Mag-log in2
หนี้ที่ต้องทวงคืน
สายลมหนาวพัดผ่านแนวไผ่หลังอารามกวงอันก่อเกิดเสียงแผ่วเบา ปลายยอดไผ่เสียดสีกันราวเสียงสะอื้นของสตรีที่ถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง...
หิมะตกลงมาอีกแล้วในเช้าวันนี้เป็นสีขาวโพลน
ปกคลุมลานอารามจนแทบมองไม่เห็นรอยเท้าผู้คน เนื่องจากไม่มีใครอยากออกมาเผชิญความหนาวเหน็บด้านนอกยกเว้นเพียงสตรีผู้หนึ่งในผ้าคลุมหนาสีเทาเข้มนามเซี่ยหรูเยียน นางก้าวอย่างเชื่องช้าผ่านทางเดินที่ปูด้วยหินขัดตรงเข้าสู่ส่วนในที่ใช้สักการะขอพร
หญิงสาวยืนอยู่หน้ากระถางธูปหอมควันกรุ่น ดวงหน้าซีดขาวราวกระดาษ พวงแก้มมีสีชมพูระเรื่อจากความเย็น แววตาคู่นั้นเงียบงันแต่ลึกล้ำจนเกินกว่าจะเรียกว่าสงบ
เมื่อระฆังยามเช้าแห่งอารามกวงอันดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม นางก็คุกเข่าลงต่อหน้ารูปเคารพของเทพประจำอาราม ดวงตาไหวระริกบางเบา หากแต่ในอกกลับเต็มไปด้วยคลื่นโทสะและบาดแผลในอดีตที่ยังคงฝังตรึง‘อีกเพียงสองปี ข้าจะถูกพากลับไปสู่จวนตระกูลเซี่ย เพื่อแต่งงานกับชายผู้นั้น...’
เสียงภายในใจของหรูเยียนก้องกังวาน ขณะที่สายตาของนางทอดผ่านเปลวเทียนที่ส่องไหวในความมืดครึ้มของศาลา ความทรงจำในอดีตชาติผุดขึ้นมาชัดเจนอีกครั้ง...ในอดีตนางแต่งให้กับ หลี่เจี้ยน ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลที่มากด้วยอำนาจ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่หมั้นที่อบอุ่น อ่อนโยน เขาเอ่ยถ้อยคำหวานราวน้ำผึ้ง แต่สุดท้ายกลับเป็นคนที่กรีดหัวใจนางให้ขาดในคราวเดียว
เขาคือชายผู้กล่าวคำสาบานต่อหน้าโคมแดงในคืนวิวาห์ว่าจะรักมั่นทะนุถนอมนางอย่างดี แต่ก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ย่ำยีเกียรติยศของนาง
รอยยิ้มบางคลี่แย้มบนมุมปากหรูเยียน เย็นเยียบจนดอกบัวที่เบ่งบานในสระน้ำด้านหลังอารามยังคล้ายหุบกลีบหนี
“ในชาตินี้ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะต้องสละสิ่งใด” นางพึมพำในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะก้าวออกมาจากศาลา พลันนึกย้อนไปถึงเรื่องราวภูมิหลังของตน
ชีวิตของเซี่ยหรูเยียนว่าไปแล้วก็ล้วนเต็มไปด้วยขวากหนามตั้งแต่กำเนิด เนื่องด้วยมารดาของนางเป็นเพียงอนุคนหนึ่งในจวนใหญ่ของตระกูลเซี่ย มิได้มีชาติตระกูลสูงส่งใดๆ
ทว่านางงดงาม อ่อนโยน และซื่อตรงเกินไปสำหรับโลกที่เต็มไปด้วยอสรพิษ
เมื่อตอนที่หรูเยียนยังไม่ถึงวัยเดิน มารดาก็ล้มป่วยจนสิ้นใจ ฮูหยินใหญ่ในจวนมองเหตุร้ายนั้นเป็นลางสังหรณ์ร้าย ซ้ำร้ายหมอดูที่จ้างมาก็ทำนายด้วยเสียงเย็นว่า
“บุตรีผู้นี้ดวงแรงนัก ชะตาเป็นเพลิงร้อนร้ายแรงต้องกลบด้วยน้ำแห่งศีลธรรมเท่านั้นจึงจะทำให้ตระกูลเซี่ยอยู่รอดได้...มิเช่นนั้นนางจะนำมาซึ่งเภทภัย ทำให้ตระกูลเซี่ยพานพบโชคร้ายไม่สิ้น”
ตั้งแต่นั้นมาหรูเยียนก็ถูกส่งมายังอารามกวงอันตั้งแต่อายุเพียงสองขวบในสายตาของคนในจวน นางเป็นเพียงตัวซวยที่ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้
หากแต่ในสายตาของนางชีที่นี่ นางคือเด็กหญิงผู้ถือศีลที่เงียบขรึม ไม่พูดจาเกินความจำเป็น แต่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้เกินวัยยิ่ง
ปีแล้วปีเล่า นางเติบโตภายใต้เสียงระฆังและกลิ่นธูป ไม่ได้แต่งกายด้วยผ้าไหมราคาแพงเฉกเช่นคุณหนูในจวนใหญ่ ทุกวันแต่งกายด้วยชุดผ้าป่านสีจางที่เย็บซ่อมแล้วซ่อมอีก
ยามต้องลุกขึ้นมาจุดตะเกียงกลางดึกตามโถงทางเดินตามหน้าที่ที่ได้รับ หรูเยียนมักเงยหน้ามองท้องฟ้าเหนือยอดหลังคาอารามที่มักจะถูกหิมะปกคลุม ดวงใจของนางคล้ายกำลังเดินบนมีดคมกริบที่ลึกลงไปมีเพียงความเจ็บปวดอันด้านชา
แม้จะถูกคนในตระกูลเซี่ยทอดทิ้ง แต่นางก็ยังโชคดีที่ได้บรรดาแม่ชีและคนในอารามอุ้มชูดูแล แม้จะเป็นเด็กกำพร้าแต่ก็ไม่คยมีใครคิดรังเกียจ และในอารามกวงอันก็มีคนที่มีความรู้มากมาย ดังนั้นนางจึงได้รับการสอนสั่งอย่างดีในทุกด้านไม่ต่างจากคุณหนูในห้องหอ
ทว่าในชาติก่อนนางโง่งมอย่างยิ่ง ไม่ยอมใช้ความรู้ความสามารถของตนให้เป็นประโยชน์ มัวแต่หลงมัวเมาในรัก คิดแต่จะเป็นภรรยาที่แสนดีของสามีจนหลงลืมมองเรื่องราวต่างๆ ให้รอบด้าน เสมือนการมีสมองเป็นเพียงก้อนเนื้อและเอาตัวไม่รอดในช่วงท้ายของชีวิต
แต่ชาตินี้นางได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจากความโง่งมนั้นแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีวันเดินตามเส้นทางเดิมอีกแน่นอน
“หรูเยียน...” เสียงแผ่วเรียกดังมาจากด้านหลัง เจ้าอาวาสหญิงผู้สูงวัยในชุดผ้าสีครามอ่อนเดินเข้ามา ท่านคือ แม่ชีอวี้เจิน ผู้เมตตาและเปี่ยมปัญญา
“เจ้าตื่นแต่เช้าอีกแล้วนะ ในวัยเช่นเจ้าควรได้พักผ่อนมากหน่อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้ามืด
ก็ได้”หรูเยียนยิ้มบาง “ศิษย์นอนไม่ค่อยหลับเจ้าค่ะ เมื่อคืนลมหนาวแรงนัก”
สาเหตุที่นางนอนไม่หลับมิใช่เพียงแค่ลมหนาว แต่เป็นเพราะความทรงจำในอดีตกำลังตามหลอกหลอนอยู่ต่างหาก แต่การที่ได้เกิดใหม่ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้หรูเยียนได้เรียนรู้และแก้ไขในเรื่องที่ผ่านมา
แม่ชีอวี้เจินมองดวงตาของเด็กสาวที่แม้จะสงบ แต่ลึกลงไปกลับซ่อนบางสิ่งไว้
“อีกไม่กี่วันทางราชสำนักจะมาทำบุญที่อาราม เจ้าก็อย่าได้ไปเพ่นพ่านแถวบริเวณโถงพิธีล่ะ”
หัวใจหรูเยียนกระตุกวาบทันที ยามคิดย้อนไปในอดีต ในวันนั้นมีขุนนางจำนวนไม่น้อยมาที่อาราม และนางก็บังเอิญไปพบกับหลี่เจี้ยนเป็นครั้งแรก
เขาคือคนที่ฉุดรั้งนางขึ้นมาจากความตาย เขาคือคนที่มีแววตาที่อบอุ่นยามกระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมาจากสระและในเวลาต่อมาชะตาของนางก็ผูกพันกับเขาอย่างลึกซึ้ง
หรูเยียนที่เติบโตขึ้นมาในอาราม มิเคยได้ใกล้ชิดกับบุรุษคนใดมาก่อน แต่เมื่อมีเขาเข้ามาในชีวิต เขาก็ทำให้นางได้เรียนรู้และรู้จักกับความรัก
หรูเยียนตกหลุมรักและหลงไปกับคำหวานของเขาอย่างง่ายดาย และในเวลาต่อมาก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำให้นางต้องตายอย่าอดสูในข้อหากบฏ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าคบชู้สู่ชายอีกด้วย
ทว่าในชาตินี้นางจะไม่มีทางหลงเดินทางผิดอีกต่อไปดังนั้นสายตาของนางจึงแน่วแน่อย่างยิ่งในตอนที่มองหน้าท่านเจ้าอาวาส
“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่สร้างเรื่องให้ท่านต้องลำบากใจ”
หลังจากแม่ชีอวี้เจินเดินจากไป หรูเยียนก็หันไปมองลานกว้างนั้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นฉายแววเฉียบคมขึ้น
“หลี่เจี้ยน...ครั้งนั้นข้าคือหญิงโง่งมที่เชื่อเจ้า แต่ชาตินี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าหลอกใช้ข้าอีกแล้ว”
นางเดินกลับเรือนพักที่อยู่ท้ายอาราม ผ่านลานหิมะ ท่ามกลางหมอกขาวที่คลี่ตัวราวม่านบางๆ ของสวรรค์ในเรือนนั้นมีเพียงเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น ตำราความรู้ในแขนงต่างๆ และม้วนคัมภีร์ธรรมเก่าแก่
ภายนอก ลมหนาวยังพัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาอย่างงดงาม ทว่าหรูเยียนมิได้ใส่ใจต่อความงดงามเหล่านั้น เพราะในหัวใจของนางเวลานี้มีเพียงแผนการที่กำลังเริ่มวางไว้ในใจ เพื่อนำพาไปสู่หนี้เลือดที่ต้องทวงคืนเท่านั้น
บทส่งท้ายกันและกัน กลิ่นดอกเหมยและดอกบ๊วยจากสวนด้านนอกลอยตามลมเข้ามาเจือผสมกับกลิ่นชาหอมจางๆ ในห้องโถง ผ่านมาสองปีแล้วนับแต่คืนแต่งงาน จวนขององค์ชายรองในอดีต บัดนี้กลายเป็นจวนของว่าที่องค์รัชทายาท แม้ยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกไปยังทั่วเมืองหลวง แต่ในวันนี้ชะตาของคนสองคนกำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง หรูเยียนวางมือจากผืนผ้าที่กำลังปักลายเมฆมงคล นางยกมือแตะหน้าท้องของตนอย่างเผลอไผล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แม้ไม่มีใครเห็นก็ยังงดงาม คำบอกของหมอหลวงเมื่อช่วงสายยังดังก้องอยู่ในหัวใบหน้าของหมอมากประสบการณ์นั้นผ่อนคลายยิ่งนักเมื่อกล่าวกับนางว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย นี่คือชีพมงคลพ่ะย่ะค่ะ” เพียงคำไม่กี่คำ โลกของหรูเยียนก็เหมือนถูกแต้มด้วยสีที่อ่อนหวานไปทั้งใบ นางไม่ทันตอบอะไร เพียงแต่ก้มหน้าลง น้ำตาเอ่อในตาโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำในชาติก่อนที่เลือนรางอยู่ส่วนลึกถูกคลื่นแห่งปัจจุบันกลืนหายไปทีละน้อย ครั้งนั้นนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่าการมีชีวิตใหม่เติบโตในตัวนั้นเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ในชาตินี้สวรรค์เหมือนยื่นมือม
67.2พิธีอภิเษกภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยแขกเหรื่อ ขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊นั่งเรียงรายตามลำดับ ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงประทับในจุดสูงสุดทอดพระเนตรโอรส และสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ องค์หญิงสาม จ้าวอวี้หงในชุดงดงามเฉิดฉาย นั่งอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของหรูเยียน เมื่อมีโอกาส นางก็รีบเท้าแขนบนโต๊ะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบ “หรูเยียน วันนี้เจ้างดงามมาก น่าจะงามที่สุดตั้งแต่ที่เรารู้จักกันด้วย” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ ใต้ผ้าคลุม “องค์หญิงอย่าทรงล้อหม่อมฉันเลย” “ใครล้อกัน” องค์หญิงทำหน้าจริงจัง “เจ้าน่ะ ทำให้ข้าเริ่มคิดแล้วว่าถ้าข้าแต่งงานไปบ้าง จะงามได้ครึ่งของเจ้าหรือไม่” หรูเยียนอยากจะตอบว่า ‘พระองค์งามกว่านางมาก’ แต่ยังไม่ทันพูดก็มีขันทีเข้ามากระซิบบอกบางอย่าง “ของขวัญจากเป่ยเยี่ยนมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ทั้งห้องโถงเงียบลงพอสมควร ทุกสายตาหันไปที่เรือนข้างๆ ที่บ่าวกำลังขนหีบของขวัญใหญ่โตหลายใบเข้ามาขันทีเปิดหีบใบหนึ่งให้เห็นด้านในเป็นหยกหายาก ชุดผ้าไหม อาวุธสั้นฝักประดับอัญมณี และสุดท้าย กล่องลงรักสีดำเข้มประดับลายผีเสื้อทอง “ของทั้งหมดนี้เป็นของขว
67.1พิธีอภิเษก เมืองหลวงต้าหยางเหมือนสว่างเร็วกว่าทุกวัน แสงอรุณลอดผ่านหมอกบาง สีทองอ่อนทาบไปทั่วหลังคากระเบื้องของวังหลวงและจวนตระกูลใหญ่ ผู้คนทั้งในตลาดและตรอกซอกซอยล้วนจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเดียว “องค์ชายรองจ้าวอี้หลันจะอภิเษกกับคุณหนูใหญ่สกุลเซี่ย” ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานมงคลของพระโอรส แต่เพราะเรื่องราวของเซี่ยหรูเยียนแพร่กระจายไปในหมู่คนมานาน ทั้งอดีตที่ถูกทอดทิ้งในอาราม ทั้งความสนิทสนมกับองค์หญิงสาม ทั้งเรื่องการรอดตายราวปาฏิหาริย์ คำว่า ‘ชะตาชีวิตไม่ธรรมดา’ ถูกเอ่ยถึงคู่กับชื่อของนางอยู่เสมอ ยามเช้าในจวนสกุลเซี่ย เรือนของหรูเยียนครึกครื้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี สาวใช้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจัดการเครื่องประดับและอาภรณ์ ช่างแต่งหน้ากำลังบรรจงลงแป้งบางๆ ให้กับใบหน้าที่เดิมก็ขาวผ่องอยู่แล้ว หรูเยียนนั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ ทว่าในใจกลับบังเกิดความตื่นเต้นจนห้ามไม่อยู่ “วันนี้คุณหนูงามมากเจ้าค่ะ” อาเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “หากองค์ชายรองมาเห็น คงพูดไม่ออกแน่” หรูเยียนหัวเราะเบาๆ เช่นกัน มุ
66ข่าวจากไป๋อัน ลมหนาวต้นฤดูโหมแรงทั่วเมืองไป๋อัน ฟ้าครึ้มจนมองเห็นเมฆต่ำเหมือนกำลังจะมีหิมะตก แม้จะยังไม่ถึงฤดูหนาวโดยสมบูรณ์ แต่ในเมืองชายแดนที่กันดารเช่นนี้ ทั้งลมและความเหน็บหนาวมาเยือนเร็วกว่าที่อื่นเสมอ ในเรือนเล็กเซี่ยเหมยหรงกำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้ ท้องของนางโตจนเรียวแขนต้องโอบประคองตลอดเวลา สายตาของนางมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างว่างเปล่าราวกับกำลังหาความหวังบางอย่างในผืนฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบมันเสียที เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทำให้เซี่ยหมยหรงละสายตา “คุณหนูเจ้าคะ มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงเจ้าค่ะ” เซี่ยเหมยหรงยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “จากจวนตระกูลเซี่ยหรือ” “เจ้าค่ะ” นางยื่นมือออกไปรับจดหมายที่จ่าหน้าด้วยลายมือของพ่อบ้าน แม้ยังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจว่าคงมิใช่ข่าวธรรมดา เซี่ยเหมยหรงแกะผนึกเปิดจดหมาย ดวงตาค่อยๆ กวาดอ่านข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ใบหน้าที่อ่อนล้าของนางก็แข็งค้าง เซี่ยหรูเยียนจะได้อภิเษกสมรสกับองค์ชายรอง... มือของเซี่ยเหมยหรงสั่นจนกระดาษหลุดจากปลายนิ้วลงพื
65.2สมรสพระราชทานอาภรณ์สีเข้มของเขาดูเรียบง่ายกว่าตอนเข้าเฝ้าในท้องพระโรง แต่กลับทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “องค์ชายรอง” หรูเยียนโค้งคำนับอย่างงดงาม “ยามมืดค่ำเช่นนี้ ไฉนถึงเสด็จมาถึงที่นี่ได้เพคะ” เขามองนางนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ แล้วจึงยกมุมปากขึ้นน้อยๆ “หากใจอยากมาหาเจ้า ต่อให้ค่ำกว่านี้ ข้าก็จะมา” คำพูดเรียบง่าย แต่กลับทำให้หัวใจของหรูเยียนเต้นแรง นางหลบสายตาเล็กน้อย “เชิญองค์ชายรองด้านใน” ภายในห้องโถงของเรือน เงาไฟจากเชิงเทียนส่องผนังเป็นลายงดงาม อาเหยานำชาร้อนเข้ามาวาง ก่อนถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ทิ้งให้ทั้งสองอยู่ตามลำพัง จ้าวอี้หลันปล่อยให้ความเงียบอุ่นๆ ลอยอยู่ในห้องครู่หนึ่ง สายตาเขามองใบหน้าของหรูเยียนอย่างเก็บอารมณ์ไม่ได้ทั้งหมด “วันนี้ ได้ยินข่าวหรือยัง” เขาเปิดปากถามอย่างนุ่มนวล หรูเยียนช้อนตามองอย่างงุนงง “ข่าวใดเพคะ” “ดูท่าทางแล้วเจ้ายังไม่รู้จริงๆ” จากนั้นเขาก็หยิบกล่องไม้เล็กที่ห่อด้วยผ้าไหมสีเข้มออกมาจากแขนเสื้อ และวางลงบนโต๊ะระหว่างกันอย่างระมัดระวัง
65.1สมรสพระราชทาน หลังการเชื่อมไมตรีระหว่างสองแคว้นผ่านไปอย่างราบรื่น บรรยากาศในวังหลวงก็เบาสบายขึ้นมาก แต่ในหัวใจของชายหนุ่มผู้หนึ่งกลับไม่ได้สงบนิ่งเช่นท้องฟ้าวันนี้ องค์ชายรอง จ้าวอี้หลัน ยืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องเขียนในจวนของตน ดวงตาสีหมึกทอดมองกล่องไม้แกะลายผีเสื้อซึ่งวางอยู่บนผ้าไหมสีคราม เขาเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นปิ่นทองประดับหยกผีเสื้อสีอ่อน เนื้อหยกใสคล้ายหยดน้ำตอนรุ่งสาง ปิ่นทองนี้เป็นของที่เขาเคยสั่งช่างฝีมือเอกให้สร้างขึ้นพักใหญ่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหรูเยียน แต่วันนี้เขามั่นใจแล้วยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น มือใหญ่แตะปิ่นหยกเบาๆ ดวงตาขององค์ชายรองวูบไหวชั่ววูบ ทั้งตื่นเต้น ทั้งตัดสินใจเด็ดเดี่ยว “วันนี้ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทให้ทรงพระราชทานสมรสให้ข้าและหรูเยียน” หลังผ่านความเป็นความตายร่วมกัน หลังรู้ความจริงว่านางมีพิษกู่ในร่างตั้งแต่เด็ก หลังเห็นนางร้องไห้เพราะมารดาที่ตายจาก หลังเห็นนางยืนหยัดอยู่ในท้องพระโรงอย่างสง่างาม เขาก็ตระหนักชัดว่านางคือสตรีเพียงคนเดียวที่เขาจะรักไปจนชั่วชีวิต จ้







