Masuk"เมื่อหมอปีศาจย้อนเวลามาอยู่ในร่างเด็กสาวขี้โรคที่ถูกทิ้ง... การทวงแค้นด้วยเข็มเงินและยาพิษจึงเริ่มต้นขึ้น! แต่ใครจะคิดว่ายิ่งร้าย... รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์กลับยิ่งคลั่งรัก!"
Lihat lebih banyakท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมห้องผ่าตัด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์ที่คุ้นเคย ‘หลินซูเหยา’ ศัลยแพทย์หญิงอัจฉริยะผู้กุมความลับของสูตรยาพิษระดับโลก ลืมตาขึ้นมองแสงไฟดวงสุดท้ายที่กำลังริบหรี่สั่นไหว เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรกรีดร้องยาวนานเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายนี้ถึงขีดจำกัดแล้ว
เธอกระตุกยิ้มหยันที่มุมปากเพียงแผ่วเบา... แม้ในวาระสุดท้าย เธอก็ยังมิวายถูกทรยศจากองค์กรที่เธอทุ่มเทชีวิตให้
‘หากชาติหน้ามีจริง ข้าขอเกิดในที่ที่ไร้ซึ่งเข็มฉีดยาและมีดผ่าตัดพวกนี้เสียที...’
นั่นคือคำอธิษฐานสุดท้าย ก่อนที่วิญญาณอันเหนื่อยล้าจะจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความว่างเปล่า
“คุณหนูสี่! คุณหนูสี่ฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ! ท่านเทพเซียนคุ้มครองแท้ๆ!”
เสียงกรีดร้องด้วยความดีใจดังสั่นประสาทจนหลินซูเหยาต้องขมวดคิ้วแน่น เธอรู้สึกเหมือนศีรษะกำลังถูกบีบอย่างหนักหน่วง ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของเธอไหลบ่าเข้ามาดั่งน้ำป่าหลาก...
มู่หรงเสวี่ย คือชื่อของเจ้าของร่างนี้ เด็กหญิงวัยสิบหนาวผู้มีดวงตาหม่นเศร้า บุตรสาวคนเดียวของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วของจวนแม่ทัพมู่หรง นางผู้ถูกบิดาละเลย ถูกพี่น้องต่างมารดากลั่นแกล้ง และที่ร้ายแรงที่สุด... นางถูก อ๋องแปด เยี่ยเฟิง คู่หมั้นผู้สูงศักดิ์ประกาศกร้าวกลางงานเลี้ยงว่า ‘สตรีอ่อนแอขี้โรคเช่นนาง มิคู่ควรแม้แต่จะยืนเคียงข้างเงาของเขา’
หลินซูเหยาในร่างเด็กหญิงค่อยๆ พยุงกายที่สั่นเทาขึ้นนั่งบนเตียงไม้เก่าๆ แผ่นหลังบอบบางสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่าง นางมองไปที่ ‘เสี่ยวถาว’ สาวใช้ตัวน้อยที่ร้องไห้จนตาบวมช้ำ
“กระจก...” เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและเล็กแหลมจนนางเองยังตกใจ
เสี่ยวถาวรีบประคองคันฉ่องทองเหลืองมาตรงหน้า ภาพที่ปรากฏคือเด็กหญิงใบหน้าซีดเซียว ดวงตาโตดูไร้แวว แต่ที่ลำคอขาวผ่องกลับมีรอยนิ้วมือเขียวคล้ำจากการถูก ‘ใครบางคน’ พยายามบีบคอให้ตายในสระบัวเมื่อวานนี้
หลินซูเหยายกมือเล็กๆ ขึ้นลูบรอยช้ำนั้น แววตาที่เคยหม่นแสงของมู่หรงเสวี่ยพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและคมปลาบดุจมีดผ่าตัด
“มู่หรงเสวี่ยคนเดิมตายไปแล้ว...” นางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนเสี่ยวถาวถึงกับสะดุ้ง “ในเมื่อสวรรค์อยากให้ข้ามีชีวิตใหม่ในร่างที่เน่าเฟะเช่นนี้ ข้าก็จะทำให้จวนแห่งนี้กลายเป็นห้องผ่าตัดส่วนตัวของข้าเอง”
ประตูเรือนที่ผุพังถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีในชุดผ้าไหมสีชมพูสดใส ใบหน้าที่งดงามแต่แฝงด้วยความร้ายกาจนั้นคือ ‘มู่หรงเฟย’ พี่สาวต่างมารดาผู้เป็นต้นเหตุที่ทำให้นางเกือบสิ้นชื่อ
“ยังไม่ตายอีกหรือ? นังเด็กขี้โรค! เจ้าทำให้ท่านอ๋องต้องทรงพระพิโรธจนไม่ยอมมาเยือนจวนเรา เพราะความไร้ประโยชน์ของเจ้ายแท้ๆ!”
หลินซูเหยาในร่างเด็กหญิงสิบขวบไม่ได้ร้องไห้โฮเหมือนทุกครั้ง นางเพียงปรายตาคว้างมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนถูกเลาะกระดูกออกเป็นชิ้นๆ
“พี่รอง...” เสียงเล็กๆ เยือกเย็นลงหลายองศา “ข้าเพิ่งกลับมาจากประตูนรก ท่านยมบาลฝากมาบอกท่านว่า... ที่นั่นหนาวมาก และเขากำลังรอเจ้าของรอยนิ้วมือบนคอข้าอยู่พอดี ท่านอยากจะลองไปเยี่ยมชมดูบ้างไหม?”
มู่หรงเฟยชะงักฝีเท้า ความรู้สึกหนาวเยือกแล่นพล่านไปถึงไขสันหลัง นางไม่เคยเห็นแววตา ‘ไร้ใจ’ เช่นนี้จากน้องสาวผู้ขี้ขลาดคนนี้มาก่อน
นี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกแผ่นดินด้วยหัตถ์เทวะ... คุณหนูสี่ผู้ถูกทิ้ง กำลังจะกลายเป็นฝันร้ายที่ทุกคนในใต้หล้าต้องจดจำ!
ตอนพิเศษ 4 : ทายาทพยัคฆ์กับหัวใจหงส์ดรุณสิบปีต่อมา...ณ ชายป่าไผ่เขียว รอยต่อระหว่างแคว้นต้าเยี่ยและแคว้นฉินบรรยากาศที่เคยสงบเงียบกลับมีเสียงปะทะของโลหะดังกังวานเป็นระยะ ร่างระหงของดรุณีน้อยในวัยสิบห้าหนาว สวมชุดรัดกุมสีม่วงลาเวนเดอร์ กำลังร่ายรำกระบี่สั้นสกัดกั้นการโจมตีของชายหนุ่มชุดดำอย่างคล่องแคล่วองค์หญิงเยี่ยหลิน ในวัยสาวสะพรั่ง งดงามจนดอกไม้รอบกายดูหมองหม่น ใบหน้าของนางถอดแบบจากมู่หรงเสวี่ยมาเปี๊ยบ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีความขี้เล่นและเจ้าเล่ห์ซ่อนอยู่มากกว่าเคร้ง!“ฝีมือตกลงนะ ‘ฉินเฮ่า’ ...สิบปีที่ผ่านมา ท่านเอาแต่กินสุราหรืออย่างไร?” เยี่ยหลินยิ้มเยาะ พลิกกายหลบคมดาบอย่างสง่างามชายหนุ่มตรงหน้าคือ ฉินเฮ่า โอรสเพียงคนเดียวของฉินอ๋อง (ฉินเลี่ย) เขาเติบโตมาเป็นบุรุษรูปงาม ผิวสีแทนกร้านแดด แววตาดุดันและดิบเถื่อนเหมือนบิดา แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เขามีรอยยิ้มที่ทำให้สตรีต้องหวั่นไหว“หึ.
ตอนพิเศษ 3 : องค์หญิงผู้เลี้ยงแมลงกับกำแพงมนุษย์สองชั้นห้าปีต่อมา...ณ สำนักศึกษาหลวง (โรงเรียนสำหรับลูกหลานเชื้อพระวงศ์และขุนนางระดับสูง)บรรยากาศยามพักเที่ยงควรจะเงียบสงบและเต็มไปด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ แต่ทว่าวันนี้กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ปกคลุมไปทั่วศาลาพักร้อนที่พุ่มไม้ด้านขวา... มีดวงตาคมกริบคู่หนึ่งของ ฮ่องเต้เยี่ยจวิน (ที่ปลอมตัวเป็นองครักษ์) จ้องเขม็ง ที่พุ่มไม้ด้านซ้าย... มีดวงตาเจ้าเล่ห์ของ องค์ชายเยี่ยเหริน (วัย 9 ขวบ) จ้องเขม็งพร้อมหนังสติ๊กในมือเป้าหมายของทั้งคู่คือ... องค์หญิงเยี่ยหลิน (วัย 5 ขวบ) ที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่อย่างน่ารักน่าชังเยี่ยหลินในวัยห้าขวบ ถอดแบบความงามจากมารดามาทุกกระเบียดนิ้ว ผิวขาวดุจหิมะ ดวงตากลมโตสุกใส แก้มยุ้ยน่าหยิก ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรักและเหยื่อรายล่าสุดก็คือ... 'อาเป่า' ลูกชายคนเล็กของเสนาบดีกรมคลัง เด็กอ้วนจอมตะกละที่ถือซาลาเปาไส้หมูแดงเดินเข้ามาหาองค์หญิงน้อยด้วยท่าทางเขินอาย
ตอนพิเศษ 2 : ชีพจรมังกรน้อยกับความลับรสเปรี้ยวณ ตำหนักเหมันต์ (ตำหนักส่วนพระองค์)ยามบ่ายอันเงียบสงบ ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินวนไปวนมาจนพื้นไม้แทบสึกฮ่องเต้เยี่ยจวิน ในชุดลำลองสีทองอ่อน เดินเอามือไพล่หลัง คิ้วขมวดมุ่น ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ราวกับกำลังวางแผนรบกับข้าศึกนับแสน“ฝ่าบาท... พระองค์เดินวนมาห้าสิบรอบแล้วพะย่ะค่ะ ข้าน้อยเวียนหัว...” กงกง (ขันทีคนสนิท) เอ่ยเสียงอ่อย“เจ้าไม่เข้าใจ!” เยี่ยจวินหยุดเดิน หันมาทำหน้าเครียด “ฮองเฮา... พักนี้เสวี่ยเอ๋อร์แปลกไป! นางนอนหลับวันละสิบชั่วยาม (20 ชั่วโมง) ! แถมเมื่อเช้า นางยังสั่งให้ห้องเครื่องทำ ‘ยำมะม่วงดิบใส่พริกแห้ง’ มาเสวยเป็นอาหารเช้า! เจ้าว่ามันปกติไหม? คนปกติที่ไหนกินของเผ็ดเปรี้ยวแต่เช้า!”“เอ่อ... พระนางอาจจะแค่อยากเปลี่ยนรสชาติ...”“ไม่ได้การ!” เยี่ยจวินตัดสินใจเด็ดขาด “ไปตามหมอหลว
ตอนพิเศษ 1 : อาคันตุกะจากแดนเหนือ และองค์ชายน้อยจอมแสบณ อุทยานหลวง วังต้าเยี่ย (5 ปีต่อมา)เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยดังลอดออกมาจากพุ่มดอกโบตั๋น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเหล่าขันทีและนางกำนัลที่วิ่งหน้าตั้งตามหาตัวคน“องค์ชาย! องค์ชายเยี่ยเหริน! ออกมาเถิดพะย่ะค่ะ! ได้เวลาเรียนอักษรแล้ว!”พุ่มไม้ขยับไหวๆ ก่อนที่ศีรษะเล็กๆ จะโผล่ออกมา เด็กชายวัยสี่ขวบ หน้าตาหล่อเหลาถอดแบบ เยี่ยจวิน มาเปี๊ยบ แต่ดวงตากลมโตฉายแววเจ้าเล่ห์ซุกซนเหมือน มู่หรงเสวี่ย ไม่มีผิด“ไม่เรียน! อาจารย์ปู่น่าเบื่อจะตาย สอนแต่วิชาคัดลายมือ ข้าอยากไปปรุงยากับท่านแม่!”องค์ชายเยี่ยเหริน แลบลิ้นปลิ้นตา แล้วเตรียมจะวิ่งหนีต่อ แต่ทว่า...หมับ!มือหนาแข็งแรงคว้าเข้าที่คอเสื้อด้านหลังขององค์ชายน้อย แล้วหิ้วตัวลอยขึ้นจากพื้นราวกับลูกแมว“จะหนีไปไหนเจ้าตัวแสบ?”เสียงทุ้มลึกที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีดังขึ้น เยี่ยเ
บทที่ 24: พยัคฆ์คลั่งปะทะมังกรซ่อนลาย และพัดเหล็กสะท้านภพวันรุ่งขึ้น ณ ลานประลองยุทธ์หลวงบรรยากาศวันนี้แตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ความกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างกลั้นหายใจรอคอยการปะทะกันของสองยอดบุรุษบนเวทีประลองหินอ่อนขนาดใหญ่ฉินอ๋อง (ฉินเลี่ย) ยืนตระหง่านราวกับเทพอส
บทที่ 22: หนึ่งสตรีแลกแผ่นดิน และเดิมพันสามกระดานบรรยากาศในท้องพระโรงอันโอ่อ่าของราชวังต้าเยี่ยตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นแบ่งฝักแบ่งฝ่ายถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด เสียงเซ็งแซ่ดั่งฝูงแมลงวันตีกันบนบัลลังก์มังกรทอง ฮ่องเต้ นั่งกุมขมับด้วยความกลัดกลุ้ม เบื้องหน้าพระพักตร์คือ ฉ
บทที่ 21: เพลิงพิโรธของโอรสสวรรค์และการเดินหมากกระดานใหม่ณ ตำหนักทรงพระอักษร ในวังหลวงเสียงถ้วยชาเคลือบใบละหมื่นตำลึงถูกขว้างลงพื้นจนแตกกระจายดังก้องกังวาน เหล่าขันทีและนางกำนัลหมอบกราบหน้าผากติดพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่อโทสะของ ฮ่องเต้"เจ้าลูกทรพี! เจ้าเสียสติไปแล้วรึ!"ฮ่องเต้ในชุดมังก
บทที่ 18: เดิมพันด้วยชีวิต: สุราพิษหนึ่งจอกแลกหนี้แค้นบรรยากาศภายในโถงกลางหอบุปผาสวรรค์ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปที่วงล้อมของชายฉกรรจ์ชุดแดงฉินเลี่ย อ๋องปีศาจแห่งแดนเหนือ แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาควงมีดสั้นในมือเล่นอย่างชำนาญ ปลายมีดสะท้อนแสงโคมไฟวาววับ จ่อเข้าที่ลำคอระหงขอ












Ulasan-ulasan