Mag-log inคำประกาศนั้นดังก้อง ทุกชีวิตที่อยู่โดยรอบรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ความบ้าคลั่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต กำลังย้อนกลับมาอีกครั้ง
ฟ้าสางของวันใหม่มาพร้อมกับสายหมอกบางเบาที่ปกคลุมทั่วเกาะ เสียงคลื่นกระทบโขดหินดังแผ่วเบาอยู่ไกลๆ สืออีและกองกำลังลับ เคลื่อนตัวออกจากทางลับภายในจวนตระกูลติง หลังจากติดตามร่องรอยมาทั้งคืน เส้นทางคดเคี้ยวทอดยาวใต้พื้นดิน จนกระทั่งปลายทางเปิดออกสู่ใจกลางของเกาะ พื้นที่รกร้างที่ไม่มีผู้ใดเคยเข้าใกล้ เบื้องหน้าคือเรือนหลังเก่าที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์และต้นไม้รกชัฏ แต่เมื่อสังเกตให้ดีจะเห็นร่องรอยของการเคลื่อนไหวอยู่รอบบริเวณ สืออีชักดาบออกจากฝัก ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ก่อนส่งสัญญาณให้คนของตนกระจายกำลัง ทันใดนั้นเอง...เสียงฝีเท้าหนักๆ พลันดังขึ้นจากด้านใน เงาร่างหลายสิบพุ่งออกมาพร้อมอาวุธในมือ “มีผู้บุกรุก! ฆ่ามัน!” เสียงตะโกนดังลั่น ก่อนที่เสียงโลหะกระทบกันจะดังสนั่นทั่วบริเวณ การต่อสู้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือด ดาบฟาดฟันกันจนเกิดประกายไฟ พร้อมเสียงร้องโหยหวนดังระงม มือสังหารฝีมือดีที่สืออีพามาด้วย เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับเงา พวกเขาไม่ปล่อยให้ศัตรูได้ตั้งตัว แม้แต่คนเดียวก็ไม่รอดพ้นจากคมดาบ ไม่นานนัก...พื้นดินที่เคยปกคลุมด้วยใบหญ้า ได้ถูกย้อมด้วยโลหิต กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ สืออีสลัดเลือดออกจากคมดาบ ก่อนเอ่ยสั่งเสียงเย็น “เหลือพวกมันไว้สองคน อย่าพึ่งปล่อยให้ตาย” องครักษ์ย่างสามขุมตรงไปยังฝ่ายตรงข้ามที่บาดเจ็บไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายพวกเขารีบพุ่งข้าไปถอดกรามพวกมันทันที ก่อนจะกัดยาพิษฆ่าตัวตาย จากนั้นรีบลากร่างชายบาดเจ็บสองคนมาคุกเข่าตรงหน้า สืออีจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา “บอกมา องค์ฮองเฮาอยู่ที่ใด” ชายคนหนึ่งหัวเราะเสียงแหบพร่า พร้อมกับมีโลหิตไหลออกจากปาก สืออีเห็นกรามที่ห้องล่องแล่ง จึงสั่งให้คนของตนดันมันกลับเข้าที่ “หึ! พวกเจ้ามาช้าไปแล้ว...ฮองเฮาถูกพาตัวออกจากเกาะไปตั้งแต่เมื่อคืน และต่อให้สังหารเราทั้งหมด พวกแกก็ตามไม่ทัน” ด้วยความโกรธสืออีกจึงใช้ดาบตัดหัวมันดังฉับ ขาดกระเด็น เชลยอีกคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้าง มองร่างไร้หัวด้วยดวงตาเบิกโพลง “เห็นทีจะมีทางลับเส้นทางอื่น พาตัวมันกลับไปด้วย ให้นายเหนือหัวเป็นผู้จัดกา” สืออีขบกรามแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ ก่อนจากไป สืออียังไม่ลืมสำรวจรอบบริเวณ ทีเต็มไปด้วยซากศพและโลหิตที่ไหลนอง เบาะแสสุดท้ายของเซี่ยหรงเหยา...ได้ขาดหายไปอีกครั้ง ท้องฟ้ามืดลงอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สืออีและเหล่าผู้ติดตามได้ย้อนกลับมา ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและผิดหวัง องครักษ์หนุ่มเขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนาย พร้อมรายงานด้วยเสียงแหบต่ำ “ฝ่าบาท...กระหม่อมทำงานล้มเหลว ขอพระองค์ทรงลงโทษด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ เบาะแสทั้งหมดขาดหาย มีผู้รอดชีวิตหนึ่งคน ยามนี้ถูกขังอยู่ที่คุกใต้ดิน” มู่หรงฉางชิงยืนหันหลังให้องครักษ์หนุ่มผู้ซื่อสัตย์ ดวงตาคมลึกทอดมองไปยังความมืดมิดอย่างเย็นชา “เจิ้นรู้แล้ว” พระสุรเสียงเยียบเย็นแต่แฝงแรงกดดันดังขึ้น “ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น เพราะเจิ้นได้คำตอบที่ต้องการแล้ว” สืออีเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนายอย่างตกใจ “หมายความว่า...พระองค์ทรงรู้แล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าองค์ฮองเฮาถูกพาตัวไปที่ใด” “จ้าวเค่อ ซื่อจื่อแห่งแคว้นจ้าว บุตรชายของชินอ๋อง เจ้านั่นคือคนที่ลักพาตัวเป่าหนิงไป” มู่หรงฉางชิงเอ่ยช้าๆ ดวงตาเย็นชาแฝงแววอาฆาต สืออีขมวดคิ้วแน่น “จ้าวเค่อ...ผู้นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ เรามิได้มีความบาดหมางใดกับแคว้นจ้าว เหตุใดคนผู้นั้นต้องลักพาตัวฮองเฮา” “ติงหวงสารภาพหมดแล้ว ว่าได้รับคำสั่งจากจ้าวเค่อให้จัดการลักพาตัวเป่าหนิง เรื่องเหตุผลที่แท้จริง...เขาเองก็ไม่รู้ เพียงแต่แผนการนี้ ถูกวางเอาไว้ตั้งแต่วันที่เจิ้นพาฮองเฮามายังเกาะเจา” มู่หรงฉางชิงกำหมัดแน่น พร้อมเอ่ยน้ำเสียงต่ำลึก “และยังมีผู้ทรยศอีกหลายคนที่ร่วมมือกับมัน คงหวังช่วงชิงอำนาจจากมือเรา และคนที่ส่งมือสังหารติดตามเราไปที่เป่ยหมิง ก็คือคนเหล่านี้” สืออีก้มศีรษะลง “สืออี!...จงเตรียมคนของเราให้พร้อม พรุ่งนี้ก่อนออกจากเกาะ พวกมันทุกคนที่กล้าแตะต้องเป่าหนิง จักถูกลากออกมาสังหารต่อหน้าชาวเมือง...เพื่อมิให้ผู้ใดกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง” “รับพระบัญชา” องครักษ์หนุ่มรับคำสั่งอย่างซื่อสัตย์ วันต่อมา การประหารครั้งใหญ่ได้ถูกจัดแสดงที่ถนนใหญ่ใจกลางเมืองหลวง เลือดของคนทรยศไหลรินบนลานหินอันเย็นเยียบ ขณะที่ครอบครัวของเสนาบดีติงถูกเนรเทศไปทำงานหนักในเหมืองทางเหนือของเกาะ “สืออี คนของเราพร้อมหรือยัง เตรียมตัวออกเดินทางไปแคว้นจ้าวทันที” ร่างสูงเอ่ยเสียงกร้าว “ทุกคนพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ร่างสูงยืนหันหลังเหม่อมมองไปยังท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ ภายในใจเป็นกังวลว่า...ดวงใจของตนที่หายไป บัดนี้ยังคงสบายดีอยู่หรือไม่ ย้อนกลับมายังเซี่ยหรงเหยาที่ถูกลักพาตัว เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นดินดัง กึก กึก ไม่ขาดสาย ฝุ่นทรายปลิวคลุ้งเป็นทางยาว ร่างบางที่นั่งอยู่ภายในรถม้าสั่นคลอนไปทั้งร่าง ดวงตางามยามนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและเป็นกังวลปะปนกัน “เจ้าจะเฆี่ยนม้าให้วิ่งจนมันตายหรืออย่างไร!” หญิงสาวตะโกนออกไปเสียงดัง เพราะม้าสองตัววิ่งมาสี่วันสี่คืนโดยไม่หยุดพัก รวมถึงตัวนางที่เครื่องในแทบจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ตลอดทางหญิงสาวอาเจียนหลายครั้ง แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพัก คนขับรถม้าได้ยินเสียงโวยวายจากด้านใจ แต่ก็มิได้ตอบโต้ มีเพียงเสียงแส้ที่ฟาดลงบนหลังม้าดังอย่างต่อเนื่อง เซี่ยหรงเหยากัดริมฝีปากแน่น พยายามข่มความกลัวในใจ เสียงลมที่พัดผ่านดังชัดเจนจนทำให้รู้ว่า ยามนี้รถม้ากำลังแล่นด้วยความเร็ว “เหตุใดต้องลักพาตัวข้า” ร่างบางเอ่ยถามเสียงสั่น ตลอดหลายวันที่นั่งในรถม้าคันเดียวกัน นี่คือครั้งแรกที่นางพึ่งจะกล้าเอ่ยปากถามอีกฝ่าย ชายที่สวมผ้าปิดหน้าผู้นี้ แม้มิได้คุกคามตนเอง หากแต่นางก็มิไว้วางใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก คือดวงตาคู่นั้นที่มองมายังตน “ลองเดาดูสิ ว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องถูกพาตัวออกมาจากเกาะแห่งนั้น” ชายปริศนาเอ่ยพร้อมกับดึงผ้าปิดหน้าของตนออก ร่างบางตกตะลึงเล็กน้อย มิใช่เพียงสายตาที่คุ้นเคยเท่านั้น ใบหน้านี้นางจดจำได้ดี เขาคือชายผู้นั้น!...ขอทานในเรือนของหลินเสวี่ยถง! “เหตุใดกัน...” หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา “เหตุใดถึงได้เป็นเจ้า” ร่างบางถอยห่างจากอีกฝ่าย “เอ๋...ทั้งที่พบหน้ากันเพียงไม่นาน เจ้ายังจำข้าได้อีกหรือหรือ ไม่น่าเชื่อเลยนะเนี่ย” ท่าทีทำตัวสบายๆ ของอีกฝ่าย ไม่คล้ายกับขอทานไร้ความรู้ แต่ดูเหมือนผู้ที่เคยอยู่เหนือผู้อื่นเป็นเวลานาน “ข้าย่อมจดจำเจ้าได้อย่างแน่นอน” หญิงสาวเอ่ยเสียงกร้าว เพราะเขาเกือบจะกลายเป็นคนที่ทำลายความบริสุทธิ์ของตน หากไม่ได้มู่หรงฉางชิงคงรอดพ้นมาไม่ง่าย “น่าเสียดาย หากครั้งนั้นไม่ถูกวางยา คนที่ต้องนอนกับข้าคงกลายเป็นเจ้า” คำพูดนั้นทำเซี่ยหรงเหยารู้สึกเย็นวาบไปทั้งกาย นางถอยห่างจากชายตรงหน้าอีกเล็กน้อย“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







