หน้าหลัก / โรแมนติก / รอยราคีที่จำยอม / ตอนที่ 1: โรงละครโรงใหญ่

แชร์

รอยราคีที่จำยอม
รอยราคีที่จำยอม
ผู้แต่ง: เพลินชีวา,ณัฐนดา, ร.รติกาล

ตอนที่ 1: โรงละครโรงใหญ่

last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-18 16:09:00

แสงไฟระยิบระยับภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรู ใจกลางกรุงเทพมหานครดูจะสว่างจ้าเกินไปสำหรับ ปานวาด หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวสั้นที่ขับเน้นความบริสุทธิ์และวัยสาวของเธอให้โดดเด่น  ท่ามกลางเหล่าผู้ลากมากดีที่มารวมตัวกันในงานวันเกิดของท่านรัฐมนตรี   สำหรับคนนอก นี่คือโอกาสทองที่จะได้กระทบไหล่คนดังแต่สำหรับเธอ มันไม่ต่างจากโรงละครโรงใหญ่

“ยิ้มหน่อยสิลูก วันนี้วันเกิดคุณลุงพิชิตนะ แล้วก็เป็นงานเปิดตัว ชานนท์ ด้วย”   เสียงกำราบเบาๆ จาก ประภาศรี มารดาของเธอทำให้ปานวาดต้องฝืนยกมุมปากขึ้น ชานนท์ ลูกชายคนเดียวของท่านรัฐมนตรีที่เพิ่งเรียนจบ กลับมาจากอังกฤษ คือชายหนุ่มที่ถูกวางตัวให้เป็นคู่หมายของเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย 

เขาดูดีในชุดสูทสากล ท่าทางสุภาพเรียบร้อยที่เขาแสดงต่อหน้าผู้ใหญ่นั้นสมบูรณ์แบบเสียจนน่าอึดอัด แต่ปานวาดสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่างที่เขากั้นเอาไว้เสมอ

“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับปานวาด”  ชานนท์เอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา  ข้างกายเขามีชายหนุ่มชาวต่างชาติรูปร่างสูงใหญ่นามว่า มาคัส ซึ่งถูกแนะนำว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ตามมาเที่ยวเมืองไทยด้วย  ตลอดทั้งงาน ปานวาดรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ต้องคอยยกมือไหว้แขกเหรื่อจนเมื่อยล้า เธอเบื่อหน่ายการปั้นหน้าเข้าหากัน  การชื่นชมจอมปลอมที่พ่นใส่กันราวกับการหาเสียงเลือกตั้ง  ในจังหวะที่บิดาและมารดากำลังเพลิดเพลินกับการสนทนาเรื่องธุรกิจน้ำดื่มเจ้าใหญ่ของครอบครัว

หญิงสาวจึงฉวยโอกาสหลีกเร้นออกมาจากความวุ่นวาย เธอต้องการอากาศบริสุทธิ์ ต้องการพื้นที่ ที่ไม่มีสายตาจับจ้อง ปานวาดเดินเลี่ยงออกไปยังระเบียงมุมลับตาคนของโรงแรม โดยไม่รู้เลยว่าการก้าวเดินออกจากความวุ่นวายในครั้งนี้ จะนำพาเธอไปสู่โชคชะตาที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ลายลมแห่งค่ำคืนของเมืองกรุง  ที่ไม่ได้มีความบริสุทธิ์ของอากาศ ปะทะใบหน้า

แต่ก็ยังชวนให้รู้สึกผ่อนคลายกว่าอยู่ในงานเลี้ยง แต่แล้วหูของเธอกลับได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่คุ้นเคยมาจากเงามืดใกล้ๆ “ชานนท์ นี่ยูจะต้องแต่งงานกับยัยตุ๊กตาบาร์บี้นั่นจริงๆ เหรอ ไอไม่ยอมหรอกนะ”

เสียงของมาคัสสั่นเครือด้วยความน้อยใจ “ยูใจเย็นๆ ก่อนสิ นี่มันแค่งานวันเกิดของ Daddy เท่านั้นเอง ก็เป็นการแนะนำให้รู้จักกัน ในสังคมไทยก็เป็นแบบนี้แหละไอซั่มกับชะนีไม่ได้หรอกยูก็รู้”  คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของชายหนุ่มที่ผู้ใหญ่หมายมั่นปั้นมือให้เป็นสามีในอนาคต  ทำให้ปานวาดตัวชาวาบเหมือนถูกสาด

ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าผ่านเงามืดที่ระเบียงนั้นรุนแรงยิ่งกว่าพายุ ภาพชานนท์ที่กำลังแลกลิ้นกับมาคัสอย่างดูดดื่มโดยไม่แคร์สายตาใคร คือหลักฐานชั้นดีว่าชีวิตคู่  ที่พ่อแม่วาดฝันไว้นั้นเป็นเพียงเรื่องลวงโลก เธอยืนนิ่ง ลมหายใจติดขัด ไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นความตื่นตระหนกและสับสน ปานวาดรู้ดีว่าหากเดินกลับไปบอกใครตอนนี้คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเด็กอย่างเธอ  มือบางสั่นเทาขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพความลับนี้ไว้เป็นเกราะป้องกันตัววาบ!แสงแฟลชจากตัวเครื่องสว่างขึ้นท่ามกลางความมืดโดยไม่ได้ตั้งใจ!

“ใครน่ะ!” เสียงตวาดของชานนท์ดังขึ้นพร้อมกับที่เขารีบผละออกจากมาคัส  ปานวาดไม่รอช้า  เธอหมุนตัวออกวิ่งหนีทันที หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก  เธอไม่ได้วิ่งกลับเข้าไปในงาน เพราะรู้ดีว่านั่นคือทางตันที่พวกเขาจะดักทางได้ง่ายเกินไป  หญิงสาวตัดสินใจวิ่งลงบันไดหนีไฟแทนการใช้ลิฟต์ ความมืดและเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมาทำให้ความกลัวเกาะกินใจ เมื่อลงมาถึงชั้นที่หก เธอเห็นประตูห้องหนึ่งแง้มไว้เพียงนิดเดียว ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ปานวาดจึงแทรกตัวเข้าไปข้างในและปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบที่สุด  ภายในห้องนั้นมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟหัวเตียงที่ส่องสว่างรำไร เธอพยายามบังคับลมหายใจให้เบาที่สุด แผ่นหลังแนบสนิทกับบานประตูที่เพิ่งปิดลง  

แต่แล้ว... เสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับร่างกำยำของชายคนหนึ่งที่ก้าวออกมา  โดยมีเพียงผ้าเช็ดตัวพันกายหมิ่นเหม่ หยดน้ำยังเกาะพราวบนผิวแกร่ง และแผงอกกว้าง เขาสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงใจและคุกคามในเวลาเดียวกัน  “สาวไซด์ไลน์สมัยนี้สวยน่ารักยังกับคุณหนูแนะ ดูแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่ใช่ไก่กา”  น้ำเสียงแหบพร่าของผู้ชายแปลกหน้าคนนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายขอแอลกอฮอล์และความต้องการ ปานวาดอ้าปากค้าง ความกลัวครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมกำลังจู่โจมเธอในห้องมืดแห่งนี้..

ริมฝีปากบางสั่นระริก ปานวาดพยายามจะเปล่งเสียงปฏิเสธ แต่ความหวาดกลัวที่สลักลึกทำให้ลำคอแห้งผากเหมือนผืนทราย พ่อเลี้ยงปริญขยับกายเข้าหา ความร้อนผ่าวจากร่างกายกำยำที่คละคลุ้งด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้นแผ่ซ่านออกมา กดดันร่างบางที่ถูกต้อนจนมุมอยู่ติดบานประตู แววตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความต้องการจ้องมองไปยังลำคอระหงและไหล่มนที่โผล่พ้นชุดเดรสสีขาว ขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นฟังดูเหมือนเสียงคำรามของราชสีห์ที่เจอเหยื่อ อันโอชะ “ไม่ต้องทำท่าทางตื่นกลัวขนาดนั้นหรอกน่า รับงานมาแล้วก็น่าจะรู้หน้าที่ดีนี่นา” เขาพูดพลางยื่นมือหนามาลูบไล้เส้นผมที่ตกลงมาปรกดวงตาของเธออย่างถือวิสาสะ  “มะ...ไม่ใช่ค่ะ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น”

เธอพยายามรวบรวมความกล้าพูดออกไปด้วนน้ำเสียงตะกุกตะกัก  พลางขยับหนีจากการเกาะกุม แต่ก็ไปไหนไม่ได้ไกลเพราะพื้นที่ห้องที่จำกัดและร่างกายแกร่งที่ขวางทางไว้ ปริญเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ความเมามายทำให้สติสัมปชัญญะของเขาลดลง จนเหลือเพียงสัญชาตญาณดิบ เขาคิดว่าการขัดขืนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของละครราคาแพงที่เอเจนซี่สั่งให้เด็กพวกนี้เล่นเพื่ออัปค่าตัวให้สูงขึ้น ยิ่งเห็นแววตาตื่นตระหนกที่คลอด้วยหยาดน้ำตา เขากลับยิ่งรู้สึกอยากเอาชนะและลิ้มลองรสชาติของแม่สาวน้อยคนนี้ให้เร็วขึ้น  “แสดงได้เก่งนี่ จะเรียกอีกกี่หมื่นล่ะถึงจะยอมเลิกเล่นบทคุณหนูหลงทางเสียที”

เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชิดติดกัน กลิ่นวิสกี้ที่ผสมกับกลิ่นกายชายทำเอาปานวาดเริ่มหายใจติดขัด  ขณะที่ความตึงเครียดภายในห้องพุ่งสูงขึ้น เสียงฝีเท้าหนักๆ จากภายนอกก็ดังสะท้อนมาตามทางเดินหนีไฟที่เธอเพิ่งวิ่งผ่านมา เสียงนั้นหยุดลงที่หน้าห้องพัก “ชานนท์! ยูแน่ใจนะว่าเห็นยัยนั่นวิ่งมาทางนี้” เสียงของมาคัสตะโกนถามด้วยความหงุดหงิดดังลอดเข้ามาถึงข้างใน

“ฉันเห็นผมสีดำแวบเข้าประตูมา แถวนี้มีไม่กี่ห้องหรอกที่เปิดทิ้งไว้ หาให้เจอ! ถ้าคลิปนั้นหลุดออกไปเราฉิบหายกันหมดแน่!”  เสียงของชานนท์เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและกดดัน ปานวาดสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธออยู่ตรงกลางระหว่างเสือโคร่งในห้องที่กำลังจะขย้ำเธอ กับหมาป่าข้างนอกห้องที่จ้องจะทำลายชีวิตเธอเพื่อปกปิดความลับ หากชานนท์พังประตูเข้ามาเห็นเธอในสภาพนี้กับผู้ชายกึ่งเปลือย ทุกอย่างจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก“ช่วย...ช่วยฉันด้วยค่ะ” เธอหันไปกระซิบอ้อนวอนผู้ชายตรงหน้าด้วย

สายตาน่าเวทนา หวังว่าความสุภาพบุรุษที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในตัวเขาจะช่วยเธอได้ แต่ปริญกลับกระตุกยิ้มมุมปาก เขาไม่สนใจเสียงนกเสียงกาข้างนอกนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือเรือนร่างหอมกรุ่นที่อยู่ตรงหน้า “ช่วยงั้นเหรอ? ได้สิ ฉันจะช่วยให้เธอได้ทำ ‘งาน’ ของเธอให้จบๆ ไปไงล่ะ” ไม่พูดเปล่า มือหนารวบเอวบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งคู่บดเบียดกันจนไม่เหลือแม้ช่องว่าง

หญิงสาวอ้าปากจะกรีดร้องแต่ก็ถูกฝ่ามือใหญ่อีกข้างปิดกั้นไว้ได้ทันควัน เขาอุ้มร่างเธอขึ้นอย่างง่ายดายก่อนจะโยนลงบนเตียงกว้างอย่างไม่เบามือนัก  ความมืดสลัวในห้องกลายเป็นม่านพรางตาชั้นดีที่ปกปิดตราบาปที่กำลังจะเกิดขึ้น  โดยที่คนข้างนอกไม่มีวันรู้เลยว่าเหยื่อที่พวกเขากำลังตามหา กำลังติดอยู่ในบ่วงเสน่หาที่ร้อนแรงและอันตรายยิ่งกว่าสิ่งใด

โรงละครโรงใหญ่ที่เธอพยายามหนีออกมา กลับกลายเป็นบทเริ่มต้นของนิยายชีวิตเรื่องใหม่ที่เธอต้องจ่ายด้วยราคาสูงลิ่ว... และรอยราคีที่เธอต้องจำยอมในคืนนี้จะกลายเป็นรอยประทับที่ฝังลึกไปชั่วนิรันดร์

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 20: มนต์ขลังที่ยั่งยืน

    กาลเวลาในเอดินบะระผ่านไปพร้อมกับฤดูกาลที่ผันแปร จากหิมะที่เคยปกคลุมขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยาดน้ำใสชโลมดิน ดอกไม้ป่าและต้นกอร์สสีเหลืองอร่ามเริ่มผลิบานตามเนินเขาไฮแลนด์ บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา เช่นเดียวกับครรภ์ของไอริณ ที่ขยายใหญ่ขึ้นตามลำดับจนเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของคนทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปริญกลายเป็นสามีที่ดูแลภรรยาได้อย่างไร้ที่ติ เ ขาละทิ้งภาพลักษณ์พ่อเลี้ยงผู้เย่อหยิ่งในอดีตไปจนหมดสิ้น ทุกเช้าเขาจะตื่นขึ้นมาเตรียมน้ำขิงอุ่นๆ และผลไม้รสเปรี้ยววางไว้ข้างเตียงเพราะไอริณยังมีอาการแพ้ท้องหลงเหลืออยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เขาหัดเข้าครัวเรียนรู้การทำอาหารไทยจากคุณประภาศรีผ่านทางวิดีโอคอลเพื่อให้ไอริณได้ทานอาหารที่ถูกปากและมีประโยชน์ที่สุด“วันนี้ลูกดิ้นเก่งจังเลยนะคะปริญ” ไอริณเอ่ยพลางลูบหน้าท้องโตที่นูนขึ้นมาเป็นระยะ ขณะเอนกายพักผ่อนที่ม้านั่งในสวน ปริญวางมือลงทับลงไปทันที เขาสัมผัสได้ถึงแรงถีบเบาๆ จากข้างในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม“สงสัยจะอยากออกมาเห็นโลกกว้างแล้วล่ะครับไอริณ อีกไม่กี่สัปดาห์เรา

  • รอยราคีที่จำยอม   บทที่ 19 วิวาห์สุดอลังการ

    เช้าวันสำคัญในเอดินบะระเริ่มต้นขึ้นด้วยเสียงระฆังเบาๆ จากโบสถ์หินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก แสงแดดกลางฤดูหนาวที่ทอประกายสะท้อนกับเกล็ดหิมะบนยอดหญ้าทำให้โลกทั้งใบดูราวกับถูกฉาบด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของชาล็อตในวันนี้ เต็มไปด้วยความชุลมุนที่แสนจะอบอุ่น คุณประภาศรี และ คุณวิทยา ต่างช่วยกันตรวจทานความเรียบร้อยของชุดแต่งงานและของใช้ในพิธี ขณะที่ พ่อเลี้ยงสนธิก็เดินตรวจตราความเรียบร้อยของสถานที่จัดงานขนาดเล็กริมชายป่าสนที่โอบล้อมทะเลสาบหลังบ้านที่ถูกเนรมิตเป็นวิมานสีขาว“คุณวิทยาคะ ดูสิคะ... ชุดกิลต์ (Kilt) ลายสก๊อตของปริญเนี่ย พอใส่แล้วดูเป็นหนุ่ม สก็อตขึ้นมาทันตาเลยนะคะ” คุณประภาศรีเอ่ยพลางจัดแจงปกเสื้อให้ลูกเขยด้วยความเอ็นดู ปริญในวันนี้อยู่ในชุดประจำชาติสก็อตแลนด์ที่ชาล็อตตั้งใจสั่งตัดให้เป็นพิเศษ ผ้าลายสก๊อตสีเขียวเข้มสลับน้ำเงินอันเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่น่ายกย่องในไฮแลนด์ ยิ่งทำให้เขามีเสน่ห์และดูองอาจกว่าวันไหนๆชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้มรับและก้มลงไหว้คุณประภาศรีด้วยท่าทางที่อ่อนน้อม“ขอบคุณครับคุณแม่... ผมตื่นเต้นนิดหน่อยครับ” เขาตอบเพียงสั้นๆ แต่แววตานั้นมุ่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 18: เพลิงรักใต้แสงจันทร์และพันธะสัญญาแห่งหัวใจ

    ราตรีกาลในเมืองเอดินบะระเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนเบาๆ อยู่ภายนอกหน้าต่าง ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์ แสงจากเตาผิงเต้นระบำเป็นเงาวูบวาบอยู่บนผนังไม้โอ๊ก สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไปพักผ่อนด้วยรอยยิ้มและความเข้าใจ ปริญจึงมีโอกาสได้อยู่กับไอริณเพียงลำพังในห้องนอนที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีไอริณ นั่งอยู่บนขอบเตียงนุ่มในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีมุกที่ทิ้งตัวสลวย ผิวพรรณของเธอดูผุดผ่องภายใต้แสงเทียนสลัว ดวงตากลมโตจ้องมองสามีในนามที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรัก เธอเห็น ปริญ ในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเข้มที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความสง่างาม สายตาของเขาที่จดจ้องมองมาที่เธอนั้นร้อนแรงราวกับเปลวไฟในเตาผิง แต่กลับแฝงไปด้วยความทะนุถนอมอย่างที่สุด“ไอริณ... ผมขอทักทายลูกหน่อยได้ไหมครับ?” ปริญเอ่ยเสียงทุ้มพร่า พลางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงต่อหน้าเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ วางฝ่ามือหนาที่อบอุ่นลงบนหน้าท้องที่บัดนี้เริ่มนูนขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัดของไอริณอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากสัมผัสแรงไปชีวิตน้อยๆ ข้างในจะสะดุ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 17: สายใยแห่งการให้อภัย

    สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาเอลซ่าพาส (Ailsa Craig) เข้าสู่ตัวเมือง แต่ความเหน็บหนาวกลับพ่ายแพ้ต่อความอบอุ่นภายในห้องรับแขกของชาล็อต คุณวิทยา มองดูลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนิ่งสงบ เขาลูบศีรษะไอริณอย่างเบามือ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความโล่งใจที่เห็นลูกสาวกลับมามีรอยยิ้มที่สดใสอีกครั้ง“ยัยปานลูก!... พ่อกับแม่ไม่ได้โกรธเคืองอะไรในความรักของลูกเลยนะ” คุณวิทยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มอ่อนโยน“เราตั้งใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาหาลูก ก็เพราะอยากจะมาเห็นกับตาว่าลูกมีความสุขจริงๆ หรือเปล่าและเมื่อเห็นคุณปริญคอยประคองลูกไม่ห่างแบบนี้ พ่อก็รู้แล้วว่าพ่อไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตที่ผ่านไปอีกแล้ว”ปริญคุกเข่าลงต่อหน้าคุณวิทยาและคุณประภาศรี แววตาของเขามั่นคงและแน่วแน่ “คุณอาครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงแรมในวันนั้นมันคือแผลใหญ่ในใจของทุกคน แต่ผมอยากให้คุณอาเชื่อว่า ผมจะใช้ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่รักษาความเจ็บปวดนั้นด้วยความรักของผม ผมจะไม่ยอมให้ไอริณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป”คุณประภาศรีปาดน้ำตาคลอหน่วยตาด้วยความตื้นตัน“แม่รู้จ้ะปริญ ชาล็อตได้โทรคุยกับพ่อและแม่อยู่ตลอด ว่าปริญดูแลไอ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 16: หน้ากากที่ถูกฉีกกระชาก

    รุ่งเช้าที่ควรจะสงบสุขในคฤหาสน์หินกลางเมืองเอดินบะระกลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยรังสีความกดดัน ไอริณตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายตัว อาการแพ้ท้องเริ่มรบกวนเธอมากขึ้นในระยะหลัง แต่สิ่งที่กัดกินหัวใจเธอมากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย คือการมีอยู่ของรินดา ผู้หญิงที่เป็นเงาอดีตของปริญ ซึ่งยังคงวางท่าทางเป็นเจ้าของบ้านและพยายามแสดงความใกล้ชิดกับปริญอย่างออกนอกหน้าปริญนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารในห้องครัว เขาดูเคร่งขรึมและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยความล้าไว้บนใบหน้าคมสัน เมื่อไอริณเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นหวังจะเข้าไปช่วยประคองตามสัญชาตญาณความห่วงใย“ไอริณครับ... เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเห็นคุณอาเจียนหนักเลย” ปริญเอ่ยพลางยื่นมือออกมา ทว่ารินดาที่เพิ่งเดินตามเข้ามาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีแดงเพลิงกลับแทรกกลางเข้ามาทันที “อุ๊ย! ปริญคะ รินดาเตรียมกาแฟรสชาติที่ปริญชอบไว้ให้ที่ระเบียงแล้วนะคะ ส่วนแม่สาวน้อยนี่... ถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่บนห้องดีกว่าไหมจ๊ะ? เดี๋ยวจะมาเป็นภาระคนอื่นเขาเปล่าๆ” ไอริณสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มอารมณ์

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 15: แขกไม่ได้รับเชิญและรอยร้าวในใจ

    บรรยากาศหลังวันปีใหม่ในเอดินบะระยังคงปกคลุมด้วยไอหนาวเย็นเยือก ท้องฟ้าสีเทาหม่นดูจะสอดคล้องกับความรู้สึกกังวลลึกๆ ในใจของ ไอริณ หลังจากที่ปริญเริ่มมีเศษเสี้ยวความทรงจำกลับมา แม้เขาจะแสดงออกว่ารักและเทิดทูนเธอเพียงใด แต่เธอก็รู้ดีว่าพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นทีละน้อย เช้าวันนั้น ขณะที่ไอริณกำลังช่วยชาล็อตจัดเตรียมดอกไม้สดในห้องรับแขก เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ชาล็อตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เพราะปกติบ้านหลังนี้ไม่ค่อยมีแขกมาเยือนโดยไม่ได้นัดหมาย“ใครกัน!..มาแต่เช้า..วันนี้ก็ไม่ได้มีนัดกับใครนี่นา เดี๋ยวแม่ไปดูเองจ้ะ” ชาล็อตเอ่ยพลางเดินไปเปิดประตู ทันทีที่บานประตูไม้โอ๊กเปิดออก ร่างระหงของหญิงสาวในชุดโอเวอร์โค้ตขนเฟอร์สีขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์หรูดูสวยสง่าราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น แว่นกันแดดแบรนด์เนมถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคมเฉี่ยวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ“สวัสดีค่ะคุณป้าชาล็อต จำรินดาได้ไหมคะ?” เสียงหวานแหลมที่ดูคุ้นหูทำให้ไอริณที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับชะงัก ชาล็อตนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะระลึกได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือ รินดา นางแบบสาวชื่อด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 14: แสงแรกของปีใหม่และเศษเสี้ยวความทรงจำ  

    บรรยากาศทั่วเมืองเอดินบะระในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือที่ชาวสก็อตเรียกว่า 'ฮ็อกมาเนย์' (Hogmanay) เต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงดนตรีพื้นเมืองที่ดังแว่วมาตามสายลมหนาว แม้หิมะจะยังคงปกคลุมตามยอดอาคารหินทรายแต่หัวใจของผู้คนกลับอบอุ่นด้วยการรอคอยแสงไฟจากการจุดพลุเฉลิมฉลองที่หน้าปราสาทเอดินบะระ

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 13: ของขวัญจากท้องฟ้าและสัญญาที่รอคอย

    เช้าวันใหม่ในเอดินบะระเริ่มต้นด้วยความเงียบสงบที่ผิดไปจากทุกวัน หิมะที่เคยตกหนักเริ่มเบาบางลงทิ้งไว้เพียงปุยขาวละเอียดที่ปกคลุมยอดไม้ ภายในคฤหาสน์หินของชาล็อต ไอริณ ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ เธอเฝ้ามองใบหน้าของปริญ ที่หลับใหลอยู่บนโซฟาข้างเตียงในห้องพักฟื้นที่บ้านเขาปฏิเสธที่

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 12: หัวใจที่เริ่มสั่นคลอน และความลับในสายเลือด

    บรรยากาศยามบ่ายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเอดินบะระเริ่มอบอุ่นขึ้นด้วยแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านสีขาว ไอริณ กำลังช่วยจัดเตรียมผลไม้และน้ำดื่มไว้บนโต๊ะข้างเตียงให้กับ ปริญที่เริ่มขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นบ้างแล้ว แม้ความทรงจำของเขาจะยังคงเป็นหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า แต่สภาพร่างกายภายนอกกลับฟื้นตัวได้รวด

  • รอยราคีที่จำยอม   ตอนที่ 11: ลมหายใจในความว่างเปล่า

    เสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรยังคงส่งเสียงเป็นจังหวะสม่ำเสมอท่ามกลางความเงียบงันของพักผู้ป่วย กลิ่นอายของความตายที่เคยวนเวียนอยู่รอบเตียงดูจะจางลงไปบ้าง แต่ความกดดันกลับเพิ่มทวีขึ้นในใจของ ไอริณ เธอไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มือยังคงเกาะกุมมือหนาของ ปริญ ไว้ราวกับกลัวว่าหากเธอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที ลมหาย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status