาก เมื่อยอดคนอ่านนิยายทั้งรายตอนและซื้อเล่มถล่มทลายทำลายสถิติเก่าของนามปากกามาดามสวาทเป็นที่เรียบร้อย นักอ่านต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘มาดามไปโดนตัวไหนมา ทำไมเขียนถึงเลือดถึงเนื้อขนาดนี้!’ ‘แซ่บกว่ามาดาม ไม่มีแล้วจ้า!’ ‘แม่ก็คือแม่ พริกยกสวนขนาดนี้ สงสัยมาดามเปลี่ยนคู่อีกแล้วใช่ม้าาา!’ เวียงพิงค์ปิดหน้าจอมือถือด้วยอาการหน้าแดง เธอไม่ได้โดนตัวไหนหรอก... แต่โดน ตัวเป็นๆ อย่างมือเขียนบทรุกรานพื้นที่ปลอดภัยต่างหาก ความสงบสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน เมื่อสายตรงจาก พี่หมวย บก.ส่วนตัวสุดที่รัก โทรมาจิกให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้ของ S Production ในคืนนี้ (แก งานนี้สำคัญมากนะ ค่ายหนังเขาเปิดตัวโปรเจกต์ แกต้องไปปรากฏตัวในฐานะมาดามสวาทคนดัง...เจ้าของต้นฉบับควบตำแหน่งที่ปรึกษาทีมเขียนบทฉากรัก อ้อ! และห้ามแต่งชุดพิลึกกึกกือนั่นอีก เพราะเขาจัดที่บาร์หรูสไตล์ Gatsby ทุกคนต้องจัดเ
เวียงพิงค์กลับมาห้องเช่าด้วยสภาพเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอทิ้งตัวลงบนเตียงไม้โยกเยกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงความงกของเธอ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นแตะที่ใบหู... ตรงที่ลมหายใจอุ่นร้อนของนักรบเป่ารดตอนเขากระซิบประโยคนั้น“เตรียมตัวไว้นะครับคุณมาดาม... เพราะผมจะสอนให้คุณเข้าใจคำว่า ถึงอกถึงใจ ของจริง... มันต้องเริ่มยังไง”“บ้า... บ้าไปแล้วเวียงพิงค์เอ้ยย.. แกจะไปรับคำท้าเขาทำไม! นายนักรบ นั่นก็บ้า… ถ้าประทับใจในผลงานของฉันถึงกับจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเขียนบทรัก แล้วทำไมหันมาเล่นงานฉันซะพังราบคาบขนาดนี้โว้ยยย…” เธอตะโกนใส่อากาศลม ๆ แล้ง ๆ อย่างบ้าคลั่ง เวียงพิงค์กลัว... กลัวว่าความลับเรื่อง จูบปลาตาย ของเธอจะถูกเขาล่วงรู้แล้วเอามาแฉจนยับเยิน แต่อีกใจหนึ่ง ตัวเลขเจ็ดหลักในสมุดบัญชีมันคอยเตือนสติว่าอาณาจักรพิงค์แลนด์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ถ้าเธอถอยตอนนี้ เงินประกันสัญญาที่ระบุไว้ในเล่มคงทำให้เธอต้องกินมาม่าไปอีกสิบปี บวกเก็บสะสมใหม่อีกสิบปี!“เอาวะ! ก็แค่ Workshop... เขาบอกว่าจะสอนเขียนบทให้เข้ากับหนังของเขา ไม่ได้บอกว่าจะปล้ำเราเสียหน่อย”เวียงพิงค์พยายามปลอบใจตัวเอง พลางเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค
แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์สะท้อนบนเลนส์แว่นถนอมสายตาของ ‘เวียงพิงค์’ ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องเช่าขนาดไม่กี่ตารางเมตรย่านใจกลางเมือง เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังสนั่นราวกับเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่กำลังควบทะยานไปข้างหน้า เวียงพิงค์ไม่ได้กินอะไรมาหกชั่วโมงแล้ว นอกจากกาแฟเย็นชืด วางลืมทิ้งไว้ข้างตัวจนมดเริ่มไต่ ปลายนิ้วของเธอยังคงรัวไม่หยุด‘มือหนาของเขาเลื่อนไล่ไปตามส่วนโค้งส่วนเว้า บีบเค้นความปรารถนาที่ซ่อนเร้นจนร่างบางสั่นเทิ้ม ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินซอกคอคือคำสั่งเผด็จการที่เธอไม่อาจขัดขืน...’ ติ๊ดดด….เวียงพิงค์กดปุ่ม Save และเตรียมส่งไฟล์งานให้ บก.หมวย ทันทีที่จบประโยคสุดท้าย เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังแหล่มิพังแหล่ พลางถอดแว่นออกมาเช็ดช้าๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทอประกายแห่งชัยชนะนักเขียนนามปากกา มาดามสวาท หยิบสมุดบัญชีธนาคารใต้คีย์บอร์ดมาเปิดดู มันคือของสะสมที่มีค่าที่สุดในชีวิต ตัวเลขเจ็ดหลักเรียงรายกันอย่างสวยงาม เงินที่เธอแลกมาด้วยการ มโน ถึงความรักที่ร้อนแรงที่สุด ทั้งที่ชีวิตจริงของเธอนั้น... แห้งแล้งยิ่งกว่าทุ่งกุลาร้องไห้“อีก
“อึก... อ๊ะ... อื้มมม...”เสียงครางต่ำฟังไม่ได้ศัพท์ที่บรรยายผ่านหน้ากระดาษช่างดูเร่าร้อน ว่ากันว่าแม้แต่นักอ่านสายแข็งยังต้องหนีไปเปิดแอร์เพิ่ม ทว่าในความเป็นจริง... ‘เวียงพิงค์’ เจ้าของนามปากกา ‘มาดามสวาท’ นักเขียนนิยายอิโรติกอันดับต้น ๆ ของแพลตฟอร์ม กำลังนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้เกมมิ่งสภาพเยินๆ ในห้องเช่าที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ส่องกระทบเลนส์แว่นถนอมสายตาของเธอเท่านั้นมือเรียวรัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง บรรยายฉากเลิฟซีนบทที่ 25 อย่างถึงพริกถึงขิง ถึงแม้กำลังอยู่ในช่วงฉากกิจกรรมเข้าจังหวะ เวียงพิงค์กลับหยิบมาม่าคัพรสหมูสับที่เย็นชืดขึ้นมาซดโฮกอย่างหมดสภาพติ๊ง!เสียงแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชีดังขึ้น เธอเหลือบตาไปดูตัวเลขดวงตาภายใต้กรอบแว่นก็พลันลุกวาว“ห้าหมื่นบาท... เดือนนี้ได้ตั้งห้ามื่น! กรี๊ดดดด!”เธอโยนตะเกียบทิ้งแล้วกระโดดโลดเต้นไปรอบห้อง สลัดคราบนักเขียนกามารมณ์ผู้เจนจัดทิ้งไป เหลือเพียงหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งลายการ์ตูนและกางเกงเจเจตัวเก่าย้วย ๆ ใครจะไปเชื่อว่านักอ่านส่วนใหญ่ต่างอวยยศว่าเป็น ‘กูรูตัวแม่’ และ ‘เจ้าแม่ประสบการณ์เสียว’ จะเ







