เข้าสู่ระบบเป็นอย่างที่จ้าวเค่อคาดเดา ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันหลังเซี่ยหรงเหยาย้ายเข้ามา หลินซินหรานได้ไปหาสามคนนี้ พร้อมกับแสร้งเอ่ยชมถึงความงามและความโปรดปรานที่จ้าวเค่อมีต่อเซี่ยหรงเหยา
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็เพียงพอจะจุดไฟริษยาในใจของเหล่าสตรีเหล่านั้นให้ลุกโชน และในวันที่เกิดเรื่อง...นางก็จงใจไม่อยู่ในจวน ราวกับรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น จ้าวเค่อมองหลินซินหรานนิ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “หลินซินหราน เจ้าคิดว่าตนบกพร่องที่ใด” หลินซินหรานก้มหน้าลง นางอ่านไม่ออกว่าบุรุษตรงหน้ากำลังคิดสิ่งใดในหัว “คะ...คือ เป็นอนุที่ดูแลเรือนไม่ดีเจ้าค่ะ” “เปล่าเลย เจ้าทำดีแล้ว เพียงแต่...มากแผนการเกินไป” “นายท่าน ข้าน้อย...เปล่านะเจ้าคะ ข้าน้อยจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร” คำพูดของชายหนุ่มทำหญิงสาวตกใจ นางลนลานรีบแก้ตัว เพราะกลัวว่าเขาจักลงโทษตนเอง “ช่างเถอะ ไม่ต้องแก้ตัวแล้ว อย่างไรที่เรียกเจ้ามาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ ส่งตราผู้ดูแลจวนมาให้ข้า...จากนี้ไปก็ทำตัวเงียบๆ ในเรือน หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้า” ราวกับถูกฟ้าผ่า ห้าปีที่นางทำหน้าที่นี้ อยู่ๆ กลับถูกริบอำนาจในมือไป เพียงเพราะสตรีนางหนึ่ง นางจะยินยอมได้อย่างไร “ซื่อจื่อ! ซื่อจื่อเจ้าคะ! อนุผิดไปแล้ว ต่อไปอนุจะไม่กล้าทำเช่นนั้นอีกแล้ว! ขอท่านอย่านำตราผู้ดูแลกลับคืนเลยนะเจ้าคะ” หญิงสาวกอดขาชายหนุ่มร้องไห้อ้อนวอน ทว่ากลับถูกเขาสะบัดออกด้วยสีหน้ารังเกียจ ชายหนุ่มไม่สนใจการอ้อนวอนของหญิงสาว ที่เขายังเก็บนางเอาไว้จนถึงตอนนี้ เพราะเห็นว่ายังมีประโยชน์ “เลิกร้องไห้ได้แล้ว! เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าใครเป็นคนยุแยงให้พวกอนุเหล่านั้นไปหาเรื่องเซี่ยหรงเหยา” เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกจากปากชายหนุ่ม สีหน้าของหลินซินหรานพลันซีดเผือด “ไม่ใช่นะเจ้าคะ! อนุรู้ว่าท่านซื่อจื่อโปรดปรานคุณหนู่เซี่ย แล้วอนุจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” หลินซินหรานรีบปฏิเสธ “พอเถอะ” ชายหนุ่มตัดบท ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชา “ข้าไม่ต้องการฟังคำแก้ตัว เจ้าคิดว่าข้าเก็บเจ้าไว้เพราะไม่รู้เล่ห์กลของเจ้าอย่างนั้นหรือ หลินซินหราน...ข้าเพียงเห็นว่าเจ้ายังมีประโยชน์เท่านั้น” คำพูดนั้นราวกับคมมีดกรีดลงกลางใจ หลินซินหรานสั่นเทาไปทั้งกาย มือสองข้างกำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว จ้าวเค่อวางตราผู้ดูแลลงบนโต๊ะเสียงดัง “ต่อไปนี้ก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก เก็บความเสแสร้งของเจ้าไปซะ” ชายหนุ่มหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวกลับ ทิ้งให้หลินซินหรานคุกเข่าอยู่กลางห้อง พร้อมใบหน้าที่เจ็บปวด รอยยิ้มที่เคยอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า...จ้าวเค่อจะคิดเช่นนี้กับตน หลังส่งตราผู้ดูแลกลับคืนกลับไป หลินซินหรานก็กลับไปอยู่ที่เรือนของตนเงียบๆ ส่วนอนุทั้งหลายก็ดูสงบเสงี่ยมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ทำให้เซี่ยหรงเหยาอึดอัดใจยิ่งกว่าคือ...จ้าวเค่อมักแวะเวียนมาหานางแทบทุกวัน บางวันเพียงมานั่งเงียบๆ มองนางอ่านหนังสือ บางวันก็มาร่วมรับประทานอาหารโดยไม่บอกล่วงหน้า การกระทำของเขาสร้างแรงกดดันให้นางยิ่งนัก จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง...ขณะทั้งสองกำลังเริ่มทานอาหารในเรือน เสียงฝนโปรยบางเบาอยู่ด้านนอก เมื่อข้ารับใช้ยกอาหารเข้ามา เซี่ยหรงเหยากลับรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางรีบวางตะเกียบลง และอาเจียนออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เซี่ยหรงเหยา! เจ้าเป็นอะไร!” จ้าวเค่อรีบพุ่งเข้าประคองหญิงสาว ดวงตาที่มักเยือกเย็น ยามนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “หมอ! รีบตามหมอมาเดียวนี้!” ชายหนุ่มตะโกนลั่น เพียงไม่นาน หมอประจำจวนก็รีบมาทันที ลงมือตรวจชีพจรของเซี่ยหรงเหยาอย่างละเอียด ท่ามกลางความเงียบงันที่หนักอึ้ง จนกระทั่งหมอวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น พร้อมแสดงสีหน้ายินดีออกมา “ยินดีด้วยขอรับท่านซื่อจื่อ...คุณหนูเซี่ยยามนี้ตั้งครรภ์ได้ราวสามเดือนแล้ว” คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาด จ้าวเค่อชะงักงันไปชั่วขณะ ดวงตาทั้งสองเบิกกว้างอย่างตกตะลึง “วะ...ว่าอย่างไรนะ!...สามเดือน...” ท่านหมอพยักหน้า “ใช่ขอรับ...คุณหนูเซี่ยตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว” ท่านหมอเอ่ยย้ำด้วยสีหน้ายินดี เพราะไม่รู้ว่า...แท้จริงแล้วเซี่ยหรงเหยาและจ้าวเค่อหาได้มีความสัมพันธ์ใดใดต่อกันไม่ จ้าวเค่อยืนนิ่งราวกับรูปปั้นที่ถูกตรึงไว้กับพื้น ความคิดในหัวปั่นป่วนไปหมด หากนางตั้งครรภ์ได้สามเดือน นั่นหมายความว่า...นางเริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่อยู่ที่แคว้นเป่ยหมิง เลือดในกายของเขาเย็นเฉียบลงทันที ความจริงที่กระแทกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำหัวใจของชายผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดเริ่มสั่นสะเทือน เซี่ยหรงเหยาเองก็นึกไม่ถึงเช่นเดียวกัน ถ้าอย่างนั้นอาการคลื่นเหียนที่นางเป็นมาตลอด และอาการอ่อนเพลีย หาใช่เพราะเมาเรือ หากแต่เป็นเพราะนางกำลังตั้งครรภ์ หญิงสาวลูบหน้าท้องที่แบนราบของตนอย่างทะนุถนอม “อดทนรอให้พ่อมารับเราสองคนนะลูก” ร่างบางเอ่ยพึมพำอย่างสุขใจ ในขณะเดียวกันที่อีกฟากหนึ่งของแผ่นดิน มู่หรงฉางชิงซึ่งกำลังรีบเร่งนำกำลังคนเดินทางติดตามร่องรอยของเซี่ยหรงเหยา บัดนี้จำต้องหยุดพักกะทันหัน นั่นเพราะ...มู่หรงฉางชิงเองก็เกิดอาการคลื่นเหียนอย่างรุนแรง จนไม่สามารถเดินทางได้ต่อ “ฝ่าบาท! ทรงเป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ!” สืออีรีบเข้ามาประคอง ชายหนุ่มที่กำลังโก่งคออาเจียนอย่างหนัก หมอหลวงผู้มากฝีมือที่สุดในแคว้นเป่ยหมิงถูกเรียกตัวมาทันที เพื่อตรวจชีพจรชายหนุ่ม หากแต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ “ชีพจรของฝ่าบาทปกติดีพ่ะย่ะค่ะ แต่พระวรกายกลับอ่อนแรง เพราะคลื่นไส้อาเจียนไม่หยุด...ขออภัยที่กระหม่อมไร้ความสามารถ มิอาจหาสาเหตุให้พบได้” “ถ้าเป็นเช่นนี้ แล้วจักทำอย่างไรเล่า” สืออีเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล เหล่าผู้ติดตามต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่านายเหนือหัวของพวกตน อาจต้องพิษร้ายแรงที่มิอาจรักษา“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้