เข้าสู่ระบบเห็นท่าทางห่างเหินเย็นชาไร้ไมตรี ในใจอู๋ซั่วหยางบังเกิดความไม่ยินยอม ไม่มีสตรีใดกล้าเมินเฉยเขา หลิวหมิงหย่วนนับเป็นคนแรกและอาจเป็นคนสุดท้าย “คุณหนูรองหลิว ก่อนหน้านี้ข้าออกหน้าช่วยเหลือเจ้า ดูเหมือนเจ้ายังไม่ได้แสดงความขอบคุณ มิสู้อยู่พูดคุยเป็นเพื่อนข้าสักพัก จากนั้นค่อยกลับเข้าไปในงานพร้อมกัน”
สองเท้าที่เคลื่อนไปข้างหน้าหยุดกะทันหัน หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้าอู๋ซั่วหยางอีกครั้ง ทำดีหวังผล ใช้บุญคุณมาเหนี่ยวรั้งสตรี ช่างน่าขันสิ้นดี ต้องโง่งมปานใดถึงมาหลงรักบุรุษผู้นี้ หากไม่ติดที่แห่งนี้มีอู๋ซั่วหยาง นางคงแหงนหน้าระเบิดเสียงหัวเราะเยาะให้ตนเองไปแล้ว
“ท่านอ๋อง พระองค์เป็นบุรุษ หม่อมฉันเป็นสตรี อยู่ด้วยกันตามลำพังเห็นทีจะไม่เหมาะสม อีกอย่างเท่าที่หม่อมฉันจำได้ เป็นพระองค์ที่ออกหน้าช่วยเหลือเอง หม่อมฉันหาได้ร้องขอ ในเมื่อเป็นความสมัครใจ เหตุใดต้องถามหาคำขอบคุณ หรือพระองค์ช่วยหม่อมฉันเพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง” กล่าวจบแย้มรอยยิ้มหวาน ต่างจากดวงตาซึ่งไร้ความรู้สึกใด ๆ
อู๋ซั่วหยางหรี่นัยน์ตา ไม่นึกว่าดรุณีวัยแรกแย้มผู้นี้จะมีฝีปากที่ไม่ธรรมดา ถึงกับกล้าปฏิเสธไมตรีที่เขาหยิบยื่นให้ หากเป็นสตรีอื่น พวกนางคงกระตือรือร้นรีบสร้างสะพานให้เขาข้าม “คุณหนูรองหลิวอย่าได้เข้าใจผิด ตัวข้าช่วยเหลือคนย่อมไม่หวังผล เพียงอยากรู้จักคุณหนูรองหลิวให้มากขึ้น หรือคุณหนูรองหลิวรังเกียจที่จะคบหาข้าเป็นสหาย”
“ท่านอ๋องชื่อเสียงดีงาม เป็นหม่อมฉันที่ไม่คู่ควร”
ถ้อยคำปฏิเสธทั้งทางตรงทางอ้อมของหลิวหมิงหย่วนเริ่มสร้างความไม่พอใจให้อู๋ซั่วหยาง หากไม่เห็นว่าตระกูลหลิวมีประโยชน์ต่องานใหญ่ในวันข้างหน้า คิดหรือว่าเขาจะยอมลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับสตรีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วแคว้นอย่างนาง
ถึงจะรู้สึกฝืนใจกับการเข้าหาหลิวหมิงหย่วน แต่เพื่อผลประโยชน์ ไม่มีอะไรที่อู๋ซั่วหยางทำไม่ได้ รอยยิ้มละมุนที่กระชากวิญญาณสตรีมาแล้วนับไม่ถ้วนถูกนำออกมาใช้ “คุณหนูรองหลิว ข้าทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจใช่หรือไม่ โปรดบอกกล่าวต่อข้าสักเล็กน้อยเถิด ข้าผู้นี้จะได้ปรับปรุงแก้ไข”
ท่าทางอบอุ่นอ่อนโยนที่อู๋ซั่วหยางคิดว่าสามารถสั่นคลอนจิตใจหลิวหมิงหย่วนได้นั้น แท้จริงกลับเป็นการเพิ่มความสะอิดสะเอียนให้หญิงสาว ลำคอตีบตัน ท้องไส้ปั่นป่วน ขับบางอย่างให้วิ่งมาจุกอยู่ที่ลำคอ ต้องใช้เวลานานพอสมควรถึงกล้ำกลืนฝืนบังคับไม่ให้มันออกมาทักทายตัวต้นเหตุ
“หม่อมฉันกับท่านอ๋องเพิ่งพบกันครั้งแรก ไหนเลยจะมีเรื่องที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ ท่านอ๋องคิดมากไปแล้ว หากไม่มีธุระอื่นอีก หม่อมฉันขอตัวกลับเข้างาน” หลิวหมิงหย่วนปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นปกติ ตั้งแต่ต้นจนจบพยายามไม่ให้รอยยิ้มเลือนหาย ทว่าขณะหมุนตัว ข้อเท้าคล้ายมีบางอย่างมากระทบ ส่งผลให้สิ้นไร้เรี่ยวแรงพยุงกาย ทรุดร่างลงพื้นพร้อมใบหน้าเจ็บปวด
‘อู๋ซั่วหยาง เจ้าคนบัดซบ! ถึงกับใช้วิธีเลวทรามต่ำช้ามาเหนี่ยวรั้งข้า’ หลิวหมิงหย่วนก่นด่าในใจ ตวัดตามองเจ้าคนสารเลวด้านหลัง
ริมฝีปากอู๋ซั่วหยางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เหยื่อที่เขาหมายตา มีหรือจะปล่อยให้หลุดรอดไปโดยง่าย ร่างสูงค่อย ๆ โน้มตัวลง ระบายยิ้มอ่อนโยนกลบความดำมืดในใจ “คุณหนูรองหลิวเป็นอะไรไปหรือ ต้องการความช่วยเหลือจากข้าหรือไม่”
หลิวหมิงหย่วนมองข้อเท้าที่ถูกอู๋ซั่วหยางซัดบางอย่างใส่ ความเจ็บเสียดลึกถึงกระดูกทำให้นางไม่กล้าขยับตัวส่งเดช นางมิอาจโวยวายกล่าวหาอู๋ซั่วหยางโดยไร้หลักฐาน จำต้องมองหาตัวช่วยที่ไม่ใช่เขาแทน
ไฉนจึงไม่มีผู้ใดผ่านมาบ้างนะ...
“ยามเจ้าหมุนตัวเมื่อครู่ไม่ทันระวังทำให้ข้อเท้าพลิก ให้ข้าช่วยเถิด”
หลิวหมิงหย่วนถดตัวถอยหนีวงแขนที่เตรียมช้อนอุ้มนาง “ท่านอ๋อง ชายหญิงห้ามใกล้ชิด หากท่านอ๋องอยากช่วยจริง รบกวนตามสาวใช้มาพยุงหม่อมฉันเถิด ท่านอ๋องชื่อเสียงดีงามเรื่องการวางตัว หลักปฏิบัติที่หม่อมฉันเอ่ยถึงคงไม่มีผู้ใดกระจ่างแจ้งเท่าท่านอ๋องแล้ว” แค่คิดว่าอู๋ซั่วหยางจะแตะเนื้อต้องตัว ความขยะแขยงก็บังเกิดในใจหลิวหมิงหย่วน กระทั่งความเจ็บที่เท้ายังไม่ใส่ใจ ฝืนลากตัวเองออกห่างฝ่ายตรงข้ามในระยะที่คิดว่าปลอดภัย
ไม่รู้เหตุใดหลิวหมิงหย่วนถึงรู้สึกว่าความอ่อนโยนของอู๋ซั่วหยางมีแรงคุกคามซ่อนอยู่ ชาติก่อนเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้ หรือเพราะนางต่อต้านไม่คล้อยตาม เขาจึงควบคุมตนเองไม่อยู่หลุดเผยธาตุแท้ออกมา ผู้ใดจะรู้ยามเขาอยู่กับคนใต้อาณัติเป็นเช่นไร
“เหตุใดต้องทำให้เรื่องยุ่งยากด้วย ข้าอุ้มเจ้ากลับเรือนไม่ง่ายกว่าหรือ”
ยิ่งนานความอ่อนโยนของอู๋ซั่วหยางยิ่งน่ากลัว หลิวหมิงหย่วนรู้สึกว่าความเจ็บที่เท้าเบาบางลงบ้างแล้ว จึงยื่นมือจับราวระเบียงทางเดินหมายลุกขึ้น ทว่าทันทีที่เท้าข้างนั้นยันพื้น ความเจ็บพลันแล่นลามจนต้องล้มลงไปนั่งกับพื้นตามเดิม เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มใบหน้าและแผ่นหลัง “เรือนชั้นในเป็นที่พักของอิสตรี ท่านอ๋องเป็นบุรุษไม่เหมาะสมเข้าไป หากมีคนพบเห็น เราสองคนจะต่างฝ่ายต่างเสียหาย”
เสียหาย? แน่นอนว่าอู๋ซั่วหยางอยากให้มีเรื่องเสียหายถึงทำเช่นนี้ ต่อไปการเข้าใกล้หลิวหมิงหย่วนก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว เขามองลูกกวางน้อยที่พยายามเอาตัวรอดจากกรงเล็บหมาป่าด้วยความเอ็นดู เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากเล่นกับเหยื่อ จึงไม่ได้รีบร้อนฉวยโอกาสตามที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้านี้ หมากที่ไม่ยอมลงกระดานย่อมน่าสนใจกว่าหมากที่จับวางได้ตามใจ
รอยยิ้มขบขันบนใบหน้าอู๋ซั่วหยางกระตุ้นอารมณ์หลิวหมิงหย่วนให้เดือดดาล หากไม่กลัวตระกูลหลิวจะเดือดร้อนไปกับนางในข้อหาทำร้ายเชื้อพระวงศ์ นางคงใช้ปิ่นบนศีรษะแทงเขาให้หายแค้นไปแล้ว
“อย่าฝืนเลย ให้ข้าอุ้มเจ้ากลับเรือนเถอะ” อู๋ซั่วหยางเอ่ยขึ้นหลังมองสภาพทุลักทุเลของหลิวหมิงหย่วนจนพอใจ เหงื่อบนใบหน้าไม่ได้ทำให้ความงดงามของนางจางลง แต่ขับเน้นให้น่าทะนุถนอมยิ่งขึ้น วงแขนกำยำยื่นออกไปข้างหน้าเตรียมช้อนอุ้มร่างบอบบาง ทันใดนั้น ร่างของหลิวหมิงหย่วนพลันลอยขึ้นเหนือพื้นผ่านหน้าเขาไป ดวงตาสีนิลมีประกายดำมืดพาดผ่าน
เป็นผู้ใดบังอาจมาขัดขวางเรื่องดีงามของเขา!
ต่อให้มีโทสะรุนแรง อู๋ซั่วหยางกลับไม่สามารถแสดงออกมาได้ เขาคือชินอ๋องผู้สุภาพอ่อนโยน อารมณ์ด้านมืดคือสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรเผย คิดได้ดังนั้น ไอสังหารในดวงตาจึงเลือนหาย ลุกขึ้นเผชิญหน้าผู้มาใหม่
ฝั่งหลิวหมิงหย่วนตกใจกับการที่ร่างถูกยกขึ้นกะทันหันจึงวาดมือสะเปะสะปะกระทั่งคล้องเข้ากับลำคอเจ้าของวงแขนที่อุ้มนาง เนื้อตัวนางสั่นเทาเนื่องจากหวาดกลัวการตกพื้น
“อย่ากลัว พี่ชายไม่ปล่อยเจ้าตกลงไปหรอก”
เสียงนี้? หลิวหมิงหย่วนช้อนตามองทันใด “พี่หงซิน” เสียงหวานเอ่ยเรียกพร้อมกระชับวงแขนที่โอบรอบคอชายหนุ่มให้แน่นขึ้น “ห้ามทำหย่วนเอ๋อร์ตกนะ”
“น้องสาวน่าทะนุถนอมปานนี้ พี่ชายจะใจร้ายทำบอบช้ำได้อย่างไร”
“ท่านตาเล่า”
“อยู่ในงาน เพื่อให้ทันมางานปักปิ่นของเจ้า ท่านปู่สั่งสารถีเร่งความเร็วรถม้าประดุจพายุ จากไห่โจวมาเมืองหลวงไม่ใช่วันสองวัน แต่เพื่อหลานรักอย่างเจ้าท่านปู่กลับทำได้”
“แน่นอนว่าท่านตารักหย่วนเอ๋อร์ที่สุด การค้าต่างเมืองจะสำคัญกว่าได้อย่างไร”
“ดีที่การค้าครั้งนี้ราบรื่น มิเช่นนั้นตระกูลเหอต้องพลาดลูกค้ารายใหญ่เพราะเจ้าเป็นแน่”
หลิวหมิงหย่วนย่นจมูก ซบหน้ากับอกญาติผู้พี่ หางตาเหลือบมองอู๋ซั่วหยางที่กลายเป็นส่วนเกินระหว่างเครือญาติ
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจิ้งปั๋วปราบต้วนในเมืองเยียน[1]หรือไม่ พี่ชายข้าคือเจิ้งจวงกง ส่วนข้าคือก้งซูต้วน เขารู้เห็นจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของข้า ทว่าแสร้งปล่อยปละละเลยเหมือนคนเลอะเลือน ความจริงแล้วเขาหาใช่ฮ่องเต้ผู้มีจิตใจเมตตาอันใด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดคือเหตุผลที่จะใช้สังหารข้า บัดนี้ข้ากลายเป
หลิวหมิงหย่วนจากไปแล้ว เหออิ้งอี๋จึงขอตัวเช่นกัน เนื่องจากกระโจมที่เตรียมไว้ให้อู๋ซั่วหยางถูกผู้อื่นยึดครอง เหอหงเชาจึงเชิญเขาไปสนทนาที่กระโจมตนเองแทน “ท่านอ๋อง ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเราสองคน หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ลืม” เหอหงเชาเปิดบทสนทนาทันทีที่นั่งลง เรื่องที่อู๋ซั่วหยางมีใจให้
ซุนกงกงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจ ครั้นต้องการถามให้รู้เรื่อง กลับหาจุดเริ่มต้นของคำถามไม่ได้ ราวเขากับนางกำลังพูดกันคนละเรื่อง “เจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดกระมัง” หลิวหมิงหย่วนเอ่ยขึ้นเพราะอ่านความคิดฝ่ายตรงข้ามออก “ข้าช่วยไขความกระจ่างเพิ่มให้ดีหรือไม่ เพื่อที่เจ้าจะได้ตายตาหลั
พูดมาถึงตรงนี้ ซุนกงกงลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าและแววตาอู๋ซั่วหยาง ครั้นเห็นระลอกคลื่นสั่นไหว เขาไม่รอช้าที่จะเพิ่มกระแสลมให้ไฟลามไปที่อื่นที่มิใช่ตน “ความลับเรื่องการสิ้นพระชนม์ของไทเฮาต้องเป็นผู้อื่นที่สืบหาแล้วนำหลักฐานมาถวายฝ่าบาท ตอนนั้นกระหม่อมเคยได้รับรายงานจากลูกน้องว่าเห็นห







