Masukอย่ามาทำเป็นสำออยไร้เดียงสาไปหน่อยเลยน้ำผึ้ง ในเมื่อเธอเลือกที่จะอยู่ที่นี่เพื่อชดใช้ ความต้องการของฉันคือสิ่งเดียวที่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ... คุกเข่าลงซะ
Lihat lebih banyakตอนที่ 1
คืนนี้ เธอต้องเริ่มชดใช้มันให้ฉัน เสียงฟ้าร้องครืนครั่นสลับกับแสงแลบแปลบปลาบ ทำให้บรรยากาศในบ้านหลังใหญ่ดูวังเวงและเยือกเย็นกว่าเก่า โดยเฉพาะในวันนี้ วันครบรอบการจากไปของภรรยาเขาปีทีาสี่ ภายในห้องนอนใหญ่ที่ปิดไฟมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากประกายไฟด้านนอกที่ส่องกระทบให้เห็นชายหนุ่มวัย 35 ปี สามลูกชายคนที่สามของบ้าน เขานั่งจมอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงตรงมุมมืด ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มตามแบบฉบับลูกเสี้ยวจีนแฝงไปด้วยความดุดันและกร้าวร้าว นัยน์ตาคมกริบที่บัดนี้แดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ทอดมองกรอบรูปขนาดตั้งโต๊ะของอดีตภรรยาผู้ล่วงลับอย่างอ้างว้าง สามในวัยสามสิบห้ายังคงเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ เสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่เขาใส่อยู่ถูกปลดกระดุมออกเผยให้เห็นแผงอกแกร่ง ในมือหนาถือแก้วเหล้า ข้างกายมีขวดเหล้าราคาแพงที่บัดนี้พร่องไปค่อนขวดวางอยู่ สี่ปีแล้ว... ที่เขาจมอยู่กับความทุกข์ระทมและความแค้น อุบัติเหตุในวันนั้นยังคงตามหลอกหลอน รถเก๋งของภรรยาเขาพังยับเยินจากการถูกรถกระบะคันหนึ่งขับข้ามเลนมาประสานงาอย่างรุนแรง ภรรยาของเขาเสียชีวิตคาที่ในสภาพที่เขาไม่มีวันลืม และคนขับรถกระบะคู่กรณีสองสามีภรรยาก็ตายตกตามกันไปในคืนนั้น ทิ้งไว้เพียงลูกสาวคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้... และเด็กผู้หญิงคนนั้น ก็คือกาฝากที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านของเขาในตอนนี้ ขณะเดียวกันที่หน้าห้องนอนใหญ่ น้ำผึ้ง เด็กสาววัย 19 ปี ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงขาสั้นธรรมดา ๆ ยืนชั่งใจอยู่หน้าประตูไม้บานหรู ดวงตากลมโตคู่สวยทอดมองฝ่าความมืดของโถงทางเดิน เธอเห็นว่าห้องของ อาสาม ปิดไฟเงียบสนิทมาตั้งแต่ช่วงเย็น จึงทึกทักเอาเองว่าชายหนุ่มที่มักจะส่งสายตาเคียดแค้นและวาจาร้ายกาจใส่เธอเป็นประจำ คงจะไม่ได้อยู่ในห้อง หรือไม่ก็อาจจะออกไปดื่มเหล้าข้างนอกเหมือนทุกที น้ำผึ้งสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอถือตะกร้าผ้าใบย่อมไว้ในมือ วัตถุประสงค์เดียวในคืนนี้คืออยากจะเข้าไปเอาเสื้อผ้าที่ใช้แล้วของเขาลงมาให้แม่บ้านซักในตอนเช้า รวมถึงช่วยเช็ดถูปัดกวาดห้องนอนหรูนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้มันสะอาดตา เด็กสาวกำพร้าตระหนักในพระคุณเสมอ นับตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุเมื่อสี่ปีก่อน เธอก็ไม่เหลือใคร โชคดีที่ คุณยายแม่ของอาสาม เมตตาเอ็นดูและรับเธอมาชุบเลี้ยงอุปการะ ส่งเสียให้เรียนและปฏิบัติกับเธอราวกับลูกหลานแท้ ๆ แม้คุณยายจะบอกเสมอว่าเธอไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีความผิดอะไรกับเรื่องในอดีต และเลี้ยงดูเธออย่างดีสุขสบาย แต่น้ำผึ้งก็เจียมตัวเกินกว่าจะอยู่เฉย ๆ เธอยังคงอยากตอบแทนพระคุณเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ และหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในบ้าน ก็คือสิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้ มือนุ่มหมุนลูกบิดประตูแผ่วเบา น้ำผึ้งก้าวเท้าผ่านความมืดเข้าไปด้านในห้องนอนนั้น ฝีเท้าเล็กพยายามเหยียบลงบนพื้นพรมอย่างแผ่วเบาที่สุด น้ำผึ้งเดินตรงไปยังตะกร้าผ้าที่วางอยู่มุมห้อง สายตาพยายามปรับให้ชินกับความมืดที่มีเพียงแสงรำไรจากสายฟ้าด้านนอกช่วยนำทาง เธอรีบก้มลงเก็บเสื้อเชิ้ตและกางเกงที่ใช้แล้วของชายหนุ่มใส่ตะกร้า หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกเพราะอยากรีบทำรีบไปให้พ้นจากอาณาเขตของเขส ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะยกตะกร้าผ้าขึ้น แสงแปลบจากสายฟ้าฟาดลูกใหญ่ก็สว่างวาบเข้ามาทางหน้าต่างกระจก เปรี้ยง!! ร่างบางสะดุ้งสุดตัว และแสงนั้นทำให้เธอมองเห็นเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่นั่งอยู่บนโซฟามุมห้องอย่างชัดเจน นัยน์ตาดุดันสีเข้มคู่นั้นจ้องตรงมาที่เธอราวกับเสือร้าย น้ำผึ้งสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกลัวจนตะกร้าผ้าในมือหลุดร่วงลงพื้น ตุบ! " อาสาม..." เสียงหวานอุทานแผ่วเบา ใบหน้าเนียนซีดเผือดลงทันตาเมื่อเห็นร่างใหญ่ของเขา ชายหนุ่มโยนแก้วเหล้าในมือทิ้งลงบนโซฟาอย่างไม่ใยดี ก่อนจะค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รูปร่างที่สูงใหญ่เกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรบวกกับแผงอกแกร่งที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตสีดำที่ปลดกระดุมออก ยิ่งส่งแรงกดดันมหาศาลทำให้เด็กสาววัยตัวสั่นเทาเหมือนลูกนก เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าสืบเข้ามาหาเธอเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืด กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งผสมกับกลิ่นกายชายชาตรีทำให้น้ำผึ้งก้าวขาไม่ออก ได้แต่ยืนตัวลีบอยู่อย่างนั้น "ใครอนุญาตให้เธอเข้ามาในห้องนี้..." น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าทว่าเย็นเยือกจับขั้วหัวใจเอ่ยขึ้น "หนู... หนูเห็นไฟปิดอยู่ นึกว่าอาสามไม่อยู่ค่ะ เลยจะมาเก็บผ้าลงไปซัก..." น้ำผึ้งพยายามรวบรวมก้อนสะอื้นอธิบาย ร่างเล็กค่อย ๆ ก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณเมื่อคนตัวโตเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือไม่ถึงก้าว "นึกว่าไม่อยู่... หรือตั้งใจเข้ามาตอนที่คิดว่าไม่มีใครเห็นกันแน่" ร่างหนาแค่นยิ้มร้ายกาจ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองเด็กสาวตรงหน้า ตั้งแต่วัยสิบห้าจนถึงวัยสิยเก้าน้ำผึ้งโตขึ้นมาก ผิวพรรณเนียนละเอียด ลำคอระหง และทรวดทรงองค์เอวภายใต้เสื้อยืดตัวบางที่เริ่มฉายแววความเป็นหญิงสาวสะพรั่งอย่างเต็มตัว... ความสวยที่เด่นชัดขึ้นของเธอ ยิ่งทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดและคลั่งแค้นในใจ "หนูไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนนะคะ หนูแค่ อยากช่วยงานบ้าน..." "งานบ้าน หรืออยากทำหน้าที่อย่างอื่นแทน" สามตวาดเสียงกร้าว มือหนาเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของน้ำผึ้งแล้วออกแรงดึงเพียงครั้งเดียว ร่างน้อยก็ปลิวมากระแทกกับแผงอกแกร่งราวกับปุยนุ่น " อาสาม... หนูเจ็บค่ะ ปล่อยนะ" น้ำผึ้งพยายามบิดข้อมือหนี แต่มือของชายหนุ่มราวกับคีมเหล็ก เขาก้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจนชิด ลมหายใจร้อนผ่าวที่รดรินอยู่ข้างแก้มทำให้น้ำผึ้งใจสั่นสะท้านด้วยความกลัว "สี่ปีแล้วนะน้ำผึ้ง... สี่ปีที่เธอมาชุบมือเปิบ มีความสุข เสวยสุขอยู่ในบ้านของฉัน กินเงินของฉัน เรียนมหาวิทยาลัยดี ๆ ... ในขณะที่เมียฉันต้องนอนตายอยู่ใต้ผืนดินโลงแคบ ๆ เพราะความมักง่ายของพ่อแม่เธอ!ฃ" คำพูดตอกย้ำเรื่องในอดีตทำให้หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมาอาบแก้มเนียนทันที น้ำผึ้งส่ายหน้าทั้งน้ำตา "หนูขอโทษ... หนูรู้ว่าพ่อแม่ทำให้อาสามต้องสูญเสีย แต่หนูไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ" "คำขอโทษของเธอมันชุบชีวิตเมียฉันขึ้นมาได้ไหม" อาสามบีบข้อมือเล็กแน่นขึ้นตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน "ยิ่งเห็นเธอ ฉันยิ่งเกลียด... เกลียดที่สายเลือดฆาตกรอย่างเธอยังมีหน้ามาเดินลอยชาย ชูคอทำตัวใสซื่อเรียกร้องความสงสารจากแม่ฉัน หรือว่าจริง ๆ แล้ว... เธออยากจะเปลี่ยนจากเด็กอุปการะ มาเป็นอย่างอื่นเพื่อความมั่นคงล่ะ ดึก ไป ดื่น ๆ ถึงได้กล้าเข้ามาหาผู้ชายถึงในห้องนอนแบบนี้" คำพูดดูถูกเหยียดหยามตบที่กลางใจอย่างจัง น้ำผึ้งเงยหน้ามองคนตัวโตผ่านม่านน้ำตา ความเจ็บปวดขมขื่นที่อัดอั้นมาตลอด หลายปีเริ่มประทุขึ้นมาในอก เธอดิ้นรนสุดแรงเกิด ทว่าการต่อต้านของเด็กสาวกลับยิ่งจุดไฟราคะและความแค้นในใจของเจาให้ลุกโชน สามรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือเดียว ก่อนจะดันร่างเล็กให้ถอยครูดไปจนแผ่นหลังบางกระแทกเข้ากับกำแพงห้องนอนที่เย็นเฉียบ เขากักขังเธอไว้ใต้ร่างหนา นัยน์ตาคู่คมวาวโรจน์สบมองริมฝีปากบางที่กำลังสั่นระริกในความมืด... เสียงสายฝนและฟ้าร้องด้านนอกข่มเสียงหัวใจสองดวงที่กำลังเต้นรัวด้วยอารมณ์ที่ต่างกันสิ้นเชิง "แต่เลี้ยงเธอไว้ก็ดี" อาสามกระซิบบอกน้ำเสียงแหบพร่า สายตาจับจ้องใบหน้าหวานที่เปื้อนน้ำตาอย่างดุดัน "เลี้ยงไว้ให้เธอ ชดใช้ในสิ่งที่ครอบครัวเธอทำไว้ และคืนนี้ เธอต้องเริ่มชดใช้มันให้ฉัน"ตอนที่ 17จะทนได้นานสักกี่น้ำ สามเดินวนเวียนอยู่ในห้องโถงด้วยความกระวนกระวายใจมาหลายชั่วโมง ความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เขาแอบสังเกตเห็นในช่วงที่ผ่านมามันสะสมจนกลายเป็นคำถามตัวโตในหัวเกือบสองเดือนที่น้ำผึ้งหายไป หลัง ๆ มานี่แม่ของเขาดูจะ ใจเย็นเกินกว่าคนที่เป็นห่วงน้ำผึ้งมากที่สุด พิสมัยไม่เคยถามถึงความคืบหน้าเรื่องการตามหา เธอมักจะเลี่ยงที่จะสบตาเขาเวลาที่เขาพูดถึงเรื่องเบาะแสที่หาไม่เจอสามตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหาผู้เป็นแม่ที่นั่งจิบชาอยู่ "แม่ครับ..." สามเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเรียบนิ่งจนน่ากลัว "แม่รู้ใช่ไหมว่าน้ำผึ้งอยู่ที่ไหน"พิสมัยชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา เธอปรายตามองลูกชายด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก"แม่รู้ใช่ไหม แม่ครับ" สามถามต่อ สายตาของเขาจ้องเขม็งไปที่แม่ "ทำไมถึงคิดว่าแม่รู้" คุณพิสมัยถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"ปกติแม่จะเป็นห่วงน้ำผึ้งตลอด แต่หลัง ๆ มานี้แม่ดูผ่อนคลายขึ้น เพราะแม่เจอน้ำผึ้งแล้วใช่ไหมครับ" สามโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือด้วยความเจ็บปวดห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน พิสมัยถอนหายใ
ตอนที่ 16สมน้ำหน้า!สองวันผ่านไปเหมือนยาวนานนับปี ความเงียบงันในบ้านหลังใหญ่ไม่ได้ทำให้สามรู้สึกสงบลงเลยแม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เขาทรมานเหมือนคนจะขาดใจ ร่องรอยของความกระวนกระวายปรากฏชัดบนใบหน้าที่เริ่มมีไรเคราขึ้นจาง ๆ ดวงตาที่เคยคมกริบกลับดูอ่อนล้าและโทรมลงอย่างเห็นได้ชัดจากการอดนอนเขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการตามหาเธอ ทุกที่ที่เพื่อนของน้ำผึ้งเคยพูดถึงถูกเขาพลิกแผ่นดินหาจนหมดสิ้น แต่ไร้วี่แวว แม้กระทั่งที่มหาวิทยาลัย ก็มีแม้แต่เงาของเธอพิสมัยเฝ้ามองสภาพลูกชายที่ดูเหมือน กระวนกรวายเดินไปมาด้วยความตึงเครียด วันนี้เธอไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป เธอเรียกสามเข้ามาพบ"ตาสาม... จะบอกแม่ได้หรือยัง ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างแกกับน้ำผึ้ง" เสียงของพิสมัยสั่นเครือแต่แฝงด้วยความเด็ดขาด สามทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามแม่ เขาถอนหายใจยาวเหยียด ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดูอ่อนแรง เขาไม่ได้หลบสายตาแม่ แต่ยอมรับความจริงที่กัดกินใจเขาอยู่ทุกวินาทีเขาเคลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ ทรุดเข่าลงกับพื้นตรงหน้าผู้เป็นแม่ มือหนาสั่นเทากำเข้ากันจนแน่น"น้ำผึ้งเป็นเมียผม... เพราะผมย่ำยีเธอ" คำสารภาพนั้นหลุดออกมาเบาห
ตอนที่ 15 นี่คือจุดสิ้นสุดความเงียบยามดึกในห้องนอนเล็ก ๆ สะท้านด้วยเสียงสะอื้นที่ขาดห้วง น้ำผึ้งนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่บนเตียง ร้องไห้จนดวงตาบวมช้ำ ความรู้สึกที่พังทลายจากภาพเหตุการณ์ในมื้อเย็นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ราวกับตอกย้ำว่าที่แห่งนี้ไม่มีที่ว่างให้เธออีกต่อไปแล้ว“พ่อคะ... แม่คะ... หนูควรจะทำยังไงดี” เธอพึมพำเรียกหาคนที่จากไป ท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจเธอกลั้นสะอื้น หยุดหายใจเพื่อตั้งสติ ก่อนจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ ความสับสนและทรมานดำเนินไปหลายชั่วโมงจนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ดึกสงัด และค่ำคืนนี้ สิ่งที่ตอกย้ำความใจสลายของเธอให้เด่นชัดที่สุด คือหน้าจอโทรศัพท์ที่วางนิ่งสนิท ไร้ข้อความเรียกตัว ไร้คำสั่งเสียดสีจากสาม ราวกับว่าตัวตนของเธอได้ถูกลบเลือนไปจากชีวิตเขาอย่างสมบูรณ์แล้วสัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่า... นี่คือจุดสิ้นสุดน้ำผึ้งค่อย ๆ หยิบสมุดบัญชีเงินฝากที่เก็บไว้ในลิ้นชักออกมา ตัวเลขหลายล้านที่ได้รับจากประกันชีวิตของพ่อแม่ซึ่งเธอไม่เคยแตะต้อง เพราะคุณยายยอกให้เธอเก็บไว้ แต่วันนี้... มันกลับเป็นเพียงทางรอดเดียวที่เธอมี“แค่นี้ก็มากพอแล้ว...” เธอพึมพำกับตัวเอง มือที่สั่นเท
ตอนที่ 14อย่าเพ้อฝันหยาดเหงื่อซึมตามไรผมของทั้งคู่ท่ามกลางความเงียบงันที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิม กลิ่นอายของพายุอารมณ์ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงความอบอุ่นที่เจือจางอยู่ในอากาศ สามขยับตัวลงนอนเคียงข้างร่างบางที่อ่อนเปลี้ยอยู่ใต้ผ้าห่ม นิ้วมือหนากลับเกลี่ยไรผมที่ปรกหน้าผากมนของน้ำผึ้งออกให้อย่างอ่อนโยนแววตาคมกริบที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับฉายแววความสับสนปนทอดถอนใจ เขามองใบหน้าของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เขาเองก็ยากจะนิยาม... กำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึก ได้พังทลายลงสิ้นท่าด้วยประโยคสารภาพและสัมผัสที่ซื่อตรงของเธอน้ำผึ้งซุกตัวเข้าหาอกกว้างของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยจนเผลอหลับไปในอ้อมกอดนั้น สามนิ่งค้างไปครู่หนึ่งก่อนจะโอบกระชับร่างบางเข้ามาแนบอก เขาหลับตาลงพยายามรวบรวมความคิดที่กระจัดกระจาย"ฉันจะจัดการเรื่องนี้ ยังไงดี..." เขาพึมพำกับความมืดมิด เสียงทุ้มนั้นไม่ได้แฝงความโกรธเคืองอีกต่อไป แต่กลับเจือด้วยความตัดพ้อที่ตัวเองพ่ายแพ้ให้กับความใสซื่อของเธออย่างราบคาบ เขาเฝ้ามองใบหน้ายามหลับใหลของเธออยู่นาน ความรู้สึ





