เข้าสู่ระบบฝากติดตาม คอนเม้นต์ให้แป้งด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
3.1
สหายน้อยขององค์ชาย
เสียงไม้กวาดเสียดสีกับพื้นอิฐดังแผ่วในยามสาย ลานกว้างด้านหลังอารามกวงอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดต้องกิ่งไผ่จนเกิดเสียงพลิ้วเบาๆ ดั่งเสียงพิณจากเบื้องบน
เกล็ดหิมะโปรยบางเบาจนมองแทบไม่เห็น ทว่าเพียงพอจะเกาะบนปลายผมของหญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีเทาอ่อน ผู้กำลังก้มหน้ากวาดพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
เซี่ยหรูเยียนเอนหลังเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าช้าๆ อากาศเย็นเยียบจนแสบปลายจมูก แต่นางกลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด ที่นี่คือที่พำนักของนางก่อนจะก้าวเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ที่ซึ่งไม่มีใครมองว่านางเป็นตัวซวย หากแต่เป็นเพียงสตรีที่ชื่นชอบความเรียบง่ายผู้หนึ่ง
ขณะนางเงยหน้ามองผืนฟ้าเหนือหลังคาอาราม พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากกำแพงสูงด้านทิศตะวันตก หินกรวดหล่นกระทบพื้นเบาๆ ตามด้วยเสียงของใครบางคน
หรูเยียนสะดุ้งเฮือก หันขวับไปทางนั้น เพียงครู่เดียวร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีครามก็โผล่พ้นกำแพงขึ้นมา มือข้างหนึ่งยังจับขอบไว้แน่น อีกข้างกำลังปีนลงอย่างทะมัดทะแมง
“นี่ท่านทำอะไรอยู่เนี่ย!” หรูเยียนเอ่ยเสียงเบาแต่ดุดันไม่น้อย ทว่าก็แฝงด้วยความตกใจ “ที่นี่เป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุรุษ หากใครเห็นเข้า พวกเราจะต้องถูกลงโทษทั้งคู่”
ร่างนั้นหัวเราะเบาๆ พลางกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว เขาปัดหิมะออกจากไหล่ แล้วหันมามองนางด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
“อย่าโกรธเลยหรูเยียน ข้าปีนมาอย่างระวัง ไม่มีใครเห็นหรอกน่า”
ใบหน้าของชายหนุ่มงดงามอย่างที่น้อยคนนักจะมี ผิวขาวสะอาดราวหยกขัด แววตาเป็นประกายราวแสงจันทร์ในคืนปลอดเมฆ ท่วงท่าของเขาสง่างาม หากแต่รอยยิ้มนั่นก็ดูจริงใจและเป็นมิตรยิ่งนัก
บุรุษท่าทางขี้เล่นที่ยืนอยู่ต่อหน้านางในขณะนี้ก็คือองค์ชายรองนามว่าจ้าวอี้หลัน พระโอรสองค์ที่สองแห่งแคว้นต้าหยาง ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเฉลียวฉลาดและหาญกล้า ทว่าไม่ชอบอยู่ในกรอบพิธีรีตองของราชสำนัก
“องค์ชายรอง!” หรูเยียนรีบก้าวเข้าไปห้าม เสียงของนางเบาจนแทบกระซิบ “องค์ชายเสด็จมาที่นี่ได้อย่างไรกันเพคะ หากมีคนพบเข้าจะต้องเกิดเรื่องแน่ๆ”
จ้าวอี้หลันยิ้มบางๆ ดวงตาเต็มไปด้วยแววขี้เล่น
“เจ้าลืมแล้วหรือว่าวันนี้วันอะไร”
หรูเยียนชะงัก มือที่ถือไม้กวาดหยุดนิ่งกลางอากาศ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“วันอะไรหรือเพคะ”
องค์ชายทำท่าผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอ “วันเกิดของเจ้าอย่างไรเล่า” พูดจบ เขายื่นห่อผ้าผืนเล็กที่ผูกด้วยริบบิ้นแดงให้นาง
หรูเยียนมองของในมือเขาด้วยความแปลกใจ ในชาติก่อนวันนี้เป็นเพียงวันหนึ่งที่นางอยู่เพียงลำพังในอาราม
ไม่คนสำคัญในครอบครัวมาอวยพรให้วันเกิดของนางคือวันที่ไม่มีใครใส่ใจมานานมากแล้ว นอกจากบรรดาแม่ชีที่อยู่ที่นี่ที่มักจะคอยสอนให้นางมีสติและไม่ยึดติดกับเรื่องทางโลกมากเกินไปจนทำให้เป็นทุกข์ ดังนั้นวันเกิดในทุกปีของนางจึงผ่านไปอย่างว่างเปล่า
แต่บัดนี้องค์ชายผู้นี้กลับปีนกำแพงสูงมาหาเพียงเพื่อบอกว่าวันนี้คือวันเกิดของนางอย่างนั้นหรือ
“หม่อมฉันไม่กล้ารับของขวัญที่ล้ำค่านี้เอาไว้หรอกเพคะ” นางตอบอย่างสุภาพ
องค์ชายหัวเราะเบาๆ “ของล้ำค่าอะไรกัน ข้าก็แค่ไปซื้อมาจากในตลาดเท่านั้น เจ้าลองเปิดดูก่อนเถิด”
เมื่อหญิงสาวเปิดห่อผ้าออกก็เผยให้เห็นขนมชิ้นกลมสีขาวแต้มลายทองจางๆ และมีกลิ่นหอมละมุนลอยออกมา มันคือขนมไร้กังวล [1] ขนมของโปรดของนางนั่นเอง
หรูเยียนเบิกตากว้าง “นี่มัน...”
“เจ้าชอบกินมิใช่หรือ” จ้าวอี้หลันยิ้มกว้าง พลางนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ขนมไร้กังวลเป็นขนมที่หรูเยียนชื่นชอบที่สุด
“ร้านนี้เป็นร้านที่ต้องสั่งซื้อล่วงหน้ามิใช่หรือ”
หญิงสาวเอ่ยถาม เพราะบนขนมมีตราประทับชื่อร้านเอาไว้ด้วย
“วันเกิดของเจ้าทั้งทีย่อมต้องได้กินของโปรดสิ กินไปเถอะน่า ขอแค่เจ้าชอบก็พอแล้ว”
คำพูดของเขาเรียบง่าย แต่กลับกระทบใจหรูเยียนอย่างไม่ทันตั้งตัว
ความทรงจำของหรูเยียนไหลบ่าเข้ามา
เจ็ดปีก่อนหิมะ...ยังไม่ทันตก แต่หมอกหนาลอยคลุ้งไปทั่วหุบเขาฉางอวิ๋น เสียงนกร้องจากยอดไม้ไกลๆ แทบกลืนหายไปกับเสียงฝนที่เริ่มเทลงมา
เด็กหญิงวัยสิบสองปีในชุดผ้าฝ้ายซีดจางกำลังเดินเท้าเปล่าฝ่าฝนมา เนื่องจากรองเท้าของนางขาดไปแล้วก่อนหน้านี้
ดวงตากลมโตมีแต่ความมืดมัวของความกลัว นางหนีออกจากอารามในยามรุ่งสางของเมื่อสองวันก่อน เพราะหวังอยากเห็นโลกภายนอกที่พวกนางชีมักพูดถึง แต่โลกภายนอกนั้นกลับไม่ได้งดงามหรือสนุกสนานอย่างที่คิดไว้เลยสักนิด
เมื่อถึงเชิงเขา ถนนดินกลายเป็นโคลน ข้าวของที่ห่อมาก็เปียกชุ่มจนหมดสิ้น เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง สายฝนเทกระหน่ำราวกับสวรรค์กำลังสาปแช่งผู้คน
นางหลบเข้าร่มไม้ใหญ่ พยายามกอดเข่าให้ตัวอุ่น แต่ความหนาวก็ไหลซึมเข้ากระดูก
ท้องไส้ร้องจ๊อกๆ เพราะตั้งแต่เช้านางยังไม่ได้กินอะไรเลย ตอนนี้ดวงตาเริ่มพร่ามัว มือเล็กเริ่มสั่นเทา ก่อนที่ร่างบางจะล้มลงกับพื้นโคลน
“คุณชาย! ตรงนั้นมีคนนอนอยู่ขอรับ”
เสียงผู้ติดตามตะโกนขึ้นกลางสายฝน ขณะขบวนม้าสามสี่ตัวกำลังเคลื่อนที่เป็นกลุ่มก้อน
ผู้ที่ควบม้านำหน้าสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม ผมดำถูกรวบสูงตามแบบชนชั้นสูง ใบหน้าคมคายสะอาดสะอ้าน สวมกวานที่ทำจากหยกล้ำค่า
เขากระโดดลงจากม้าอย่างไม่ลังเล ก้าวลุยฝนเข้าไปหาร่างเล็กที่นอนคว่ำอยู่ในโคลนและไปถึงเร็วกว่าผู้ติดตามของตนด้วยซ้ำ
เมื่อพลิกตัวขึ้นก็เห็นว่าเป็นเด็กหญิงอายุราวสิบสองปี ผมเปียกแนบใบหน้า ผิวกายซีดเผือดราวกับกระดาษ
“นางยังหายใจอยู่หรือไม่ขอรับ” คนติดตามถามอย่างร้อนรน
จ้าวอี้หลันตรวจวัดชีพจร พลางวางหลังมือแนบหน้าผาก
“ไข้ขึ้นสูงคงต้องรีบหาที่พักให้นางก่อน” จ้าวอี้หลันอุ้มร่างเล็กขึ้นด้วยสองแขนอย่างระมัดระวัง เสื้อคลุมของเขาเปียกโชกไปทั้งตัว แต่ใบหน้าไม่แสดงความรำคาญเลยแม้แต่น้อย
[1] ขนมแป้งข้าวเหนียวหวาน หรือ ขนมเกาเกา
7เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่งลมอ่อนพัดกลิ่นกำยานจากในโถงด้านหน้าอารามลอยอ้อยอิ่งผ่านลานหินขาว เวลานี้ผู้คนเริ่มทยอยออกจากศาลาใหญ่ บ้างสนทนา บ้างพักสายตาชมสวนหินและสระบัวที่บานสะพรั่งกลางแดดอ่อนเซี่ยหรูเยียนก้าวเดินอย่างสงบ ท่วงท่าเรียบง่าย อาภรณ์ผ้าแพรสีขาวไร้ลวดลายหรูหรา แต่กลับทำให้นางดูสง่างามในความเรียบง่ายนั้น ความอ่อนโยนของแววตาคล้ายสายน้ำที่ไหลเย็นจนยากจะหยั่งลึก วงหน้าของนางงามละมุนจนแม้แต่แสงแดดยามบ่ายยังทอดตัวอ่อนโยนเมื่อส่องกระทบวันนี้พิธีทำบุญสิ้นสุดลงโดยมีองค์หญิงสามเป็นผู้แทนของฮองเฮา พระองค์มีพระเมตตาต่อผู้มาร่วมงานไม่น้อย โดยเฉพาะต่อหรูเยียนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถวายชา จนได้รับรอยยิ้มโปรดปรานและคำชื่นชมตอบกลับ ซึ่งภาพนั้นยังติดตาใครหลายคน“พี่หญิง...พี่หญิง!”เสียงเรียกที่แฝงแววดื้อรั้นดังขึ้นจากด้านหลัง หรูเยียนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับ พลันเห็นร่างหนึ่งเดินเร็วเข้ามาหาเซี่ยเหมยหรง น้องสาวต่างมารดาของนาง หญิงสาวผู้นี้งามในแบบที่ฉูดฉาดกว่าหรูเยียน ใบหน้าขาวจัดแต่งแต้มสีปากแดงสด อาภรณ์ไหมแวววาวจนสะดุดตา เครื่องประดับหยกและทองคำระยิบระยับจนเมื่อเผลอมองแล้วแทบจะลืมตาไ
6เซี่ยเหมยหรงเสียงสวดมนต์ในอารามดังแผ่วเป็นระลอก เคล้าไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วลานกว้างดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดแสงอุ่นส่องกระทบกลีบดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางเดินกรวดขาว เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งบ่งบอกถึงการเริ่มพิธีองค์หญิงสามนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ด้านหน้าสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายเมฆมงคล งามสง่าแต่ไม่ฉูดฉาด รายล้อมด้วยเหล่าสกุลขุนนางฝ่ายในที่มาร่วมงานเพื่อถวายของทำบุญและประจบเอาใจองค์หญิงผู้เป็นตัวแทนของฮองเฮาหรูเยียนยืนอยู่ทางด้านข้างในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ทางเจ้าอาวาสจัดให้ซึ่งดูแล้วสบายตา นางอยู่เคียงข้างองค์หญิงสามในฐานะผู้ดูแลของทางอารามด้วยท่าทางสำรวม ซึ่งได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจากองค์หญิงในยามที่มองมาเป็นระยะพิธีการทางศาสนาดำเนินมาเรื่อยจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนต่างเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ แต่ก็ยังอยู่ดูรอท่าทีขององค์หญิงก่อน เพราะทุกคนต่างอยากจะมาเอาอกเอาใจองค์หญิงสามก่อนกลับกันทั้งนั้น เพราะอยากจะอยู่ในสายตาขององค์หญิงให้มากเข้าไว้ เนื่องจากองค์หญิงสามเป็นธิดาองค์โปรดของฮองเฮา หากว่าวันหน้าสนิทสนมกันเอาไว้ก็ย่อมมิใช่เรื่องเสียหายแต่แล้
5.2หมากทองคำของหรูเยียนลานสวนในอารามชั้นในอาบแสงอาทิตย์ยามสายจนเกิดประกายสีทองจางๆ ลงบนกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นกลิ่นชาชั้นดีลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดอกไม้ไปทั่ว เสียงสายลมพัดผิวไม้ไผ่สั่นกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา ข้างศาลาพักกลางสวนมีขบวนขันทีและนางกำนัลจำนวนหนึ่งยืนเรียงรายอยู่ด้วยความสงบ จากนั้นไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น“องค์หญิงสามเสด็จแล้ว”เซี่ยหรูเยียนที่เพิ่งถูกเรียกมาช่วยงานถวายชาให้แขกจากวังหลวง ค่อยๆ หลุบตาต่ำ หัวใจเต้นแรงจังหวะหนึ่ง นางมาแล้ว...องค์หญิงสาม ‘จ้าวอวี้หง’ ธิดาองค์น้อยของฮองเฮา ก้าวเข้ามาในศาลาด้วยอิริยาบถอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งตามสายเลือดสูงศักดิ์ ผิวของพระนางขาวราวหยก ดวงตาเรียวยาวแต้มสีชมพูจางด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดี ทุกก้าวที่ก้าวเข้ามา เหล่านางกำนัลต่างหลบตาและกลั้นหายใจด้วยความเกรงกลัว“พวกเจ้าชงชากันชักช้าเสียจริง” เสียงเรียบๆ ขององค์หญิงสามเอ่ยขึ้น พลางทอดสายตาไปรอบๆ “ที่นี่เป็นอารามหลวงมิใช่หรือ เหตุใดถึงขาดระเบียบเช่นนี้”หรูเยียนยังคงยืนนิ่ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบบางอย่าง สีหน้าพวกนางชีและคนงานในวัดต่างหวาดกลัวหรูเยียนจึงค่อย ๆ เงยหน้
5.1หมากทองคำของหรูเยียนในที่สุดวันที่นางเคยมีความสุขก็มาถึง...หรูเยียนตื่นแต่เช้าเพื่อทำงานที่เจ้าอาวาสมอบหมายเฉกเช่นทุกวัน แต่วันนี้นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินตามเส้นเรื่องในชาติก่อนวันนี้ในชาติก่อนเป็นวันที่ทางราชสำนักจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างมาร่วมงาน เพราะงานนี้เป็นงานที่ฮองเฮาโปรดให้จัดขึ้น โดยส่งตัวแทนอย่างองค์หญิงสามที่เป็นทายาทสายตรงของพระนางมาเป็นประธานในพิธีดังนั้นจึงมีขุนนางน้อยใหญ่และบรรดาบุตรและบุตรีของขุนนางมาร่วมงานเพื่อเอาหน้ากันไม่น้อย ซึ่งในงานนี้ หรูเยียนก็ได้พบหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรกวันนั้นนางบังเอิญซุ่มซ่ามและมีเรื่องกับน้องสาวต่างมารดาจนตกน้ำ และอีกฝ่ายก็มาช่วยนางเอาไว้ ความประทับใจแรกในครั้งนั้นทำให้หรูเยียนที่ไม่ประสาเรื่องรักใคร่หลงรักอีกฝ่ายในทันทีต่อมาเมื่อนางกลับจวนตระกูลเซี่ยและได้พบหน้าเขาบ่อยครั้งเข้าความสนิทสนมก็เกิดขึ้นมาจนนำพามาสู่การแต่งงานในเวลาต่อมาทว่าคราวนี้นางมิใช่หรูเยียนผู้โง่งมอีกแล้ว ดังนั้นนางจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน และตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างก็ช่างเป็นใจยิ่งนัก เนื่องจากคน
4.2เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนมือของนางสั่นเทาเมื่อรับปิ่นหยกจากมือของเขาในชาตินี้ ความเย็นของหยกแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ แต่สักพักกลับอบอุ่นแปลกประหลาดในใจ“ขอบพระทัยเพคะ...” เสียงของนางเบาแทบเป็นกระซิบ “หม่อมฉันจะเก็บมันไว้อย่างดี”“อืม” จ้าวอี้หลันยิ้ม ดวงตาเขาเปล่งประกายดั่งแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำในยามนั้นหรูเยียนเงยหน้ามองเขา นางเห็นใบหน้าเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมทุกครั้งที่พบเจอกันทั้งในชาตินี้และชาติก่อนโลกนี้อาจมีคนมากมายที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการมีอยู่ของนาง แต่สำหรับหรูเยียนแล้วมีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างกันอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นที่เคยสูญหายในชาติที่แล้วกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง‘ชาติที่แล้ว ข้าไม่รับมันไว้เพราะห่วงความรู้สึกของหลี่เจี้ยน และสุดท้ายก็ทำให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพราะข้า แต่ชาติใหม่นี้ ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะปกป้องเขาให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการต้องระวังไม่ให้ตนเองอยู่ใกล้เขาจนเกินไปก็ตาม’นางกล่าวคำมั่นกับตนเองในใจ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายแน่วแน่ขึ้นมา ทว่าเพียงพร
4.1เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนความทรงจำเรื่องราวในอดีตต่างๆ นั้นยังคงชัดเจนเจ็ดปีผ่านไปความผูกพันของเขากับนางกลับยิ่งแน่นแฟ้นลึกซึ้งหรูเยียนมองขนมไร้กังวลในมือ น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัวกลิ่นหอมหวานของถั่วแดงและเก๊กฮวยทำให้หัวใจปวดหนึบในชาติที่แล้วเป็นนางเองที่ละทิ้งความปรารถนาดีของสหาย ละทิ้งคำเตือนของเขาว่าหลี่เจี้ยนมิใช่คนดีพร้อมและไปแต่งงานด้วย ทั้งยังผลักไสเขาไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและห่างเหินต่อมาก็เป็นนางอีกเช่นกันที่นำเภทภัยมาให้เขา ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกับตนเอง ตอนที่นางถูกประหารก็ได้ทราบข่าวว่า องค์ชายเองก็ถูกราชสำนักตัดสินโทษเช่นกัน เพราะฝ่าบาทหลงเชื่อในหลักฐานที่หลี่เจี้ยนและพรรคพวกนำไปรายงานนางไม่อาจได้เห็นจุดสิ้นสุดในชะตาชีวิตครั้งนั้นขององค์ชายรอง แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ต่างกันจากนางหรูเยียนทอดถอนใจ แววตาแฝงรอยยิ้มปนเศร้า“องค์ชายรอง...ข้าไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะกล้ารับน้ำใจทั้งหมดจากท่านอีกหรือไม่”จ้าวอี้หลันหันมามองอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากเมื่อครู่ได้ยินไม่ชัด“เจ้าว่าอะไรนะ”หรูเยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอันใดเพคะ แค่รู้สึกว่าวันนี้ขนมชิ้นนี้หวานมาก” นางเอ







