ANMELDEN“ผมอยากให้ก็คืออยากให้ ไม่ใช่เพราะรู้สึกผิดเลยอยากชดเชยด้วยสิ่งของหรือของพวกนี้ ถ้าผมจะชดเชยก็คงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่ามูลค่า” เตโซตอบออกไปตามตรง
ทว่า คำตอบของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวชะงักค้างกลางอากาศอย่างไม่ทันตั้งตัวกับคำตอบเพราะเธอเดาไม่ออกจริงๆ ว่าเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่ เพราะบางทีก็เหมือนจะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาแต่บางครั้งก็เก็บเงียบไม่พูดออกมตามตรงหรือเปิดเผยให้เธอได้เข้าใจกับสิ่งที่เขาทำ หากว่าเขาไม่ตั้งใจจะให้รู้เธอก็ไม่มีทางรู้ได้
แต่ไม่คิดเลยว่าคำตอบของเขาจะมีผลกับเธอได้ขนาดนี้เช่นกัน
เพราะปิ่นอนงค์นิ่งค้างไปนานถึงสิบนาทีแม้แต่เตโซก็ได้แต่นั่งมองหน้าหญิงสาวอยู่เงียบๆ ไม่พูดคำใดออกมาอีกจนร้อนไปถึงเด็กชายตัวน้อยที่กำลังเคี้ยวอาหารในปากตุ้ยๆ จนสองแก้มพองออกมองสลับไปมาระหว่างปิ่นอนงค์กับเตโซก่อนจะกลืนลงคอแล้วพูดทำลายความเงียบ
“ทำไมมามี้กับปาป๋าไม่ทานกันต่อล่ะครับ” เสียงเล็กเอ่ยถามออกมาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
“ทานครับทาน น้องนายทานให้อิ่มเลยนะครับ” ปิ่นอนงค์กระแอมเบาๆ ก่อนจะหันมาสนใจเจ้านายพลางยิ้มเพื่อปรับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองให้เป็นปกติ ซึ่งไม่ต่างจากเตโซที่เลือกสนใจอาหารตรงหน้าต่อเมื่อเธอเลือกที่จะจบบทสนทนาเพียงเท่านั้น
และราวสิบนาทีที่ทั้งสองคนต่างคนต่างเงียบใส่กันจนในที่สุดเป็นปิ่นอนงค์ที่เริ่มบทสนทนาใหม่อีกครั้งเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าจะถามเขาตั้งแต่วันงานวิวาห์แล้วหากแต่มีเรื่องวุ่นจนลืมไป
“เอ่อ คุณโซคะ ฉันมีคำถามที่ยังไม่เก็ตมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ฉันอยากจะถามคุณและเริ่มคุยเรื่องข้อตกลงกันอย่างจริงจังสักทีค่ะ” ปิ่นอนงค์ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้งด้วยความอึดอัดใจเมื่อเธอไม่รู้ว่าจะได้คำตอบที่คาดหวังไว้หรือไม่
“ครับ” เตโซตอบเพียงคำสั้น
“คุณยื่นข้อเสนอให้ฉัน…ถ้าฉันทำให้คุณหวั่นไหวได้จะยอมเซ็นใบหย่า ฉันพอเข้าใจว่าคุณอยากเลิกความรู้สึกที่มันผิดกับน้องชาย แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณจะต้องจริงจังกับฉันเหมือนเราแต่งงานกันจริงๆ แถมให้ของมูลค่าเป็นล้านแบบนี้” ปิ่นอนงค์พูดเกริ่นเพื่อให้เตโซได้รู้ว่าเธอกำลังพูดตรงประเด็น ฉะนั้นแล้วเขาจะอ้อมค้อมหรือคิดจะบ่ายเบียงไม่ได้ในการให้คำตอบกับเธอ
“สำหรับผม เพศหญิงคือเพศที่ผมควรให้เกียรติไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สำหรับคุณคือหลานสาวคนโตของเจ้าสัว ทายาทวรรณวิภากิจ แม้การแต่งงานสำหรับเราสองคนเป็นเพียงเรื่องโกหกแต่ผมคงทำให้คุณดูไม่มีเกียรติไม่ได้” เตโซให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ขอบคุณนะคะ แต่สำหรับฉันมันมากเกินไปค่ะ ถ้ามองแล้วคุณเสียเปรียบมากกว่าฉันเสียอีก” ปิ่นอนงค์ตอบกลับไปพลางยื่นมือไปหยิบกล่องสีขาวมามองแต่ยังไม่ยอมเปิดออกเสียที
“ไม่หรอกครับ…ชุดเครื่องเพชรที่ใส่ในงานแลกกับการที่ผมจะได้ร่วมลงทุนกับเจ้าสัว แหวนคือการให้เกียรติคุณเพื่อรักษาหน้าตาชื่อเสียง ผมไม่ใช่คนดีอย่างที่เห็นเพราะสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์” เตโซยังอธิบายต่อออกมาอย่างไม่คิดปิดบังปิ่นอนงค์
“ทำไมต้องร่วมลงทุนคะ ฉันยังไม่เข้าใจกับชุดเครื่องชุดนั้นเลย อีกอย่าง…ในเมื่อคุณปู่ทำอสังหาริมทรัพย์ ส่วนคุณทำอัญมณี” ปิ่นอนงค์ไม่ใช่คนอ่อนต่อโลกจนไม่รู้สิ่งแวดล้อมรอบกาย หากแต่เธอไม่เข้าใจในการตัดสินใจของเขาในการทำข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าสัวธรรมรงค์
“ผมส่งต่อตำแหน่งให้น้องชายรับช่วงต่อ ส่วนผมมาบริหารบริษัทของน้องดาแทน และในเครือบริษัทของน้องดาไม่ได้ทำแค่อัญมณีแต่ยังมีอสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านพักต่างอากาศ ซึ่งผมไม่ถนัดและน้องดาก็ไม่สันทัด ส่วนชุดเครื่องเพชรที่คุณใส่ในวันงานจริงๆ แล้วเป็นของขวัญจากเจ้าสัวที่จะให้คุณแต่ผมไม่คิดราคาก็แค่นั้น เจ้าสัวเลยใช้เป็นจ้อแลกเปลี่ยนกับการร่วมลงทุนด้วยกัน” เตโซยังคงมีคำอธิบายเสมอ
“คุณก็เลยยอมตกลงแต่งงานกับฉันเพื่อธุรกิจด้วยชุดเครื่องเพชรชุดนั้น ซึ่งถ้าเทียบแล้วยังไงคุณปู่ก็ไม่ยอมง่ายๆ แน่ มันต้องมากกว่านั้น งั้นฉันขอถาม…หนึ่ง เรื่องน้องสะใภ้ สอง เรื่องธุรกิจ ข้อไหนคือเหตุผลแรกที่ทำให้คุณตกลงแต่งงานคะ แล้วทำไมคุณปู่ถึงยอมด้วยแค่เพียงชุดเครื่องเพชรหนึ่งชุดเท่านั้น” ปิ่นอนงค์ถามออกไปอย่างไม่อ้อมค้อมและตั้งใจฟังคำตอบมากเสียจนยังไม่เข้าใจตัวเองว่ากำลังหวังคำตอบแบบไหนกันแน่จากเขา
“ข้อที่หนึ่งครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ลังเล
“ฉันคงต้องเข้าไปทำความรู้จักกับน้องสะใภ้ของคุณแล้วสิคะ ถามไปถามมาก็ได้คำตอบหลักก็คือคุณยอมแต่งงานกับฉันเพราะน้องสะใภ้ของคุณ” ปิ่นอนงค์พูดขึ้นอย่างเข้าใจเมื่อได้รู้แล้วว่าเหตุผลหลักของเตโซคือข้อไหน ฉะนั้นเธอจึงต้องตั้งใจทำในสิ่งที่รับปากกับเขาเพื่อการหย่า
แม้จะไม่อยากทำก็ตาม
หรือต่อให้เธอรู้สึกดีกับเขาที่มันจะมากกว่าเพื่อนก็คงทำได้แค่ยอมทำตามข้อตกลงที่มีระหว่างเท่านั้น เพราะเธอรู้ดีว่าให้ดิ้นรนรั้งเอาไว้ก็รั้งไม่อยู่อยู่ดี แม้ตอนนี้เธอจะยังไม่ได้รู้สึกถึงขั้นนั้นก็ตาม
“คุณจะทำยังไง” เตโซถามกลับ
“ฉันก็คงจะลองเข้าไปที่บริษัทของคุณเพื่อลองทำความรู้จักกับน้องสะใภ้ ถึงงานแต่งเธอจะเห็นฉันแล้วก็เถอะ แต่เดี๋ยวนี้การแต่งหน้าให้คนจำไม่ได้ก็ทำได้จนน่าทึ่งแล้วค่ะ ถ้าอยากจะประเมินศัตรูหัวใจก็ต้องเข้าถ้ำศัตรูสิคะ” ปิ่นอนงค์พูดพลางยิ้มขบขันกับคำพูดของตัวเองในท้ายประโยค
แม้จะเป็นคำพูดล้อเล่นกับชายหนุ่มเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดไปมากกว่านี้กับบทสนทนาถึงเหตุผลของการตัดสินใจแต่งงานกับผู้หญิงที่แอบอ้างว่าคบหากับเขาทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ยอมที่จะเสียเปรียบเพื่อให้ได้กำจัดความรู้สึกที่มีต่อดาริกาออกไปอย่างรู้สึกผิดต่อน้องชาย ก่อนจะมองสบสายตาคมของเขาที่นั่งมองมาด้วยท่าทีปกติอย่างไม่มีความรู้สึกใดๆ เผยออกมาแต่ก็ไม่ได้เฉยชาเข้าขั้นเย็นชาไม่รู้สึกอะไรเลย
เขาแค่ทำตัวตามปกติก่อนจะถามถึงของขวัญจากเขาที่ตั้งใจจะให้กับเธอ
น่ารักสดใสและใจดีแบบนี้สิน่า คนอย่างเตโซถึงตัดใจไม่ได้แบบนี้ มิหนำซ้ำยังอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่โดยไม่ถือตัวที่ตัวเองมีฐานะที่สูงกว่า แค่เธอสัมผัสในระยะสั้นๆ ยังรู้สึกเอ็นดูดาริกาเสียไม่ได้เลย“โธ่ น้องดาคะ ทำไมถ่อมตนอีกแล้ว คุณเตคุณโซได้กินหัวพี่กันพอดีสิคะ” สาลียิ้มพลางห่อไหล่ลงอย่างอ่อนใจใส่เจ้านายสาวผู้แสนดี“ไม่หรอกค่ะ มีดาอยู่” ดาริกาพูดพลางหัวเราะออกมาตามปกติที่แอบแซวเจ้านายหนุ่มกับพนักงานก่อนจะเดินตามสาลีออกไปเมื่ออีกฝ่ายยอมที่จะเดินออกก่อนปิ่นอนงค์เผยอยิ้มเอ็ดูต่อดาริกาออกมาก่อนจะก้าวเดินออกจากลิฟต์ตามคนทั้งสองที่ยังมีบทสนทนาหยอกเย้าราวกับไม่ใช่ลูกน้องเจ้านายแต่เป็นเหมือนพี่น้องกันมากกว่า ก่อนจะหยุดเดินตามเมื่อทั้งสองหยุดเดินทั้งที่ยังสนทนากันอยู่“แน่ใจนะคะว่าจะไม่เจอคุณเตคุณโซ” สาลีถามอีกครั้งพลางสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณอย่างระแวดระวัง“ค่ะ พี่เตเดินไปหาพี่โซที่ด้านหลัง รายนั้นชอบเข้าทางด้านหลังบริษัทตรงเข้าห้องประชุมสะดวก รับรองว่าไม่เจอแน่นอนค่ะ” ดาริกายังยืนยันคำเดิม“โอเคค่ะ ฝากด้วยนะคะน้องดา” สาบียิ้มกว้างอย่างโล่งใจ“ยินดีค่ะ เดี๋ยวรออยู่ที่โต๊ะพี่สาลีก่อนนะคะ ดาคิดว
เมื่อเดินออกมาจากโรงแรมปิ่นอนงค์และเตโซก็ขึ้นรถขับออกตรงไปยังวราไดมอนด์ทันทีโดยเป็นรถของชายหนุ่มและสารถีก็คือเจ้าของรถ หญิงสาวเพิ่งสัมผัสได้ว่าเขามีฐานะชื่อเสียงแต่ใช้ชีวิตธรรมดาพึ่งตัวเอง แตกต่างจากคนวรรณวิภากิจที่น้อยนักจะได้ทำอะไรด้วยตัวเอง เธอจึงฉุกคิดได้ว่าการที่ย้ายไปอยู่บ้านของเขาคงจะทำให้เธอโตขึ้นมากกว่านี้ คงได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากเดิมไม่น้อยจากเขาก็เป็นได้ใช้เวลาไม่นานทั้งสองก็มาถึงวราไดมอนด์ เตโซเลือกที่จะเข้าเข้ามาจอดรถที่ลานจอดใต้ตึกตามคำขอของปิ่นอนงค์ที่นึกสนุกอยากแอบเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้ว่าหญิงสาวเป็นใครก็เพื่อประเมินดาริกาตามความตั้งใจ แต่ทว่าไม่คิดเลยว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาทางด้านหน้าบริษัทแทนการเข้าที่ลิฟต์ส่วนตัวผู้บริหารกับเตโซ“น้อง! น้องใช่ไหมที่เป็นพนักงานใหม่ ทำไมมาสายขนาดนี้ ทุกคนกำลังยุ่งๆ กันเลย วันนี้คุณเตโซจะเข้าบริษัท เดี๋ยว ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ตายๆ เอชอาร์รับมาได้ยังไง ทำยังไงดีๆ คุณเตโซเป็นคนเนี้ยบซะด้วยสิ”ปิ่นอนงค์มองพนักงานหญิงที่สวมแว่นตาหนาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบที่บ่นไปดึงแขนพาหญิงสาวเดินไปก่อนจะชะงักมองเธออีกครั้งอย่างพิจารณา และยิ่งพบความไม่เรี
“จริงสิคะ ที่คุณบอกว่าจะเรียกคนที่ดูกระเป๋าเป็นมา คุณมีคนรู้จักแบบนั้นด้วยเหรอคะ” ปิ่นอนงค์ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของเตโซก็ยิ่งดขินอายมากกว่าเดิมจึงตัดสินใจหันกลับไปเปลี่ยนเรื่องทันที“รู้จักน่ะมี แต่เขาอยู่กรุงเทพฯ ผมก็แค่พูดแก้ไขสถานการณ์ไปน่ะ” เตโซตอบตามตรง“คุณเองก็ร้ายค่ะ” เธอขำออกมากับคำตอบของเขาก่อนจะแกล้งว่ากลับไป“ทำไงได้ เจอคนกำลังเอาเปรียบก็ต้องเปิดโปง แล้วคุณดูไม่ออกจริงๆ เหรอเรื่องกระเป๋า” เตโซยักหัวไหล่อย่างไม่ยี่หระก่อนจะถามกลับ“ดูไม่ออกค่ะ ฉันไม่ค่อยใช้ของแบรนด์เนม มีไม่กี่อย่างเองและที่มีก็ได้มาจากของขวัญที่คนอื่นให้มา” ปิ่นอนงค์ส่ายหัวพรืดตอบกลับไป“ไม่เอามาใช้แล้วคุณเก็บไว้ไหน” ถามกลับด้วยความสงสัย“ห้องเก็บของที่บ้านเล็กที่กรุงเทพฯ ค่ะ” ตอบด้วยท่าทางสบายๆ“ไม่แปลกใจแล้ว อีกเรื่อง ทำไมคนที่นี่ถึงไม่เรียกคุณว่าคุณหนึ่งเหมือนคนที่กรุงเทพฯ แต่เรียกคุณว่าคุณปิ่น” เตโซเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัยมานานเมื่ออยู่ที่นี่นานจนจับสังเกตได้ว่าคนทั้งโรงแรมและรีสอร์ตต่างเรียกปิ่นอนงค์ด้วยชื่อมากกว่า ‘คุณหนึ่ง’ ซึ่งบ่งบอกตำแหน่งหลานสาวคนโตของวรรณวิภากิจ“ฉันสั่งเองค่ะ สำหรับ ‘คุณหนึ่ง’
“โชคดีนะคะที่ไม่แตกจนต้องเย็บ คุณนะคุณ ทำไมทำตัวเหมือนตัวเองเป็นเหล็กทั้งตัวด้วยคะ”ปิ่นอนงค์บ่นพลางช่วยปิดพลาสเตอร์ที่แผลหลังล้างแผลพและใส่ยาเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวเปลี่ยนใจให้สายพิณออกไปจัดการกับลูกค้ารายนั้นแทนด้วยคำสั่งใหม่เมื่อคำสั่งแรกทุกคนไม่ยอมทำตามและเป็นเธอเองที่พาเตโซมาห้องพยาบาลของรีสอร์ตโดยมีรุจีรากับภานพตามมาด้วย“เท้ามันไปเอง” เตโซตามเสียงปกติด้วยสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา“เท้าไปเอง!? นี่คุณกวนประสาทฉันอยู่ใช่ไหมคะคุณโซ” ปิ่นอนงค์เอ็ดเล็กน้อยพลางถลึงตาใส่ด้วยความโมโหเตโซเพราะคำตอบ“ขอโทษครับ” เตโซตอบกลับด้วยคำขอโทษเสียงนุ่ม ทว่าทำคนฟังอย่าปิ่นอนงค์ไปต่อไม่ถูกเมื่อจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนผิด“คุณ…” หญิงสาวได้แต่มองชายหนุ่มอย่างอ่อนใจ“…ทำไมถึงยอมง่ายๆ แบบนี้ ผมพูดไปขนาดนั้นแล้ว” เขาเลือกที่จะส่งยิ้มไปให้เธอเพื่อให้สบายใจก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุผลอะไรสาวเจ้าถึงยอมง่ายๆ เช่นนั้น“ใครว่าฉันยอมล่ะคะ” ปิ่นอนงค์ตอบกลับพลางนั่งลงบนเตียงคนไข้เตียงข้างๆ หลังจากยืนทำแผลให้กับเขา“ไม่ยอมยังไงถึงปล่อยไป” เตโซถามกลับทันที เพราะสำหรับเขาไม่ควรปล่
ปิ่นอนงค์หันขวับมามองเตโซด้วยความตกใจกับสิ่งที่เขาทำอยู่แม้จะแอบไม่พอใจเขาในตอนแรก แต่ไม่คิดเลยว่าเขากำลังช่วยไม่ให้เธอถูกลูกค้าหัวหมอเอารัดเอาเปรียบสร้างความเสียหายให้กับทางรีสอร์ต และไม่คิดเลยว่าเขาจะช่วยเธอมากมายขนาดนี้ จนเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะค้องปล่อยเขาไปเธอจะปล่อยเขาไปได้จริงๆ หรือ…“แก! แกพูดอะไร ฉันชื่อมาเป็นแสนนะยะ พูดมานี่ดูกระเป๋าเป็นหรือเปล่ายะ” ลูกค้ายังคงโวยวายกลับมาแต่เริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนขึ้นมาเล็กน้อย“เป็นไม่เป็น ผมรู้จักคนที่ดูกระเป๋าเป็น ผมสามารถเรียกเขามาได้นะครับ” เตโซพูดอย่างกดดันและข่มอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม“แก! แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วยยะ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่ชดใช้ รีสอร์ตได้เสียชื่อเสียงแน่” เจ้าหล่อนยังคงโวยวายกลบเกลื่อนไม่หยุด“ยินดีครับ ผมเองก็จะฟ้องกลับเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งหน้าและทำให้เสียชื่อเสียง และยังมีการฉ้อโกง ยังทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บทางกายและใจ” เตโซตอบโต้กลับไม่วายชี้ไปทางพนักงานชงเครื่องดื่มในท้ายประโยค ซึ่งชายหนุ่มเห็นว่าพรักงานชายคนนี้ถูกทำร้ายร่างกายเมื่อเห็นรอยนิ้วมือและเล็บที่ข่วนแก้ม“แก! นี่หล่อน! มันเป็นใคร คนวรรณวิภากิจบริ
“ภรรยาท่านทูตที่ประจำอยู่สวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เวลาคุณหญิงกลับมาพักผ่อนที่ไทยจะเลือกพักโรงแรมวรรณวิภากิจเป็นประจำ อีกอย่างเมื่อปีก่อนฉันไปเรียนที่สวิตซ์ระยะสั้นก็ได้ท่านช่วยหาบ้านพักและดูแลตลอดนี่แหละ คุณปู่เลยจะเลี้ยงข้าวท่านทุกครั้งที่มาไทยค่ะ” ปิ่นอนงค์อธิบายให้เตโซได้ฟังระหว่างเดินไปที่รีสอร์ต“โอเค หลังจากนั้นเราจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่ออีกสองเดือน เจ้าสัวอยากจัดงานวันเกิดให้คุณที่กรุงเทพฯ อ้อ ของของคุณถูกย้ายไปไว้ที่บ้านผมแล้วนะ” เตโซพยักหน้าเข้าใจก่อนจะยื่นมือไปดันต้นแขนของปิ่นอนงค์เบาๆ ให้เปลี่ยนมาเดินทางซ้ายของเขาเมื่อมีกลุ่มแขกของรีสอร์ตกำลังเดินลากกระเป๋าออกมาพอดี“คุณปู่อีกตามเคย จริงสิ ก่อนจะเข้าบ้านคุณ ฉันมีโอกาสเจอน้องสะใภ้คุณหรือเปล่า” ปิ่นอนงค์บ่นอุบก่อนจะถามถึงดาริกาตามปกติ“…ไม่ จนกว่าจะเข้าบ้าน” เตโซชำเลืองมองปิ่นอนงค์อย่างไม่ชอบใจเล็กน้อยที่เธอคลายจะเร่งรัดข้อตกลงแต่ก็ยอมตอบออกไป“งั้นฉันขอแวะไปที่วราไดมอนด์ก่อนเข้าบ้านคุณนะคะ อยากจะเห็นหน้าชัดๆ อีกที ตั้งแต่งานแต่งจนตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหน้าเธอชัดๆ สักที อย่าบอกใครล่ะว่าฉันเป็นใคร” ปิ่นอนงค์พยักหน้าก่อนจะพูดให้เตโซได้รับรู้







