LOGIN“เหตุใดนางถึงได้ทุกสิ่งที่ข้าปรารถนา ทั้งที่ข้าเหนือกว่านางทุกด้าน!” เสียงกรีดร้องของหลินเสวี่ยถง ยังคงก้องอยู่ในใจของข้ารับใช้
เพราะความริษยา นางจึงวางแผนจะทำลายชื่อเสียงอีกฝ่ายในวันแต่งงานของตนเอง
เวลาผ่านไปไม่นาน สาวใช้ของหลินเสวี่ยถง ได้ถือกาสุราตรงมายังโต๊ะที่เซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นนั่งอยู่
“โอ๊ะ! ขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวมิได้ตั้งใจ!” นางร้องเสียงหลงก่อนจะล้มลง ทำให้สุราหกรดเปรอะทั่วชุดของเซี่ยหรงเหยา สายตาของแขกในงาน ต่างหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว
“บ่าวขออภัยจริงๆ เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวมิได้ตั้งใจ” สาวใช้นางนั้นมีท่าทีลนลานจนดูน่าสงสาร
“เจ้าทำงานของเจ้าอย่างไร! ดูสิ ชุดคุณหนูของข้าเปรอะเปื้อนหมดแล้ว ซุ่มซ่ามเช่นนี้เจ้าชดใช้ไหวหรือไม่” ไป๋ไช่ที่ยืนอยู่ด้านหลังตำหนิสาวใช้นางนั้นเสียงดัง เซี่ยหรงเหยาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ไม่เป็นไร ข้ามีชุดมาเปลี่ยน” หญิงสาวพยักหน้าให้ไป๋ไช่เพื่อนำชุดใหม่จากรถม้ามาให้ตน
“ขอบคุณคุณหนูที่เมตตาเจ้าค่ะ บ่าวจะนำทางท่านไปยังห้องรับรองด้านหลัง รอพี่สาวนำชุดมาให้ท่านเปลี่ยน” หญิงสาวพยักหน้ารับโดยไม่รู้สึกสงสัยใดใด เพราะปกติที่จวนตระกูลเซี่ย นางมีเมตตาต่อบ่าวไพร่เสมอ ทำผิดพลาดเล็กน้อยมักไม่ถือสา
“ว่านหนิงอวิ๋น เจ้ารอข้าที่นี่ก่อน” ร่างบางหันไปเอ่ยกับสหาย
“ได้ เจ้าระวังตัวด้วย” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยอย่างไม่ไว้ใจนัก เพราะที่นี่คือจวนตระกูลหลิน อาจเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นได้เสมอ
เซี่ยหรงเหยาพยักหน้า ก่อนตามสาวใช้นางนั้นไป แม้พวกนางจะเดินลับจากสายตา แต่ว่านหนิงอวิ๋นก็ยังมองตามอย่างไม่สบายใจ และเพียงไม่นานนัก...ไป๋ไช่ก็กลับมาพร้อมชุดใหม่ในมือ
“คุณหนูของบ่าวเล่าเจ้าคะ”
“ตามสาวใช้ไปทางนั้น เจ้าไปถามข้ารับใช้ตระกูลหลินดู”
ว่านหนิงอวิ๋นชี้ทางให้ สาวใช้น้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบเดินไปตามเส้นทางที่นางบอก...
“คุณหนู ท่านรออยู่ในห้องนี้ก่อนนะเจ้าคะ บ่าวจะไปตามสาวใช้ของท่านมาที่นี่ บ่าวกังวลว่านางจะหลงทาง”
สาวใช้นางนั้นกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนจะปิดประตูจากด้านนอก หญิงสาวนั่งรออย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ชะตากรรมที่กำลังรออยู่
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมหวานแปลกประหลาดก็ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ กลิ่นนั้นแม้ไม่แรงมาก แต่กลับทำให้หัวใจเต้นแรง ร่างกายร้อนรุ่มและรู้สึกมึนงง
เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเริ่มพร่ามัว นางเหลือบมองไปยังกระถางธูปหอมที่ถูกจุดอยู่บนโต๊ะ ลางสังหรณ์บางอย่างแล่นปราดขึ้นในใจ ตนกำลังถูกวางยา!
ร่างบางพยายามพยุงตัวลุกขึ้น เดินโซเซไปยังประตู แต่เมื่อพยายามเปิดออก กลับพบว่ามันถูกลงกลอนจากด้านนอก
“นี่! ช่วยข้าด้วย! ใครอยู่ข้างนอก เปิดประตูให้ที!” ทั้งที่ตะโกนออกไปจนสุดเสียง ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับแผ่วเบาแทบไม่ต่างจากเสียงกระซิบ
สติของนางเริ่มเลือนราง ร่างกายอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกับพื้น ในจังหวะที่หญิงสาวพยายามเปิดประตู เสียงจากด้านนอกก็พลันดังขึ้น ประตูถูกผลักเปิดออก แสงสว่างสาดเข้ามา พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งที่ก้าวเข้ามาภายในห้องอย่างเร่งรีบ...
“เป่าหนิง! เป่าหนิง! ตั้งสติเอาไว้! คนโง่ ทั้งที่รู้ว่าที่นี่คือดงเสือ แต่ก็ไม่รู้จักระวังตัว” เสียงทุ้มต่ำของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นอย่างร้อนรน
ชายหนุ่มรีบประคองร่างหญิงสาว ที่ถูกยากระตุ้นกำหนัดเล่นงานเอาไว้ในอ้อมแขน แต่ก็ต้องชะงักไป เมื่อมือเรียวของนางปัดป่ายไปทั่วร่างของตนอย่างไร้สติ ความร้อนรุ่มจากพิษยากระตุ้นกำหนัด ส่งผลให้เลือดในกายชายหนุ่มพลุ่งพล่าน
“บัดซบนัก!” ร่างสูงสบถเสียงต่ำ กัดฟันแน่นพยายามข่มสติไม่ให้หลุดจากการควบคุม
ในขณะเดียวกัน ไป๋ไช่สาวใช้คนสนิทของเซี่ยหรงเหยาก็กำลังร้อนใจวิ่งตามหานายหญิงของตนไปทั่วเรือนหลัง ถามใครก็ไม่มีใครพบเห็นนาง จนกระทั่งสาวใช้ที่ทำสุราหกรดอาภรณ์ของเซี่ยหรงเหยาเดินเข้ามาหา
“พี่สาว ท่านกำลังตามหาคุณหนูของท่านอยู่ใช่หรือไม่”
“ใช่ คุณหนูของข้าอยู่ที่ไหนหรือ” ไป๋ไช่ถามอย่างร้อนใจ
“ท่านตามข้ามาเถิด ข้ารู้ว่านางอยู่ที่ใด” ไป๋ไช่ไม่ทันนึกสงสัย รีบร้อนเดินตามอีกฝ่ายไปยังส่วนลึกของจวน
แต่ระหว่างทาง เสียง ปึก! ดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างของสาวใช้คนสนิทของเซี่ยหรงเหยาพลันทรุดฮวบลงกับพื้น
“ทิ้งไว้นี่แหละ อีกไม่นานก็คงได้สติ เราต้องรีบทำตามแผนของคุณหนู ก่อนที่นางจะขึ้นเกี้ยว” สาวใช้นางนั้นกระซิบกับชายร่างสูงในชุดสกปรกที่ยืนอยู่ด้านหลัง
เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา สาวใช้คนนั้นก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาในงานเลี้ยง พร้อมสีหน้าตื่นตกใจ
“เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องแล้ว!” ว่านหนิงอวิ๋นที่จำได้ว่านางคือคนที่ทำให้อาภรณ์ของสหายเปียกสุรา จึงรีบคว้าตัวเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น!”
“คุณหนูเซี่ยเจ้าค่ะ!...คุณหนูเซี่ยนาง!...” สาวใช้นางไม่ยอมเอ่ยให้จบคล้ายมีลับลมคมใจ
“นางทำไม! พูดมาเร็วเข้า!” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าร่างอีกฝ่ายด้วยความร้อนใจ
“บ่าวไปตามสาวใช้ของคุณหนูเซี่ย แต่ขากลับพบว่า...ภายในห้องมีคนกำลัง...ทำเรื่องน่าบัดสีกลางวันแสกๆ เจ้าค่ะ!”
ว่านหนิงอวิ๋นผลักสาวใช้นางนั้นออก ก่อนจะออกตัววิ่งไปตามเส้นทางที่เซี่ยหรงเหยาเดินไป แขกเหรื่อในงานต่างพากันแตกตื่น รีบตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อมาถึงหน้าห้อง เสียงครางของชายหญิงดังลอดออกมาจากด้านใน ทุกคนได้ยินชัดเต็มสองหู หลายคนเริ่มพูดคุยอย่างสนุกปาก เพราะมิใช่เรื่องน่าอายของตน
“ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้! เป่าหนิงไม่มีทางทำเรื่องน่าอายเช่นนี้แน่!” ว่านหนิงอวิ๋นตะโกนลั่น
“เป็นเจ้าต่างหากที่พานางมาที่นี่! เจ้าคิดร้ายกับนาง!” สาวใช้คนนั้นรีบลนลานคุกเข่า แสดงสีหน้าตกใจ
“คุณหนูอย่าใส่ร้ายคนดีเลยเจ้าค่ะ! บ่าวเพียงทำหน้าที่นำทางให้คุณหนูเซี่ยมาเปลี่ยนชุดเท่านั้น มิได้รู้เรื่องภายในห้องแต่อย่างใด”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความเสแสร้ง แต่ผู้คนรอบข้างกลับไม่สนใจว่าความจริงจะเป็นเช่นไร และเริ่มพูดกันถึงเรื่องนี้ ทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ประสงค์ดี แต่ก็ยังเฝ้ารอดูความสนุกของผู้อื่น
“จริงอย่างที่นางว่า เจ้าอย่ากล่าวหาคนดีสิ เซี่ยหรงเหยาทนไม่ไหว หาทางปลดปล่อยก็เป็นเรื่องธรรมดา ทำในจวนตนเองก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นจวนตระกูลหลิน ช่างไร้ยางอายเสียจริง”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันของลู่หลานหลิงดังขึ้น สตรีสองนางแหวกฝูงชนเข้ามาเพื่อชมความสนุกของศัตรูพวกตน
“นึกว่าจะสูงส่งสักแค่ไหน ที่แท้ก็ไม่ต่างจากหญิงชั้นต่ำ!” ไป๋เสี่ยวอิงเอ่ยพร้อมปิดปากหัวเราะ
“เจ้า!” ว่านหนิงอวิ๋นกัดฟันแน่น ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางไม่เชื่อในสิ่งที่คนเหล่านี้พูดแม้แต่น้อย หญิงสาวรวบรวมแรงทั้งหมด ถีบประตูไม้ให้เปิดออกอย่างแรง
ภาพตรงหน้าทำให้ทุกคนที่ตามมาถึงกับอึ้งงัน ร่างชายหญิงสองคนเปลือยเปล่ากำลังกอดรัดกันอยู่บนเตียง ชุดเสื้อผ้าหล่นกระจายเกลื่อนพื้น เสียงอื้ออึงพลันดังขึ้นรอบห้อง
สายตาอันคมกริบของว่านหนิงอวิ๋น กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าของสตรีที่กำลังขย่มร่างบุรุษผู้นั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อรับรู้ได้ถึงผู้มาใหม่ สตรีนางนั้นจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ
หลินเสวี่ยถง!
“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
สัญชาตญาณเตือนให้ชายหนุ่มอย่าพึ่งเผยตัวตน จ้าวเค่อรีบถอยกลับอย่างเงียบเชียบ ใช้เส้นทางลับอีกสายหนึ่งหลบหนีออกจากบริเวณนั้นก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโรงน้ำชาเมืองเพื่อสืบข่าวสารเกี่ยวกับการศึกในครั้งนี้ ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัวปะปนกันหากฝ่ายบิดาของเขาพ่ายแพ้จริง ตนเองในฐานะบุตรชายจะต้
ในขณะเดียวกัน...สถานการณ์ในราชสำนักได้เริ่มสั่นคลอน เพราะข่าวจากวังหลวงประกาศออกมาว่า ฮ่องเต้ทรงประชวนอย่างกะทันหัน ทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินตกอยู่ในความโกลาหลจ้าวหนิงอวิ๋นเมื่อได้ยินข่าวเรื่องพระบิดาทรงประชวน ใบหน้าของนางซีดเผือดในทันที รีบรุดเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อดูพระอาการจนกระทั่งมาถึงตำหนักเทียน
“นางคลอดลูกแล้ว...ข้าต้องพบหน้านางให้ได้” เขาพึมพำกับตนเองราวกับคนเสียสติ ดวงตาสองข้างเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม แม้จะรู้ว่าการฝ่าฝืนคำสั่งคือความผิดร้ายแรง แต่จ้าวเค่อก็ไม่อาจห้ามใจได้กลางดึกสงัด ชายหนุ่มสวมชุดดำปิดบังใบหน้า แอบปีนกำแพงออกจากจวน มุ่งหน้าไปยังตำหนักรัชทายาท ที่มีแสงโคมไฟสลัวส่องอยู่ไก
ทางด้านค่ายทหารของชินอ๋อง ที่เขาซ่องสุมไว้เพื่อเตรียมโค่นล้มราชบัลลังก์ ยามนี้กลับถูกรบกวนโดยผู้ไม่ทราบที่มาอยู่หลายครั้ง ทั้งเสบียงที่ถูกเผา ทั้งข่าวลับที่รั่วไหลสิ่งนั้นยิ่งทำให้ความหวาดระแวงของฮ่องเต้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี เมื่อรัชทายาทได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ความไว้วางใจที่เคยมีต่อชินอ๋







