เข้าสู่ระบบแนะนำติชมได้นะคะ ขอบคุณที่แวะอ่านค่ะ
3.2
สหายน้อยขององค์ชาย
บ้านพักของเขาอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขามากนัก มันเป็นบ้านพักที่เรียบง่ายกลางทุ่งชา หลังคามุงกระเบื้องสีเข้ม เสียงฝนกระทบดังเปาะแปะ
หญิงชราในบ้านตกใจเมื่อเห็นนายของตนพาเด็กหญิงที่ร่างทั้งร่างเปียกฝนเข้ามา
“นายน้อย! นั่นมัน...”
“เด็กน้อยหลงป่าน่ะ ปล่อยไว้ข้างทางคงไม่รอด
คืนนี้ให้นางพักที่นี่ แล้วไปตามหมอมาดูอาการด้วย”“ขอรับ”
จ้าวอี้หลันวางนางลงบนฟูกในห้องพัก ก่อนจะปล่อยให้หญิงชราทำหน้าที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับนาง ส่วนเขาเองก็ต้องไปเปลี่ยนชุดเช่นกัน
ภายในห้องพักกว้างขวางที่มีกลิ่นกำยานหอมลอยคลุ้งอยู่ทั่ว จ้าวอี้หลันถอดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มไปด้วยฝนออกก่อนจะวางลงบนราวไม้ไผ่
เขาค่อยๆ นั่งลงข้างอ่างน้ำเพื่อล้างคราบโคลนออกจากแขนและใบหน้า พลางคิดถึงเด็กหญิงที่ช่วยไว้เมื่อครู่ ร่างเล็กจนแทบมองไม่เห็นใต้ผ้าคลุมหนาๆ ผิวซีดเซียวเหมือนกลีบดอกบัวที่ถูกฝนซัดจนช้ำ หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิด นางคงสิ้นลมหายใจอยู่ริมทางไปแล้ว
หลังจากที่คิดเรื่อยเปื่อยสักพัก เขาก็ก้าวลงไปในอ่างน้ำอุ่น ปล่อยให้น้ำซึมผ่านผิวกายอย่างสบายตัว ความเย็นจากฝนค่อยๆ จางหายไปและถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่น แต่ยังไม่ทันได้เอนหลังพักสายตา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“เข้ามาได้” จ้าวอี้หลันเอ่ยเสียงเรียบ
ประตูไม้ถูกผลักออกช้าๆ ชายสูงวัยในชุดพ่อบ้านสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างสำรวม เขาโค้งตัวต่ำก่อนจะเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
“กระหม่อมขออภัยที่มารบกวนพ่ะย่ะค่ะ แต่มีเรื่องสำคัญจำต้องทูล”
จ้าวอี้หลันยกเอื้อมไปหยิบผ้าที่พาดไว้บนราวไม้ใกล้ๆ ขึ้นเช็ดผม
“ว่ามาเถิด ท่านอา”
หัวหน้าพ่อบ้านอย่างหลิวถงรับใช้ตระกูลจ้าวมาตั้งแต่รุ่นปู่ขององค์ชาย เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
“กระหม่อมเกรงว่าการพาสตรีแปลกหน้าเข้ามาในจวนเช่นนี้ จะไม่สมควรนักพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอี้หลันหันมองเขา พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ไม่สมควรหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ นางเป็นใครกระหม่อมก็ไม่อาจทราบ หากนางเป็นสายที่ถูกส่งมาลอบทำร้ายพระองค์ หรือเป็นคนที่มีจุดประสงค์ร้ายต่อราชสำนัก เกรงว่า...” หลิวถงเอ่ยอย่างระมัดระวัง แต่สีหน้ากลับเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“มือสังหารรึ” จ้าวอี้หลันส่ายหน้า พลางหยิบผ้าขึ้นเช็ดแขน “เด็กน้อยคนนั้นน่าจะอายุเพียงสิบกว่าปี ทั้งยังผอมแห้งจนดูแล้วแทบไม่มีแรงยกชามข้าวด้วยซ้ำไป จะมีกำลังพอจะมาทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ”
“แต่ว่าองค์ชาย...”
“อีกอย่างนางสลบไปตั้งแต่เจอตัว ข้ายังต้องอุ้มนางขึ้นมาด้วยตนเอง คนเช่นนั้นจะมาลอบทำร้ายข้าได้อย่างไร”
น้ำเสียงขององค์ชายฟังดูอ่อนโยน แต่กลับมีความหนักแน่นแฝงอยู่ในที
หลิวถงเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก้มหน้า
“กระหม่อมเพียงแค่ห่วงความปลอดภัยของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ ในยามที่บ้านเมืองมีเรื่องไม่สงบ ศัตรูก็มิได้มาจากข้างนอกเท่านั้น บางครั้งอาจซ่อนอยู่ในรอยยิ้มของสตรีอ่อนแอได้เช่นกัน”
จ้าวอี้หลันหัวเราะเบา ๆ “คำกล่าวของท่านอาก็ไม่ผิดนัก เพียงแต่ข้าไม่คิดว่าชะตาจะนำเด็กคนหนึ่งมาพบข้าโดยบังเอิญเพียงเพื่อให้ข้าต้องพบจุดจบที่ความตายหรอก”
หลิวถงเงยหน้าขึ้น มององค์ชายที่ตอนนี้ยืนอยู่ข้างอ่าง น้ำไหลหยดจากเส้นผมลงสู่แผ่นอกหนั่นแน่น
“ชีวิตผู้คนมีค่าทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่หลงทาง ก็ควรช่วยไว้ เราไม่จำเป็นต้องตั้งแง่กับทุกสิ่ง”
“กระหม่อมเข้าใจพ่ะย่ะค่ะ” หลิวถงก้มศีรษะ แต่ยังไม่อาจละความกังวลในแววตา “เช่นนั้นกระหม่อมจะสั่งให้คนคอยดูแลนางไว้ห่างๆ หากมีสิ่งใดผิดปกติจะรีบรายงานทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวอี้หลันพยักหน้า “ทำตามที่เห็นสมควรเถิด แต่อย่าได้ทำให้นางตกใจ”
“พ่ะย่ะค่ะ” หลิวถงกล่าวรับคำ ก่อนจะขยับถอยออกไปอย่างนอบน้อม
เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ความเงียบก็กลับมาเยือน ห้องทั้งห้องมีเพียงเสียงหยดน้ำจากเส้นผมขององค์ชายที่กระทบพื้นเบาๆ
เขาเดินไปหยิบเสื้อคลุมสีครามเข้มมาสวม ท่วงท่าล้วนสง่างามน่ามอง
สายตาคมภายใต้แพขนตายาวทอดมองออกไปยังหน้าต่างที่ฝนยังโปรยปราย “เด็กคนนั้นเป็นใครกันนะ ช่างน่าสงสาร...” เขาพึมพำ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
หลังแต่งตัวเสร็จ เขาเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังเรือนพักอีกฝั่งที่หญิงชรากำลังดูแลเด็กหญิงอยู่ ผ่านลานไม้ที่ฝนยังคงตกพรำๆ บ่าวรับใช้ต่างหลบอยู่ใต้ชายคา และเมื่อเห็นองค์ชายเดินผ่าน ต่างก้มศีรษะลงพร้อมกัน
จ้าวอี้หลันไม่พูดอะไร เพียงก้าวเท้าผ่านอย่างเงียบงัน ใบหน้าเรียบนิ่งแต่ดวงตาแฝงรอยใคร่รู้
“หวังว่านางจะฟื้นเร็วๆ นี้” เขาพึมพำเสียงเบา ก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือนพักที่จัดไว้ให้เด็กหญิงผู้นั้น
จ้าวอี้หลันพบว่านางยังคงนอนหลับสนิทอยู่และมีอาการไข้และเพ้อเป็นพักๆ จึงได้กำชับให้คนของตนดูแลให้ดี แต่ในเมื่อมาถึงที่จวนนี้และมีหมอดูแลแล้วก็พอจะโล่งใจได้ว่าปลอดภัย ส่วนเรื่องที่ว่าเด็กคนนี้เป็นกำพร้าหรือมีพ่อแม่หรือไม่ก็คงได้สอบถามกันอีกทีในภายหลังเมื่ออาการไข้ทุเลาแล้ว
หลายวันต่อมาหรูเยียนอาการทุเลาฟื้นจากพิษไข้ นางลืมตาขึ้นช้าๆ แสงแดดลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ กระทบแก้มอุ่นๆ ของนาง
สิ่งแรกที่เห็นคือชายหนุ่มในชุดขาวสะอาดนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าเขาเปื้อนยิ้มบางเบา
“เจ้าฟื้นแล้วหรือ”
เด็กหญิงขยับตัวนิดๆ “ข้าอยู่ที่ใดเจ้าคะ”
“ไม่ต้องกลัว ที่นี่เป็นบ้านของข้าเอง เจ้าปลอดภัยแล้ว” เขาตอบเรียบๆ
เด็กหญิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็เอ่ยเบาๆ ว่าหิวข้าวและน้ำ เขาหัวเราะออกมาและสั่งให้บ่าวไพร่จัดเตรียมสำรับ เมื่อหรูเยียนได้กินจนอิ่มก็ได้เวลาต้องตอบคำถามบ้าง จนจ้าวอี้หลันได้ทราบว่านางเป็นเด็กที่พักอยู่ที่วัดกวงอัน
“เจ้าหลงป่ากระนั้นหรือ”
หรูเยียนพยักหน้า “ข้าแค่อยากลงเขามาเที่ยวในเมือง แต่ก็ไม่คิดว่าจะหลงทางเจ้าค่ะ”
จ้าวอี้หลันหัวเราะเบาๆ พลางขยี้ศีรษะเล็กๆ ด้วยความเอ็นดู
“ที่แท้ก็เป็นเด็กไม่ดี...หนีเที่ยวนี่เอง”
นางก้มหน้า สีหน้าซีดลง
“ข้า...ข้าเพียงอยากรู้ว่าภายนอกเป็นอย่างไร”
“แล้วเจ้ารู้หรือยัง เห็นหรือไม่ว่าการหรีลงเขามาไม่ใช่เรื่องดี หากข้าไม่ไปเจอเข้าเจ้าคงได้นอนหนาวตายอยู่ข้างทางแล้ว”
เสียงของเขาอ่อนโยน แต่กลับแฝงแววอบรมอย่างห่วงใย
เด็กหญิงนิ่ง ก่อนจะพยักหน้า “รู้แล้วเจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว ต่อไปอย่าทำให้คนในวัดเป็นห่วงอีก ข้าชื่อจ้าวอี้หลัน เจ้าล่ะ ชื่ออะไร”
“หรูเยียน...เซี่ยหรูเยียนเจ้าค่ะ”
เขาชะงักเล็กน้อย “ตระกูลเซี่ย...ตระกูลแม่ทัพใหญ่เซี่ยอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลเซี่ยหรอกเจ้าค่ะ”
หรูเยียนเอ่ยออกมาด้วยท่าทีน้อยใจ นานมาแล้วที่ไม่มีใครเคยถามนางเช่นนี้ และต่อให้คนตรงหน้าถาม นางก็ไม่กล้าตอบว่าเกี่ยวข้องกับคนบ้านเซี่ย เหมือนที่ตอนนี้พวกเขาไม่เคยเห็นนางเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
จ้าวอี้หลันมองนางเงียบๆ แล้วพูดขึ้น
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร วันนี้เจ้าคือคนที่ข้าช่วยไว้ จงจำไว้ว่าชีวิตเจ้ายังมีค่า อย่าได้ทำให้ตนเองต้องตกที่นั่งลำบากเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่”
หรูเยียนเงยหน้า ดวงตากลมใสสะท้อนเงาของเขา
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณชาย”
“คุณชายรึ” จ้าวอี้หลันดูจะชอบใจมากกับคำเรียกขานของเด็กหญิง “ใครสอนเจ้าเรียกข้าเช่นนั้นกัน”
“ในตอนที่ข้ายังนอนป่วยท่านป้าเถียนบอกว่าให้เรียกท่านว่าคุณชายเจ้าค่ะ ท่านเป็นเจ้าของที่นี่ และเป็นผู้มีคุณที่ช่วยชีวิตของข้าด้วย”
“อืม...ข้าก็แก่กว่าเจ้าไม่กี่ปีจะเรียกข้าว่าพี่อี้หลันก็ได้นะ ข้าไม่ถือสา”
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ข้าเป็นเด็กกำพร้าต่ำต้อย”
“เอาเถอะๆ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน จากนี้ก็พักให้แข็งแรงก่อน แล้วข้าจะส่งเจ้ากลับวัดเอง”
หลังจากวันนั้นหรูเยียนก็ได้ใช้เวลารักษาตัวอยู่ที่จวนนั้นนานกว่าหนึ่งเดือน น่าแปลกที่ไม่มีคนจากทางวัดมาตามตัวนางกลับไปเลย ซึ่งหญิงสาวมารู้ภายหลังจากทางท่านเจ้าอาวาสว่า องค์ชายรองส่งคนมาแจ้งข่าวเรื่องของนางที่วัดและบอกว่าจะดูแลนางให้ร่างกายแข็งแรงก่อนค่อยส่งกลับมาให้ แล้วด้วยความที่เขามีฐานะสูงส่งเช่นนั้นจึงไม่มีใครกล้าขัด
หรูเยียนจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในจวนขององค์ชายรองและได้ไปเที่ยวในเมืองกับเขาบ่อยครั้ง จนทำให้ความสนิทสนมของทั้งคู่งอกเงยขึ้นมา และแม้ว่าจ้าวอี้หลันจะแก่กว่าหรูเยียนหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยถือตัวเลย ซ้ำยังยอมเล่นเป็นเด็กๆ เป็นเพื่อนนางในบางครั้งด้วย
หลายครั้งที่นางและเขาแย่งกินขนมไร้กังวลร้านดังกันอย่างมีความสุข และก็เป็นนางที่แพ้เขาบ่อยๆ เพราะแย่งกินไม่ทันจนต้องทำหน้างอง้ำใส่ แต่ต่อมาทั้งสองก็หัวเราะไปด้วยกัน
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
65.2สมรสพระราชทานอาภรณ์สีเข้มของเขาดูเรียบง่ายกว่าตอนเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่กลับทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายรอง” หรูเยียนโค้งคำนับอย่างงดงาม “ยามมืดค่ำเช่นนี้ ไฉนถึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เพคะ” เขามองนางนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ แล้วจึงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “หากใจอยากมาหาเจ้า ต่อให้ค่ำกว่านี้ ข้าก็จะมา” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหรูเยียนเต้นแรง นางหลบสายตาเล็กน้อย “เชิญองค์ชายรองด้านใน” ภายในห้องโถงของเรือน เงาไฟจากเชิงเทียนส่องผนังเป็นลายงดงาม อาเหยานำชาร้อนเข้ามาวาง ก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง จ้าวอี้หลันปล่อยให้ความเงียบอุ่นๆ ลอยอยู่ในห้องครู่หนึ่ง สายตาเขามองใบหน้าของหรูเยียนอย่างเก็บอารมณ์ไม่ได้ทั้งหมด “วันนี้ ได้ยินข่าวหรือยัง” เขาเปิดปากถามอย่างนุ่มนวล หรูเยียนช้อนตามองอย่างงุนงง “ข่าวใดเพคะ” “ดูท่าทางแล้วเจ้ายังไม่รู้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หยิบกล่องไม้เล็กที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มออกมาจากแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะระหว่างกันอย่างระมัดระวัง
65.1สมรสพระราชทาน หลังการเชื่อมไมตรีระหว่างสองแคว้นผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศในวังหลวงก็เบาสบายขึ้นมาก แต่ในหัวใจของชายหนุ่มผู้หนึ่งกลับไม่ได้สงบนิ่งเช่นท้องฟ้าวันนี้ องค์ชายรอง จ้าวอี้หลัน ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องเขียนในจวนของตน ดวงตาสีหมึกทอดมองกล่องไม้แกะลายผีเสื้อซึ่งวางอยู่บนผ้าไหมสีคราม เขาเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปิ่นทองประดับหยกผีเสื้อสีอ่อน เนื้อหยกใสคล้ายหยดน้ำตอนรุ่งสาง ปิ่นทองนี้เป็นของที่เขาเคยสั่งช่างฝีมือเอกให้สร้างขึ้นพักใหญ่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหรูเยียน แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มือใหญ่แตะปิ่นหยกเบาๆ ดวงตาขององค์ชายรองวูบไหวชั่ววูบ ทั้งตื่นเต้น ทั้งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “วันนี้ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทให้ทรงพระราชทานสมรสให้ข้าและหรูเยียน” หลังผ่านความเป็นความตายร่วมกัน หลังรู้ความจริงว่านางมีพิษกู่ในร่างตั้งแต่เด็ก หลังเห็นนางร้องไห้เพราะมารดาที่ตายจาก หลังเห็นนางยืนหยัดอยู่ในท้องพระโรงอย่างสง่างาม เขาก็ตระหนักชัดว่านางคือสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะรักไปจนชั่วชีวิต จ้







