เข้าสู่ระบบ“เจ้าลืม...แต่ข้าไม่ลืม ฉะนั้นข้ามั่นใจว่าเจ้าตั้งครรภ์ลูกของข้า”
เอ่ยคำถามที่แม้แต่ตัวนางเองยังไม่มั่นใจ ดวงใจหวั่นวิตกด้วยว่าไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าตัวนางเมื่อวันวานมีเบื้องลึกเบื้องหลังสิ่งใดที่ซ้อนเร้นอยู่หรือไม่...กอปรกับอีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพทำศึกเหนือใต้แทบจะตลอดเวลา จะอยู่ติดจวนหรือก็ไม่มี แม้จะก่นด่าหรือค่อนขอดว่าชังเขาปาดใดแต่ก็อดที่จะหวั่นใจกับตัวตนของนางเมื่อวันวานอีกไม่ได้เช่นกัน แต่ทว่าเขากลับตอบอย่างมั่นใจ น้ำเสียงห้าวหาญท่าทีไม่หวั่นวิตกนั่นดูเป็นที่พึ่งพิงให้แก่นางที่สับสนจนตั้งต้นสิ่งใดไม่ถูกขึ้นมาชั่วขณะ...ชั่วขณะหนึ่งที่นางรู้สึกอยากพึ่งพิงเขาเหลือเกินเพราะเรื่องที่กำลังเผชิญดูหนักหนาจนนางไม่อาจทนรับไหว แต่ทว่าในตอนนี้แม้แต่ตนเองยังเชื่อใจมิได้แล้วนางจะเชื่อหยางจื่อถงได้สักกี่มากน้อยก็ไม่อาจทราบได้เช่นกัน “อิ่มแล้วรึ” จ้าวซือหงมองบุรุษที่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงฉงน หยางจื่อถงมองหน้าของนางสลับกับถ้วยข้าวที่เหลือข้าเกินครึ่งถ้วยไปมาอย่างไม่เข้าใจ ส่วนนางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเขายังไม่อิ่มอีกหรือไร ข้าวสองถ้วยเข้าไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะวางมือลงง่ายๆ “ข้าไม่ค่อยหิว” “แล้วจะไปมีแรงทำอะไรกัน” หยางจื่อถงนิ่วหน้า แต่ก็มิทราบว่าจะบังคับสตรีตรงหน้าอย่างไร สุดท้ายก็ได้แต่จำใจทอดถอนหายใจออกมาเท่านั้น “แล้ววันนี้ท่านแม่ทัพไม่ประชุมเช้าหรือ” “ไม่มี ให้จิ้นอ๋องไปจัดการเรื่องยุ่งยากแล้ว ข้าไม่ชอบเข้าวังเสียเท่าไรนัก หลีกได้ก็หลีก อีกอย่างข้าต้องจัดการเรื่องที่จวนอีก” “จัดการเรื่องที่จวน?” “ใช่...ข้าสั่งให้คนย้ายของจากที่หอสุรามาไว้ที่จวน คงต้องอยู่จัดแจงพักใหญ่เชียว” “หา!?” จ้าวซือหงร้องเสียงหลงอย่างไม่เข้าใจว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นหมายถึงสิ่งใด “ตกใจอะไรของเจ้า ไม่ใช่ว่าเราคุยกันไปแล้วหรือ เมื่อครู่นี้น่ะ” ใช่เขาบอกนางแล้ว แต่นางก็ไม่คิดว่าเขาจะจริงจังถึงเพียงนี้ ก็แค่คิดว่าเขาอาจพูดส่งเดชให้นางพอใจเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาจะทำจริง แต่จ้าวซือหงก็มิได้เอ่ยสิ่งที่คิดอยู่ในใจ ก้มหน้าและพูดขึ้นว่า “ข้าไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้” “ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว...” จ้าวซือหงเงยหน้าอีกครั้งหนึ่ง มองบุรุษที่พูดพลางก้มหน้าคีบอาหารเข้าปาก ‘ช้ากว่านี้ไม่ได้’ นี่เขาเกรงกลัวว่านางน้อยใจถึงขั้นหนีออกจากจวนหรืออย่างไรจึงกล่าวออกมาเช่นนี้ “อ้อ สวนดอกไม้ด้านหน้าเมื่อวานถูกเจ้าพวกนั้นทำลายเสียจนไม่น่ามอง ข้าสั่งให้พ่อบ้านจัดการลงให้ใหม่แล้ว เจ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็จงไปบอกพ่อบ้าน” “ท่านแม่ทัพ” เอ่ยเรียกบุรุษที่พูดไม่มองหน้านางด้วยซ้ำไป รอจนกว่าเขาจะละความสนใจจากอาหารและมองสบกับนาง “ทำดีกับข้าเพื่อสิ่งใด เพื่อบุตรของท่านหรือ” เอ่ยถามในสิ่งที่นางอดสงสัยไม่ได้ แม้นางในยามนี้ที่ไร้ความทรงจำเมื่อวันวานก็ทราบได้ว่าการกระทำเช่นนี้นั้นไม่ปกติ นางไร้ซึ่งความทรงจำนั้นเป็นเรื่องจริง แต่สิ่งที่จริงไม่ต่างกันคือเขาไม่เคยไยดีนางเช่นกัน ทุกผู้ทุกคนต่างทราบในเรื่องนี้ดี หรือไม่ปากเสียงในวันแรกที่เขาก้าวเท้าเข้าจวนก็ชี้ชัดได้ส่วนหนึ่งว่าเขามีอคติกับนางอยู่ในใจไม่มากก็น้อย ถ้อยคำประชดประชันหลุดออกจากปากของเขาอย่างง่ายดาย แต่ทว่าเพียงข้ามคืนทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปราวกับพลิกหน้ามือ “ใช่” เขาตอบกลับโดยพลันราวกับไม่ต้องคิดใคร่ครวญสิ่งใดให้มากความ ใบหน้าสลดฉายชัดที่ใบหน้างามของจ้าวซือหง แต่ทว่าก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อหยางจื่อถงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “แต่ไม่ทั้งหมด...ชีวิตของเจ้าข้าเป็นเจ้าของ สิ่งใดที่เป็นของข้าย่อมต้องดูแลให้ดี” เขาเป็นเจ้าของชีวิตของนาง? จ้าวซือหงขมวดคิ้วสงสัย นางเป็นสิ่งของหรืออย่างไรจึงมีคนจับจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “หากรู้ว่าชีวิตของข้าเป็นของท่าน ไยจึงทิ้งขว้างมานานปี หากท่านตระหนักได้ช้ากว่านี้ข้ามิแตกสลายดับสูญไปแล้วหรือ” “ใช่...เพราะเช่นนั้นตอนนี้ข้าตระหนักได้แล้ว จึงต้องมาอยู่ที่นี่และดูแลให้ดี” จ้าวซือหงจ้องนัยน์ตาแม่ทัพแห่งต้าเซี่ย นัยน์ตาที่นางมิอาจหาสิ่งใดที่หลบซ่อนในนั้นได้แม้สักครั้งเดียว “อยากถามสิ่งใดก็ถามมาให้หมด เพราะข้าจะตอบเจ้าวันนี้เป็นวันสุดท้าย ต่อไปเจ้าไม่มีสิทธิ์ถามสิ่งใดอีก ต่อไปทุกอย่างจะเป็นอย่างที่ควรจะเป็นเสียที” “ท่านพูด...แต่ไม่พูดความจริงทั้งหมด ท่านหลบซ่อนความจริงไว้ในคำพูดของท่าน นัยบางประการท่านก็ซ่อนเร้นมันเอาไว้ราวกับจะให้ข้าไปตามหาความหมายเอาเอง ข้าผู้ไร้ความทรงจำจะเข้าใจท่านได้อย่างไรกัน” “เพราะข้าทราบดี...ทราบดีว่าจ้าวซือหงคนเก่าจะกลับมา ทราบดีว่าเมื่อนางกลับมาแล้วจะเข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดทั้งหมด ฉะนั้นเจ้ามิต้องขวนขวายในสิ่งที่เจ้าไม่เข้าใจ” “แล้วหากนางไม่กลับมา หากข้าคนเก่าไม่กลับมาเล่า” “ต้องกลับมา แต่ต้องใช้เวลา อาจจะมาก อาจจะน้อย หรือทั้งชีวิตก็ตามนางต้องกลับมา”“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







