로그인ภูตะวัน นายหัวแห่งอาณาจักรยางพาราทางปักษ์ใต้ที่จู่ๆ ก็ถูกมารดาเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกย์ ถึงขนาดไหว้วานลูกน้องของชายหนุ่มให้ตามสืบข่าวแต่ก็ถูกจับได้เสมอๆ เมื่อคนใกล้ตัวถูกจับได้จึงต้องส่งคนไกลตัวเข้าไปทำหน้าที่แทน นั่นจึงทำให้ภูตะวันได้พบกับสาวน้อยที่ชื่อว่านับพันดาว หญิงสาวตัวเล็กผมประบ่าแววตาซุกซนและอยากรู้อยากเห็น ที่จู่ๆ ก็ทำให้หัวใจของนายหัวหนุ่มเต้นด้วยจังหวะแปลกๆ เธอมาเพื่อจับผิดเขา แต่ไปๆ มาๆ กลับเป็นมีใจให้กันอย่างไม่รู้ตัว เพราะมีใจจึงปกป้องได้แม้กระทั่งชีวิต "จูบของนับพอจะทำให้พี่ลืมจูบคุณไมค์ได้ไหมคะ" น้ำเสียงกระเส่าเอ่ยถาม "เหมือนจะยังไม่ได้" คนเจ้าเล่ห์ยิ้มตอบแล้วจูบปากอิ่มอย่างดุดันอีกครั้ง เรียวลิ้นของทั้งคู่ตะหวัดหยอกเย้าสลับดูดเม้มอย่างเป็นจังหวะ ทุกอย่างเกิดขึ้นเนิ่นนานก่อนที่ภูตะวันจะถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง ทั้งคู่สบตากันและกันและนั่นก็คือคำตอบโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยอะไร
더 보기Acordei antes do sol nascer, como sempre. O silêncio do quarto era tão pesado quanto as paredes frias da mansão que me aprisionava. Ao meu lado, Gabriel permanecia imóvel, o corpo alto e másculo estendido sobre os lençóis brancos de linho, como uma estátua esculpida em mármore. A respiração dele era tranquila, ritmada, mas eu nunca a senti acolhedora. Era como se até dormir fosse para ele um ato de controle.
O maxilar definido, sempre tenso, não se suavizava nem em sonhos. Os cabelos pretos, curtos e disciplinados, emolduravam o rosto que tantas mulheres provavelmente chamariam de perfeito. E, de fato, Gabriel Vasconcellos era belo. Belo e intocável. Aqueles olhos verdes, quando abertos, tinham a frieza do gelo que nunca derrete, e foi essa frieza que moldou o meu casamento.
Virei o rosto, tentando afastar o nó que se formava na garganta. Passei os pés descalços pelo chão frio de mármore e me levantei. Puxei o robe de seda carmim sobre os ombros e me encarei no espelho da penteadeira. O reflexo me mostrou uma mulher que eu mal reconhecia.
Meus cabelos castanhos-escuros caíam em ondas até o meio das costas, mas já não tinham o mesmo brilho de antes. Minha pele clara, marcada pelas noites em claro, parecia quase translúcida à luz fraca que escapava pelas cortinas. Os olhos cor de mel, que já foram cheios de vida, agora carregavam a sombra de quem aprendeu a engolir lágrimas em silêncio. Eu era bonita, sim, mas não para ele. Não mais.
Naquela noite, uma festa de negócios nos aguardava. Vesti um vestido vermelho — ousado o suficiente para me fazer sentir viva, discreto o bastante para não ser acusada de provocar escândalos. Caminhei ao lado de Gabriel até o salão iluminado, mas foi como se tivéssemos chegado separados.
Ele usava um terno negro impecável, gravata ajustada, sapatos que refletiam a luz do lustre. Estava perfeito, como sempre, carregando em cada gesto a postura de um homem que sabia comandar o mundo. Todos os olhares se voltavam para ele, todos queriam cumprimentá-lo, ser vistos com ele. E eu… eu estava ali apenas como um detalhe borrado no fundo da cena.
Cumprimentos, risos, taças de champanhe tilintando. Eu observava enquanto Gabriel se inclinava para falar com investidores, trocava apertos de mão, encantava os convidados com sua eloquência. E, em momento algum, ele me puxou para perto. Em momento algum, pronunciou meu nome. Não disse “essa é minha esposa”. Não disse “essa é Isabella”.
Eu era uma sombra ao seu lado. Invisível.
Engoli a amargura em silêncio, tentando me convencer de que era apenas a pressa, apenas distração. Mas não era. Não podia ser. O jeito como ele evitava me reconhecer em público não era descuido. Era deliberado. Uma escolha calculada, assim como todas as escolhas que Gabriel Vasconcellos fazia.
E então, no meio daquele salão dourado, entre risos que não eram meus e olhares que nunca me pertenciam, uma certeza amarga se instalou no meu peito. Não era só frieza. Não era apenas orgulho.
Era segredo.
E, por um instante, eu tive a sensação de que meu casamento nunca tinha sido real — eu era apenas uma peça em algo muito maior que ele escondia de mim.
“ตกลงจะไม่ยอมบอกจริงๆ ใช่ไหมว่าได้ลูกสาวหรือลูกชาย” เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าลูกในท้องของโรสรินเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย สองคนปิดเงียบ“กล่อมผมไม่สำเร็จก็มากล่อมเมียผมต่อหรือครับคุณแม่” เสียงของภูภูมิดังขึ้น“แม่ก็แค่อยากรู้ จะได้เตรียมของรับขวัญหลานคนแรกได้ถูก” อำพรอ้างเรื่องของขวัญแต่ลูกชายคนเล็กกลับรู้ทัน“คุณแม่ให้เงินสดก็ได้นี่ครับ”“ลูกคนนี้นี่ ทำไมนะ ยิ่งโตยิ่งดื้อ”“ใช่ค่ะคุณแม่ คุณบาสยิ่งโตยิ่งดื้อ” โรสรินเออออตามแม่สามี เพราะเรื่องบางเรื่องภูภูมิก็ไม่รู้ไปเอาความดื้อมาจากไหน อย่างเรื่องล่าสุดคือการเปิดเหมืองทองแห่งใหม่ ทั้งๆ ที่หลายคนเตือนแล้วว่าถ้าทำจะได้ไม่คุ้มเสียชายหนุ่มก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจ แต่พอรู้เหตุผลลึกๆ เธอก็ยิ่งชื่นชมสามีคนนี้เหตุผลที่เขาเลือกที่ตรงนั้นเพราะครอบครัวของไซมอนอยู่ที่นั่น ภูภูมิจึงเข้าไปเพื่อสร้างงานให้คนในหมู่บ้านจะได้ไม่ต้องออกไปทำงานที่ไหนไกล ครอบครัวก็จะได้อยู่ใกล้กัน“อ้าวๆ ทำไมมาลงที่ผมแล้วละครับ”
เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมตัว ภูภูมิและโรสรินกลับมาเมืองไทยก่อนวันแต่งงานของภูเมฆและเภตราหลายวัน ทันทีที่มาถึงก็เข้าไปหารังสรรค์และอำพรที่บ้านก่อน ออกไปกินข้าวกับพวกท่าน ก่อนจะตัดสินใจนอนค้างด้วยที่บ้านส่วนว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ง่วนอยู่กับการเตรียมตัวเช่นกันกระทั่งถึงวันสำคัญภูภูมิก็ตาโตเมื่อเห็นโรสรินในชุดเพื่อนเจ้าสาว เธอดูสวยและอ่อนหวานไม่เหมือนภาพปกติที่เห็นในทุกๆ วัน“หลงเลยสิ”“หลงเมียไม่ผิดนี่พี่” ภูภูมิหันมายิ้มให้พี่ชายคนกลางอย่างภูตะวัน ที่ก็คงทั้งรักทั้งหลงนับพันดาวไม่น้อยเลยเพราะเห็นถ่ายรูปให้ไม่หยุดแถมยังชมว่าสวยอย่างนั้นสวยอย่างนี้ นี่ถ้าไม่ได้เห็นกับตาเขาไม่เชื่อจริงๆ ว่าพี่ชายสายบู๊จะเข้าสู่โหมดมุ้งมิ้ง“ปากหวาน”“แล้วพี่อ่ะ เมื่อไหร่จะแต่งงานกับคุณนับ”“เร็วๆ นี้ คุณแม่กำลังหาฤกษ์อยู่ ถามแต่พี่แล้วนายเมื่อไหร่จะแต่งงานกับคุณโรส” ภูตะวันเอ่ยถามกลับมาบ้างเพราะอยากให้ทั้งคู่แต่งงานกัน&
“กลับมาก่อนงานแต่งงานพี่เขาสักหน่อยนะบาส จะได้มีเวลาเตรียมตัว”“ครับคุณแม่”“ยิ้มให้มากๆ นะหนูโรส เวลาหนูยิ้มแล้วโลกมันสดใส” อำพรลูบต้นแขนของโรสรินไปมาเบาๆ รู้ว่าจิตใจของอีกฝ่ายยังกลับมาไม่ปกติเท่าไหร่ การสูญเสียเพื่อนและเป็นคนในครอบครัวเพียงคนเดียวมันทำใจได้ยากแน่นอน“ค่ะ”“อยู่ที่โน่นดูแลตัวเองดีๆ นะ ฝากลูกชายของแม่ด้วย ถ้าทำอะไรผาดโผนอันตรายเกินตัวไปก็จัดการอบรมแทนแม่ได้เลย”“เอาแบบนั้นเลยหรือครับคุณแม่”“ใช่” อำพรหันไปรับคำลูกชาย ก่อนจะหันมาพูดกับโรสรินอีกครั้ง “ตามนี้นะหนูโรส”“ค่ะคุณป้า” โรสรินพยักหน้ารับแล้วส่งยิ้มให้อำพร ผู้อาวุโสจึงรวบเธอเข้าไปกอดแล้วตบแผ่นหลังเบาๆ เพื่อให้กำลังใจและปลอบโยนกับเรื่องที่พึ่งผ่านไปแต่ก็มีความลับที่ภูภูมิยังไม่ได้บอกครอบครัวคือเรื่องที่เขากับโรสรินได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ก็ตั้งใจจะบอกตอนก
เพราะเป็นครั้งแรกภูภูมิจึงบอกให้ตัวเองใจเย็น ค่อยๆ กลืนกินโรสรินอย่างช้าๆ ไม่บุ่มบ่ามเอาแต่ใจ ดวงตาคู่คมกวาดมองร่างกายสวยงามของเธออย่างหลงใหลก่อนจะอ้าปากครอบครองหน้าอกคู่สวย “อะ…อา” โรสรินแอ่นตัวขึ้นสูงอย่างเสียวซ่าน ยิ่งถูกชายหนุ่มสัมผัสมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งเร่าร้อนจนต้องขบเม้มริมฝากตัวเอง ริมฝีปากและฝ่ามือร้อนๆ ของภูภูมิเคลื่อนไหวไปทุกตารางนิ้วบนร่างกายหอมหวานของ โรสริน เธอยอมแล้วจริงๆ ยอมเป็นของเขาทั้งกายและใจ สายตาของภูภูมิที่จ้องมองร่างกายเปลือยเปล่าของเธออย่างชื่นชมนั้นทำให้เจ้าของร่างอย่างโรสรินขนลุกเกรียว พอสายตาคู่นั้นหันมาสบกันเขาก็มอบจูบที่ดูดดื่มให้ ขณะที่ร่างกายกลับมีปฏิกิริยาปวดร้าวคล้ายรอคอยอะไรบางสิ่งบางอย่าง ที่เวลานี้เธอยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร หัวใจของโรสรินเต้นรัวเมื่อภูภูมิค่อยๆ แทรกตัวลงไประหว่างเรียวขาทั้งสองข้างของเธอพร้อมกับค่อยๆ แยกให้มันออกห่างจากกัน ลำคอของเธอแห้งผากเฝ้ารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่แพ้ภูภูมิ
“ศาลาไหนครับ” ลูกชายคนกลางอย่างภูตะวันเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่ยังงุนงงไม่แพ้น้องชายคนเล็กอย่างภุภูมิแม้แต่น้อย“ศาลานี้นี่แหละ เธอชื่อมุกดา” ชื่อที่ได้ยินทำเอาทุกคนอึ้งแต่ก็มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร นั่นเพราะภูเมฆตกใจมาก่อนหน้านี้แล้ว&nb
“ไม่ต้องถึงมือคุณพ่อหรอกเรื่องนี้พี่เอาอยู่” เสียงของภูเมฆดังขึ้น เมื่อครู่ไตรเดินเข้าไปแจ้งว่าทุกอย่างในบ้านเคลียร์เรียบร้อยแล้วเขาจึงตามมาสมทบ“นั่นไงผู้มีอิทธิพลตัวจริงมาโน่นแล้ว” ภูตะวันหันไปมองพี่ชายคนโตแล้วยิ้มตรงมุมปากออกมาเล็กน้อย“นายก็พูดไปนั่น อิ
โรสรินนั่งมองเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจนปิดและเห็นว่ามีขโมยคนหนึ่งตรงมายังที่พักของเธอ ถ้าปล่อยให้รอดไม่วายก็คงย้อนกลับมาก่อเหตุอีก เมื่อเห็นแบบนั้นจึงตัดสินใจขัดคำสั่งของภูภูมิเป็นครั้งแรก แต่จังหวะนรกก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา“เฮ้ย!” ทั้งโรสรินและขโมยต่างตกใจเมื่อเจอหน้ากันในระยะป
“ฉันตื่นสายหรือเปล่าคะ”“เปล่าครับ นาฬิกายังไม่ปลุกแต่ผมตื่นไวมากกว่าเลยทำให้คุณพลอยตื่นไปด้วย”“ไม่เป็นไรค่ะ”“ผมจะออกไปรอข้างนอก”“ค่ะ” โรสรินเอ่ยรับซึ่งทันทีที่ภูภูมิออกไปแล้ว เธอก็ตรงดิ่งไปจัดการธุระส่วนตัวใ