ANMELDEN2
หนี้ที่ต้องทวงคืน
สายลมหนาวพัดผ่านแนวไผ่หลังอารามกวงอันก่อเกิดเสียงแผ่วเบา ปลายยอดไผ่เสียดสีกันราวเสียงสะอื้นของสตรีที่ถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง...
หิมะตกลงมาอีกแล้วในเช้าวันนี้เป็นสีขาวโพลน
ปกคลุมลานอารามจนแทบมองไม่เห็นรอยเท้าผู้คน เนื่องจากไม่มีใครอยากออกมาเผชิญความหนาวเหน็บด้านนอกยกเว้นเพียงสตรีผู้หนึ่งในผ้าคลุมหนาสีเทาเข้มนามเซี่ยหรูเยียน นางก้าวอย่างเชื่องช้าผ่านทางเดินที่ปูด้วยหินขัดตรงเข้าสู่ส่วนในที่ใช้สักการะขอพร
หญิงสาวยืนอยู่หน้ากระถางธูปหอมควันกรุ่น ดวงหน้าซีดขาวราวกระดาษ พวงแก้มมีสีชมพูระเรื่อจากความเย็น แววตาคู่นั้นเงียบงันแต่ลึกล้ำจนเกินกว่าจะเรียกว่าสงบ
เมื่อระฆังยามเช้าแห่งอารามกวงอันดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม นางก็คุกเข่าลงต่อหน้ารูปเคารพของเทพประจำอาราม ดวงตาไหวระริกบางเบา หากแต่ในอกกลับเต็มไปด้วยคลื่นโทสะและบาดแผลในอดีตที่ยังคงฝังตรึง‘อีกเพียงสองปี ข้าจะถูกพากลับไปสู่จวนตระกูลเซี่ย เพื่อแต่งงานกับชายผู้นั้น...’
เสียงภายในใจของหรูเยียนก้องกังวาน ขณะที่สายตาของนางทอดผ่านเปลวเทียนที่ส่องไหวในความมืดครึ้มของศาลา ความทรงจำในอดีตชาติผุดขึ้นมาชัดเจนอีกครั้ง...ในอดีตนางแต่งให้กับ หลี่เจี้ยน ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลที่มากด้วยอำนาจ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่หมั้นที่อบอุ่น อ่อนโยน เขาเอ่ยถ้อยคำหวานราวน้ำผึ้ง แต่สุดท้ายกลับเป็นคนที่กรีดหัวใจนางให้ขาดในคราวเดียว
เขาคือชายผู้กล่าวคำสาบานต่อหน้าโคมแดงในคืนวิวาห์ว่าจะรักมั่นทะนุถนอมนางอย่างดี แต่ก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ย่ำยีเกียรติยศของนาง
รอยยิ้มบางคลี่แย้มบนมุมปากหรูเยียน เย็นเยียบจนดอกบัวที่เบ่งบานในสระน้ำด้านหลังอารามยังคล้ายหุบกลีบหนี
“ในชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะต้องสละสิ่งใด” นางพึมพำในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะก้าวออกมาจากศาลา พลันนึกย้อนไปถึงเรื่องราวภูมิหลังของตน
ชีวิตของเซี่ยหรูเยียนว่าไปแล้วก็ล้วนเต็มไปด้วยขวากหนามตั้งแต่กำเนิด เนื่องด้วยมารดาของนางเป็นเพียงอนุคนหนึ่งในจวนใหญ่ของตระกูลเซี่ย มิได้มีชาติตระกูลสูงส่งใดๆ
ทว่านางงดงาม อ่อนโยน และซื่อตรงเกินไปสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยอสรพิษ
เมื่อตอนที่หรูเยียนยังไม่ถึงวัยเดิน มารดาก็ล้มป่วยจนสิ้นใจ ฮูหยินใหญ่ในจวนมองเหตุร้ายนั้นเป็นลางสังหรณ์ร้าย ซ้ำร้ายหมอดูที่จ้างมาก็ทำนายด้วยเสียงเย็นว่า
“บุตรีผู้นี้ดวงแรงนัก ชะตาเป็นเพลิงร้อนร้ายแรงต้องกลบด้วยน้ำแห่งศีลธรรมเท่านั้นจึงจะทำให้ตระกูลเซี่ยอยู่รอดได้...มิเช่นนั้นนางจะนำมาซึ่งเภทภัย ทำให้ตระกูลเซี่ยพานพบโชคร้ายไม่สิ้น”
ตั้งแต่นั้นมาหรูเยียนก็ถูกส่งมายังอารามกวงอันตั้งแต่อายุเพียงสองขวบในสายตาของคนในจวน นางเป็นเพียงตัวซวยที่ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้
หากแต่ในสายตาของนางชีที่นี่ นางคือเด็กหญิงผู้ถือศีลที่เงียบขรึม ไม่พูดจาเกินความจำเป็น แต่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้เกินวัยยิ่ง
ปีแล้วปีเล่า นางเติบโตภายใต้เสียงระฆังและกลิ่นธูป ไม่ได้แต่งกายด้วยผ้าไหมราคาแพงเฉกเช่นคุณหนูในจวนใหญ่ ทุกวันแต่งกายด้วยชุดผ้าป่านสีจางที่เย็บซ่อมแล้วซ่อมอีก
ยามต้องลุกขึ้นมาจุดตะเกียงกลางดึกตามโถงทางเดินตามหน้าที่ที่ได้รับ หรูเยียนมักเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือยอดหลังคาอารามที่มักจะถูกหิมะปกคลุม ดวงใจของนางคล้ายกำลังเดินบนมีดคมกริบที่ลึกลงไปมีเพียงความเจ็บปวดอันด้านชา
แม้จะถูกคนในตระกูลเซี่ยทอดทิ้ง แต่นางก็ยังโชคดีที่ได้บรรดาแม่ชีและคนในอารามอุ้มชูดูแล แม้จะเป็นเด็กกำพร้าแต่ก็ไม่คยมีใครคิดรังเกียจ และในอารามกวงอันก็มีคนที่มีความรู้มากมาย ดังนั้นนางจึงได้รับการสอนสั่งอย่างดีในทุกด้านไม่ต่างจากคุณหนูในห้องหอ
ทว่าในชาติก่อนนางโง่งมอย่างยิ่ง ไม่ยอมใช้ความรู้ความสามารถของตนให้เป็นประโยชน์ มัวแต่หลงมัวเมาในรัก คิดแต่จะเป็นภรรยาที่แสนดีของสามีจนหลงลืมมองเรื่องราวต่างๆ ให้รอบด้าน เสมือนการมีสมองเป็นเพียงก้อนเนื้อและเอาตัวไม่รอดในช่วงท้ายของชีวิต
แต่ชาตินี้นางได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจากความโง่งมนั้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีวันเดินตามเส้นทางเดิมอีกแน่นอน
“หรูเยียน...” เสียงแผ่วเรียกดังมาจากด้านหลัง เจ้าอาวาสหญิงผู้สูงวัยในชุดผ้าสีครามอ่อนเดินเข้ามา ท่านคือ แม่ชีอวี้เจิน ผู้เมตตาและเปี่ยมปัญญา
“เจ้าตื่นแต่เช้าอีกแล้วนะ ในวัยเช่นเจ้าควรได้พักผ่อนมากหน่อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้ามืด
ก็ได้”หรูเยียนยิ้มบาง “ศิษย์นอนไม่ค่อยหลับเจ้าค่ะ เมื่อคืนลมหนาวแรงนัก”
สาเหตุที่นางนอนไม่หลับมิใช่เพียงแค่ลมหนาว แต่เป็นเพราะความทรงจำในอดีตกำลังตามหลอกหลอนอยู่ต่างหาก แต่การที่ได้เกิดใหม่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้หรูเยียนได้เรียนรู้และแก้ไขในเรื่องที่ผ่านมา
แม่ชีอวี้เจินมองดวงตาของเด็กสาวที่แม้จะสงบ แต่ลึกลงไปกลับซ่อนบางสิ่งไว้
“อีกไม่กี่วันทางราชสำนักจะมาทำบุญที่อาราม เจ้าก็อย่าได้ไปเพ่นพ่านแถวบริเวณโถงพิธีล่ะ”
หัวใจหรูเยียนกระตุกวาบทันที ยามคิดย้อนไปในอดีต ในวันนั้นมีขุนนางจำนวนไม่น้อยมาที่อาราม และนางก็บังเอิญไปพบกับหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรก
เขาคือคนที่ฉุดรั้งนางขึ้นมาจากความตาย เขาคือคนที่มีแววตาที่อบอุ่นยามกระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมาจากสระและในเวลาต่อมาชะตาของนางก็ผูกพันกับเขาอย่างลึกซึ้ง
หรูเยียนที่เติบโตขึ้นมาในอาราม มิเคยได้ใกล้ชิดกับบุรุษคนใดมาก่อน แต่เมื่อมีเขาเข้ามาในชีวิต เขาก็ทำให้นางได้เรียนรู้และรู้จักกับความรัก
หรูเยียนตกหลุมรักและหลงไปกับคำหวานของเขาอย่างง่ายดาย และในเวลาต่อมาก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำให้นางต้องตายอย่าอดสูในข้อหากบฏ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าคบชู้สู่ชายอีกด้วย
ทว่าในชาตินี้นางจะไม่มีทางหลงเดินทางผิดอีกต่อไปดังนั้นสายตาของนางจึงแน่วแน่อย่างยิ่งในตอนที่มองหน้าท่านเจ้าอาวาส
“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่สร้างเรื่องให้ท่านต้องลำบากใจ”
หลังจากแม่ชีอวี้เจินเดินจากไป หรูเยียนก็หันไปมองลานกว้างนั้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นฉายแววเฉียบคมขึ้น
“หลี่เจี้ยน...ครั้งนั้นข้าคือหญิงโง่งมที่เชื่อเจ้า แต่ชาตินี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าหลอกใช้ข้าอีกแล้ว”
นางเดินกลับเรือนพักที่อยู่ท้ายอาราม ผ่านลานหิมะ ท่ามกลางหมอกขาวที่คลี่ตัวราวม่านบางๆ ของสวรรค์ในเรือนนั้นมีเพียงเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น ตำราความรู้ในแขนงต่างๆ และม้วนคัมภีร์ธรรมเก่าแก่
ภายนอก ลมหนาวยังพัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างงดงาม ทว่าหรูเยียนมิได้ใส่ใจต่อความงดงามเหล่านั้น เพราะในหัวใจของนางเวลานี้มีเพียงแผนการที่กำลังเริ่มวางไว้ในใจ เพื่อนำพาไปสู่หนี้เลือดที่ต้องทวงคืนเท่านั้น
7เรียกคืนหนี้แค้นครั้งที่หนึ่งลมอ่อนพัดกลิ่นกำยานจากในโถงด้านหน้าอารามลอยอ้อยอิ่งผ่านลานหินขาว เวลานี้ผู้คนเริ่มทยอยออกจากศาลาใหญ่ บ้างสนทนา บ้างพักสายตาชมสวนหินและสระบัวที่บานสะพรั่งกลางแดดอ่อนเซี่ยหรูเยียนก้าวเดินอย่างสงบ ท่วงท่าเรียบง่าย อาภรณ์ผ้าแพรสีขาวไร้ลวดลายหรูหรา แต่กลับทำให้นางดูสง่างามในความเรียบง่ายนั้น ความอ่อนโยนของแววตาคล้ายสายน้ำที่ไหลเย็นจนยากจะหยั่งลึก วงหน้าของนางงามละมุนจนแม้แต่แสงแดดยามบ่ายยังทอดตัวอ่อนโยนเมื่อส่องกระทบวันนี้พิธีทำบุญสิ้นสุดลงโดยมีองค์หญิงสามเป็นผู้แทนของฮองเฮา พระองค์มีพระเมตตาต่อผู้มาร่วมงานไม่น้อย โดยเฉพาะต่อหรูเยียนที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถวายชา จนได้รับรอยยิ้มโปรดปรานและคำชื่นชมตอบกลับ ซึ่งภาพนั้นยังติดตาใครหลายคน“พี่หญิง...พี่หญิง!”เสียงเรียกที่แฝงแววดื้อรั้นดังขึ้นจากด้านหลัง หรูเยียนหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับ พลันเห็นร่างหนึ่งเดินเร็วเข้ามาหาเซี่ยเหมยหรง น้องสาวต่างมารดาของนาง หญิงสาวผู้นี้งามในแบบที่ฉูดฉาดกว่าหรูเยียน ใบหน้าขาวจัดแต่งแต้มสีปากแดงสด อาภรณ์ไหมแวววาวจนสะดุดตา เครื่องประดับหยกและทองคำระยิบระยับจนเมื่อเผลอมองแล้วแทบจะลืมตาไ
6เซี่ยเหมยหรงเสียงสวดมนต์ในอารามดังแผ่วเป็นระลอก เคล้าไปกับกลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ทั่วลานกว้างดวงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดแสงอุ่นส่องกระทบกลีบดอกเหมยที่บานสะพรั่งอยู่ริมทางเดินกรวดขาว เสียงระฆังดังขึ้นสามครั้งบ่งบอกถึงการเริ่มพิธีองค์หญิงสามนั่งอยู่ตรงศาลาใหญ่ด้านหน้าสวมชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อนปักลายเมฆมงคล งามสง่าแต่ไม่ฉูดฉาด รายล้อมด้วยเหล่าสกุลขุนนางฝ่ายในที่มาร่วมงานเพื่อถวายของทำบุญและประจบเอาใจองค์หญิงผู้เป็นตัวแทนของฮองเฮาหรูเยียนยืนอยู่ทางด้านข้างในชุดเรียบง่ายสีขาวที่ทางเจ้าอาวาสจัดให้ซึ่งดูแล้วสบายตา นางอยู่เคียงข้างองค์หญิงสามในฐานะผู้ดูแลของทางอารามด้วยท่าทางสำรวม ซึ่งได้รับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจจากองค์หญิงในยามที่มองมาเป็นระยะพิธีการทางศาสนาดำเนินมาเรื่อยจนถึงช่วงสุดท้าย ทุกคนต่างเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับ แต่ก็ยังอยู่ดูรอท่าทีขององค์หญิงก่อน เพราะทุกคนต่างอยากจะมาเอาอกเอาใจองค์หญิงสามก่อนกลับกันทั้งนั้น เพราะอยากจะอยู่ในสายตาขององค์หญิงให้มากเข้าไว้ เนื่องจากองค์หญิงสามเป็นธิดาองค์โปรดของฮองเฮา หากว่าวันหน้าสนิทสนมกันเอาไว้ก็ย่อมมิใช่เรื่องเสียหายแต่แล้
5.2หมากทองคำของหรูเยียนลานสวนในอารามชั้นในอาบแสงอาทิตย์ยามสายจนเกิดประกายสีทองจางๆ ลงบนกลีบดอกเหมยที่ร่วงหล่นเกลื่อนพื้นกลิ่นชาชั้นดีลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นดอกไม้ไปทั่ว เสียงสายลมพัดผิวไม้ไผ่สั่นกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา ข้างศาลาพักกลางสวนมีขบวนขันทีและนางกำนัลจำนวนหนึ่งยืนเรียงรายอยู่ด้วยความสงบ จากนั้นไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น“องค์หญิงสามเสด็จแล้ว”เซี่ยหรูเยียนที่เพิ่งถูกเรียกมาช่วยงานถวายชาให้แขกจากวังหลวง ค่อยๆ หลุบตาต่ำ หัวใจเต้นแรงจังหวะหนึ่ง นางมาแล้ว...องค์หญิงสาม ‘จ้าวอวี้หง’ ธิดาองค์น้อยของฮองเฮา ก้าวเข้ามาในศาลาด้วยอิริยาบถอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความเย่อหยิ่งตามสายเลือดสูงศักดิ์ ผิวของพระนางขาวราวหยก ดวงตาเรียวยาวแต้มสีชมพูจางด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดี ทุกก้าวที่ก้าวเข้ามา เหล่านางกำนัลต่างหลบตาและกลั้นหายใจด้วยความเกรงกลัว“พวกเจ้าชงชากันชักช้าเสียจริง” เสียงเรียบๆ ขององค์หญิงสามเอ่ยขึ้น พลางทอดสายตาไปรอบๆ “ที่นี่เป็นอารามหลวงมิใช่หรือ เหตุใดถึงขาดระเบียบเช่นนี้”หรูเยียนยังคงยืนนิ่ง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังทดสอบบางอย่าง สีหน้าพวกนางชีและคนงานในวัดต่างหวาดกลัวหรูเยียนจึงค่อย ๆ เงยหน้
5.1หมากทองคำของหรูเยียนในที่สุดวันที่นางเคยมีความสุขก็มาถึง...หรูเยียนตื่นแต่เช้าเพื่อทำงานที่เจ้าอาวาสมอบหมายเฉกเช่นทุกวัน แต่วันนี้นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินตามเส้นเรื่องในชาติก่อนวันนี้ในชาติก่อนเป็นวันที่ทางราชสำนักจัดงานทำบุญครั้งใหญ่ ขุนนางน้อยใหญ่ต่างมาร่วมงาน เพราะงานนี้เป็นงานที่ฮองเฮาโปรดให้จัดขึ้น โดยส่งตัวแทนอย่างองค์หญิงสามที่เป็นทายาทสายตรงของพระนางมาเป็นประธานในพิธีดังนั้นจึงมีขุนนางน้อยใหญ่และบรรดาบุตรและบุตรีของขุนนางมาร่วมงานเพื่อเอาหน้ากันไม่น้อย ซึ่งในงานนี้ หรูเยียนก็ได้พบหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรกวันนั้นนางบังเอิญซุ่มซ่ามและมีเรื่องกับน้องสาวต่างมารดาจนตกน้ำ และอีกฝ่ายก็มาช่วยนางเอาไว้ ความประทับใจแรกในครั้งนั้นทำให้หรูเยียนที่ไม่ประสาเรื่องรักใคร่หลงรักอีกฝ่ายในทันทีต่อมาเมื่อนางกลับจวนตระกูลเซี่ยและได้พบหน้าเขาบ่อยครั้งเข้าความสนิทสนมก็เกิดขึ้นมาจนนำพามาสู่การแต่งงานในเวลาต่อมาทว่าคราวนี้นางมิใช่หรูเยียนผู้โง่งมอีกแล้ว ดังนั้นนางจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นแน่นอน และตอนนี้เหตุการณ์ทุกอย่างก็ช่างเป็นใจยิ่งนัก เนื่องจากคน
4.2เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนมือของนางสั่นเทาเมื่อรับปิ่นหยกจากมือของเขาในชาตินี้ ความเย็นของหยกแผ่ซ่านไปทั่วฝ่ามือ แต่สักพักกลับอบอุ่นแปลกประหลาดในใจ“ขอบพระทัยเพคะ...” เสียงของนางเบาแทบเป็นกระซิบ “หม่อมฉันจะเก็บมันไว้อย่างดี”“อืม” จ้าวอี้หลันยิ้ม ดวงตาเขาเปล่งประกายดั่งแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำในยามนั้นหรูเยียนเงยหน้ามองเขา นางเห็นใบหน้าเขายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิมทุกครั้งที่พบเจอกันทั้งในชาตินี้และชาติก่อนโลกนี้อาจมีคนมากมายที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการมีอยู่ของนาง แต่สำหรับหรูเยียนแล้วมีเพียงคนผู้นี้เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างกันอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆหัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกอบอุ่นที่เคยสูญหายในชาติที่แล้วกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง‘ชาติที่แล้ว ข้าไม่รับมันไว้เพราะห่วงความรู้สึกของหลี่เจี้ยน และสุดท้ายก็ทำให้เขาต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเพราะข้า แต่ชาติใหม่นี้ ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าก็จะปกป้องเขาให้ได้ แม้ว่าจะเป็นการต้องระวังไม่ให้ตนเองอยู่ใกล้เขาจนเกินไปก็ตาม’นางกล่าวคำมั่นกับตนเองในใจ ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายแน่วแน่ขึ้นมา ทว่าเพียงพร
4.1เรื่องราวที่แปรเปลี่ยนความทรงจำเรื่องราวในอดีตต่างๆ นั้นยังคงชัดเจนเจ็ดปีผ่านไปความผูกพันของเขากับนางกลับยิ่งแน่นแฟ้นลึกซึ้งหรูเยียนมองขนมไร้กังวลในมือ น้ำตาเอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัวกลิ่นหอมหวานของถั่วแดงและเก๊กฮวยทำให้หัวใจปวดหนึบในชาติที่แล้วเป็นนางเองที่ละทิ้งความปรารถนาดีของสหาย ละทิ้งคำเตือนของเขาว่าหลี่เจี้ยนมิใช่คนดีพร้อมและไปแต่งงานด้วย ทั้งยังผลักไสเขาไปด้วยคำพูดที่เย็นชาและห่างเหินต่อมาก็เป็นนางอีกเช่นกันที่นำเภทภัยมาให้เขา ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมกับตนเอง ตอนที่นางถูกประหารก็ได้ทราบข่าวว่า องค์ชายเองก็ถูกราชสำนักตัดสินโทษเช่นกัน เพราะฝ่าบาทหลงเชื่อในหลักฐานที่หลี่เจี้ยนและพรรคพวกนำไปรายงานนางไม่อาจได้เห็นจุดสิ้นสุดในชะตาชีวิตครั้งนั้นขององค์ชายรอง แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าคงไม่ต่างกันจากนางหรูเยียนทอดถอนใจ แววตาแฝงรอยยิ้มปนเศร้า“องค์ชายรอง...ข้าไม่รู้ว่าชาตินี้ข้าจะกล้ารับน้ำใจทั้งหมดจากท่านอีกหรือไม่”จ้าวอี้หลันหันมามองอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากเมื่อครู่ได้ยินไม่ชัด“เจ้าว่าอะไรนะ”หรูเยียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอันใดเพคะ แค่รู้สึกว่าวันนี้ขนมชิ้นนี้หวานมาก” นางเอ







