Masuk4.1
เรื่องราวที่แปรเปลี่ยน
ความทรงจำเรื่องราวในอดีตต่างๆ นั้นยังคงชัดเจนเจ็ดปีผ่านไปความผูกพันของเขากับนางกลับยิ่งแน่นแฟ้นลึกซึ้ง
หรูเยียนมองขนมไร้กังวลในมือ น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
กลิ่นหอมหวานของถั่วแดงและเก๊กฮวยทำให้หัวใจปวดหนึบ
ในชาติที่แล้วเป็นนางเองที่ละทิ้งความปรารถนาดีของสหาย ละทิ้งคำเตือนของเขาว่าหลี่เจี้ยนมิใช่คนดีพร้อมและไปแต่งงานด้วย ทั้งยังผลักไสเขาไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและห่างเหิน
ต่อมาก็เป็นนางอีกเช่นกันที่นำเภทภัยมาให้เขา ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกับตนเอง ตอนที่นางถูกประหารก็ได้ทราบข่าวว่า องค์ชายเองก็ถูกราชสำนักตัดสินโทษเช่นกัน เพราะฝ่าบาทหลงเชื่อในหลักฐานที่หลี่เจี้ยนและพรรคพวกนำไปรายงาน
นางไม่อาจได้เห็นจุดสิ้นสุดในชะตาชีวิตครั้งนั้นขององค์ชายรอง แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ต่างกันจากนาง
หรูเยียนทอดถอนใจ แววตาแฝงรอยยิ้มปนเศร้า
“องค์ชายรอง...ข้าไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะกล้ารับน้ำใจทั้งหมดจากท่านอีกหรือไม่”
จ้าวอี้หลันหันมามองอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากเมื่อครู่ได้ยินไม่ชัด
“เจ้าว่าอะไรนะ”
หรูเยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอันใดเพคะ แค่รู้สึกว่าวันนี้ขนมชิ้นนี้หวานมาก” นางเอ่ยขึ้นมาเมื่อกัดขนมแก้เก้อไปคำหนึ่ง
องค์ชายฟังแล้วถึงกับหัวเราะ
“แต่เจ้าก็ชอบของหวานไม่ใช่หรือ”
หรูเยียนเม้มริมฝีปากแน่น พยายามซ่อนความเศร้าในใจ
“เพคะ”
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว”
“แต่การที่พระองค์เสด็จมาที่นี่ หากมีผู้ใดเห็นเข้า อาจจะเกิดเรื่องได้”
“ข้าก็แค่ต้องการมาอวยพรวันเกิดสหายน้อยเช่นเจ้าเท่านั้น” เสียงของเขาอ่อนโยนยิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นมองตรงมาที่หรูเยียน มันจริงใจจนหัวใจที่กำลังด้านชาด้วยความแค้นสั่นสะเทือน
“ในเมื่อเจ้ากลัวจะมีคนเห็น เช่นนั้นข้าก็จะอยู่ไม่นานหรอก” ว่าแล้วจ้าวอี้หลันก็นั่งลงบนแท่นหินใกล้ๆ พลางหยิบของบางอย่างออกมาให้
“ข้ายังมีของอีกอย่างที่ตั้งใจมอบให้เจ้า”
หรูเยียนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรับมาอย่างระมัดระวัง ปลายนิ้วของทั้งสองแตะกันเพียงแผ่วเบา ทว่ากลับส่งแรงสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจนาง
“ปิ่นนี้คงราคาไม่น้อย”
“เจ้าโตแล้วควรมีของประดับสักชิ้นหนึ่ง ตอนนี้สตรีในเมืองหลวงยิยมปักปิ่นจากหยกเป็นพิเศษ ข้าจึงเลือกมาให้เจ้าชิ้นหนึ่ง”
ปิ่นหยกขาวเนื้อเกลี้ยงหายากนี้ถูกทำขึ้นเป็นลวดลายของดอกเหมยที่เรียบง่ายแต่ก็งดงาม เกินกว่าที่หญิงสาวผู้ต่ำต้อยเช่นนางจะได้ครอบครอง ซึ่งทันทีที่ได้เห็นชัดๆ อีกครา หรูเยียนก็มิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
“เจ้าร้องไห้ทำไม ไม่ชอบมันหรือ ถ้าเช่นนั้นเอามันทิ้งไปก็ได้นะ”
“ไม่ใช่เพคะ เพียงแต่ของชิ้นนี้ล้ำค่ามาก หม่อมฉันไม่กล้ารับ”
“สิ่งที่ข้ามอบให้เจ้าล้วนมาจากความตั้งใจ ตราบใดที่มันเป็นของที่ข้าให้เจ้า ต่อให้ล้ำค่าเพียงใด เจ้าก็มีสิทธิ์รับไว้”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความมั่นคงดั่งขุนเขา ดวงตาคู่นั้นอบอุ่นจนนางไม่กล้าสบมองตรงๆ
จ้าวอี้หลันมองนาง แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เป็นความอ่อนโยนแบบที่นางจดจำได้อย่างไม่เคยลืม
หรูเยียนเผลอยกมือขึ้นแตะขอบตาที่ร้อนผ่าว ความทรงจำเก่าผุดขึ้นมาราวกับเงาที่สะท้อนในผืนน้ำ
ภาพในอดีตเมื่อชาติที่แล้วที่ยังคงฝังแน่นในใจ วันนั้นนางกำลังนั่งอยู่โรงเตี๊ยมเพื่อรอพบเขาตามคำเชื้อเชิญ จากนั้นไม่นานจ้าวอี้หลันก็มายืนอยู่ตรงหน้าในชุดคลุมสีดำเรียบง่าย ดวงตาเศร้าและเงียบงันกว่าที่เคยเป็น เขาไม่พูดอะไรอยู่นาน ก่อนจะหยิบกล่องไม้หอมออกมา แล้วยื่นส่งให้อย่างช้า ๆ
“นี่คือของขวัญในวันเกิดปีนี้ของเจ้า” เขากล่าวเสียงเบา แต่แฝงความเจ็บปวดที่แผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
นางจำได้ดี ปิ่นหยกที่มีลวดลายดอกเหมยบานคลี่เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน แต่ในชาติก่อน นางไม่ได้รับมันเอาไว้
“องค์ชาย หม่อมฉันไม่อาจรับของนี้ได้”
“เหตุใดเล่า” เขาถาม พลางมองนางด้วยแววตาที่ทั้งอ่อนโยนและเจ็บปวด “ข้าเพียงอยากให้อะไรสักอย่างแก่เจ้าก่อนที่เจ้าจะ...กลายเป็นของผู้อื่น”
“หม่อมฉันกำลังจะแต่งงาน ไม่ควรรับของเช่นนี้จากชายอื่น แม้แต่ในฐานะสหายก็ไม่สมควร”
จ้าวอี้หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“เช่นนั้นหรือ ไม่รับก็ไม่รับ” เขาเอ่ยขึ้นเรียบๆ อย่างไม่คิดมาก “ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้าเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อแทนแล้วกัน เพราะวันแต่งงานของเจ้า ข้าคงไม่ได้ไปร่วมยินดี”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขามาหานาง ก่อนที่จะหายไปจากชีวิตของนางนานนับปีเพราะต้องย้ายไปอยู่ต่างเมืองตามราชโอกงการของฝ่าบาท
แต่ในหลายปีให้หลังเมื่อเขากลับมาเมืองหลวง ทั้งสองก็ยังคงเป็นสหายที่ดีต่อกัน และได้มีโอกาสพบกันบ้างในบางครั้ง ก่อนที่หรูเยียนจะถูกสามีส่งตัวไปให้องค์ชายรองและเขากับนางก็ได้ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งเพราะฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด
ภาพเหล่านั้นแล่นเข้ามาในหัวจนหรูเยียนรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด ความอบอุ่นในยามนี้ทับซ้อนกับความปวดร้าวกับเรื่องราวในอดีตจนแทบแยกไม่ออก
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
65.2สมรสพระราชทานอาภรณ์สีเข้มของเขาดูเรียบง่ายกว่าตอนเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่กลับทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายรอง” หรูเยียนโค้งคำนับอย่างงดงาม “ยามมืดค่ำเช่นนี้ ไฉนถึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เพคะ” เขามองนางนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ แล้วจึงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “หากใจอยากมาหาเจ้า ต่อให้ค่ำกว่านี้ ข้าก็จะมา” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหรูเยียนเต้นแรง นางหลบสายตาเล็กน้อย “เชิญองค์ชายรองด้านใน” ภายในห้องโถงของเรือน เงาไฟจากเชิงเทียนส่องผนังเป็นลายงดงาม อาเหยานำชาร้อนเข้ามาวาง ก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง จ้าวอี้หลันปล่อยให้ความเงียบอุ่นๆ ลอยอยู่ในห้องครู่หนึ่ง สายตาเขามองใบหน้าของหรูเยียนอย่างเก็บอารมณ์ไม่ได้ทั้งหมด “วันนี้ ได้ยินข่าวหรือยัง” เขาเปิดปากถามอย่างนุ่มนวล หรูเยียนช้อนตามองอย่างงุนงง “ข่าวใดเพคะ” “ดูท่าทางแล้วเจ้ายังไม่รู้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หยิบกล่องไม้เล็กที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มออกมาจากแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะระหว่างกันอย่างระมัดระวัง
65.1สมรสพระราชทาน หลังการเชื่อมไมตรีระหว่างสองแคว้นผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศในวังหลวงก็เบาสบายขึ้นมาก แต่ในหัวใจของชายหนุ่มผู้หนึ่งกลับไม่ได้สงบนิ่งเช่นท้องฟ้าวันนี้ องค์ชายรอง จ้าวอี้หลัน ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องเขียนในจวนของตน ดวงตาสีหมึกทอดมองกล่องไม้แกะลายผีเสื้อซึ่งวางอยู่บนผ้าไหมสีคราม เขาเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปิ่นทองประดับหยกผีเสื้อสีอ่อน เนื้อหยกใสคล้ายหยดน้ำตอนรุ่งสาง ปิ่นทองนี้เป็นของที่เขาเคยสั่งช่างฝีมือเอกให้สร้างขึ้นพักใหญ่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหรูเยียน แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มือใหญ่แตะปิ่นหยกเบาๆ ดวงตาขององค์ชายรองวูบไหวชั่ววูบ ทั้งตื่นเต้น ทั้งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “วันนี้ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทให้ทรงพระราชทานสมรสให้ข้าและหรูเยียน” หลังผ่านความเป็นความตายร่วมกัน หลังรู้ความจริงว่านางมีพิษกู่ในร่างตั้งแต่เด็ก หลังเห็นนางร้องไห้เพราะมารดาที่ตายจาก หลังเห็นนางยืนหยัดอยู่ในท้องพระโรงอย่างสง่างาม เขาก็ตระหนักชัดว่านางคือสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะรักไปจนชั่วชีวิต จ้







