เข้าสู่ระบบเวียงพิงค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสถานที่จัดงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนในโถงทางเดินที่เงียบสงัด เธอรู้สึกเหมือนอากาศในนั้นหมดลงกะทันหันตั้งแต่นักรบทิ้งสัมผัสร้อนฉ่าไว้บนเอวของเธอ อารมณ์ประหลาดสลับกับความหวาดกลัวทำให้เธอต้องรีบหาทางกลับ ถ้ำน้อย ของตัวเองให้เร็วที่สุด
เวียงพิงค์พุ่งตรงไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน สถานที่นัดหมายระหว่างเธอกับ บก.พี่หมวย ว่าจะมารอรับเธอกลับบ้าน นักเขียนสาวล้วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋าใบเล็ก ข้อมือเรียวสั่นเทาจนเกือบทำมันร่วงลงพื้น
“จะรีบไปไหนครับ? คุณมาดาม งานยังไม่เลิกเลยนะ”
เสียงกวนโสตประสาทดังมาจากเงามืดด้านหลังเสาปูน เวียงพิงค์เหลือกตามองบนด้วยความอิดหนาระอาใจ เขาเป็นเจ้ากรรมของเธอมาตั้งแต่ชาติปางไหนถึงได้ตามจองเวรไม่เลิก เขาถอดเสื้อสูททักซิโด้ พาดไว้ที่บ่า ปลดกระดุมคอเชิ้ตออกสองเม็ด ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดูอันตรายและเซ็กซี่กว่าตอนอยู่ในงานเสียอีก
“ฉัน... ฉันปวดหัวค่ะ จะกลับไปพักผ่อน คุณเป็นเจ้าของงานคุณก็อยู่ไปสิ!”
เวียงพิงค์พูดพร้อมกดโทรศัพท์ในมือไปด้วย นักรบไวกว่า เขาคว้ามันขึ้นมาแล้วชูขึ้นเหนือหัว
“ผมไปส่ง…”
“ไม่จำเป็นค่ะ! ฉันมีคนมารับแล้ว เอาโทรศัพท์ฉันคืนมานะ!”
“สงสัยคุณคงไม่ได้อ่านข้อความละสิ”
นักรบส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของ ก่อนเวียงพิงค์จะโวยวายออกมา
“ปั๊ดโธ่!… ทำไมเบี้ยวกันอย่างนี้ล่ะ พี่หมวยนะ…พี่หมวย”
“คุณอย่าไปโทษ บก.คุณเลย ผมบอกเองแหละว่าจะไปส่งคุณ”
เวียงพิงค์เดินหนีเขาด้วยความโมโห ไม่มารับหารถกลับเองก็ได้ ดีกว่าไปกับพวกจอมบงการ นักรบรีบคว้าแขนไว้ ลากตัวเธอไปยังรถยุโรปคันหรูของเขาที่จอดอยู่ใกล้ๆ จังหวะนี้เวียงพิงค์ไม่กล้าขัดขืน เพราะเขาขู่ว่า ถ้าโวยวายเขาจะบอกทุกคนว่าเธอกับเขาได้เสียเป็นผัวเมียกันนานแล้ว ตอนนี้มีลูกสองคน!
นักรบเปิดประตูรถดันเธอเข้าไปนั่งข้างในอย่างถือวิสาสะ ตัวเขาอ้อมมาด้านฝั่งคนขับ ล็อกรถด้วยระบบอัตโนมัติอย่างแน่นหนา ภายในรถบรรยากาศเงียบกริบ จนได้ยินเสียงลมหายใจกันและกัน เวียงพิงค์นั่งกอดอก เม้มปากแน่น ท่าทางไม่สบอารมณ์ นักเขียนบทมือหนึ่งโน้มตัวเข้าหาเธอ
“คุณ…คุณจะทำอะไรน่ะ!”
“ผมบอกแล้วไงว่าเราต้อง Workshop... และสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเขียนบท ฉากรักในรถ คือการลงมือทำในรถจริงๆ นี่ผมทำตามต้นฉบับคุณเป๊ะเลยนะ”
นักรบปรับเบาะรถให้เอนลงเล็กน้อย แล้วหันมาจ้องหน้าเธอ
“ในบทที่คุณเขียนมาหน้า 20... นางเอกยอมให้พระเอกจูบเพราะเธอกลัว แต่ในความเป็นจริง... จูบในรถมันเริ่มจากความ อึดอัด จนทนไม่ไหวต่างหาก”
เขาโน้มตัวข้ามคอนโซลกลางมาหาเธอ เวียงพิงค์เขยิบหนีโดยอัตโนมัติ นักรบใช้มือข้างหนึ่งเชยคางเธอขึ้นช้าๆ นิ้วโป้งของเขาคลึงเบาๆ ที่ริมฝีปากล่างของเธอที่กำลังสั่นระริก
“เอาล่ะ... มาดูสิว่าทฤษฎี 45 องศาของคุณกับความจริงของผมอะไรมันจะส่งผลต่ออารมณ์มากกว่ากัน”
“อย่า...” เธอพยายามจะท้วง แต่น้ำเสียงกลับหายเข้าไปในลำคอเมื่อเขาเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จน ริมฝีปากแทบจะแตะกัน
“หลับตาครับ…”
วินาทีนั้น เวียงพิงค์หลับตาลงตามคำสั่งอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ ริมฝีปากหนาของนักรบทาบทับลงมา... ไม่ได้ดุดันบดขยี้เหมือนในนิยายที่เธอเคยเขียน แต่มันกลับ นุ่มนวลและลึกซึ้ง จนหัวใจของเธอเต้นแรงวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่าง รสชาติของไวน์แดงติดอยู่บนริมฝีปากของทั้งคู่ผสมผสานกันจนกลายเป็นความหวานล้ำชนิดว่าเธอจินตนาการไม่ออก
สัมผัสของเขาทำลายกำแพงความมั่นใจอันเปราะบางจนยับเยิน เธอเผลอเผยอปากรับสัมผัสจากเขาอย่างลืมตัว มือเล็กที่เคยผลักไสเปลี่ยนเป็นกำสาบเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่น ราวกับว่าเขาคือหลักยึดเพียงอย่างเดียวในโลกที่กำลังหมุนคว้างในกาแลกซี่
นักรบถอนจูบออกช้าๆ ปลายจมูกยังคงคลอเคลียอยู่ที่จมูกของเธอ เขามองเห็นหยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ ที่เอ่อคลออยู่ที่หางตาของเวียงพิงค์
“เห็นไหม... จมูกเราไม่ได้ชนกันจนเจ็บ” เขาพึมพำเสียงพร่า “และคุณ... ปฏิบัติใช้ได้ ต่างจากบทบรรยายของคุณอยู่นะ แบบนี้สิถึงเรียกว่าคล้อยตามอย่างธรรมชาติ”
เวียงพิงค์ลืมตาขึ้นด้วยความไม่เชื่อ หรือเธอจะหูฝาด เธอเนี่ยนะจูบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความภูมิใจในความเก่งของตัวเองเข้ามาแทนจนลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปชั่วขณะ
“ทฤษฎี 45 องศาของคุณ ยังจำเป็นอยู่ไหม?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำลายความเงียบ เวียงพิงค์รวบรวมสติที่กระจัดกระจาย กระชากหน้ากากลูกไม้ออกแล้วปัดผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ก่อนจะหันไปสบตาเขาด้วยแววตาวาววับด้วยความโกรธที่พยายามกลบความอาย
“มันก็แค่... การแสดงย่ะ! คุณอย่าได้ใจไปหน่อยเลยน่า” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน
“ในฐานะที่ปรึกษาบทและเจ้าของต้นฉบับ ฉันแค่ยอมร่วมมือเพื่อให้คุณเห็นว่าฉันเข้าใจสิ่งที่คุณพยายามจะสื่อก็แค่นั้น อย่าลืมสิคะ คุณนักรบแห่งกรุงศรี! ฉันคือมาดามสวาท เจ้าของผลงานนิยายโรมานซ์ระดับ 25+...”
“การแสดงงั้นเหรอ?” นักรบหัวเราะในลำคอ
“การแสดงที่มือไม้สั่นจนแทบจะขยำเสื้อผมขาดเนี่ยนะ? มาดามครับ ถ้าคุณจะแสดง คุณควรไป แคสต์งานผ่านหน้ากล้องนะ ไม่ใช่มานั่งเขียนนิยายกามารมณ์อยู่แบบนี้”
“คุณ!” เลือดขึ้นหน้านักเขียนสาว อะไรก็ฉุดไม่อยู่ “คุณมันคนนิสัยเสีย! จูบของคุณก็... ก็งั้นๆ แหละ ไม่เห็นจะต่างจากคนอื่น วิเศษวิโสกว่าใครเลย!”
“งั้นเหรอ?” นักรบปรายตาคมกริบมองเธอเพียงครู่เดียว “ผมไม่ถือสาคุณหรอกนะ ออกจะเห็นใจคุณมากกว่า จูบแบบพัฒนาการช้าแบบเนี๊ยะ… ถ้าผมคำนวนไม่พลาด! คุณแทบไม่เคบจูบเลยสักครั้ง…”
เวียงพิงค์สะอึกกับคำพูดแทงใจดำ เธอหันหน้าหนีมองนอกหน้าต่างรถทันที
“อย่ามาทำเป็นรู้ดีไปหน่อยเลย… คุณไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันทั้งนั้น ขับรถไปส่งฉันที่ห้องพักก็พอ!”
20 นาทีต่อมา... ณ ซอยแคบแห่งหนึ่ง
นักรบขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเวียงพิงค์สั่งให้เขาเลี้ยวรถเข้าไปในซอยมืดๆ ที่มีสายไฟระโยงระยางและ น้ำขังตามร่องถนน จนกระทั่งรถคันหรูมาหยุดกึกอยู่ที่หน้าตึกแถวสภาพทรุดโทรม ผนังปูนมีรอยแตกร้าวและคราบตะไคร่น้ำ
“ที่นี่เหรอ?” นักรบถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ “คุณอยู่นี่จริง ๆ อ่ะ?”
“ใช่ค่ะ… ขอบคุณที่มาส่ง คุณกลับไปได้แล้ว…”
นักรบคือนักรบ เขาไม่ยอมกลับง่ายๆ เขาดับเครื่องยนต์แล้วก้าวลงจากรถทันที
“คุณนักรบ คุณจะทำอะไร!” เวียงพิงค์รีบลงรถตามมา
นักรบไม่สนเสียงทักท้วง เขาเงยหน้ามองตึกสมัยสงครามโลกที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ พลางหันมามองหญิงสาวในชุดเดรสซาตินสีแดงไวน์ราคาแพง ที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองขยะและซอยเปลี่ยวมันช่างเป็นภาพที่ดูย้อนแย้งจนน่าประหลาดใจ
“รายได้จากนิยายคุณ... เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าห้า หกหลักไม่ใช่เหรอ?”
เขาถามเสียงเข้ม แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“แล้วทำไมนักเขียนระดับพรีเมียมถึงมาซุกหัวอยู่ในรังหนูแบบนี้? คุณเอาเงินไปทำอะไรหมด... หรือว่าคุณโดนใครข่มขู่? ติดพนันหรือไง…”
“มันไม่ใช่เรื่องของคุณ! ฉันจะอยู่ไหนมันก็สิทธิ์ของฉัน!”
“มันเป็นเรื่องของผมแน่ ถ้าที่ปรึกษาบทของผมถูกทำร้ายหรือมีปัญหาเบื้องหลังที่ส่งผลต่อหนัง” นักรบขยับเข้าใกล้
“บอกความจริงผมมามาดาม... คุณใช้ชีวิตแบบนี้ไปเพื่ออะไร? ทั้งที่จริงคุณควรจะอยู่ในคอนโดหรูใจกลางเมืองได้สบาย”
เวียงพิงค์จ้องมองดวงตาคมกริบของเขา ความเหนื่อยล้าและความกดดันตลอดทั้งคืนทำให้เธอเผลอหลุดปากออกไป
“เพราะฉันไม่ได้ต้องการคอนโดหรูไง! ฉันต้องการอาณาจักรของตัวเอง... ที่ที่ไม่มีผู้ชายหน้าไหนหรือพวกปากม้าย่างกรายเข้าไปได้ หรือที่ที่ฉันจะปลอดภัยจากสายตาตัดสินคนอื่นแบบที่คุณกำลังทำ!”
เวียงพิงค์สะบัดหน้าหนี
“เงินทุกบาทที่ฉันหาได้ ฉันเก็บไว้เพื่อซื้ออิสรภาพของฉัน... ฉันยอมอยู่ในรูหนูนี่ เพื่อที่วันหนึ่งฉันจะไปอยู่ในที่สูง กว่าที่คนอย่างคุณหรือใคร ๆ จะเอื้อมถึง!”
นักรบนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เขาจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าที่ดูบอบบางแต่กลับมีความมุ่งมั่นแสนแรงกล้า
“อาณาจักรที่ไม่มีผู้ชายงั้นเหรอ...” เขาพึมพำ
“เป้าหมายคุณดูใจร้ายจังนะ... แต่รู้ไหมมาดาม ยิ่งคุณพยายามจะหนีไปให้ไกลเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้ผมอยากจะ... บุกรุกเข้าไปในอาณาจักรของคุณมากขึ้นเท่านั้น”
นักรบส่งยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถ ทิ้งให้เวียงพิงค์ยืนอึ้งอยู่หน้าหอพักซอมซ่อ หัวใจที่เคยตั้งใจว่าจะปิดตาย กลับสั่นไหวอย่างรุนแรงด้วยคำขู่ที่ดูเหมือนคำสัญญาของเขา อยากจะตบปากตัวเองสักร้อยที ดันปากพล่อยไปเผลอพูดความลับให้เขาฟังทำไมวะ...
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านรอยร้าวของหน้าต่างไม้ในห้องเช่า เวียงพิงค์ตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อย ภาพเหตุการณ์ที่ลานจอดรถและรสจูบในรถยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัว เหมือนหนังที่กดปุ่มรีเพลย์ไม่หยุด เธอพยายามสลัดความคิดพวกนั้นทิ้ง แล้วหันไปหาคีย์บอร์ดเพื่อทำงานต่อ แต่วันนี้สมาธิของเธอกลับกระจัดกระจายก๊อก ก๊อก ก๊อก!เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้น เวียงพิงค์ขมวดคิ้ว ใครจะมาหาเธอในเวลานี้? พี่หมวยปกติจะโทรมาก่อนเสมอ หรือจะเป็นเจ้าของหอมาเรื่องธุระด่วน? เธอเดินไปส่องตาแมว... แล้วหัวใจแทบจะหยุดเต้นชายหนุ่มในชุดเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อ ยืนกอดอกพิงผนังปูนเก่าๆ อย่างไม่ถือตัว ใบหน้าหล่อเหลา ที่ดู ผิดที่ผิดทาง อย่างยิ่งในสถานที่แห่งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก... นักรบเวียงพิงค์รีบเปิดประตูออกไปเพียงครึ่งเดียว “คุณมาทำอะไรที่นี่! รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ห้องไหน!”“ไม่ยากหรอก…เรื่องแค่นี้” นักรบปรายตามองลอดเข้าไปในห้อง “และผมก็ไม่ได้มาทวงบทงาน เพราะวันนี้ผมจะมาตรวจสถานที่ สำหรับฉากนางเอกเก็บตัวเขียนนิยาย... ซึ่งดูเหมือนที่นี่จะสมจริงกว่าที่ผมคิดไว้เยอะนะ”เขาถือวิสาสะดันประตูเบาๆ แล้วก้าวเข้ามาในห้อง เวียงพิงค์พยา
เวียงพิงค์กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากสถานที่จัดงาน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังสะท้อนในโถงทางเดินที่เงียบสงัด เธอรู้สึกเหมือนอากาศในนั้นหมดลงกะทันหันตั้งแต่นักรบทิ้งสัมผัสร้อนฉ่าไว้บนเอวของเธอ อารมณ์ประหลาดสลับกับความหวาดกลัวทำให้เธอต้องรีบหาทางกลับ ถ้ำน้อย ของตัวเองให้เร็วที่สุดเวียงพิงค์พุ่งตรงไปที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน สถานที่นัดหมายระหว่างเธอกับ บก.พี่หมวย ว่าจะมารอรับเธอกลับบ้าน นักเขียนสาวล้วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋าใบเล็ก ข้อมือเรียวสั่นเทาจนเกือบทำมันร่วงลงพื้น“จะรีบไปไหนครับ? คุณมาดาม งานยังไม่เลิกเลยนะ”เสียงกวนโสตประสาทดังมาจากเงามืดด้านหลังเสาปูน เวียงพิงค์เหลือกตามองบนด้วยความอิดหนาระอาใจ เขาเป็นเจ้ากรรมของเธอมาตั้งแต่ชาติปางไหนถึงได้ตามจองเวรไม่เลิก เขาถอดเสื้อสูททักซิโด้ พาดไว้ที่บ่า ปลดกระดุมคอเชิ้ตออกสองเม็ด ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดูอันตรายและเซ็กซี่กว่าตอนอยู่ในงานเสียอีก “ฉัน... ฉันปวดหัวค่ะ จะกลับไปพักผ่อน คุณเป็นเจ้าของงานคุณก็อยู่ไปสิ!” เวียงพิงค์พูดพร้อมกดโทรศัพท์ในมือไปด้วย นักรบไวกว่า เขาคว้ามันขึ้นมาแล้วชูขึ้นเหนือหัว“ผมไปส่ง…”“ไม่จำเป็นค่ะ! ฉันมีคนมารับแ
หลังจากวันที่กลับมาจากการ Workshop เวียงพิงค์ขังตัวเองอยู่ในห้องเช่าสี่วันเต็ม เธอใช้ความโกรธและความประหม่ากลั่นกรองตัวอักษรปั่นนิยายจนจบ พร้อมปรับบทบรรยายที่นักรบสั่งให้เธอเอากลับมาแก้ใหม่จนสำเร็จ ผลพลอยได้มันคุ้มค่ามาก เมื่อยอดคนอ่านนิยายทั้งรายตอนและซื้อเล่มถล่มทลายทำลายสถิติเก่าของนามปากกามาดามสวาทเป็นที่เรียบร้อย นักอ่านต่างคอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ‘มาดามไปโดนตัวไหนมา ทำไมเขียนถึงเลือดถึงเนื้อขนาดนี้!’ ‘แซ่บกว่ามาดาม ไม่มีแล้วจ้า!’ ‘แม่ก็คือแม่ พริกยกสวนขนาดนี้ สงสัยมาดามเปลี่ยนคู่อีกแล้วใช่ม้าาา!’ เวียงพิงค์ปิดหน้าจอมือถือด้วยอาการหน้าแดง เธอไม่ได้โดนตัวไหนหรอก... แต่โดน ตัวเป็นๆ อย่างมือเขียนบทรุกรานพื้นที่ปลอดภัยต่างหาก ความสงบสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน เมื่อสายตรงจาก พี่หมวย บก.ส่วนตัวสุดที่รัก โทรมาจิกให้เธอไปร่วมงานปาร์ตี้ของ S Production ในคืนนี้ (แก งานนี้สำคัญมากนะ ค่ายหนังเขาเปิดตัวโปรเจกต์ แกต้องไปปรากฏตัวในฐานะมาดามสวาทคนดัง...เจ้าของต้นฉบับควบตำแหน่งที่ปรึกษาทีมเขียนบทฉากรัก อ้อ! และห้ามแต่งชุดพิลึกกึกกือนั่นอีก เพราะเขาจัดที่บาร์หรูสไตล์ Gatsby ทุกคนต้องจัดเ
เวียงพิงค์กลับมาห้องเช่าด้วยสภาพเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เธอทิ้งตัวลงบนเตียงไม้โยกเยกส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดประท้วงความงกของเธอ นิ้วเรียวยาวยกขึ้นแตะที่ใบหู... ตรงที่ลมหายใจอุ่นร้อนของนักรบเป่ารดตอนเขากระซิบประโยคนั้น“เตรียมตัวไว้นะครับคุณมาดาม... เพราะผมจะสอนให้คุณเข้าใจคำว่า ถึงอกถึงใจ ของจริง... มันต้องเริ่มยังไง”“บ้า... บ้าไปแล้วเวียงพิงค์เอ้ยย.. แกจะไปรับคำท้าเขาทำไม! นายนักรบ นั่นก็บ้า… ถ้าประทับใจในผลงานของฉันถึงกับจ้างไปเป็นที่ปรึกษาเขียนบทรัก แล้วทำไมหันมาเล่นงานฉันซะพังราบคาบขนาดนี้โว้ยยย…” เธอตะโกนใส่อากาศลม ๆ แล้ง ๆ อย่างบ้าคลั่ง เวียงพิงค์กลัว... กลัวว่าความลับเรื่อง จูบปลาตาย ของเธอจะถูกเขาล่วงรู้แล้วเอามาแฉจนยับเยิน แต่อีกใจหนึ่ง ตัวเลขเจ็ดหลักในสมุดบัญชีมันคอยเตือนสติว่าอาณาจักรพิงค์แลนด์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ถ้าเธอถอยตอนนี้ เงินประกันสัญญาที่ระบุไว้ในเล่มคงทำให้เธอต้องกินมาม่าไปอีกสิบปี บวกเก็บสะสมใหม่อีกสิบปี!“เอาวะ! ก็แค่ Workshop... เขาบอกว่าจะสอนเขียนบทให้เข้ากับหนังของเขา ไม่ได้บอกว่าจะปล้ำเราเสียหน่อย”เวียงพิงค์พยายามปลอบใจตัวเอง พลางเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อสืบค
แสงสีฟ้าจากจอคอมพิวเตอร์สะท้อนบนเลนส์แว่นถนอมสายตาของ ‘เวียงพิงค์’ ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องเช่าขนาดไม่กี่ตารางเมตรย่านใจกลางเมือง เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังสนั่นราวกับเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่กำลังควบทะยานไปข้างหน้า เวียงพิงค์ไม่ได้กินอะไรมาหกชั่วโมงแล้ว นอกจากกาแฟเย็นชืด วางลืมทิ้งไว้ข้างตัวจนมดเริ่มไต่ ปลายนิ้วของเธอยังคงรัวไม่หยุด‘มือหนาของเขาเลื่อนไล่ไปตามส่วนโค้งส่วนเว้า บีบเค้นความปรารถนาที่ซ่อนเร้นจนร่างบางสั่นเทิ้ม ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินซอกคอคือคำสั่งเผด็จการที่เธอไม่อาจขัดขืน...’ ติ๊ดดด….เวียงพิงค์กดปุ่ม Save และเตรียมส่งไฟล์งานให้ บก.หมวย ทันทีที่จบประโยคสุดท้าย เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะพังแหล่มิพังแหล่ พลางถอดแว่นออกมาเช็ดช้าๆ เผยให้เห็นดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ทอประกายแห่งชัยชนะนักเขียนนามปากกา มาดามสวาท หยิบสมุดบัญชีธนาคารใต้คีย์บอร์ดมาเปิดดู มันคือของสะสมที่มีค่าที่สุดในชีวิต ตัวเลขเจ็ดหลักเรียงรายกันอย่างสวยงาม เงินที่เธอแลกมาด้วยการ มโน ถึงความรักที่ร้อนแรงที่สุด ทั้งที่ชีวิตจริงของเธอนั้น... แห้งแล้งยิ่งกว่าทุ่งกุลาร้องไห้“อีก
“อึก... อ๊ะ... อื้มมม...”เสียงครางต่ำฟังไม่ได้ศัพท์ที่บรรยายผ่านหน้ากระดาษช่างดูเร่าร้อน ว่ากันว่าแม้แต่นักอ่านสายแข็งยังต้องหนีไปเปิดแอร์เพิ่ม ทว่าในความเป็นจริง... ‘เวียงพิงค์’ เจ้าของนามปากกา ‘มาดามสวาท’ นักเขียนนิยายอิโรติกอันดับต้น ๆ ของแพลตฟอร์ม กำลังนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้เกมมิ่งสภาพเยินๆ ในห้องเช่าที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ส่องกระทบเลนส์แว่นถนอมสายตาของเธอเท่านั้นมือเรียวรัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง บรรยายฉากเลิฟซีนบทที่ 25 อย่างถึงพริกถึงขิง ถึงแม้กำลังอยู่ในช่วงฉากกิจกรรมเข้าจังหวะ เวียงพิงค์กลับหยิบมาม่าคัพรสหมูสับที่เย็นชืดขึ้นมาซดโฮกอย่างหมดสภาพติ๊ง!เสียงแจ้งเตือนยอดเงินเข้าบัญชีดังขึ้น เธอเหลือบตาไปดูตัวเลขดวงตาภายใต้กรอบแว่นก็พลันลุกวาว“ห้าหมื่นบาท... เดือนนี้ได้ตั้งห้ามื่น! กรี๊ดดดด!”เธอโยนตะเกียบทิ้งแล้วกระโดดโลดเต้นไปรอบห้อง สลัดคราบนักเขียนกามารมณ์ผู้เจนจัดทิ้งไป เหลือเพียงหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งลายการ์ตูนและกางเกงเจเจตัวเก่าย้วย ๆ ใครจะไปเชื่อว่านักอ่านส่วนใหญ่ต่างอวยยศว่าเป็น ‘กูรูตัวแม่’ และ ‘เจ้าแม่ประสบการณ์เสียว’ จะเ







