ANMELDENทศวรรษลืมตาตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าแล้ว เพราะว่าเป็นเรียวกัง บุฟเฟต์อาหารมื้อเช้าจะบริการถึงแค่ 8 โมงเช้าเท่านั้น ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นสืบสานนั่งจิบชา เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ทศวรรษรวบชุดยูกาตะที่หลุดลุ่ยของตัวเองพร้อมกับหยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำล้างหน้า คนไทยหนาวแค่ไหนก็ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเป็นอย่างน้อย ทศวรรษรีบทำเวลาพอเดินไปถึงโต๊ะอาหารที่มีชื่อห้องติดไว้ก็นั่งลงไปสภาพที่อิดโรย เขาแลบเลียริมฝีปากบ่อยครั้งเพราะรู้สึกเจ็บ
สืบสานเองก็ยื่นกระป๋องเครื่องดื่มเลม่อนน้ำผึ้งที่ไม่รู้ว่าไปหาซื้อมาตอนไหนเลื่อนมาตรงหน้าเขา
“ดื่มหน่อยจะได้รู้สึกสบายตัว”
“ขอบคุณครับ” ทศวรรษละมือจากถ้วยซุปมิโสะตรงหน้าก่อนจะหมุนเกลียวฝาเพื่อเปิดดื่ม ริมฝีปากเม้มเข้าหากันน้อย ๆ ก่อนจะแสร้งถามไถ่เรื่องเมื่อคืนด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“เมื่อคืน…ผมทำเรื่องแย่ ๆ อะไรลงไปหรือเปล่า” สืบสานคีบเครื่องเคียงเข้าปากก่อนจะวางตะเกียบเบา ๆ ช้อนสายตาจ้องมองคนตรงหน้า
“ไม่นี่”
“เหรอครับ” ทศวรรษไม่ติดใจอะไรอีกก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้าโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก พอกลับมาห้องพักก็ร้องเสียงหลงอยู่หน้ากระจก เพราะริมฝีปากเขาทั้งบวมเจ่อ ทั้งจ้ำสีเลือด ก่อนจะหันมาถามคนข้างหลังที่ยังคงวางตัวสงบเสงี่ยมเหมือนเดิม
“คุณแน่ใจนะว่าผมไม่ได้เมาจนอาละวาดอะไรทำนองนั้น”
“ไม่จริง ๆ”
“…แต่” พอเห็นสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองมาทศวรรษก็ไม่อยากจะถามอะไรอีก จึงเปลี่ยนไปถามในเรื่องอื่น
“วันนี้เราจะไปไหนกันต่อ”
“ไปกินไข่ดำ นั่งกระเช้า ล่องเรือ”
“แล้วแต่คุณเลยก็แล้วกัน” ทศวรรษเลือกที่จะเดินตามหลังมัคคุเทศก์จำเป็นอย่างสืบสานต้อย ๆ แต่อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตในหมู่ต่างชาติ ไม่ว่าว่าจะเป็นรถบัส เรือ ต่างก็แออัดไปด้วยผู้โดยสาร ทศวรรษจึงต้องแนบชิดกับสืบสานอย่างช่วยไม่ได้ สืบสานเองก็ไม่ได้ว่าอะไร
ฝ่ามือใหญ่คว้ามือเล็กมาจับไว้อย่างมั่นเหมาะ พร้อมกับเอ่ยลอย ๆ
“คนเยอะ ผมกลัวคุณจะหลง” เพราะทศวรรษเอาแต่ถ่ายทิวทัศน์จนไม่ได้มองตรงไปด้านหน้า สืบสานเลยแกล้งหยุดเดิน แล้วอีกฝ่ายก็ชนเขาจริง ๆ
“อะ” ทศวรรษลูบหน้าผากตัวเองป้อย ๆ
“คุณจะหยุดทำไมเนี่ย”
“คนเยอะ” มุมปากของสืบสานยกยิ้มก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเหมือนเป็นเข็มทิศนำทางให้ทศวรรษอย่างที่เคยทำ หากอีกฝ่ายตามหลังเขาทางเดินแต่ละก้าวย่อมปลอดภัย ไร้สิ่งกีดขวางใดใด
บรรยากาศที่ศาลเจ้าริมน้ำแห่งนี้ทำให้ทศวรรษรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก ว่ากันว่าอากาศอึมครึม ท้องฟ้าไม่แจ่มใสชวนให้บรรยากาศหดหู่อย่างบอกไม่ถูกน่าจะเป็นเรื่องจริง แม้ว่าจะอยู่ในตอนกลางวัน แต่ความหม่นของท้องฟ้าและก้อนเมฆเหมือนใกล้ค่ำเข้าไปทุกที ตั้งแต่มาถึงที่นี่ทศวรรษถ่ายรูปวิวและทิวทัศน์ของประเทศญี่ปุ่นไว้มากมาย แต่กลับไม่มีรูปคู่ของพวกเขาสองคนเลยสักรูป และในตอนที่สืบสานยืนหันหลังเพื่อจ้องมองผืนน้ำตรงหน้านั้น…มือก็ไวกว่าความคิดกดชัตเตอร์ถ่ายรูปด้านหลังของอีกฝ่ายเอาไว้ ทศวรรษลดโทรศัพท์ลงก่อนจะเดินไปซื้อเครื่องรางต่าง ๆ เอาไว้เป็นของฝากสำหรับครอบครัวและเพื่อนฝูง เห็นข้อความขอพรภาษาไทยต่าง ๆ รวมไปถึงข้อความภาษาไทยทำเอาทศวรรษอดยิ้มบาง ๆ กับถ้อยคำขอพรเหล่านั้นไม่ได้ ตัวเองได้แต่ยืนอ่านถ้อยคำขอพรของคนอื่น แต่ตัวเขาเองกลับไม่ได้เขียนคำขอพรใดใดลงไป
เพราะที่เห็นและเป็นอยู่ก็ดีที่สุดแล้ว…
ส่วนสืบสานเองก็หันมาจ้องมองด้านข้างทศวรรษอยู่นาน เราต่างก็แอบถ่ายรูปกันและกันเหมือนดั่งวันวานสมัยเรียนมหาลัย ไม่มีใครกล้าเปิดเผยความในใจก่อน แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างกันออกไป เพราะมันไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกแต่เป็นความลับที่เราต่างก็ไม่กล้าถามและหันหน้าเปิดอกคุยกัน เอาแต่คิดว่าวิธีการของแต่ละคนดีสำหรับอีกฝ่ายโดยไม่ได้ถามถึงความสมัครใจ และวาดผลลัพธ์เอาไว้อย่างดีมากมาย แต่สุดท้ายเราต่างก็ไม่รู้ตัวเลยว่า “ความรู้สึกนึกคิดของคนเรา ควบคุมยากที่สุดแล้ว” ไม่มีใครสามารถนั่งเดาใจใครไปได้ตลอด สืบสานยืนนิ่งจ้องมองรอยยิ้มบาง ๆ ที่แต่งแต้มบนใบหน้าขาวซีดด้วยความรู้สึกกลืนไม่ได้คายไม่ออก
ทำไมเขาไม่เคยเอ่ยเรื่องที่บ้านของเขาให้อีกฝ่ายได้รู้กันนะ
หากอีกฝ่ายรู้บางทีเขาอาจไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างตอนนี้ แต่ละก้าวย่างของเขาในตอนนี้ไม่มั่นคงอีกทั้งยังพะวงข้างหลังตลอด กลัวว่าหากเขาพลาด…คู่สมรสที่ประคองชีวิตคู่ด้วยกันมาเกือบสิบปีจะจบลง
ส่วนภพพานนั้นยืนตัวลีบอยู่ด้านหลังเสี่ยโต ที่งานนี้แต่งตัวปาดผมมาอย่างหล่อเหลา มีคนเหลียวมองตลอดทางจนทำให้ภพพานรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ แต่พอได้ยินประโยคที่พ่อและแม่ทั้งสองฝั่งกำลังอวยพรคู่แต่งงานเพศเดียวกันบนเวที คนเจ้าน้ำตาอย่างเขาถึงกับน้ำตาซึม“ไง…ซึ้งมากหรือไง” เตวินทร์พูดแหย่ ในขณะที่มือหนึ่งกำลังถือแก้วเหล้าทรงเตี้ยที่สำหรับใส่เหล้าขาว ในงานไม่มีไวน์อย่างที่คิดไว้แฮะ มีแต่เครื่องดื่มในไลน์การผลิตของ KUNA ที่เรียงรายให้แขกเลือกดื่มตามใจชอบ ส่วนเครื่องดื่มหลักที่คู่แต่งงานกำลังรินที่ถูกจัดแต่งแต่ละชั้นอย่างประณีตเป็นเหล้าขาวที่เจือด้วยสีชมพูอ่อนเป็นเหล้าขาวที่ผสมด้วยลำไยเนื้อชมพูที่มาจากจังหวัดลำพูนมาถึงเวลาการโยนช่อดอกไม้ ดอก LIly of the valley ในมือทศวรรษที่เดินถือขึ้นมาบนเวทีถูกมอบให้สืบสาน คนข้างล่างเวทีโห่แซวเพราะความหมายของมันคือ Return to happiness ช่อดอกไม้ที่ทศวรรษเลือกใช้เป็นดอกสแตติส (Statice) ดอกสีม่วงที่กลีบดอกเป็นแฉกเหมือนดวงดาวแถมความหมายของมันเหมาะกับพวกเขาทั้งคู่เป็นอย่างมาก “ความรู้สึกดี ๆ ที่ยังคงอยู่ตลอดไป ความรักที่ยั่งยืน ความทรงจำ และความส
เงินทองส่วนใหญ่เก็บไว้ในธนาคาร แทบไม่เคยเอาออกมาใช้ และส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กทั้งสองที่หามาเอง กว่าจะมีวันนี้ไม่ง่าย และเขาก็คิดไม่ผิด ความมุมานะของเด็กทั้งสองคนออกดอกออกผลผลิบานในที่สุด ความสำเร็จของลูกชายและลูกเขยส่วนหนึ่งมาจากแรงสนับสนุนทางบ้านทั้งสองฝั่งที่เห็นพ้องไปในทางเดียวกัน ทำให้เด็กทั้งสองออกวิ่งได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเหมือนอย่างที่แล้วมา พ่อเลี้ยงสมบูรณ์น้ำตาซึม เขาตบหลังโอบกอดลูกชายทั้งสองสักพักก่อนจะถอยกลับไปยังด้านหลัง แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์เองก็ยกผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตาให้กับสามี“พ่อมึงเนี่ยน้า…” ทั้งสองยิ้มให้กันก่อนจะมองบ่าวสาวตรงหน้าด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข มาถึงพรรณพิลัย เสียงสะอื้นดังมาไม่ขาดสายเธอปาดน้ำตาบนใบหน้านั้นป้อย ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มให้คนทั้งคู่“กว่าจะมีวันนี้เหนื่อยกันมากเลยสินะ” สืบสานกอบกุมมือบางนั้นแน่นพลางบีบกระชับเป็นระยะ“แต่แม่ก็ดีใจที่ลูกทั้งสองจับมือกันมาถึงวันนี้ แม่ดีใจมากจริง ๆ และจะดีใจมากกว่านี้ถ้าลูกทั้งสองจับมือกันไปตลอด” พรรณพิลัยสะอื้นฮักก่อนจะเอ่ยต่อ“เมื่อก่อนแม่เคยคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูก แต่ไม่กลับไม่เคยถ
งานแต่งจัดขึ้นที่โรงแรมระดับห้าดาวใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ปิดโรงแรมโดยเฉพาะเพื่อให้เครือญาติทางฝั่งของทศวรรษได้เข้าพัก และอำนวยความสะดวกให้กับเหล่ามิตรสหายของทั้งสองคนที่บ้างเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสครั้งนี้ จะว่าเลี้ยงฉลองก็ไม่ใช่เรียกว่าแต่งงานใหม่อีกครั้งกับคนเดิมจะเหมาะกว่าธีมในงานเป็นสีเอิร์ธโทน เป็นกลุ่มสีธรรมชาติ หรือสีที่เลียนแบบธรรมชาติ เช่นน้ำตาล เทา เบจ เป็นงานแต่งแบบอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ชุดเพื่อนเจ้าสาวต่างก็สวมกระโปรงตีกะบังลมหน้าเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะสามสาวคนสนิทของทศวรรษที่อยู่ด้วยกันแทบจะทุกช่วงเวลาของช่วงชีวิต ทศวรรษกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า หากขาดคนใดคนหนึ่งในที่แห่งนี้ไป ทศวรรษคนนี้ก็ยังเป็นเพียงทศวรรษเด็กต่างจังหวัดปอน ๆ คนหนึ่งที่เข้ากรุงฯ เพื่อมาหาจุดมุ่งหมายในชีวิต อาจเป็นเพียงอีทศตุ๊ดเด็กคนหนึ่งไม่ใช่ทศวรรษนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงที่ถูกจัดอันดับนักธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรงในปี 2025 พวกเขาทั้งสี่คนต่างจับจูงมือกันมาไกลกว่าที่คิด กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ได้เรียกว่ารากเลือดกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องธุรกิจ ความรัก ครอบครัว หลายครั้งที่ชีวิตเป๋ไปเป๋มาเหมื
“ใครว่าพี่หยอก พี่เอาจริง”“ว้า…” ทศวรรษทำทีทัดผมที่หลังหู แหวนเพชรที่นิ้วนางด้านซ้ายพอต้องแสงไฟก็ส่องประกายวูบวาบ เม็ดโตเท่าเม็ดถั่วแระญี่ปุ่นไม่เห็นก็ตาบอดเต็มที!“ผมไม่ใช่คนตัวเปล่าเล่าเปลือย คงทำให้พี่โตสมหวังไม่ได้” เตวินทร์ยกบรั่นดีขึ้นมาจิบด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพลางโครงศีรษะน้อย ๆ“มาหาพี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะมาแจกการ์ดให้พี่เจ็บช้ำน้ำใจซ้ำ ๆ หรอกใช่มะ”“แหมพี่โต ผมมาขอบคุณและอยากจะขอโทษพี่เรื่องนั้นต่างหาก เห็นว่าพี่เองก็เสียหายเยอะเหมือนกัน” เตวินทร์กางขาเปลี่ยนอิริยาบถก่อนจะโน้มตัวเข้ามาหาทศวรรษที่นั่งตรงข้าม“ถ้าทศพอใจ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” น้ำเสียงแหบพร่าแฝงไปด้วยความเย้าหยอก คารมเสี่ยโตเขาระดับพระกาฬจริง ๆ ทศวรรษปั้นหน้ายิ้ม อีกทั้งเขายังมีประสบการณ์โชกโชนที่ทางบ้านคุณาปกรลากเขาออกงานแทบจะวันเว้นวัน พบปะผู้คนมากมาย และท่านเจ้าสัวก็สั่งสอนการวางตัว การเข้าสังคม และการใส่หน้ากากเพื่อธุรกิจ ‘น้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก’ อยู่เสมอ“พี่โตไม่เสียดาย แต่ทศเสียดายนี่ครับ อีกอย่างก็เพราะช่วยสืบเขาด้วย ที่เขาลือกันว่าพี่โตกับพี่สืบไม่ถูกกัน น่าจะข่าวลือใช่ไหมครับ”“เปล่า! เรื่องจริง” เต
เมื่อคำอธิษฐานจิตกรวดน้ำลงดินจบลง กอปรกับกรวดน้ำทองเหลืองที่บรรจุน้ำเปล่าสะอาดเอาไว้หยดลงดินจนถึงหยดสุดท้าย พลันมีสายลมเอื่อย ๆ พัดพาใบไม้แห้งที่อยู่บริเวณนั้นปลิวล่องลอยไปตามลมผ่านร่างทั้งสองไป หลวงพ่อที่ยืนอยู่หน้ากุฏิก็ยืนมองทั้งสองเช่นกัน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ร่องรอยความโศกเศร้ายิ่งปรากฏชัดในนัยน์ตา เบื้องหน้าแรกเริ่มก่อตัวเป็นเงาสีขาวค่อย ๆ แจ่มชัด ชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดราชปะแตนเต็มยศนั่งยอง ๆ ใช้มือรองรับหยาดน้ำเหล่านั้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมทั้งหันหน้ามายิ้มให้กันด้วยสายตาที่หวานเชื่อม ดูก็รู้ว่าไม่ใช่สายสัมพันธ์ฉันเพื่อน ครอบครัว แต่เป็นฉันท์คนรักเพศเดียวกัน ก่อนทั้งสองจะยืนขึ้นประนมมือไหว้มาทางหลวงพ่อที่ยืนอยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหลังของสืบสานก็มีคนแก่อีกคนที่สวมชุดเฉกเช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง เพียงแต่โจงกระเบนสีเขียวเข้มแตกต่างจากคนหนุ่มทั้งสองที่สวมสีน้ำเงิน แถมในมือยังมือไม้เท้าคอยพยุงตัวถืออยู่ด้านหน้าตัวเองในท่วงท่าที่ก้มมองเด็กทั้งสองด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับเจือร่องรอยความอาลัย และความปีติยินดีเอาไว้ ความทุกข์ ความโศก ความเศร้า การรอคอย การยึดติด จบลงเพียงไม
ก่อนหน้าหลายเดือนจะถึงกำหนดการณ์การฉลองงานสมรสที่ยิ่งใหญ่ เกรียงไกรสมกับตำแหน่งสะใภ้คนโตของคุณาปกร ได้ยินว่าแค่แขกเหรื่อในวงการธุรกิจก็ร่วมร้อย ยังไม่รวมวงศาคณาญาติที่แตกสายออกไปเกือบร้อยคน งานนี้แขกในงานหลักพัน ทศวรรษถามย้ำกับแม่สามีย้ำ ๆ“งานไม่ใหญ่แน่นะครับคุณแม่” พรรณพิลัยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ กับคนใช้คนสนิทอย่างศรีนวล“คุณทศอย่ากังวลไปเลยค่ะ งานเล็ก ๆ คนกันเองทั้งนั้น” ศรีนวลหัวเราะร่วนพลางตอบคำถามนั้น ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว คงไม่เล็กเท่าไหร่ ขนาดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดคุณหญิงพรรณพิลัย คุณหญิง คุณนายต่าง ๆ ตีผมกะบังลมเดินกันให้ควั่ก ไหนจะญาติทั้งสองฝั่งอย่างท่านเจ้าสัว และคุณหญิงพรรณพิลัยเอง แค่บ้านทศวรรษ แม่เลี้ยงจันทร์ทิพย์นับแขกที่จะไปร่วมงานได้สองรถบัสคันใหญ่ จะบ้า! ยังไงก็เห็นชอบจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่งเขาและสืบสานจะทำอะไรได้ เลือกดูเฉดสีเสื้อผ้าในงานวันแต่งจนหัวหมุนไปหมด พวกสามสาวก็ดีใจมาก อีกทั้งไม่ได้จ้างดีไซเนอร์ค่าตัวแพง ๆ จากที่ไหนไกล เป็นปลายฟ้าที่บรรจงบินไปถึงฝรั่งเศสเพื่อเลือกผ้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงพวกมุกและคริสตัลที่ปักมือ แม้จะสวมชุดสูทแต่ทว่าเนื้อผ้าด้านในเป็

![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





