Masukฟื้ด ฟึ่บบ~
เยี่ยนชิงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเห็นเงาบางอย่างเคลื่อนไหวตรงขอบหน้าต่าง เขาคิดว่าคงเป็นเพียงเงาใบไม้หรือแมลงกลางคืน แต่แล้วสิ่งเล็ก ๆ สีอ่อนก็โฉบผ่านม่านเข้ามาอย่างเงียบงัน ปีกบางโปร่งสะท้อนแสงตะเกียงเป็นจุด ๆ เหมือนฝุ่นดาว มันวนหนึ่งรอบเหนือโต๊ะ ก่อนจะเกาะลงที่ขอบสมุดอย่างไม่กลัวคน เยี่ยนชิงชะงักนิ่ง เขาไม่กล้าขยับกลัวจะทำให้มันตกใจ พั่บ พั่บ "โอ๊ะ~ ผีเสื้อกลางคืน" ตะเกียงเล็กส่องแสงสีส้มอุ่นส่องร่างเล็กมีปีกสีดำสวยโบยบินมาเกาะที่ปลายจมูกรั้นของเยี่ยนชิงเสียงเยี่ยนชิงบีบเสียงเล็กเอื้อนเอ่ยกับสัตว์สวยด้วยความเอ็นดู ร่างที่นอนอยู่ไม่ไกลเหลือบเห็นคนอู้งานนั่งหยอกล้อกับสิ่งที่พูดไม่ได้อยู่นานสองนานมันบินมาเกาะที่ตัวอักษรคำว่าอี้แล้วบินไปเกาะคำว่าหลานก่อนจะมาเกาะที่ฝ่ามือเยี่ยนชิงจึงยกมันขึ้นมาดูชั่วครู่เหมือนจะถามมันว่าจะบอกอะไรปีกบางนั้นกระพือเบาบินวนอยู่ข้างแก้มใสแล้วมันก็บินสมาเกาะนิ่งๆ เยี่ยนชิงกำลังจะเอื้อมมือออกไปแตะพลันรู้สึกเหมือนมีอะไรขยับอยู่ตรงหางตา ความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นสันหลังโดยไม่ทันตั้งตัว เยี่ยนชิงหันขวับในทันที ฟึ่บ อ๊ะ! ใบหน้าของสมาชิกอีกคนในห้องมานั่งข้างหันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ใบหน้าเรียบเฉยอยู่ใกล้เกินไป ใกล้จนปลายจมูกห่างกันไม่ถึงคืบ ลมหายใจของคนตัวโตเฉียดผ่านแก้มจนเผลอสะดุ้ง กึ่ก.. "อ๊ะ! อุ๊ป!" เยี่ยนชิงยกมือยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ "ผีเสื้อมาได้ไง" เจ้าตัวร้ายกาจโผล่มาจากด้านข้างไม่ทันให้ตั้งตัวใบหน้าเรียวยาวส่งเสียงราบเรียบทุ้มต่ำข้างหูทำเอาเยี่ยนชิงขนลุกวาบแทบกรีดร้องยังดีที่มือเล็กอุดปากได้ทัน “อุ๊ป! เจ้าบ้า!.จู่ๆ ก็โผล่มาเป็นภูตผีเร๊อะ!" "ขวัญอ่อนเสียจริง ว่าไง? ผีเสื้อมาได้อย่างไร" คำถามนั้นดังชิดเกินไป เยี่ยนชิงขยับถอย หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ถึงจังหวะในอกจนคิดว่าเจ็บป่วย คนแปลกหน้าเลิกคิ้วเล็กมองท่าทีตื่นตระหนกนั้นอย่างขำขัน “ขวัญอ่อนจริง” เขาว่าด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แววตากลับส่องประกายเหมือนคนเพิ่งเจอของเล่นถูกใจ “ว่าไง ผีเสื้อโผล่มาได้อย่างไร” เยี่ยนชิงขมวดคิ้ว หันไปมองผีเสื้อสีอ่อนที่บินวนอยู่ใกล้หน้าต่าง แสงตะเกียงทำให้ปีกบางโปร่งนั้นดูเหมือนมีผงแสงเกาะอยู่ “ข้าจะรู้ได้เช่นไร” เยี่ยนชิงตอบเสียงห้วน ทั้งที่ในใจเองก็ยังประหลาดใจไม่ต่างกัน “ก็มันเกาะติดเจ้า” ชายแปลกหน้าพูดพร้อมชี้ไปทางผีเสื้อที่โฉบมาใกล้ไหล่ของเยี่ยนชิงราวกับตั้งใจ เยี่ยนชิงเบ้หน้าเล็กน้อยสวนกลับทันควัน “เจ้าก็เกาะติดข้าออกไปห่างๆ เลย” ร่างสูงไม่ขยับไปไหนกลับโน้มตัวเข้ามาดูใกล้ขึ้น ดวงตาคมกริบจ้องปีกบางที่สั่นไหวตามแรงลมเสียงห้าวทุ้มต่ำเรียบโทนเดียวฟังดูไร้อารมณ์แต่เยี่ยนชิงกลับรู้สึกว่ามันยียวนกวนโทสะตลอดเวลา “ไม่เคยเห็นผีเสื้อที่สวยขนาดนี้เลยนะ” เยี่ยนชิงชะงักเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คลายสีหน้าบูดบึ้งลงเล็กน้อย “นั่นสิ…ข้าก็เพิ่งเคยเจอเหมือนในกวีเลย” ชายแปลกหน้าหันมองกระดาษบนโต๊ะที่มีรอยขาดแหว่งตรงกลาง เหมือนมีใครฉีกคำบางคำออกไป “หื้ม? กวี…ที่แหว่งๆ ตรงนี้ประหลาดนักไม่เห็นจะรู้เรื่อง” “บอกว่ามันหายไปไง! อ่านไม่เข้าใจก็ไม่แปลกนี่!” หน้าเล็กขมวดคิ้วมองช่องว่างบนกระดาษอย่างไม่เข้าใจ ราวกับตัวอักษรตัดสินใจเดินออกไปเอง ชายแปลกหน้ายื่นหน้าเข้ามาพูดตรงหน้า “เพ้อเจ้ออะไรของเจ้า” “เจ้าคนประหลาดข้าเป็นเจ้าบ้านนี้ข้าเป็นคนให้ความเอื้อเฟื้อแก่เจ้าช่างไร้มารยาทนัก” "วางอำนาจรึ" ชายแปลกหน้าบ่นหน้าตาย มองหน้าบึ้งตึงของเยี่ยนชิงนิ่งๆ แล้วเหลือบสายตาไปที่ผีเสื้อซึ่งตอนนี้บินต่ำลงใกล้โต๊ะ “ผีเสื้อนี่…” เขาเอ่ยอย่างครุ่นคิด “กินได้ไหม” “….” เยี่ยนชิงนั่งนิ่งไปชั่วอึดใจ ไม่รู้จะรับมือความพูดจาหน้านิ่งสนิทนี้ได้เช่นไร ก่อนจะหลับตาลงกำหมดแน่นสะกดกลั้นอารมณ์ “ไปนอน!” คำสั่งนั้นดังชัด เขาชี้ไปทางฟูกด้านในห้องอย่างไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเถียง ชายแปลกหน้าหรี่ตาเป็นเส้นตรงอย่างยียวนแต่ก็ยอมขยับตัวตามคำสั่ง ผีเสื้อค่อยๆ บินโผออกไปทางหน้าต่างและหายลับในความมืด เยี่ยนชิงปิดสมุดเบาๆ เป่าไฟตะเกียงจนเหลือเพียงควันลอยขึ้นช้าๆ ในอากาศเย็น ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่ในความมืดชั่วครู่ รู้สึกเหมือนได้กลิ่นดอกพลับพลึงโชยมาอีดครั้งทำให้รู้สึกง่วงงุนจึงคลานเข้าไปมุดใต้ผ้าห่มนอนตะแคงหันหลังให้คนข้างๆ แล้วหลับลงอย่างง่ายดาย(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ
"รู้สึกเช่นไร กายเจ้าคุ้นชินกับมันหรือไม่ ต้องการมันมากยิ่งขึ้นหรือไม่เยี่ยนชิง" เสียงทุ้มพร่ากระซิบข้างใบหูเล็กคล้ายจะก่อกวนให้หงุดหงิดแต่หนนี้ตรงกันข้าม ความรู้สึกสุขสมราวกับรอคอยบางสิ่งมานานคล้ายกับการรอวันที่ผลของแอปเปิลสุกได้ที่ "อะ..ข ข้า ไม่…ไม่รู้" ร่างเล็็กในกำมือชายแปลกหน้าบิดกายเร่า
กึ่ก ภาพซ้อนทับค่อยๆ ไหลเข้ามาเงียบงัน เยี่ยนชิงเห็นตัวเองในวัยเด็ก เดินอยู่บนทางเดิน มือเล็กถูกกุมไว้ด้วยมือของใครบางคน มือคู่นั้นอุ่นและมั่นคง เดินนำเขาไปข้างหน้าเสมอ ภาพจำเลือนลางใบหน้าคนผู้นั้นพร่าเบลอ เด็กสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปไหนไปด้วยกัน นั่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ แบ่งขนมกันกิน หัวเราะกับเ
เฮื้อกกก!! ลมหายใจขาดห้วง หอบแรงราวเพิ่งถูกดึงขึ้นจากใต้น้ำ หัวใจเต้นกระหน่ำจนเสียงดังอยู่ในหู มือคว้าผ้าห่มแน่นโดยไม่รู้ตัว ในความมืดเงาหนึ่งทอดยาวนิ่งอยู่บนพื้นไม้ ราวกับภาพสะท้อนใต้ผิวน้ำที่ยังไม่ทันเลือนหาย ก่อนจะค่อยๆ จางไปอย่างไร้ร่องรอย เยี่ยนชิง...ไม่สิ ชายผู้นั้นยังคงจมอยู่ในความมืด
ค่ำคืนนั้น ทั้งใบเงียบงัน ราวกับถูกสายน้ำกลืนกินจนไม่เหลือซากสีฟ้าหม่นซึมลึกแผ่ขยายไปทั่วทุกทิศทาง ฟ้าไม่ใช่ฟ้า ดินไม่ใช่ดิน มีเพียงผืนน้ำกว้างใหญ่ทอดตัวนิ่งสนิท เบื้องหน้าราวกระจกไร้ระลอกคลื่น ไร้แรงลม ไร้ชีวิต เยี่ยนชิงยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนยืนอยู่ริมขอบของบางสิ่งที่ไม่อาจหวนกลับเงาสะท้อนในน้ำค่อ







