เข้าสู่ระบบ“ผมอยากให้ก็คืออยากให้ ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดเลยอยากชดเชยด้วยสิ่งของหรือของพวกนี้ ถ้าผมจะชดเชยก็คงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่ามูลค่า” เตโซตอบออกไปตามตรง
ทว่า คำตอบของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวชะงักค้างกลางอากาศอย่างไม่ทันตั้งตัวกับคำตอบเพราะเธอเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่ เพราะบางทีก็เหมือนจะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาแต่บางครั้งก็เก็บเงียบไม่พูดออกมตามตรงหรือเปิดเผยให้เธอได้เข้าใจกับสิ่งที่เขาทำ หากว่าเขาไม่ตั้งใจจะให้รู้เธอก็ไม่มีทางรู้ได้
แต่ไม่คิดเลยว่าคำตอบของเขาจะมีผลกับเธอได้ขนาดนี้เช่นกัน
เพราะปิ่นอนงค์นิ่งค้างไปนานถึงสิบนาทีแม้แต่เตโซก็ได้แต่นั่งมองหน้าหญิงสาวอยู่เงียบๆ ไม่พูดคำใดออกมาอีกจนร้อนไปถึงเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเคี้ยวอาหารในปากตุ้ยๆ จนสองแก้มพองออกมองสลับไปมาระหว่างปิ่นอนงค์กับเตโซก่อนจะกลืนลงคอแล้วพูดทำลายความเงียบ
“ทำไมมามี้กับปาป๋าไม่ทานกันต่อล่ะครับ” เสียงเล็กเอ่ยถามออกมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ทานครับทาน น้องนายทานให้อิ่มเลยนะครับ” ปิ่นอนงค์กระแอมเบาๆ ก่อนจะหันมาสนใจเจ้านายพลางยิ้มเพื่อปรับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองให้เป็นปกติ ซึ่งไม่ต่างจากเตโซที่เลือกสนใจอาหารตรงหน้าต่อเมื่อเธอเลือกที่จะจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น
และราวสิบนาทีที่ทั้งสองคนต่างคนต่างเงียบใส่กันจนในที่สุดเป็นปิ่นอนงค์ที่เริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้งเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าจะถามเขาตั้งแต่วันงานวิวาห์แล้วหากแต่มีเรื่องวุ่นจนลืมไป
“เอ่อ คุณโซคะ ฉันมีคำถามที่ยังไม่เก็ตมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ฉันอยากจะถามคุณและเริ่มคุยเรื่องข้อตกลงกันอย่างจริงจังสักทีค่ะ” ปิ่นอนงค์ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอึดอัดใจเมื่อเธอไม่รู้ว่าจะได้คำตอบที่คาดหวังไว้หรือไม่
“ครับ” เตโซตอบเพียงคำสั้น
“คุณยื่นข้อเสนอให้ฉัน…ถ้าฉันทำให้คุณหวั่นไหวได้จะยอมเซ็นใบหย่า ฉันพอเข้าใจว่าคุณอยากเลิกความรู้สึกที่มันผิดกับน้องชาย แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณจะต้องจริงจังกับฉันเหมือนเราแต่งงานกันจริงๆ แถมให้ของมูลค่าเป็นล้านแบบนี้” ปิ่นอนงค์พูดเกริ่นเพื่อให้เตโซได้รู้ว่าเธอกำลังพูดตรงประเด็น ฉะนั้นแล้วเขาจะอ้อมค้อมหรือคิดจะบ่ายเบียงไม่ได้ในการให้คำตอบกับเธอ
“สำหรับผม เพศหญิงคือเพศที่ผมควรให้เกียรติไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สำหรับคุณคือหลานสาวคนโตของเจ้าสัว ทายาทวรรณวิภากิจ แม้การแต่งงานสำหรับเราสองคนเป็นเพียงเรื่องโกหกแต่ผมคงทำให้คุณดูไม่มีเกียรติไม่ได้” เตโซให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ขอบคุณนะคะ แต่สำหรับฉันมันมากเกินไปค่ะ ถ้ามองแล้วคุณเสียเปรียบมากกว่าฉันเสียอีก” ปิ่นอนงค์ตอบกลับไปพลางยื่นมือไปหยิบกล่องสีขาวมามองแต่ยังไม่ยอมเปิดออกเสียที
“ไม่หรอกครับ…ชุดเครื่องเพชรที่ใส่ในงานแลกกับการที่ผมจะได้ร่วมลงทุนกับเจ้าสัว แหวนคือการให้เกียรติคุณเพื่อรักษาหน้าตาชื่อเสียง ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่เห็นเพราะสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์” เตโซยังอธิบายต่อออกมาอย่างไม่คิดปิดบังปิ่นอนงค์
“ทำไมต้องร่วมลงทุนคะ ฉันยังไม่เข้าใจกับชุดเครื่องชุดนั้นเลย อีกอย่าง…ในเมื่อคุณปู่ทำอสังหาริมทรัพย์ ส่วนคุณทำอัญมณี” ปิ่นอนงค์ไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกจนไม่รู้สิ่งแวดล้อมรอบกาย หากแต่เธอไม่เข้าใจในการตัดสินใจของเขาในการทำข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าสัวธรรมรงค์
“ผมส่งต่อตำแหน่งให้น้องชายรับช่วงต่อ ส่วนผมมาบริหารบริษัทของน้องดาแทน และในเครือบริษัทของน้องดาไม่ได้ทำแค่อัญมณีแต่ยังมีอสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านพักต่างอากาศ ซึ่งผมไม่ถนัดและน้องดาก็ไม่สันทัด ส่วนชุดเครื่องเพชรที่คุณใส่ในวันงานจริงๆ แล้วเป็นของขวัญจากเจ้าสัวที่จะให้คุณแต่ผมไม่คิดราคาก็แค่นั้น เจ้าสัวเลยใช้เป็นจ้อแลกเปลี่ยนกับการร่วมลงทุนด้วยกัน” เตโซยังคงมีคำอธิบายเสมอ
“คุณก็เลยยอมตกลงแต่งงานกับฉันเพื่อธุรกิจด้วยชุดเครื่องเพชรชุดนั้น ซึ่งถ้าเทียบแล้วยังไงคุณปู่ก็ไม่ยอมง่ายๆ แน่ มันต้องมากกว่านั้น งั้นฉันขอถาม…หนึ่ง เรื่องน้องสะใภ้ สอง เรื่องธุรกิจ ข้อไหนคือเหตุผลแรกที่ทำให้คุณตกลงแต่งงานคะ แล้วทำไมคุณปู่ถึงยอมด้วยแค่เพียงชุดเครื่องเพชรหนึ่งชุดเท่านั้น” ปิ่นอนงค์ถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อมและตั้งใจฟังคำตอบมากเสียจนยังไม่เข้าใจตัวเองว่ากำลังหวังคำตอบแบบไหนกันแน่จากเขา
“ข้อที่หนึ่งครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ลังเล
“ฉันคงต้องเข้าไปทำความรู้จักกับน้องสะใภ้ของคุณแล้วสิคะ ถามไปถามมาก็ได้คำตอบหลักก็คือคุณยอมแต่งงานกับฉันเพราะน้องสะใภ้ของคุณ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นอย่างเข้าใจเมื่อได้รู้แล้วว่าเหตุผลหลักของเตโซคือข้อไหน ฉะนั้นเธอจึงต้องตั้งใจทำในสิ่งที่รับปากกับเขาเพื่อการหย่า
แม้จะไม่อยากทำก็ตาม
หรือต่อให้เธอรู้สึกดีกับเขาที่มันจะมากกว่าเพื่อนก็คงทำได้แค่ยอมทำตามข้อตกลงที่มีระหว่างเท่านั้น เพราะเธอรู้ดีว่าให้ดิ้นรนรั้งเอาไว้ก็รั้งไม่อยู่อยู่ดี แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่ได้รู้สึกถึงขั้นนั้นก็ตาม
“คุณจะทำยังไง” เตโซถามกลับ
“ฉันก็คงจะลองเข้าไปที่บริษัทของคุณเพื่อลองทำความรู้จักกับน้องสะใภ้ ถึงงานแต่งเธอจะเห็นฉันแล้วก็เถอะ แต่เดี๋ยวนี้การแต่งหน้าให้คนจำไม่ได้ก็ทำได้จนน่าทึ่งแล้วค่ะ ถ้าอยากจะประเมินศัตรูหัวใจก็ต้องเข้าถ้ำศัตรูสิคะ” ปิ่นอนงค์พูดพลางยิ้มขบขันกับคำพูดของตัวเองในท้ายประโยค
แม้จะเป็นคำพูดล้อเล่นกับชายหนุ่มเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดไปมากกว่านี้กับบทสนทนาถึงเหตุผลของการตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงที่แอบอ้างว่าคบหากับเขาทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ยอมที่จะเสียเปรียบเพื่อให้ได้กำจัดความรู้สึกที่มีต่อดาริกาออกไปอย่างรู้สึกผิดต่อน้องชาย ก่อนจะมองสบสายตาคมของเขาที่นั่งมองมาด้วยท่าทีปกติอย่างไม่มีความรู้สึกใดๆ เผยออกมาแต่ก็ไม่ได้เฉยชาเข้าขั้นเย็นชาไม่รู้สึกอะไรเลย
เขาแค่ทำตัวตามปกติก่อนจะถามถึงของขวัญจากเขาที่ตั้งใจจะให้กับเธอ
บทส่งท้ายปิ่นอนงค์ยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเล็กน้อยหากแต่ไม่เท่ากับความเจ็บที่ขาเมื่อรู้สึกถึงตะคริวที่ขาซ้ายของตัวเองก่อนจะพยายามยืดขาเพื่อช่วยคลายตะคริว คิ้วทรงสวยขมวดเข้าหากันเมื่อยิ่งรู้สึกเจ็บที่ขามากขึ้น“เป็นตะคริวเหรอปิ่น”“ค่ะ”กระทั่งเสียงทุ้มเข้มของเตโซดังขึ้นพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากเตียงพลางเดินอ้อมมาอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวแล้วนั่งลงที่พื้นข้างเตียงซึ่งเธอก็ขยับตัวห้อยขามาทางชายหนุ่ม“อือ…ขาไม่บวม คงเป็นตะคริวปกติ” เตโซมองสำรวจขาซ้ายของปิ่นอนงค์ก่อนจะจับข้อเท้าของเธอมาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ ตั้งแต่ข้อเท้าไปตามปลีน่องก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้งเมื่อหญิงสาวยิ้มออกมาพร้อมคำตอบ“เจ้าตัวเล็กทำให้คุณต้องตื่นมากลางดึกบ่อยนะช่วงนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงคาดโทษเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในครรภ์ของหญิงสาวอย่างไม่จริงจัง“อีกสองเดือนก็ครบกำหนดแล้วนิคะ เป็นเรื่องปกติค่ะ” ปิ่นอนงค์ยิ้มมีความสุขในทุกครั้งที่เตโซยอมตื่นยอมลุกมากับเธอเช่นนี้ตั้งแต่มีอาการแพ้ท้องเขาไม่เคยบ่นหรือมีท่าทีหงุดหงิดใส่เลยแม้แต่นิด ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลเป็นอย่างมากกับการที่ตั้งครรภ์ตอนใกล้เลขสี
“ไม่ใช่ค่ะ ตอนแรกเรานอนห้องเดียวกันแต่แยกที่นอน พอมาที่นี่ก็แยกห้องนอนกัน ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองเหมือนที่ผ่านมา แต่เพราะความอ่อนโยนอบอุ่นของเขาทำให้ปิ่นตัดสินใจขอเขาเป็นแฟนก่อนเลยค่ะ ทั้งหล่อทั้งรวยแถมด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน ใครจะไม่รีบคว้าเอาไว้มาเป็นเจ้าบ่าวของตัวเองละคะ” ปิ่นอนงค์เป็นคนเอ่ยตอบอย่างรักษาเกียรติของเตโซโดยไม่พูดถึงข้อตกลงระหว่างกันที่ตอนนั้นหัวใจของเธอกับเขายังว่างเปล่าอยู่“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอน่ารักและทำให้ผมอยากดูแล ไม่มีทางที่คนอย่างผมจะใส่ใจใครโดยไม่สนว่าตัวเองจะลำบากแค่ไหน ขอแค่ให้เธอปลอดภัยมีความสุขก็พอแล้วครับ” เตโซพูดขึ้นบ้างพลางมองสบสายตาปิ่นอนงค์“หวาน หวานมากจริงๆ ค่ะ แต่ความร้ายของคุณปิ่นเราก็ถูกสยบด้วยความอ่อนโยนจากคุณโซ แหม น่าอิจฉามากเลยค่ะ แบบนี้ทั้งคู่คงรักเหนียวแน่นแน่นอน” เพราะความหมั่นไส้และอิจฉาที่คนื่นมีคนรักแล้วทำให้เชอรีนแอบแขวะออกไปตามประสาคนอิจฉาคนมีความรัก“แน่นอนครับ ผมรักเธอมากจนไม่สามารถปล่อยให้เธอเป็นอันตรายได้ ต่อให้ตอนนั้นเธอจะขอหย่าผม ผมก็จะปกป้องเธออย่างไม่มีข้อแม้” เตโซเป็นฝ่ายตอบก่อน“ปิ่นเองก็รักคุณมากเกินกว่าจะเสี่ยงให้คุณมามีอั
บทที่ 24ดวงใจที่ร้ายที่รัก หลังจากที่เตโซได้ขอปิ่นอนงค์แต่งงานไปได้เพียงคืนเดียวข่าวบันเทิงต่างก็ตีแผ่ภาพและข่าวการขอแต่งงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ต่อมาอีกหนึ่งเดือนงานวิวาห์สุดแสนตระการตาภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมวรรณวิภากิจที่ภูเก็ตก็ถูกจัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนและผู้หลักผู้ใหญ่ถูกเชิญเข้าร่วมงานวิวาห์ที่เปิดเผยและออกสื่อให้ทุกคนได้รู้อย่างสมเกียรติของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่เป็นถึงนักธุรกิจชื่อดังที่ใครต่างให้ความสนใจข่าวของคนทั้งสองมาตลอดยามที่มีข่าวตีแผ่ออกไป แม้งานวิวาห์ครั้งนี้จะถูกจัดขึ้นด้วยความรักและความสุขท่ามกลางผู้คนมากมายที่เข้ามาเป็นพยานในวันแห่งความทรงจำที่มีความสุขที่สุดของปิ่นอนงค์และเตโซก็ยังมีข้อครหาเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าคนทั้งสองแต่งงานกันแบบเงียบและออกมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานเลี้ยงเลื่อนตำแหน่งของเตโซทำไมถึงแต่งงานกันอีกครั้งแต่แล้วข้อครหาเหล่านั้นก็ถูกปัดตกไปเมื่อมีคนแย้งมาว่าคนรวยมักชอบทำเรื่องแปลกตามใจ จึงกลายเป็นว่าทุกคนไม่สนใจตั้งคำถามอีกนอกจากรอดูภาพงานวิวาห์ตามสือที่จะตีแผ่ข่าวออกมาภายในงานดำเนินไปอย่างราบรื่นและใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ
“ถ้าผมไม่เข้าไปช่วยคุณ ผมก็เสียคุณไปสิ ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก คุณคือทุกอย่างในชีวิตที่เหลืออยู่ของผมนะปิ่น อย่าโทษเจ้าสัวเลย ต่อให้เจ้าสัวไม่ผิดคำพูดกับคุณผมก็จะดื้อเข้าไปปกป้องคุณอยู่ดี” เตโซได้ยิ้มกว้างเสียทีพลางยื่นมือไปดึงมือของสาวเจ้ามากอบกุมเอาไว้“เจ็บมากไหมคะ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า” ปิ่นอนงค์ค่อยๆ ระบายยิ้มออกมาเพื่อให้เตโซชื่นใจขึ้นมาอีกนิดพลางดึงมือออกแล้วยื่นไปลูบเบาๆ ใกล้บริเวณบาดแผลที่ยังมีผ้าก๊อซปิดอยู่“ไม่แล้วครับ” เตโซยิ้มรับพลางตอบ“อยากจะแกล้งโกรธแล้วมึนตึงใส่ก่อนพังงานแต่ก็ทำไม่ลง ห่วงความรู้สึกของคุณอยู่เรื่อย” เธอยู่ปากพูดออกมา“แสบนักนะเรา ว่าแต่ปิ่นรู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมฟื้นแล้ว” ชายหนุ่มพูดพลางยกมือลงบนศีรษะของหญิงสาวยีเบาๆ ก่อนจะถาม“วันที่ปิ่นบอกมีงานด่วนนั่นแหละคะ บังเอิญเจอลุงหมอแล้วท่านบอกเลยยืนแอบฟังค่ะ” สาวเจ้าตอบตามตรง“อือหือ แสบจริงๆ นะปิ่น” เตโซอุทานออกมาพลางยิ้มขันตัวเองที่ไม่เชื่อพฤกษ์ที่ช่างสังเกต“ว่าแต่ จะเซอร์ไพรส์ขอปิ่นแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ” เธอยิ้มขันก่อนจะพูดออกไป“ไม่เซอร์ไพรส์แล้ว ขอเลยแล้วกัน” เตโซพูดก่อนจะเริ่มมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเตโซมองส
“อย่าเพิ่งกังวลไปครับ พี่ปิ่นอาจจะคิดงานถึงได้ให้เชอรีนมาที่นี่ก่อนก็ได้นะครับ พี่ปิ่นไม่หนีพี่ไปไหนแน่นอนครับ” เตชินเอื้อนเอ่ยขึ้นหากแต่ข้างในใจก็รู้สึกกลัวเล็กน้อยว่าการเซอร์ไพรส์ในครั้งนี้จะล่มไม่เป็นท่า“ขอบใจมาก” เตโซยิ้มรับแล้วขอบคุณน้องชายออกไป“แต่ถ้าพี่ปิ่นรู้แล้วเกิดโกรธขึ้นมาละคะ” พราวมุกเอื้อนเอ่ยขึ้นอย่างเผลอลืมตัวก่อนจะรีบหันไปทางอื่นพลางขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังพฤกษ์ทันทีที่เตโซหันขวับมามอง“ไม่หรอกครับ” เตชินพยายามคิดในแง่ดีหากแต่มือไม้เริ่มสั่นยืนไม่นิ่งเฉกเช่นเดียวกับเตโซไปเสียแล้วเพราะกว่าพี่ชายของเขาจะได้พบผู้หญิงที่ใช่และมอบความสุขกับรอยยิ้มของเตโซได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสักนิดทั้งสองคนเกือบจะไม่ได้มีชีวิตมาถึงวันนี้แล้ว…“คุณโซคะ เชอรีน เอ่อ…รออีกนิดนะคะ เชอรีนคิดว่าจะต้องไปได้สวยค่ะ” เชอรีนยังไม่ได้ให้คำตอบแต่ก้าวไปหาเตโซแล้วดึงแขนให้ชายหนุ่มหันหลังกับทางเดินมองมาที่เธอแล้วพูดขึ้นต่อ“รออะไรครับ แล้วเธอทำอะไรอยู่” เตโซพยายามควบคุมสติแล้วถามกลับไปด้วยความสงสัยใคร่รู้“คือว่า…ทุกคนคะ!” เชอรีนที่กำลังจะตอบอยู่ๆ ก็ตะโกนให้ทุกคนหันกลับมามองที่เธอเมื่อเห็นว่าปิ่นอน
สามวันต่อมาเตโซออกจากโรงพยาบาลก็เดินทางตรงมาภูเก็ตทันทีพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ทราบเรื่องของชายหนุ่มตั้งแต่แรกแล้วไม่เว้นแม้แต่เจ้าสัวธรรมรงค์ โดยที่ไม่รู้เลยว่าก่อนที่ปิ่นอนงค์จะเดินทางมาภูเก็ตได้ยินทุกอย่างที่พูดในห้องพักฟื้นแล้วเพียงแต่หญิงสาวไม่รู้ว่าเขามีแผนจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่ก่อนที่เขาจะเซอร์ไพรส์เธอนั่น ขอเอาคืนเล็กๆ น้อยๆ ให้รู้สึกแสบๆ คันๆ สักนิดก็แล้วกันปิ่นอนงค์เรียกพราวมุกมาเค้นหาความจริงจากปากจนได้รู้ว่าเตโซคิดจะทำอะไรและไม่ยากที่พราวมุกจะเข้าข้างหญิงสาวจนพูดออกมาจนหมดเปลือก เธอนึกดีใจที่รู้ว่าชายหนุ่มคิดจะเซอร์ไพรส์อะไรเธอแต่มีหรือจะง่ายอย่างที่หวังเอาไว้“คอยดูนะ ปิ่นจะทำให้คุณน้ำตาล่วงต่อหน้าคนอื่นไปเลย เจ้าเล่ห์ดีนัก แต่ก็นะ…ก็ยังดีที่ทำแบบนี้” ปิ่นอนงค์พึมพำกับตัวเองพลางมองไปยังกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมที่ด้านหลังสวนหย่อมซี่งเชื่อมกับทางเดินมาทางรีสอร์ต“พี่ปิ่น งั้นมุกขอตัวไปหาพวกเขาก่อนนะคะ เดี๋ยวฝ่ายนั้นจะรู้ซะก่อนว่าพี่ปิ่นรู้เรื่องแล้ว” พราวมุกที่มาอยู่รอที่ภูเก็ตและแปรพรรคมาอยู่กับปิ่นอนงค์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่จะดีใจก็ไม่ดีใจจะเห็นใจก
“สวัสดีครับ วันนี้คนไข้รู้สึกปวดหัวหรือมีอาการเจ็บ มึนหัว อาเจียนไหมครับ”เสียงของแพทย์ดังขึ้นทันทีที่เข้าไปด้านในแม้ปิ่นอนงค์จะไม่เห็นว่าแพทย์ประจำคนไข้กำลังสอบถามใครแต่คนที่ตอบออกมาก็ทำให้หญิงสาวมีสีหน้ากรุ่นโกรธมากขึ้นเมื่อเสียงนั้นที่ตอบออกมาคือเตโซ!หนอย เจ้าเล่ห์แกล้งกันแบบนี้คงจะสนุกสินะสาว
บทที่ 23 เจ้าเล่ห์แค่ไหนก็สู้ความแสบไม่ได้ อีกสองสัปดาห์ต่อมา แม้เวลาจะผ่านมาหนึ่งเดือนครึ่งแล้วเตโซก็ไม่มีวี่แววจะฟื้นขึ้นมาเลยทั้งที่ทุกอย่างอยู่ในภาวะปกติไม่มีโรคแทรกซ้อนหรือทรุดตัวลง ทั้งปิ่นอนงค์ก็คอยเฝ้าอยู่ทุกวันไม่ไปไหนแม้แต่กับวันที่เจ้านายเดินทางกลับไปเรียนที่ต่างประเทศหญิงสาวก็แค่ไปรั
เธอเป็นผู้หญิงที่ธรรมดา เป็นคนดีคนหนึ่งที่เขาที่ไม่ควรมาพบเจอเรื่องร้ายเลยสักนิด สิ่งที่เขาได้ยินมาจากเตชินมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะผ่านมาได้ หากเปรียบเทียบกับเขาแล้วยังมีความเข้มแข็งที่จะอดทนดูแลกิจการครอบครัวและน้องชายจนดตมีครอบครัวเช่นนี้ แต่กับปิ่นอนงค์ไม่เพียงสูญเสียบิดามารด
เตโซเดินลงบันไดด้วยอากัปกิริยาที่นกมือขึ้นมาลูบที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองอย่างไม่เข้าใจเมื่อหัวใจของเขาเต้นแรงกระหน่ำจนคิดว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจขึ้นมาฉับพลัน ก่อนจะเบาใจเมืออาการหัวใจเต้นแรงค่อยๆ ทุเลาลงเมื่อเดินลงมาพบกับเตขินและดาริกาซึ่งกำลังเดินกลับเข้าบ้านโดยมีลูกชายตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นพ่







