เข้าสู่ระบบตอนที่หนึ่ง
หญิงสาวนอกด่าน
“เร่เข้ามาจ้า เร่เข้ามา ถังหูลู่หวานกรอบรสอร่อยจ้า”
“แวะดูรองเท้าสานกันก่อน ข้าเพิ่งสานเสร็จทั้งแข็งแรงทนทานใช้ได้นานจ้า”
เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกเชิญชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแวะเลือกซื้อข้าวของกันอย่างคึกคัก
ตวนมู่เจียวบังคับเกวียนซึ่งลากจูงด้วยลาแก่ทั้งบรรทุกไหสุราจนเต็มอย่างระมัดระวังพลางมองบรรยากาศสองข้างทางด้วยความคุ้นชิน
แม้นางเป็นหญิงสาวจากเผ่านอกด่านแต่ด้วยความที่เผ่าของนางอยู่ติดกับเมืองซือซาน ผู้คนจึงทำมาค้าขายระหว่างกันมาตั้งแต่โบราณกาล จะมีเว้นบ้างก็ช่วงที่การศึกรุมเร้าจนต้องปิดด่าน
ตวนมู่เจียวติดตามมารดาเดินทางเข้าออกด่านของเมืองชายแดนแห่งนี้มาตั้งแต่จำความได้
แม้บัดนี้มารดาจะลาจากไปแล้วแต่นางยังต้องกินต้องใช้ จึงหมักสุรารสเลิศตามคำสั่งสอนที่สืบทอดมาและบรรทุกมาขายที่ตลาดแห่งนี้ตามคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาไม่ขาด
สาวน้อยวัย18กระชับผ้ากันลมเพื่อปิดหน้าปิดตาไม่ให้มองได้อย่างถนัดก่อนจะบังคับลาไปทางด้านหลังของหอนางโลมซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่
เมื่อขนไหสุราจำนวนมากลงไปส่งเรียบร้อยแล้วจึงเดินตรงไปยังห้องของแม่เล้าเพื่อรับเงินค่าสินค้า
“อ้า...นายท่านเถิง โอ้ว...ช้าหน่อยเจ้าค่ะ”
ตับ ตับ ตับ
“จะช้าไยเล่า โอ้.. น้องลี่ปี้คนงาม ข้าคิดถึงเจ้ามาหลายวัน อ่า...ร่องของเจ้าช่างตอดดีเสียจริง”
“ถูกนายท่านกระแทกหนักเช่นนี้เกรงจะระบมไปทั้งคืน เห็นใจลี่ปี้เถิดนะเจ้าคะ ซี้ดดด” เสียงออดอ้อนดังออกมาพร้อมเสียงครางซ่านกระเส่า
ตวนมู่เจียวไม่อยากสอดเรื่องของผู้อื่นจึงเร่งฝีเท้าเดินเพื่อให้พ้นจากสวนด้านข้างซึ่งสองหนุ่มสาวกำลังโยกโยนเสพสังวาสซาบซ่านกันอย่างไม่เกรงฟ้าดิน
ห้องหับมีดีดีไม่ไปกระแทกสอดใส่กัน กลับมารวมร่างกลางแจ้งให้ผู้คนแอบมอง เห็นทีพวกเขาคงชื่นชอบการอวดเรือนร่างแสดงลีลากระมัง
ตวนมู่เจียวเดินหลบไปตามต้นไม้ก่อนจะหยุดยืนหอบพักเหนื่อย สายตาเจ้ากรรมไม่วายมองไปยังร่างขาวโพลนของคณิกาสาวซึ่งยืนหันหน้าตรงมาแต่กลับถูกมือใหญ่ขยำขยี้จนมองแทบไม่เห็นทรวงอวบอิ่ม
ขณะที่ร่างหนาคล้ำแดดด้านหลังจ้วงโจนกระแทกกระทั้นแท่งกายมุดเข้าออกยังร่องน้ำของหญิงด้านหน้าไม่ยั้งแรงจนก้นขาวสั่นสะเทือนได้ยินเพียงเสียง ป๊าบ ป๊าบ ป๊าบ
“หากเป็นแม่ทัพโยวเจ้าคงไม่เอ่ยขอเช่นนี้ใช่หรือไม่ ลี่ปี้คนงาม” เสียงของชายหนุ่มซึ่งยังคงกระแทกไม่เบาแรงเอ่ยอย่างไม่ใคร่พอใจพลางส่งแรงตอกทิ่มหนักหน่วง
“อย่าได้กล่าวหาลี่ปี้เลยเจ้าค่ะ แม่ทัพโยวไม่เคยชายตาแลพวกเรา มีหรือที่ข้าจะมีวาสนานั้น” ร่างน้อยโยกไหวส่ายคลอนพลางตอบโต้เสียงเศร้า
“แน่นอน อาคังชื่นชอบแต่การรบ ไม่สนใจหญิงสาวเช่นพวกเจ้า อย่าได้คิดเพ้อเจ้อไป”
“ลี่ปี้ไม่เคยคิดอาจเอื้อม ขอเพียงนายท่านเถิงเมตตาข้าก็เพียงพอแล้ว อ้า...” หญิงสาวหลับหูหลับตาร้องครางดังยาวเมื่อชายหนุ่มด้านบนส่งแรงตอกกระหน่ำอย่างพึงพอใจ
ตวนมู่เจียวยืนหาจังหวะหลบหลีกเพื่อไม่ให้พวกเขาทั้งสองแลเห็นขณะคิดถึงตัวตนของชายหญิงซึ่งกำลังเริงร่าท้าสายลมแสงแดด
หญิงสาวนางนี้ก็คือ ‘ลี่ปี้’ คณิกาดาวเด่นของหอแห่งนี้ ส่วนชายหนุ่มที่นางเรียกว่านายท่านเถิงก็คงจะเป็น ‘เถิงฮวน’ รองแม่ทัพหนุ่มผู้สร้างผลงานไว้ไม่น้อย
และชื่อที่พวกเขาพูดถึงกัน ‘แม่ทัพโยวหย่งคัง’ แม่ทัพพิทักษ์ชายแดนด่านตะวันออกนั่นเอง
ด่านแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมืองซือซานโดยมีเผ่านอกด่านเล็กๆ3เผ่ากั้นกลางระหว่างแคว้นเฉียวแห่งนี้กับแคว้นต๋า
ยามพวกเขาทำศึกสงครามกัน เผ่าเล็กทั้งสามต่างอพยพย้ายที่อยู่ไปหลบซ่อนตามซอกเขา เมื่อพวกเขาสงบศึกจึงค่อยออกมาทำมาหากินอีกครั้ง
โชคดีที่ช่วงนี้การรบถูกการเจรจาสงบศึกทำให้ว่างเว้นไประยะหนึ่งแล้ว รองแม่ทัพอย่างเถิงฮวนจึงมีเวลามาเที่ยวหาความสุขในหอคณิกา
ตวนมู่เจียวรีรออยู่พักหนึ่งจนเห็นเถิงฮวนอุ้มร่างงามหันหน้าเดินกลับเข้าห้องจึงรีบเดินจ้ำไปรับเงินด้วยความรวดเร็ว
เมื่อหญิงสาวบังคับลามาส่งสุราที่เหลือยังร้านอาหารของเสาซิงอี เพื่อนสาวซึ่งสนิทสนมมานานปีจึงได้ยินเสียงตะโกนทักทายตั้งแต่ยังไม่ถึงหน้าประตู
“เจียวเจียว เจ้ามาแล้ว ข้ารอตั้งนาน คราวนี้นำสุรามู่จิ่วมามากหรือไม่”
สุรามู่จิ่วคือสูตรลับของมารดาซึ่งสร้างชื่อเสียงจนผู้คนต่างกล่าวขานและติดตามมาลิ้มลอง ตวนมู่เจียวขายสุราชนิดนี้ให้เพียงสองแห่งเท่านั้นเพื่อไม่ให้หาดื่มง่ายจนเกินไป
“ย่อมนำมาไม่น้อย หาไม่เจ้าคงไล่ตะเพิดข้าไปนอนที่อื่นแน่” ถ้อยคำหยอกล้อพร้อมสีหน้ายิ้มแย้มบ่งบอกความสนิทสนมของหญิงสาวทั้งสองเป็นอย่างดี
เสาซิงอีเดินมาช่วยตวนมู่เจียวยกสุราลงไปเก็บในร้าน สองสาวพบหน้ากันตั้งแต่วัยเยาว์ด้วยมารดาของตวนมู่เจียวนำสุรามาส่งให้บิดาของเสาซิงอีตั้งหลายปีมาแล้ว
ครั้นมารดาของตวนมู่เจียวลาจากอย่างกะทันหันก็ได้บิดาของเสาซิงอีช่วยปลอบโยนและหาลู่ทางช่วยเหลือ ยามบิดาแซ่เสาจากลาไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตวนมู่เจียวจึงทั้งปลอบโยนเพื่อนสาวและช่วยจัดการงานอยู่หลายวัน
จากนั้นยามตวนมู่เจียวเข้าเมืองมาจึงแวะพักที่บ้านสกุลเสาเป็นประจำ สองสาวอายุไล่เลี่ยกันจึงพูดคุยสนิทสนมหยอกล้อได้อย่างไม่เกรงใจ
“วันนี้ข้าเสียเวลาที่หอคณิกานานไปหน่อย ไม่คิดว่าจะมีชายหนุ่มหญิงสาวมาแสดงสดกลางแจ้งให้ชมดูต่อหน้า” ตวนมู่เจียวบ่นพึมพำขณะจัดเรียงไหสุรา
“หา!...กลางแจ้งเชียวหรือ ผู้ใดกัน” น้ำเสียงอยากรู้อยากเห็นของเสาซิงอีเรียกสายตาขบขันคิดอยากแกล้ง
ตอนที่ห้า ไม่เข้าไปไม่ได้หรือ ถึงยามนี้ตวนมู่เจียวจึงพึ่งนึกได้ชะโงกหน้ามองความใหญ่โตก่อนจะอ้อนวอนเสียงแหบแห้ง“ไม่เข้าไปไม่ได้หรือ แท่งเนื้อของท่านใหญ่เกินไป ช่องทางของข้าเล็กมาก ข้าต้องตายแน่ๆ”“ฮ่า ฮ่า ไม่เคยมีสตรีคนใดต้องตายเพียงการสอดใส่ เจ้าลองคิดดู หญิงคณิกาล้วนโดนแท่งเนื้อตั้งมากสอดใส่ทุกคืนยังไม่มีนางใดถึงตาย”ตวนมู่เจียวคิดตาม แม่ทัพผู้นี้คงรู้ดีว่านางเข้าออกหอคณิกาอยู่บ่อยคราจึงเปรียบเทียบให้เห็นภาพ“แต่ของผู้อื่นไม่ใหญ่เท่านี้” ตวนมู่เจียวยังหาทางหลีกเลี่ยง“เจ้ารู้ได้อย่างไร ช่างสอดรู้สอดเห็นนัก” โยวหย่งคังส่ายหัวให้กับหญิงสาวเบื้องล่างมือหนายังคงจับท่อนกายบดคลึงไปกับติ่งเกสรพลางวนเวียนหลอกล่อร่องบุปผาอันฉ่ำชื้น เมื่อหญิงสาวเคลิ้มไหวได้ที่จึงลงมือแยงแหย่หัวบานใหญ่เข้าไปทีละน้อย“โอ๊ย!...ฮือๆๆๆ” ตวนมู่เจียวหลั่งน้ำตาอย่างไม่กักเก็บเมื่อรู้สึกได้ถึงความปวดร้าวราวจะฉีกขาดในช่องทางคับแคบ“อย่าดิ้น อีกครู่เดียว” ชายหนุ่มหยุดรอครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงจุมพิตหวานเพื่อเรียกความสนใจ เมื่อปากบางโรมรันพัวพันอย่างลืมตัวจึงดันแท่งยาวใหญ่เข้าไปอย่างยากลำบาก“ช่องทางของเจ้าบีบรัดจนแท่
ตอนที่สี่ รู้สึกดีเช่นนี้เอง โยวหย่งคังสรุปเองก่อนจะถอดกางเกงที่เหลือติดกายจนมังกรตัวเขื่องเด้งผงาดขึ้นชี้หน้าตวนมู่เจียวตาเหลือกตะเกียกตะกายพุ่งหนีก่อนจะถูกลากขากลับมาด้วยแรงที่มากกว่า“ปล่อยข้า ข้ากลัวแล้ว” หญิงสาวร้องอ้อนวอนเสียงสั่นแม้จะเคยลอบดูการร่วมรักของเหล่าคณิกา แต่ภาพที่เห็นย่อมเป็นแท่งเนื้อที่กำลังสอดใส่ทิ่มแทงจึงไม่อาจมองได้ถนัด ไฉนเลยจะเคยพานพบแท่งกายซึ่งใหญ่โตปูดโปนน่ากลัวเพียงนี้ยามนี้ผ้าปกปิดใบหน้าของตวนมู่เจียวถูกดึงทิ้งไปนานแล้วจึงเผยความอ่อนหวานงดงามชวนให้น่าสงสารโยวหย่งคังพิศมองความงามมากเสน่ห์ซึ่งเคยเห็นยามลอบติดตามและหญิงสาวเผลอไผลอยู่หลายคราครั้งแรกเขาเพียงสงสารสองแม่ลูกซึ่งทำงานหาเงินอย่างยากลำบากอีกทั้งเห็นว่าเด็กน้อยกำพร้าบิดาเช่นเดียวกันจนเมื่อนางกำพร้ามารดาอีกคน ความสงสารจึงเปี่ยมล้นคิดหาหนทางช่วยเหลือ โดยไม่คาดคิดว่ากลับได้พบการลอบส่งข่าวให้กับคนแคว้นต๋ายังดีที่ข่าวสารเหล่านั้นไม่ใคร่สำคัญ แม่ทัพหนุ่มจึงปล่อยผ่านและจับตามองตวนมู่เจียวมากขึ้นจนได้เห็นความงดงามที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลาแม้นางจะน่าสงสารแต่ยามนี้เขาไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้แล้วมีแต่ต้องเ
ตอนที่สาม ว่างมาก แม่ทัพหนุ่มเดินตรงเข้าไปยังห้องนอนพลางจับหญิงสาวโยนลงบนเตียงจนผ้าคลุมกายหลุดลุ่ยออกมาตวนมู่เจียวรีบใช้มือดึงผ้าปิดปากออกแล้วคลุมผ้าทั้งบนทั้งล่างเพื่อไม่เปิดเผยความขาวนวลเนียนของร่างกาย“ถึงจะเป็นแม่ทัพ แต่จู่ๆจะจับผู้คนมาตามอำเภอใจไม่ได้ ข้ามิได้ทำเรื่องใดผิด ที่สำคัญคือข้าไม่ใช่คนเมืองนี้ หากเจ้าทำร้ายข้าคงมีคนนำไปฟ้องผู้นำเผ่า ถึงเวลานั้นดูสิว่าเจ้าจะหาข้อแก้ตัวอย่างไร” หญิงสาวยังคงปากเก่งด้วยใช้ชีวิตอย่างไม่เคยกลัวเกรงผู้ใด“ข้าหรือจะเกรงกลัวผู้นำเผ่าเล็กๆของเจ้า” ถ้อยคำหยิ่งยโสโอหังของแม่ทัพหนุ่มทำให้ตวนมู่เจียวต้องคิดหาทางอื่น“ป่านนี้เรื่องคงถึงหูเพื่อนของข้าแล้ว ถึงจะเป็นหญิงต่างเผ่าแต่ข้าก็มีเพื่อนในตัวเมืองหลายคน ท่านไม่กลัวว่าพวกเขาหรือข้าจะนำความไร้เหตุผลของท่านไปฟ้องท่านเจ้าเมืองหรือ เป็นถึงแม่ทัพผู้หาญกล้ากับฉุดคร่าสตรีอ่อนแอไร้ความผิด”“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไร้ความผิดหรือ หากสายลับต่างเผ่าเช่นเจ้าจะกล้าเข้าจวนไปฟ้องเจ้าเมือง เช่นนั้นข้าจะได้นำหลักฐานที่มีในมือไปฟ้องด้วยพร้อมกัน ดูสิว่า โทษของเจ้าหรือข้าผู้ใดจะหนักหนากว่ากัน”ถ้อยคำที่โยวหย่งคังเอ่ยออกมาทำให้
ตอนที่สอง แม่ทัพพิทักษ์ชายแดนโยวหย่งคังมองน้ำตาซึ่งคลอหน่วยอย่างเสแสร้งของคณิกาสาวก่อนจะสะบัดมือทิ้งแล้วลุกขึ้นผลุนผลันออกไปโดยไม่ใส่ใจเสียงเรียกของทั้งลี่ปี้คนงามและเถิงฮวน“ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ นายท่านโยวจึงโกรธกริ้วเช่นนั้น” ลี่ปี้เสแสร้งตกใจจนเกินจริงก่อนจะถลาไปซบอกเพื่อให้เถิงฮวนปลอบโยน“เขาก็เป็นเช่นนี้ อย่าได้ใส่ใจเลย พวกเรามาหาความสุขกันดีกว่า” รองแม่ทัพหนุ่มไม่ได้คิดมากเมื่อคณิกาสาวหันมาออดอ้อนย่อมต้องปลอบโยนคนงามสักหลายคราจนเสียงซ่านกระเส่าดังอยู่กว่าสองชั่วยามโยวหย่งคังพาใบหน้าแดงก่ำกับกายร้อนผ่าวขี่ม้าออกห่างหอคณิกาด้วยความโมโหชิ คิดจะวางยาปลุกกำหนัดเพื่อเสพสมกับข้าหรือ คณิกานางนี้ใจกล้าเกินไปแล้ว คงคิดว่าเป็นคนโปรดของเถิงฮวนแล้วเขาจะไม่เอาเรื่องรอให้แก้ปัญหาเร่งด่วนในตอนนี้ก่อนเถิด เขาจะไม่ปล่อยให้นางได้เริงร่าท้าทายอีกต่อไปแม่ทัพหนุ่มกำมือแน่นเพื่อระงับอารมณ์พลางสอดส่ายสายตามองหาหนทางแก้ไขฤทธิ์ยากำหนัดในกายให้เบาบางลง“ยากำหนัดของหอคณิกาช่างรุนแรงนัก เห็นทีคงเพียงออกแรงมากหน่อยไม่ได้เสียแล้ว”แม่ทัพหนุ่มซึ่งขี่ม้าวนเวียนอยู่รอบเมืองหลายคราจนเหงื่อออกท่วมกายได้แต่ครุ
ตอนที่สองแม่ทัพพิทักษ์ชายแดน‘โยวหย่งคัง’ แม่ทัพหนุ่มซึ่งมีฝีมือด้านการรบเก่งกล้า ยืนเด่นบนป้อมปราการสูงใหญ่กวาดสายตามองไปยังเบื้องหน้าซึ่งมีแต่ทุ่งโล่งกว้างไร้เงาข้าศึกศัตรูหรือแม้แต่สัตว์สักตัวชายหนุ่มผู้บ้าคลั่งแต่การสู้รบจนได้รับฉายาเป็นแม่ทัพผู้กระหายสงครามและเห็นการเข่นฆ่าเชือดเฉือนเลือดเนื้อของศัตรูเป็นดั่งรางวัลแห่งชีวิตยืนเดียวดายอย่างว่างเปล่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ที่ตรงนี้ยังเต็มไปด้วยเหล่าทหารทั้งสองฝ่าย แต่ยามนี้ศึกสงครามครั้งสุดท้ายจบลงไปแล้วด้วยการพ่ายแพ้ของแคว้นต๋าองค์ชายของพวกเขาและแม่ทัพต่างพลีชีพตายเรียบเหลือเพียงองค์ชายวัยเยาว์ ฮ่องเต้แห่งแคว้นต๋าจึงจำยอมเจรจาสงบศึกพร้อมส่งบรรณาการตามข้อเรียกร้องหลังการเจรจาสำเร็จเป็นเหตุให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายต่างว่างงานได้แต่เดินเตร็ดเตร่สวนกันไปมาเหงาจริง เหตุใดชีวิตไร้ค่าเช่นนี้แม่ทัพโยวหย่งคังซึ่งดำรงชีวิตเพื่อการรบมาโดยตลอดได้แต่ขี่ม้าขึ้นๆลงๆยังป้อมปราการจนบันไดหินสึกกร่อน เขาใช้ดาบคู่ใจฟาดฟันไปยังกำแพงแก้เบื่อหน่ายเกิดเป็นรอยบากน่าหวาดเสียวสกุลโยวของเขาล้วนถูกสังหารสิ้นด้วยฝีมือและคำสั่งขององค์ชายแคว้นต๋า นั่นจึงทำให
ตอนที่หนึ่ง หญิงสาวนอกด่าน “หา!...กลางแจ้งเชียวหรือ ผู้ใดกัน” น้ำเสียงอยากรู้อยากเห็นของเสาซิงอีเรียกสายตาขบขันคิดอยากแกล้ง“เจ้าคงคาดไม่ถึงเชียวล่ะ อีอี” ตวนมู่เจียวอมพะนำ“เล่ามาเร็วเข้า เจียวเจียว หาไม่ข้าจะไม่ทำของอร่อยให้เจ้ากิน”“ได้ ได้ ได้ เล่าแล้ว” ตวนมู่เจียวแพ้ทางให้กับอาหารอร่อยจนได้เสาซิงอีนับเป็นแม่ครัวฝีมือดีซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดา ร้านอาหารของนางแม้ขนาดไม่ใหญ่แต่มีผู้คนหลั่งไหลมาอุดหนุนไม่ขาด“แม่นางลี่ปี้คนงามโดนรองแม่ทัพเถิงฮวนกระหน่ำไม่ยั้งเชียวล่ะ” ตวนมู่เจียวเริ่มอย่างดุเด็ดเผ็ดแสบ“อย่างไร แบบไหน เล่ามาให้ชัด” เสาซิงอีตั้งอกตั้งใจฟังราวเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย“เจ้าจะให้ข้าเล่าทุกท่วงท่าเชียวหรือ”“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าไม่เคยเห็นเอง แต่เจ้าเข้านอกออกในหอคณิกาบ่อยครา เห็นพวกเขาบรรเลงเพลงกามาหลายต่อหลายครั้งแล้ว เล่ามาเร็วเข้าอย่าพิรี้พิไร ขืนชักช้าของอร่อยจะค่อยๆลดลง”“ได้ ข้าจะเล่าให้ครบถ้วนทุกท่วงท่า เช่นนั้นแล้วของอร่อยย่อมเพิ่มขึ้นอีกหลายจานใช่หรือไม่”“ใช่”ตวนมู่เจียวมองสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนสาวแล้วได้แต่หัวเราะแหะแหะ ก่อนจะถ่ายทอดฉากซี้ดซ้าดออกม







