แชร์

3.2  สหายน้อยขององค์ชาย

last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-02-05 21:36:55

แนะนำติชมได้นะคะ ขอบคุณที่แวะอ่านค่ะ

3.2 

สหายน้อยขององค์ชาย

บ้านพักของเขาอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขามากนัก มันเป็นบ้านพักที่เรียบง่ายกลางทุ่งชา หลังคามุงกระเบื้องสีเข้ม เสียงฝนกระทบดังเปาะแปะ

หญิงชราในบ้านตกใจเมื่อเห็นนายของตนพาเด็กหญิงที่ร่างทั้งร่างเปียกฝนเข้ามา

“นายน้อย! นั่นมัน...”

“เด็กน้อยหลงป่าน่ะ ปล่อยไว้ข้างทางคงไม่รอด 

คืนนี้ให้นางพักที่นี่ แล้วไปตามหมอมาดูอาการด้วย”

“ขอรับ”

จ้าวอี้หลันวางนางลงบนฟูกในห้องพัก ก่อนจะปล่อยให้หญิงชราทำหน้าที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับนาง ส่วนเขาเองก็ต้องไปเปลี่ยนชุดเช่นกัน

ภายในห้องพักกว้างขวางที่มีกลิ่นกำยานหอมลอยคลุ้งอยู่ทั่ว จ้าวอี้หลันถอดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยฝนออกก่อนจะวางลงบนราวไม้ไผ่

เขาค่อยๆ นั่งลงข้างอ่างน้ำเพื่อล้างคราบโคลนออกจากแขนและใบหน้า พลางคิดถึงเด็กหญิงที่ช่วยไว้เมื่อครู่ ร่างเล็กจนแทบมองไม่เห็นใต้ผ้าคลุมหนาๆ ผิวซีดเซียวเหมือนกลีบดอกบัวที่ถูกฝนซัดจนช้ำ หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิด นางคงสิ้นลมหายใจอยู่ริมทางไปแล้ว

หลังจากที่คิดเรื่อยเปื่อยสักพัก เขาก็ก้าวลงไปในอ่างน้ำอุ่น ปล่อยให้น้ำซึมผ่านผิวกายอย่างสบายตัว ความเย็นจากฝนค่อยๆ จางหายไปและถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น แต่ยังไม่ทันได้เอนหลังพักสายตา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“เข้ามาได้” จ้าวอี้หลันเอ่ยเสียงเรียบ

ประตูไม้ถูกผลักออกช้าๆ ชายสูงวัยในชุดพ่อบ้านสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างสำรวม เขาโค้งตัวต่ำก่อนจะเอ่ยเสียงเคร่งขรึม

“กระหม่อมขออภัยที่มารบกวนพ่ะย่ะค่ะ แต่มีเรื่องสำคัญจำต้องทูล”

จ้าวอี้หลันยกเอื้อมไปหยิบผ้าที่พาดไว้บนราวไม้ใกล้ๆ ขึ้นเช็ดผม

“ว่ามาเถิด ท่านอา”

หัวหน้าพ่อบ้านอย่างหลิวถงรับใช้ตระกูลจ้าวมาตั้งแต่รุ่นปู่ขององค์ชาย เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล

“กระหม่อมเกรงว่าการพาสตรีแปลกหน้าเข้ามาในจวนเช่นนี้ จะไม่สมควรนักพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวอี้หลันหันมองเขา พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“ไม่สมควรหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ นางเป็นใครกระหม่อมก็ไม่อาจทราบ หากนางเป็นสายที่ถูกส่งมาลอบทำร้ายพระองค์ หรือเป็นคนที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อราชสำนัก เกรงว่า...” หลิวถงเอ่ยอย่างระมัดระวัง แต่สีหน้ากลับเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“มือสังหารรึ” จ้าวอี้หลันส่ายหน้า พลางหยิบผ้าขึ้นเช็ดแขน “เด็กน้อยคนนั้นน่าจะอายุเพียงสิบกว่าปี ทั้งยังผอมแห้งจนดูแล้วแทบไม่มีแรงยกชามข้าวด้วยซ้ำไป จะมีกำลังพอจะมาทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ”

“แต่ว่าองค์ชาย...”

“อีกอย่างนางสลบไปตั้งแต่เจอตัว ข้ายังต้องอุ้มนางขึ้นมาด้วยตนเอง คนเช่นนั้นจะมาลอบทำร้ายข้าได้อย่างไร”

น้ำเสียงขององค์ชายฟังดูอ่อนโยน แต่กลับมีความหนักแน่นแฝงอยู่ในที

หลิวถงเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้า

“กระหม่อมเพียงแค่ห่วงความปลอดภัยของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ ในยามที่บ้านเมืองมีเรื่องไม่สงบ ศัตรูก็มิได้มาจากข้างนอกเท่านั้น บางครั้งอาจซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของสตรีอ่อนแอได้เช่นกัน”

จ้าวอี้หลันหัวเราะเบา ๆ “คำกล่าวของท่านอาก็ไม่ผิดนัก เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าชะตาจะนำเด็กคนหนึ่งมาพบข้าโดยบังเอิญเพียงเพื่อให้ข้าต้องพบจุดจบที่ความตายหรอก”

หลิวถงเงยหน้าขึ้น มององค์ชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างอ่าง น้ำไหลหยดจากเส้นผมลงสู่แผ่นอกหนั่นแน่น

“ชีวิตผู้คนมีค่าทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่หลงทาง ก็ควรช่วยไว้ เราไม่จำเป็นต้องตั้งแง่กับทุกสิ่ง”

“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” หลิวถงก้มศีรษะ แต่ยังไม่อาจละความกังวลในแววตา “เช่นนั้นกระหม่อมจะสั่งให้คนคอยดูแลนางไว้ห่างๆ หากมีสิ่งใดผิดปกติจะรีบรายงานทันทีพ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวอี้หลันพยักหน้า “ทำตามที่เห็นสมควรเถิด แต่อย่าได้ทำให้นางตกใจ”

“พ่ะย่ะค่ะ” หลิวถงกล่าวรับคำ ก่อนจะขยับถอยออกไปอย่างนอบน้อม

เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ความเงียบก็กลับมาเยือน ห้องทั้งห้องมีเพียงเสียงหยดน้ำจากเส้นผมขององค์ชายที่กระทบพื้นเบาๆ

เขาเดินไปหยิบเสื้อคลุมสีครามเข้มมาสวม ท่วงท่าล้วนสง่างามน่ามอง

สายตาคมภายใต้แพขนตายาวทอดมองออกไปยังหน้าต่างที่ฝนยังโปรยปราย “เด็กคนนั้นเป็นใครกันนะ ช่างน่าสงสาร...” เขาพึมพำ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

หลังแต่งตัวเสร็จ เขาเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังเรือนพักอีกฝั่งที่หญิงชรากำลังดูแลเด็กหญิงอยู่ ผ่านลานไม้ที่ฝนยังคงตกพรำๆ บ่าวรับใช้ต่างหลบอยู่ใต้ชายคา และเมื่อเห็นองค์ชายเดินผ่าน ต่างก้มศีรษะลงพร้อมกัน

จ้าวอี้หลันไม่พูดอะไร เพียงก้าวเท้าผ่านอย่างเงียบงัน ใบหน้าเรียบนิ่งแต่ดวงตาแฝงรอยใคร่รู้

“หวังว่านางจะฟื้นเร็วๆ นี้” เขาพึมพำเสียงเบา ก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนพักที่จัดไว้ให้เด็กหญิงผู้นั้น

จ้าวอี้หลันพบว่านางยังคงนอนหลับสนิทอยู่และมีอาการไข้และเพ้อเป็นพักๆ จึงได้กำชับให้คนของตนดูแลให้ดี แต่ในเมื่อมาถึงที่จวนนี้และมีหมอดูแลแล้วก็พอจะโล่งใจได้ว่าปลอดภัย ส่วนเรื่องที่ว่าเด็กคนนี้เป็นกำพร้าหรือมีพ่อแม่หรือไม่ก็คงได้สอบถามกันอีกทีในภายหลังเมื่ออาการไข้ทุเลาแล้ว

หลายวันต่อมาหรูเยียนอาการทุเลาฟื้นจากพิษไข้ นางลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ กระทบแก้มอุ่นๆ ของนาง

สิ่งแรกที่เห็นคือชายหนุ่มในชุดขาวสะอาดนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าเขาเปื้อนยิ้มบางเบา

“เจ้าฟื้นแล้วหรือ”

เด็กหญิงขยับตัวนิดๆ “ข้าอยู่ที่ใดเจ้าคะ”

“ไม่ต้องกลัว ที่นี่เป็นบ้านของข้าเอง เจ้าปลอดภัยแล้ว” เขาตอบเรียบๆ

เด็กหญิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็เอ่ยเบาๆ ว่าหิวข้าวและน้ำ เขาหัวเราะออกมาและสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมสำรับ เมื่อหรูเยียนได้กินจนอิ่มก็ได้เวลาต้องตอบคำถามบ้าง จนจ้าวอี้หลันได้ทราบว่านางเป็นเด็กที่พักอยู่ที่วัดกวงอัน

“เจ้าหลงป่ากระนั้นหรือ”

หรูเยียนพยักหน้า “ข้าแค่อยากลงเขามาเที่ยวในเมือง แต่ก็ไม่คิดว่าจะหลงทางเจ้าค่ะ”

จ้าวอี้หลันหัวเราะเบาๆ พลางขยี้ศีรษะเล็กๆ ด้วยความเอ็นดู

“ที่แท้ก็เป็นเด็กไม่ดี...หนีเที่ยวนี่เอง”

นางก้มหน้า สีหน้าซีดลง

“ข้า...ข้าเพียงอยากรู้ว่าภายนอกเป็นอย่างไร”

“แล้วเจ้ารู้หรือยัง เห็นหรือไม่ว่าการหรีลงเขามาไม่ใช่เรื่องดี หากข้าไม่ไปเจอเข้าเจ้าคงได้นอนหนาวตายอยู่ข้างทางแล้ว”

เสียงของเขาอ่อนโยน แต่กลับแฝงแววอบรมอย่างห่วงใย

เด็กหญิงนิ่ง ก่อนจะพยักหน้า “รู้แล้วเจ้าค่ะ”

“ดีแล้ว ต่อไปอย่าทำให้คนในวัดเป็นห่วงอีก ข้าชื่อจ้าวอี้หลัน เจ้าล่ะ ชื่ออะไร”

“หรูเยียน...เซี่ยหรูเยียนเจ้าค่ะ”

เขาชะงักเล็กน้อย “ตระกูลเซี่ย...ตระกูลแม่ทัพใหญ่เซี่ยอย่างนั้นหรือ”

“ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเซี่ยหรอกเจ้าค่ะ”

หรูเยียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีน้อยใจ นานมาแล้วที่ไม่มีใครเคยถามนางเช่นนี้ และต่อให้คนตรงหน้าถาม นางก็ไม่กล้าตอบว่าเกี่ยวข้องกับคนบ้านเซี่ย เหมือนที่ตอนนี้พวกเขาไม่เคยเห็นนางเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

จ้าวอี้หลันมองนางเงียบๆ แล้วพูดขึ้น

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร วันนี้เจ้าคือคนที่ข้าช่วยไว้ จงจำไว้ว่าชีวิตเจ้ายังมีค่า อย่าได้ทำให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบากเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”

หรูเยียนเงยหน้า ดวงตากลมใสสะท้อนเงาของเขา

“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย”

“คุณชายรึ” จ้าวอี้หลันดูจะชอบใจมากกับคำเรียกขานของเด็กหญิง “ใครสอนเจ้าเรียกข้าเช่นนั้นกัน”

“ในตอนที่ข้ายังนอนป่วยท่านป้าเถียนบอกว่าให้เรียกท่านว่าคุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นเจ้าของที่นี่ และเป็นผู้มีคุณที่ช่วยชีวิตของข้าด้วย”

“อืม...ข้าก็แก่กว่าเจ้าไม่กี่ปีจะเรียกข้าว่าพี่อี้หลันก็ได้นะ ข้าไม่ถือสา”

“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้าเป็นเด็กกำพร้าต่ำต้อย”

“เอาเถอะๆ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน จากนี้ก็พักให้แข็งแรงก่อน แล้วข้าจะส่งเจ้ากลับวัดเอง”

หลังจากวันนั้นหรูเยียนก็ได้ใช้เวลารักษาตัวอยู่ที่จวนนั้นนานกว่าหนึ่งเดือน น่าแปลกที่ไม่มีคนจากทางวัดมาตามตัวนางกลับไปเลย ซึ่งหญิงสาวมารู้ภายหลังจากทางท่านเจ้าอาวาสว่า องค์ชายรองส่งคนมาแจ้งข่าวเรื่องของนางที่วัดและบอกว่าจะดูแลนางให้ร่างกายแข็งแรงก่อนค่อยส่งกลับมาให้ แล้วด้วยความที่เขามีฐานะสูงส่งเช่นนั้นจึงไม่มีใครกล้าขัด

หรูเยียนจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในจวนขององค์ชายรองและได้ไปเที่ยวในเมืองกับเขาบ่อยครั้ง จนทำให้ความสนิทสนมของทั้งคู่งอกเงยขึ้นมา และแม้ว่าจ้าวอี้หลันจะแก่กว่าหรูเยียนหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยถือตัวเลย ซ้ำยังยอมเล่นเป็นเด็กๆ เป็นเพื่อนนางในบางครั้งด้วย

หลายครั้งที่นางและเขาแย่งกินขนมไร้กังวลร้านดังกันอย่างมีความสุข และก็เป็นนางที่แพ้เขาบ่อยๆ เพราะแย่งกินไม่ทันจนต้องทำหน้างอง้ำใส่ แต่ต่อมาทั้งสองก็หัวเราะไปด้วยกัน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   7 เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่ง

    7เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่งลมอ่อนพัดกลิ่นกำยานจากในโถงด้านหน้าอารามลอยอ้อยอิ่งผ่านลานหินขาว เวลานี้ผู้คนเริ่มทยอยออกจากศาลาใหญ่ บ้างสนทนา บ้างพักสายตาชมสวนหินและสระบัวที่บานสะพรั่งกลางแดดอ่อนเซี่ยหรูเยียนก้าวเดินอย่างสงบ ท่วงท่าเรียบง่าย อาภรณ์ผ้าแพรสีขาวไร้ลวดลายหรูหรา แต่กลับทำให้นางดูสง่างามในความเรียบง่ายนั้น ความอ่อนโยนของแววตาคล้ายสายน้ำที่ไหลเย็นจนยากจะหยั่งลึก วงหน้าของนางงามละมุนจนแม้แต่แสงแดดยามบ่ายยังทอดตัวอ่อนโยนเมื่อส่องกระทบวันนี้พิธีทำบุญสิ้นสุดลงโดยมีองค์หญิงสามเป็นผู้แทนของฮองเฮา พระองค์มีพระเมตตาต่อผู้มาร่วมงานไม่น้อย โดยเฉพาะต่อหรูเยียนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถวายชา จนได้รับรอยยิ้มโปรดปรานและคำชื่นชมตอบกลับ ซึ่งภาพนั้นยังติดตาใครหลายคน“พี่หญิง...พี่หญิง!”เสียงเรียกที่แฝงแววดื้อรั้นดังขึ้นจากด้านหลัง หรูเยียนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับ พลันเห็นร่างหนึ่งเดินเร็วเข้ามาหาเซี่ยเหมยหรง น้องสาวต่างมารดาของนาง หญิงสาวผู้นี้งามในแบบที่ฉูดฉาดกว่าหรูเยียน ใบหน้าขาวจัดแต่งแต้มสีปากแดงสด อาภรณ์ไหมแวววาวจนสะดุดตา เครื่องประดับหยกและทองคำระยิบระยับจนเมื่อเผลอมองแล้วแทบจะลืมตาไ

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   6 เซี่ยเหมยหรง

    6เซี่ยเหมยหรงเสียงสวดมนต์ในอารามดังแผ่วเป็นระลอก เคล้าไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วลานกว้างดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดแสงอุ่นส่องกระทบกลีบดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางเดินกรวดขาว เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งบ่งบอกถึงการเริ่มพิธีองค์หญิงสามนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ด้านหน้าสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายเมฆมงคล งามสง่าแต่ไม่ฉูดฉาด รายล้อมด้วยเหล่าสกุลขุนนางฝ่ายในที่มาร่วมงานเพื่อถวายของทำบุญและประจบเอาใจองค์หญิงผู้เป็นตัวแทนของฮองเฮาหรูเยียนยืนอยู่ทางด้านข้างในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ทางเจ้าอาวาสจัดให้ซึ่งดูแล้วสบายตา นางอยู่เคียงข้างองค์หญิงสามในฐานะผู้ดูแลของทางอารามด้วยท่าทางสำรวม ซึ่งได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจากองค์หญิงในยามที่มองมาเป็นระยะพิธีการทางศาสนาดำเนินมาเรื่อยจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนต่างเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ แต่ก็ยังอยู่ดูรอท่าทีขององค์หญิงก่อน เพราะทุกคนต่างอยากจะมาเอาอกเอาใจองค์หญิงสามก่อนกลับกันทั้งนั้น เพราะอยากจะอยู่ในสายตาขององค์หญิงให้มากเข้าไว้ เนื่องจากองค์หญิงสามเป็นธิดาองค์โปรดของฮองเฮา หากว่าวันหน้าสนิทสนมกันเอาไว้ก็ย่อมมิใช่เรื่องเสียหายแต่แล้

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   5.2 หมากทองคำของหรูเยียน

    5.2หมากทองคำของหรูเยียนลานสวนในอารามชั้นในอาบแสงอาทิตย์ยามสายจนเกิดประกายสีทองจางๆ ลงบนกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นกลิ่นชาชั้นดีลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดอกไม้ไปทั่ว เสียงสายลมพัดผิวไม้ไผ่สั่นกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา ข้างศาลาพักกลางสวนมีขบวนขันทีและนางกำนัลจำนวนหนึ่งยืนเรียงรายอยู่ด้วยความสงบ จากนั้นไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น“องค์หญิงสามเสด็จแล้ว”เซี่ยหรูเยียนที่เพิ่งถูกเรียกมาช่วยงานถวายชาให้แขกจากวังหลวง ค่อยๆ หลุบตาต่ำ หัวใจเต้นแรงจังหวะหนึ่ง นางมาแล้ว...องค์หญิงสาม ‘จ้าวอวี้หง’ ธิดาองค์น้อยของฮองเฮา ก้าวเข้ามาในศาลาด้วยอิริยาบถอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งตามสายเลือดสูงศักดิ์ ผิวของพระนางขาวราวหยก ดวงตาเรียวยาวแต้มสีชมพูจางด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดี ทุกก้าวที่ก้าวเข้ามา เหล่านางกำนัลต่างหลบตาและกลั้นหายใจด้วยความเกรงกลัว“พวกเจ้าชงชากันชักช้าเสียจริง” เสียงเรียบๆ ขององค์หญิงสามเอ่ยขึ้น พลางทอดสายตาไปรอบๆ “ที่นี่เป็นอารามหลวงมิใช่หรือ เหตุใดถึงขาดระเบียบเช่นนี้”หรูเยียนยังคงยืนนิ่ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบบางอย่าง สีหน้าพวกนางชีและคนงานในวัดต่างหวาดกลัวหรูเยียนจึงค่อย ๆ เงยหน้

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   5.1 หมากทองคำของหรูเยียน

    5.1หมากทองคำของหรูเยียนในที่สุดวันที่นางเคยมีความสุขก็มาถึง...หรูเยียนตื่นแต่เช้าเพื่อทำงานที่เจ้าอาวาสมอบหมายเฉกเช่นทุกวัน แต่วันนี้นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินตามเส้นเรื่องในชาติก่อนวันนี้ในชาติก่อนเป็นวันที่ทางราชสำนักจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างมาร่วมงาน เพราะงานนี้เป็นงานที่ฮองเฮาโปรดให้จัดขึ้น โดยส่งตัวแทนอย่างองค์หญิงสามที่เป็นทายาทสายตรงของพระนางมาเป็นประธานในพิธีดังนั้นจึงมีขุนนางน้อยใหญ่และบรรดาบุตรและบุตรีของขุนนางมาร่วมงานเพื่อเอาหน้ากันไม่น้อย ซึ่งในงานนี้ หรูเยียนก็ได้พบหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรกวันนั้นนางบังเอิญซุ่มซ่ามและมีเรื่องกับน้องสาวต่างมารดาจนตกน้ำ และอีกฝ่ายก็มาช่วยนางเอาไว้ ความประทับใจแรกในครั้งนั้นทำให้หรูเยียนที่ไม่ประสาเรื่องรักใคร่หลงรักอีกฝ่ายในทันทีต่อมาเมื่อนางกลับจวนตระกูลเซี่ยและได้พบหน้าเขาบ่อยครั้งเข้าความสนิทสนมก็เกิดขึ้นมาจนนำพามาสู่การแต่งงานในเวลาต่อมาทว่าคราวนี้นางมิใช่หรูเยียนผู้โง่งมอีกแล้ว ดังนั้นนางจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน และตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างก็ช่างเป็นใจยิ่งนัก เนื่องจากคน

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   4.2 เรื่องราวที่แปรเปลี่ยน

    4.2เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนมือของนางสั่นเทาเมื่อรับปิ่นหยกจากมือของเขาในชาตินี้ ความเย็นของหยกแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ แต่สักพักกลับอบอุ่นแปลกประหลาดในใจ“ขอบพระทัยเพคะ...” เสียงของนางเบาแทบเป็นกระซิบ “หม่อมฉันจะเก็บมันไว้อย่างดี”“อืม” จ้าวอี้หลันยิ้ม ดวงตาเขาเปล่งประกายดั่งแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำในยามนั้นหรูเยียนเงยหน้ามองเขา นางเห็นใบหน้าเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมทุกครั้งที่พบเจอกันทั้งในชาตินี้และชาติก่อนโลกนี้อาจมีคนมากมายที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการมีอยู่ของนาง แต่สำหรับหรูเยียนแล้วมีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างกันอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นที่เคยสูญหายในชาติที่แล้วกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง‘ชาติที่แล้ว ข้าไม่รับมันไว้เพราะห่วงความรู้สึกของหลี่เจี้ยน และสุดท้ายก็ทำให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพราะข้า แต่ชาติใหม่นี้ ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะปกป้องเขาให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการต้องระวังไม่ให้ตนเองอยู่ใกล้เขาจนเกินไปก็ตาม’นางกล่าวคำมั่นกับตนเองในใจ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายแน่วแน่ขึ้นมา ทว่าเพียงพร

  • เกิดใหม่ครานี้หนี้แค้นที่มีข้าขอทวงคืน   4.1 เรื่องราวที่แปรเปลี่ยน

    4.1เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนความทรงจำเรื่องราวในอดีตต่างๆ นั้นยังคงชัดเจนเจ็ดปีผ่านไปความผูกพันของเขากับนางกลับยิ่งแน่นแฟ้นลึกซึ้งหรูเยียนมองขนมไร้กังวลในมือ น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัวกลิ่นหอมหวานของถั่วแดงและเก๊กฮวยทำให้หัวใจปวดหนึบในชาติที่แล้วเป็นนางเองที่ละทิ้งความปรารถนาดีของสหาย ละทิ้งคำเตือนของเขาว่าหลี่เจี้ยนมิใช่คนดีพร้อมและไปแต่งงานด้วย ทั้งยังผลักไสเขาไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและห่างเหินต่อมาก็เป็นนางอีกเช่นกันที่นำเภทภัยมาให้เขา ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกับตนเอง ตอนที่นางถูกประหารก็ได้ทราบข่าวว่า องค์ชายเองก็ถูกราชสำนักตัดสินโทษเช่นกัน เพราะฝ่าบาทหลงเชื่อในหลักฐานที่หลี่เจี้ยนและพรรคพวกนำไปรายงานนางไม่อาจได้เห็นจุดสิ้นสุดในชะตาชีวิตครั้งนั้นขององค์ชายรอง แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ต่างกันจากนางหรูเยียนทอดถอนใจ แววตาแฝงรอยยิ้มปนเศร้า“องค์ชายรอง...ข้าไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะกล้ารับน้ำใจทั้งหมดจากท่านอีกหรือไม่”จ้าวอี้หลันหันมามองอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากเมื่อครู่ได้ยินไม่ชัด“เจ้าว่าอะไรนะ”หรูเยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอันใดเพคะ แค่รู้สึกว่าวันนี้ขนมชิ้นนี้หวานมาก” นางเอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status