เข้าสู่ระบบ“ไม่นะ! ฮองเฮา! ฮองเฮาเพคะ พระองค์อยู่ที่ใด! สือจิ่ว! สือจิ่ว! ฮองเฮาทรงหายตัวไป!!” เสียงร้องของไป๋ไช่ดังลั่นห้อง สือจิ่วที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองทั่วห้องอย่างรวดเร็ว
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ที่บอกว่าฮองเฮาหายตัวไป ข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอดเวลา รอบๆ ก็มีองครักษ์ลับเฝ้าอยู่ เป็นไปไม่ได้ที่พระนางจะหายตัวไปโดยที่พวกเราไม่รู้!” ไป๋ไช่หอบหายใจแรง ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร! ข้าเปิดประตูเข้ามาในห้อง พระนางก็หายตัวไปแล้ว!” ไปไช่เอ่ยทั้งน้ำตา “เจ้าดูรอบๆ สิ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้ หรือการเคลื่อนที่ของสิ่งของ ข้าคิดว่าพระนางจะต้องยังอยู่ใกล้นี้แน่” เป็นอย่างที่สือจิ่วเอ่ย ภายในห้องยังคงอยู่ในสภาพเช่นเดิม “เจ้ารีบแจ้งทหารองครักษ์ให้ตามหาพระนางเถิด หากนายของข้าเป็นอันใดไป...หัวของพวกเจ้าก็คงจักรักษาเอาไว้มิได้เช่นกัน!” สือจิ่วขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเย็นชายังคงแฝงความกังวลลึกๆ “ให้คนปิดล้อมจวนนี้ทันที ห้ามใครออกไปแม้แต่คนเดียว!” นางหันไปส่งสัญญาณให้เหล่าองครักษ์ลับที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบงัน ขณะที่ไป๋ไช่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่กลางห้อง ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิด “เป็นความผิดของข้าเอง...” หญิงสาวพึมพำทั้งน้ำตา “ข้าไม่น่าปล่อยให้นายหญิงอยู่กับคนเหล่านี้เลย ข้าควรให้สือจิ่วไปเอาชุดใหม่แทนข้า...” ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางกังวลว่าเซี่ยหรงเหยาจักเป็นอันตราย สือจิ่วออกคำสั่งองครักษ์ลับและทหาร ให้ตรวจค้นจวนเสนาบดีติงทุกซอกมุม ไม่เว้นแม้แต่คอกม้าและเรือนข้ารับใช้ สุดท้ายก็ไม่พบตัวของเซี่ยหรงเหยา ทางด้านองครักษ์ลับที่ทำหน้าที่แจ้งข่าวต่อมู่หรงฉางชิง บัดนี้กลับมาพร้อมใบหน้าปูดบวมข้างหนึ่ง เพราะถูกผู้เป็นนายซัดไปหลายทีเนื่องด้วยทำงานพลาด ในเวลาชั่วจอกชา ประตูใหญ่ตระกูลติงถูกเปิดออกอย่างรุนแรง ขบวนทหารในชุดเกราะดำทะมึนกรูกันเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ใต้ธงมังกรดำสีทอง มู่หรงฉางชิงทรงม้าเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นเยียบ ดวงตาคมลึกฉายแววกราดเกรี้ยวที่ยากจะหยั่งถึง “ล้อมจวนนี้ไว้ทั้งหมด! ห้ามให้ใครหนีแม้แต่คนเดียว! และปิดประตูเมืองซะ” พระสุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นก้อง ไม่นานนัก...คนตระกูลติงตั้งแต่ผู้เป็นนายจนถึงบ่าวไพร่ถูกจับกุมและกักตัวไว้ ส่วนแขกเหรื่อที่มาร่วมงานวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าถูกแยกไปสอบสวนทีละคน บรรยากาศภายในจวนที่เคยครึกครื้นกลับกลายเป็นความเงียบงันที่ชวนขนหัวลุก มู่หรงฉางชิงไม่ไว้วางใจผู้ใด เข้าตรวจค้นทุกห้องด้วยตนเอง ผ่านไปหลายชั่วยาม จนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มอัสดง ความมืดโรยราปกคลุมทั่วบริเวณ จนกระทั่งเสียงของสืออีดังขึ้น “ฝ่าบาท! พบสิ่งผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ!” มู่หรงฉางชิงก้าวเข้าไปในห้องรับรองที่เซี่ยหรงเหยาเคยนำนัก ดวงตาคมกริบกวาดมองทั่วห้อง ก่อนสืออีจะชี้ไปยังเสาหัวเตียง “ตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ มีกลไกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดีไม่มีทางพบแน่” เมื่อกดลงไป เสียงกลไกดังแกร๊ก พื้นเตียงค่อยๆ แยกออก เผยให้เห็นช่องทางลับที่มืดสนิท กลิ่นอับชื้นลอยขึ้นมาทันที ภายในนั้นมีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจของทุกคนแทบหยุดเต้น ปิ่นปักผมที่ทำจากหยกขาวของเซี่ยหรงเหยา มู่หรงฉางชิงยืนนิ่ง ดวงตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว เหม่อมองไปยังเบื้องหน้า “นาง...ถูกพาไปเส้นทางนี้แน่” พระสุรเสียงต่ำลึกเอ่ยช้าๆ แต่แฝงแรงอาฆาตที่ทำให้ผู้ฟังขนลุก “สืออี นำกำลังติดตามเส้นทางนี้ไปทันที! หากพบร่องรอยแม้เพียงเศษผ้า อย่าปล่อยให้หลุดมือ!” “พ่ะย่ะค่ะ!” หลังออกคำสั่ง มู่หรงฉางชิงหันกลับมาด้วยสีหน้าเย็นชา เสียงฝีเท้าทหารลากร่างชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ เข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้า เสนาบดีติงตัวสั่นงันงก ใบหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นมัจจุราชผู้โหดเหี้ยมปรากฏขึ้นอีกครา “ฝะ...ฝ่าบาท กระหม่อมไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่ฮองเฮาหายตัวไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงให้ความเป็นธรรม!” มู่หรงฉางชิงไม่แม้แต่จะเหลือบตามองอีกฝ่าย ดวงตาลุ่มลึกไร้แววอารมณ์ “ไปลากฮูหยินผู้เฒ่าติงมา หากยังปากแข็ง...ก็เฉือนเนื้อของนางต่อหน้าบุตรชาย เจิ้นเองก็อยากรู้ว่า ท่านเสนาบดีจักอดทนได้เพียงใด” เพียงคำพูดเดียวที่หลุดออกมา เสนาบดีติงถึงกับหน้าถอดสี ดวงตาเบิกกว้างราวกับถูกผีหลอก “ไม่นะพ่ะย่ะค่ะ! มารดาของกระหม่อมแก่ชราแล้ว นางคงจักทนการทรมานเช่นนั้นมิได้ ขอพระองค์ทรงโปรดเห็นใจ” เสียงร้องขอชีวิตของเสนาบดีติงดังสะท้อนก้องไปทั่วเรือน ขณะที่มู่หรงฉางชิงยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าคมคายเยือกเย็นราวกับรูปสลักหิน แต่ในแววตานั้นกลับลุกโชนด้วยเพลิงแห่งความเดือดดาล ที่พร้อมจะเผาผลาญทุกคนที่กล้าแตะต้องสตรีของเขา เหล่าทหารทำตามพระบัญชา ฮูหยินผู้เฒ่าติงถูกลากเข้ามาอย่างไร้ความปรานี ร่างของหญิงชราถูกผลักลงกับพื้นอย่างแรง เสียงร้องครวญครางแผ่วเบา ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน มู่หรงฉางชิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า แม้คนเหล่านั้นจักร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต แต่ดวงตาลุ่มลึกกลับไร้แววเห็นใจ “พร้อมใจจักสารภาพหรือยัง... หรือถ้ามารดาของเจ้ายังไม่พอ ข้าจักให้คนไปนำตัวลูกเมียของเจ้ามาที่นี่...ติงหวง จงตรองดูให้ดี เจ้าต้องการแลกครอบครัวทั้งหมดของตระกูลติงเพื่อคนที่อยู่เบื้องหลังหรือ” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยช้าๆ แต่ทุกถ้อยคำกลับสลักลงใจใจของเสนาบดีติง ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขารู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้า หาใช่ผู้ที่สามารถต่อรองได้ง่ายๆ “กระหม่อม...ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น “หากกระหม่อมบอกผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พระองค์ทรงสัญญาได้หรือไม่ ว่าจักไว้ชีวิตคนในครอบครัวของกระหม่อม” มู่หรงฉางชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงช้าๆ “ติงหวง...เจ้ากล้าต่อรองกับเจิ้นหรือ” “ไม่! ไม่พ่ะย่ะค่ะ!” ชายวัยกลางคนรีบโขกศีรษะจนหน้าผากกระแทกพื้นเสียงดัง “กระหม่อมเพียงต้องการขอความเมตตาจากฝ่าบาทเท่านั้น! ครอบครัวของกระหม่อมมิได้รู้เรื่องการหายตัวไปขององค์ฮองเฮา กระหม่อมเพียงใช้โอกาสนี้เพื่อให้คนพาตัวนางไปเท่านั้น ทั้งหมดเป็นความผิดของกระหม่อมแต่เพียงผู้เดียว” น้ำเสียงของติงหวงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เขารู้ดีว่าชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้า หาใช่มนุษย์ธรรมดาที่จะรู้จักคำว่าเมตตา ไม่เช่นนั้น...ในวัยเพียงสิบเจ็ดปี คงไม่สามารถนำทัพฝ่าปราการธรรมชาติรอบเกาะเจาเข้าตีเอาเมืองได้สำเร็จ ทั้งที่แม้แต่แคว้นใหญ่เช่นแคว้นจ้าว หรือแคว้นอื่นๆ ยังไม่กล้าทำเช่นนั้น มู่หรงฉางชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “ย่อมได้... ในเมื่อเจ้ากล้าขอร้อง เจิ้นก็จะลองฟัง” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาเย็นเยียบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเสนาบดีติง “บอกมาใครมันที่กล้าลักพาตัวดวงใจของเจิ้นไป หากเจิ้นรู้ชื่อมันเมื่อใด กองทัพนักรบมังกรดำจักตามไปบดขยี้พวกมันให้แหลกลาญ ไม่เหลือแม้เถ้าธุลี”“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






