แชร์

6 เซี่ยเหมยหรง

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-11 15:29:47

6

เซี่ยเหมยหรง

เสียงสวดมนต์ในอารามดังแผ่วเป็นระลอก เคล้าไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วลานกว้าง

ดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดแสงอุ่นส่องกระทบกลีบดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางเดินกรวดขาว เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งบ่งบอกถึงการเริ่มพิธี

องค์หญิงสามนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ด้านหน้าสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายเมฆมงคล งามสง่าแต่ไม่ฉูดฉาด รายล้อมด้วยเหล่าสกุลขุนนางฝ่ายในที่มาร่วมงานเพื่อถวายของทำบุญและประจบเอาใจองค์หญิงผู้เป็นตัวแทนของฮองเฮา

หรูเยียนยืนอยู่ทางด้านข้างในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ทางเจ้าอาวาสจัดให้ซึ่งดูแล้วสบายตา นางอยู่เคียงข้างองค์หญิงสามในฐานะผู้ดูแลของทางอารามด้วยท่าทางสำรวม ซึ่งได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจากองค์หญิงในยามที่มองมาเป็นระยะ

พิธีการทางศาสนาดำเนินมาเรื่อยจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนต่างเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ แต่ก็ยังอยู่ดูรอท่าทีขององค์หญิงก่อน เพราะทุกคนต่างอยากจะมาเอาอกเอาใจองค์หญิงสามก่อนกลับกันทั้งนั้น เพราะอยากจะอยู่ในสายตาขององค์หญิงให้มากเข้าไว้ เนื่องจากองค์หญิงสามเป็นธิดาองค์โปรดของฮองเฮา หากว่าวันหน้าสนิทสนมกันเอาไว้ก็ย่อมมิใช่เรื่องเสียหาย

แต่แล้วจู่ๆ ก็เสียงโกลาหลเบาๆ จากหน้าประตูอารามก็ดึงสายตาผู้คนให้หันไปมอง

“ตระกูลเซี่ยมาถึงแล้ว” ขันทีประกาศเสียงดัง

หรูเยียนสะดุ้งเล็กน้อย แต่แววตากลับนิ่งเรียบ หญิงสาวรู้ทันทีว่าผู้มาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นฮูหยินของตระกูลเซี่ย และบุตรสาวของนางอย่างเซี่ยเหมยหรง

“ดูเหมือนว่าคนในบ้านเจ้าจะมาแล้ว” องค์หญิงเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม

“เพคะ” หรูเยียนยอบกายตอบเรียบๆ แต่ภายในกลับคล้ายมีมือเย็นๆ บีบรัดหัวใจ

ไม่นานร่างของฮูหยินในชุดผ้าแพรสีม่วงเข้มปักดิ้นก็มาถึง พร้อมบุตรสาวที่แต่งองค์ทรงเครื่องราวจะเข้าเฝ้าฮองเฮาเสียเอง เครื่องประดับหยกขาวและมุกเรียงร้อยเต็มศีรษะจนสะท้อนแดดแสบตา ทุกย่างก้าวของสองแม่ลูกเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และพุ่งตรงมายังหัวแถวเพื่อเข้าเฝ้าประธานในพิธี

“ถวายพระพรเพคะองค์หญิงสาม หม่อมฉัน

เซี่ยฮูหยินภรรยาของแม่ทัพเซี่ยและบุตรีอย่างเซี่ยเหมยหรงมาร่วมงานทำบุญตามราชโองการของฮองเฮาเพคะ”

น้ำเสียงอ่อนหวานแต่กิริยากลับไม่อ่อนโยน ดวงตาคมของนางกวาดมองไปรอบศาลาอย่างถือสิทธิ์

องค์หญิงสามเพียงพยักหน้ารับเบาๆ

“ฮูหยินเซี่ยไม่ต้องมากพิธี งานวันนี้เพื่อความสงบแห่งศาสนา อย่าได้ลำบากเกินไปนัก อีกอย่างท่านแม่ก็ไม่ได้มีราชโองการอย่างเป็นทางการสักหน่อย จะมาหรือไม่มาก็ไม่เป็นไร แล้วจะว่าไปพิธีการก็จบลงแล้วด้วย ดูเหมือนท่านกับบุตรสาวจะมาช้าไปมากอยู่นะ”

“เอ่อ...ขอประทานอภัยเพคะ พอดีว่าที่จวนเกิดเรื่องนิดหน่อย” ฮูหยินเซี่ยยอบกายอย่างงดงามขณะโกหกออกไป ที่จวนนั้นไม่ได้มีปัญหาใดๆ เลย เพียงแต่บุตรสาวของนางตื่นสายเกินไปจนมาช้าต่างหาก

“อย่างนั้นหรือ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ขอเพียงฮูหยินกับคุณหนูรองเซี่ยมีจิตกุศลก็พอแล้ว จะมาช้าไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่”

“ใช่เพคะองค์หญิง” หางเสียงที่ฮูหยินเซี่ยเอ่ยตอบเจือความพอใจที่ได้สนทนากับองค์หญิงเป็นการส่วนตัวอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังพูดจาเหมือนเข้าข้างนางด้วย

ตอนนี้ข้างกายของฮูหยินเซี่ย เซี่ยเหมยหรงก้าวขึ้นหน้ามาอีกครึ่งก้าวอย่างมั่นใจ

“หม่อมฉันเคยได้ยินว่าพระองค์โปรดดอกเหมย

สีชมพูอ่อน วันนี้หม่อมฉันตั้งใจนำมาถวายเพคะ เป็นดอกที่เพิ่งเด็ดจากสวนตระกูลเซี่ย”

นางยื่นตะกร้าแกะสลักทองคำขาวออกมาด้วยมือเรียว เครื่องประดับบนข้อมือกระทบกันเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊ง เสมือนต้องการให้ทุกคนเห็นถึงความมั่งคั่ง

องค์หญิงสามรับไว้ด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่ไม่อาจเรียกว่าอบอุ่นนัก

“ช่างเอาใจใส่เสียจริง ข้าจะรับไว้เป็นที่ระลึก”

แม้เสียงขององค์หญิงจะฟังดูปกติ ทว่าแววตากลับแฝงแววเบื่อหน่าย เซี่ยหรูเยียนที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งเห็นได้ชัด

ในชาติก่อนนางเคยเห็นฉากนี้มาก่อนแทบทุกถ้อยคำ เซี่ยเหมยหรงในชุดหรูเดินเข้ามา พูดจาอ่อนหวานแต่แฝงความหยิ่งยโส แล้วหันมามองตนด้วยรอยยิ้มเยาะแผ่วเบา ตอนนั้นหรูเยียนยังไม่เข้าใจ

แต่ในภายหลังนางจึงรู้ว่าเซี่ยเหมยหรงกำลังพยายามกดนางให้ต่ำลงต่อหน้าองค์หญิง เพื่อสร้างภาพว่าพี่สาวต่างมารดานั้นไร้ความสามารถเพียงใด

“พี่หญิง!” เสียงเรียกที่ตั้งใจให้ได้ยินทั่วศาลาดังขึ้น

หรูเยียนหันไปช้าๆ เห็นเซี่ยเหมยหรงยิ้มหวานราวบุปผาแรกผลิ

“พี่หญิงก็อยู่ด้วยหรือ เหตุใดไม่รอกันก่อนจะได้มาเข้าเฝ้าองค์หญิงพร้อมกัน นี่คงไม่ใช่ว่ามาก่อเรื่องใดๆ ให้

องค์หญิงต้องขุ่นเคืองพระทัยอยู่หรอกนะเจ้าคะ”

คำพูดนั้นฟังดูอ่อนน้อม แต่ทุกคนรู้ว่าการที่บุตรี

ขุนนางผู้มีศักดิ์เท่ากันพูดจาแบบนี้ต่อหน้าองค์หญิง เปรียบเหมือนกล่าวว่าพี่หญิงไม่มีความสำคัญพอที่จะยืนเคียงข้างตนเองได้

องค์หญิงสามเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะยกถ้วยชาแตะริมที่ริมฝีปากโดยไม่พูดอะไร

หรูเยียนยิ้มบาง ยอบกายตอบ “น้องสาวมีน้ำใจพูดเช่นนั้น พี่ซาบซึ้งนัก เพียงแต่ข้าอยู่ดูแลพระองค์อยู่ก่อนแล้ว เกรงว่าจะเสียมารยาทหากละทิ้งหน้าที่”

น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนแต่ก็มั่นคง ทำให้เซี่ยเหมยหรงชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าสวยงามแข็งค้างไปชั่วขณะ

ฮูหยินเซี่ยเห็นเช่นนั้นก็รีบหัวเราะกลบเกลื่อน

“ลูกสาวข้าพูดจาตรงไปตรงมา องค์หญิงสามอย่าได้ถือสาเลยเพคะ นางยังเยาว์อยู่”

องค์หญิงสามเพียงพยักหน้า

“สตรีวัยเยาว์ย่อมร่าเริงเป็นธรรมดา แต่ในงานบุญควรรักษากิริยาให้เหมาะสม ถ้าอย่างไรฮูหยินเซี่ยก็ต้องคอยสอนสั่งนางให้ดีด้วยนะ”

คำพูดนั้นแม้ไม่รุนแรง แต่ก็เหมือนตบหน้าเบาๆ ต่อหน้าผู้คนมากมายที่กำลังมองอยู่ และตอนนี้คนรอบข้างก็เริ่มหันมาสนใจสถานการณ์มากขึ้น

เซี่ยเหมยหรงกัดริมฝีปากแน่น แต่ยังฝืนยิ้ม

“เพคะ หม่อมฉันขออภัย”

หรูเยียนก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มในแววตา องค์หญิงยังเหมือนเดิมทรงไม่โปรดคนโอ่อ่าหรูหราแต่ไร้มารยาท

ฮูหยินเซี่ยเห็นบรรยากาศไม่เข้าข้าง จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าพระองค์โปรดศิลปะการชงชา วันนี้บุตรสาวหม่อมฉันก็ได้ฝึกฝนวิธีชงชาจากอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง นางอยากถวายชาสักถ้วยได้โปรดเมตตาชี้แนะนางได้หรือไม่เพคะ”

หรูเยียนได้ยินดังนั้น แววตาก็เปลี่ยนไปวาบหนึ่ง นี่ก็เป็นอีกฉากที่ซ้ำรอยจากชาติก่อน ในครั้งนั้นเหมยหรงพยายามนำเสนอฝีมือชงชาต่อหน้าองค์หญิง แต่กลับทำผิดขั้นตอนจนรสขมฝาด ทำให้องค์หญิงไม่พอใจ และนางเองก็ถูกลากมารับโทษร่วมกัน เพราะในครั้งนั้นเซี่ยเหมยหรงอ้างว่าเรียนรู้วิธีการชงชาเช่นนั้นมาจากพี่สาวอย่างเซี่ยหรูเยียน

ทว่าครั้งนี้…นางจะไม่ปล่อยให้ซ้ำรอยอีก

“หากองค์หญิงทรงอนุญาต หรูเยียนขอช่วยเตรียมอุปกรณ์ให้เพคะ” เสียงนางดังขึ้นอย่างสงบ

องค์หญิงสามหันมามอง

“เจ้าก็ชำนาญเรื่องชาหรือ”

“เพียงเล็กน้อยเพคะ ไม่ถึงกับเชี่ยวชาญนัก”

องค์หญิงสามแย้มยิ้มบางเบา

“เช่นนั้นก็ดี เจ้าเป็นพี่สาว ช่วยดูแลน้องเจ้าด้วยแล้วกัน”

“เพคะ”

เซี่ยเหมยหรงหันมามองพี่สาว แววตาฉายความไม่พอใจ

“ไม่ต้องหรอกเพคะ หม่อมฉันทำเองได้”

แต่เมื่อองค์หญิงตรัสไปแล้ว หรูเยียนก็เพียงยิ้มอ่อน ไม่ตอบโต้ นางจัดอุปกรณ์อย่างใจเย็น ตั้งเตาชา เติมน้ำให้ได้ระดับพอดี ไฟจากถ่านเบาและคงที่ ขณะที่เซี่ยเหมยหรงพยายามรักษาท่าทีแต่กลับชงน้ำแรงเกินไป จนฟองเดือดก่อนเวลา

หรูเยียนเอียงคอพลางเอื้อมมือปิดฝาหม้อ

“ไฟแรงไปสักหน่อย เจ้าควรลดถ่านลง มิฉะนั้นกลิ่นชาอาจไหม้”

น้ำเสียงไม่สูง แต่มีแววห่วงใย ทำให้คำติติงฟังดูเหมือนคำสอน

องค์หญิงสามจ้องมองภาพนั้นเงียบๆ ก่อนจะยกยิ้ม

“ดูเหมือนเจ้าจะเป็นพี่สาวที่ดีทีเดียว”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบศาลา ฮูหยินเซี่ยถึงกับหน้าแข็ง ยิ้มแห้งแก้เขิน

“เด็กๆ ยังต้องเรียนรู้อีกมากเพคะ”

หรูเยียนเพียงก้มหน้ารับอย่างสงบ เมื่อชาเสร็จสมบูรณ์ นางยื่นถ้วยให้เซี่ยเหมยหรงชงถวายก่อน แต่เมื่อองค์หญิงชิมแล้วก็พยักหน้าช้าๆ

“กลิ่นไม่เลวเลย รสชาติยังขาดความนุ่มนวลอีกนิด แต่ถือว่ามีฝีมือ”

เซี่ยเหมยหรงโล่งใจ หันมายิ้มเยาะเล็กน้อยให้หรูเยียน แต่ไม่ทันพูดอะไร องค์หญิงก็เอ่ยต่อ

“ทว่าข้าชอบกลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบชาที่หรูเยียนทำมากกว่า เพราะมีความกลมกล่อมและชื่นใจยิ่งกว่า”

คราวนี้คนรอบข้างถึงกับหันมามองหรูเยียนเป็นตาเดียว เซี่ยเหมยหรงชะงัก คำชมที่หลุดออกจากปากขององค์หญิงนั้นแลดูมีน้ำหนักกว่าที่คิด

ฮูหยินเซี่ยรีบกลบเกลื่อนอีกครั้ง

“พี่น้องกันได้เรียนรู้ร่วมกันถือเป็นเรื่องที่ดี หม่อมฉันยินดีเหลือเกินเพคะที่พระองค์ทรงพอพระทัยในฝีมือของลูกๆ หม่อมฉัน”

องค์หญิงสามพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี จงอยู่ร่วมกันให้สมัครสมานเถิด ตระกูลใดยังแตกแยก ย่อมไม่อาจยืนหยัดได้ในวังหลวงอย่างสง่างาม”

คำพูดนั้นทำให้สีหน้าฮูหยินเซี่ยหม่นลงโดยไม่รู้ตัว ส่วนหรูเยียนกลับสงบเยือกเย็น นางก้มศีรษะลงต่ำ

“เพคะ หม่อมฉันจะจำไว้ในใจ”

ลมยามสายพัดกลีบดอกเหมยปลิวผ่านหน้าศาลา นางเงยหน้ามองแสงแดดอุ่นที่ลอดผ่านม่านไม้ไผ่ ในแววตาเงียบสงบของหรูเยียนมีทั้งความอ่อนโยนและมุ่งมั่น

ในชาติก่อนนางปล่อยให้พวกเขาทำลายชีวิตของตน

แต่ครานี้ทุกย่างก้าวข้าจะไม่ให้พวกเขาได้เหนือนางอีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าองค์หญิงหรือที่ใดก็ตาม

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   7 เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่ง

    7เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่งลมอ่อนพัดกลิ่นกำยานจากในโถงด้านหน้าอารามลอยอ้อยอิ่งผ่านลานหินขาว เวลานี้ผู้คนเริ่มทยอยออกจากศาลาใหญ่ บ้างสนทนา บ้างพักสายตาชมสวนหินและสระบัวที่บานสะพรั่งกลางแดดอ่อนเซี่ยหรูเยียนก้าวเดินอย่างสงบ ท่วงท่าเรียบง่าย อาภรณ์ผ้าแพรสีขาวไร้ลวดลายหรูหรา แต่กลับทำให้นางดูสง่างามในความเรียบง่ายนั้น ความอ่อนโยนของแววตาคล้ายสายน้ำที่ไหลเย็นจนยากจะหยั่งลึก วงหน้าของนางงามละมุนจนแม้แต่แสงแดดยามบ่ายยังทอดตัวอ่อนโยนเมื่อส่องกระทบวันนี้พิธีทำบุญสิ้นสุดลงโดยมีองค์หญิงสามเป็นผู้แทนของฮองเฮา พระองค์มีพระเมตตาต่อผู้มาร่วมงานไม่น้อย โดยเฉพาะต่อหรูเยียนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถวายชา จนได้รับรอยยิ้มโปรดปรานและคำชื่นชมตอบกลับ ซึ่งภาพนั้นยังติดตาใครหลายคน“พี่หญิง...พี่หญิง!”เสียงเรียกที่แฝงแววดื้อรั้นดังขึ้นจากด้านหลัง หรูเยียนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับ พลันเห็นร่างหนึ่งเดินเร็วเข้ามาหาเซี่ยเหมยหรง น้องสาวต่างมารดาของนาง หญิงสาวผู้นี้งามในแบบที่ฉูดฉาดกว่าหรูเยียน ใบหน้าขาวจัดแต่งแต้มสีปากแดงสด อาภรณ์ไหมแวววาวจนสะดุดตา เครื่องประดับหยกและทองคำระยิบระยับจนเมื่อเผลอมองแล้วแทบจะลืมตาไ

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   6 เซี่ยเหมยหรง

    6เซี่ยเหมยหรงเสียงสวดมนต์ในอารามดังแผ่วเป็นระลอก เคล้าไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วลานกว้างดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดแสงอุ่นส่องกระทบกลีบดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางเดินกรวดขาว เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งบ่งบอกถึงการเริ่มพิธีองค์หญิงสามนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ด้านหน้าสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายเมฆมงคล งามสง่าแต่ไม่ฉูดฉาด รายล้อมด้วยเหล่าสกุลขุนนางฝ่ายในที่มาร่วมงานเพื่อถวายของทำบุญและประจบเอาใจองค์หญิงผู้เป็นตัวแทนของฮองเฮาหรูเยียนยืนอยู่ทางด้านข้างในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ทางเจ้าอาวาสจัดให้ซึ่งดูแล้วสบายตา นางอยู่เคียงข้างองค์หญิงสามในฐานะผู้ดูแลของทางอารามด้วยท่าทางสำรวม ซึ่งได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจากองค์หญิงในยามที่มองมาเป็นระยะพิธีการทางศาสนาดำเนินมาเรื่อยจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนต่างเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ แต่ก็ยังอยู่ดูรอท่าทีขององค์หญิงก่อน เพราะทุกคนต่างอยากจะมาเอาอกเอาใจองค์หญิงสามก่อนกลับกันทั้งนั้น เพราะอยากจะอยู่ในสายตาขององค์หญิงให้มากเข้าไว้ เนื่องจากองค์หญิงสามเป็นธิดาองค์โปรดของฮองเฮา หากว่าวันหน้าสนิทสนมกันเอาไว้ก็ย่อมมิใช่เรื่องเสียหายแต่แล้

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   5.2 หมากทองคำของหรูเยียน

    5.2หมากทองคำของหรูเยียนลานสวนในอารามชั้นในอาบแสงอาทิตย์ยามสายจนเกิดประกายสีทองจางๆ ลงบนกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นกลิ่นชาชั้นดีลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดอกไม้ไปทั่ว เสียงสายลมพัดผิวไม้ไผ่สั่นกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา ข้างศาลาพักกลางสวนมีขบวนขันทีและนางกำนัลจำนวนหนึ่งยืนเรียงรายอยู่ด้วยความสงบ จากนั้นไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น“องค์หญิงสามเสด็จแล้ว”เซี่ยหรูเยียนที่เพิ่งถูกเรียกมาช่วยงานถวายชาให้แขกจากวังหลวง ค่อยๆ หลุบตาต่ำ หัวใจเต้นแรงจังหวะหนึ่ง นางมาแล้ว...องค์หญิงสาม ‘จ้าวอวี้หง’ ธิดาองค์น้อยของฮองเฮา ก้าวเข้ามาในศาลาด้วยอิริยาบถอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งตามสายเลือดสูงศักดิ์ ผิวของพระนางขาวราวหยก ดวงตาเรียวยาวแต้มสีชมพูจางด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดี ทุกก้าวที่ก้าวเข้ามา เหล่านางกำนัลต่างหลบตาและกลั้นหายใจด้วยความเกรงกลัว“พวกเจ้าชงชากันชักช้าเสียจริง” เสียงเรียบๆ ขององค์หญิงสามเอ่ยขึ้น พลางทอดสายตาไปรอบๆ “ที่นี่เป็นอารามหลวงมิใช่หรือ เหตุใดถึงขาดระเบียบเช่นนี้”หรูเยียนยังคงยืนนิ่ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบบางอย่าง สีหน้าพวกนางชีและคนงานในวัดต่างหวาดกลัวหรูเยียนจึงค่อย ๆ เงยหน้

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   5.1 หมากทองคำของหรูเยียน

    5.1หมากทองคำของหรูเยียนในที่สุดวันที่นางเคยมีความสุขก็มาถึง...หรูเยียนตื่นแต่เช้าเพื่อทำงานที่เจ้าอาวาสมอบหมายเฉกเช่นทุกวัน แต่วันนี้นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินตามเส้นเรื่องในชาติก่อนวันนี้ในชาติก่อนเป็นวันที่ทางราชสำนักจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างมาร่วมงาน เพราะงานนี้เป็นงานที่ฮองเฮาโปรดให้จัดขึ้น โดยส่งตัวแทนอย่างองค์หญิงสามที่เป็นทายาทสายตรงของพระนางมาเป็นประธานในพิธีดังนั้นจึงมีขุนนางน้อยใหญ่และบรรดาบุตรและบุตรีของขุนนางมาร่วมงานเพื่อเอาหน้ากันไม่น้อย ซึ่งในงานนี้ หรูเยียนก็ได้พบหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรกวันนั้นนางบังเอิญซุ่มซ่ามและมีเรื่องกับน้องสาวต่างมารดาจนตกน้ำ และอีกฝ่ายก็มาช่วยนางเอาไว้ ความประทับใจแรกในครั้งนั้นทำให้หรูเยียนที่ไม่ประสาเรื่องรักใคร่หลงรักอีกฝ่ายในทันทีต่อมาเมื่อนางกลับจวนตระกูลเซี่ยและได้พบหน้าเขาบ่อยครั้งเข้าความสนิทสนมก็เกิดขึ้นมาจนนำพามาสู่การแต่งงานในเวลาต่อมาทว่าคราวนี้นางมิใช่หรูเยียนผู้โง่งมอีกแล้ว ดังนั้นนางจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน และตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างก็ช่างเป็นใจยิ่งนัก เนื่องจากคน

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   4.2 เรื่องราวที่แปรเปลี่ยน

    4.2เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนมือของนางสั่นเทาเมื่อรับปิ่นหยกจากมือของเขาในชาตินี้ ความเย็นของหยกแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ แต่สักพักกลับอบอุ่นแปลกประหลาดในใจ“ขอบพระทัยเพคะ...” เสียงของนางเบาแทบเป็นกระซิบ “หม่อมฉันจะเก็บมันไว้อย่างดี”“อืม” จ้าวอี้หลันยิ้ม ดวงตาเขาเปล่งประกายดั่งแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำในยามนั้นหรูเยียนเงยหน้ามองเขา นางเห็นใบหน้าเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมทุกครั้งที่พบเจอกันทั้งในชาตินี้และชาติก่อนโลกนี้อาจมีคนมากมายที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการมีอยู่ของนาง แต่สำหรับหรูเยียนแล้วมีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างกันอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นที่เคยสูญหายในชาติที่แล้วกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง‘ชาติที่แล้ว ข้าไม่รับมันไว้เพราะห่วงความรู้สึกของหลี่เจี้ยน และสุดท้ายก็ทำให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพราะข้า แต่ชาติใหม่นี้ ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะปกป้องเขาให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการต้องระวังไม่ให้ตนเองอยู่ใกล้เขาจนเกินไปก็ตาม’นางกล่าวคำมั่นกับตนเองในใจ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายแน่วแน่ขึ้นมา ทว่าเพียงพร

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   4.1 เรื่องราวที่แปรเปลี่ยน

    4.1เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนความทรงจำเรื่องราวในอดีตต่างๆ นั้นยังคงชัดเจนเจ็ดปีผ่านไปความผูกพันของเขากับนางกลับยิ่งแน่นแฟ้นลึกซึ้งหรูเยียนมองขนมไร้กังวลในมือ น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัวกลิ่นหอมหวานของถั่วแดงและเก๊กฮวยทำให้หัวใจปวดหนึบในชาติที่แล้วเป็นนางเองที่ละทิ้งความปรารถนาดีของสหาย ละทิ้งคำเตือนของเขาว่าหลี่เจี้ยนมิใช่คนดีพร้อมและไปแต่งงานด้วย ทั้งยังผลักไสเขาไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและห่างเหินต่อมาก็เป็นนางอีกเช่นกันที่นำเภทภัยมาให้เขา ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกับตนเอง ตอนที่นางถูกประหารก็ได้ทราบข่าวว่า องค์ชายเองก็ถูกราชสำนักตัดสินโทษเช่นกัน เพราะฝ่าบาทหลงเชื่อในหลักฐานที่หลี่เจี้ยนและพรรคพวกนำไปรายงานนางไม่อาจได้เห็นจุดสิ้นสุดในชะตาชีวิตครั้งนั้นขององค์ชายรอง แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ต่างกันจากนางหรูเยียนทอดถอนใจ แววตาแฝงรอยยิ้มปนเศร้า“องค์ชายรอง...ข้าไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะกล้ารับน้ำใจทั้งหมดจากท่านอีกหรือไม่”จ้าวอี้หลันหันมามองอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากเมื่อครู่ได้ยินไม่ชัด“เจ้าว่าอะไรนะ”หรูเยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอันใดเพคะ แค่รู้สึกว่าวันนี้ขนมชิ้นนี้หวานมาก” นางเอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status