LOGINแต่พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า...แท้จริงแล้วอาการของมู่หรงฉางชิงนั้น เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่เซี่ยหรงเหยาพึ่งรู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ มันราวกับเป็นสายใยบางอย่างที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงหัวใจของทั้งสองไว้ แม้จะอยู่ห่างไกลคนละดินแดน
ข่าวลือเรื่องการตั้งครรภ์ของเซี่ยหรงเหยาแพร่สะพัดไปทั่วจวนในเวลาเพียงครึ่งวัน เหล่าอนุทั้งหลายต่างพากันกรีดร้องและก่นด่าเซี่ยหรงเหยาว่าเป็นจิ้งจอกจอมล่อลวง “กรี๊ด!! นางพึ่งเข้าจวนมาได้เพียงไม่นาน กลับตั้งครรภ์เสียแล้ว! ท่านซื่อจื่อไม่เคยอนุญาตให้อนุคนใดมีลูกมาก่อน เหตุใดถึงยอมให้กับนางถึงเพียงนี้!” หลินซินหรานที่กำลังเก็บตัวอยู่ภายในเรือนของตน กวาดข้าวของลงจากโต๊ะด้วยสีหน้าเดือดดาล เหล่าข้ารับใช้ข้างกายก้มหน้ามิกล้าเอ่ยปากเพราะกลัวโทสะของนาง ส่วนจ้าวเค่อในเวลานั้น ยามนี้กลับนั่งอยู่เพียงลำพังในห้องหนังสือ แสงตะเกียงส่องให้เห็นเงาร่างสูงใหญ่ที่กำลังกรอกสุราลงคออย่างไม่หยุดยั้ง ดวงตาคมกริบที่เคยนิ่งสงบ เวลานี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสน “ตั้งครรภ์...สามเดือน นางมีลูกกับมู่หรงฉางชิงแล้ว” ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว มือที่ถือจอกสุรากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พร้อมกับกรอกสุราลงคออีกครั้ง ราวกับหวังให้ความมึนเมากลบความรู้สึกที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก “เหตุใด! เหตุใดถึงเป็นข้าไม่ได้!...” ทุกคำพูดที่เคยกกักเก็บเอาไว้ พรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำหลาก หลินซินหรานหลังสงบสติอารมณ์ของตนได้แล้ว วันต่อมา นางจึงรีบแต่งกายงดงามแล้วเร่งรุดไปยังเรือนของเซี่ยหรงเหยาโดยไม่รอช้า ใบหน้าของนางแต่งแต้มรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างเช่นปกติ แต่ในแววตากลับซ่อนประกายมืดดำไว้ลึกๆ เมื่อมาถึงเรือนของเซี่ยหรงเหยา นางรีบเดินเขาไปทักทายด้วยท่าทางเป็นกันเองทันที “คุณหนูเซี่ย...ข้าได้ยินข่าวดีแล้ว ครั้งนี้จึงได้รีบมาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีต่อท่าน” เซี่ยหรงเหยาซึ่งนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเรียบเฉย “ข่าวดี...” หลินซินหรานยิ้มบาง “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ทุกคนในจวนต่างตื่นเต้น เพราะท่านกำลังมีทายาทคนแรกให้กับท่านซื่อจื่อ นั่นเป็นเกียรติยศที่สตรีทั้งจวนต่างใฝ่ฝัน...พวกเราหรือก็เข้ามาที่นี่หลายปีแล้ว แต่นายท่านไม่เคยยอมให้อนุคนใดตั้งครรภ์ คุณหนูเซี่ย...ท่านถือว่าได้รับเกียรติเป็นคนแรก” คำพูดของหลินซินหรานเหมือนกำลังแสดงความยินดี แต่ทุกคำล้วนเอ่ยเหน็บแนมหญิงสาว เซี่ยหรงเหยาเบื่อจะตีความหมาย จึงถอนหายใจอย่างรำคาญ “ข้าไม่ต้องการเกียรติใดใดทั้งสิ้น ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปเถอะ ข้าอยากอยู่เงียบๆ” ร่างบางเอ่ยอย่างไม่ใยดีต่อการมาของอีกฝ่าย “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เช่นนั้นขอตัวลา” หลินซินหรานยอบกายให้เซี่ยหรงเหยาอย่างนอบน้อม เมื่อหันหลังจากไป ใบหน้าที่เคยแย้มยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง นางก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยบางสิ่ง “คุณหนูเซี่ย ครั้งหน้าข้าจะให้สาวใช้เตรียมยาบำรุงให้ดื่มเพื่อบำรุงครรภ์ทุกวัน ทายาทของท่านซื่อจื่อจะได้แข็งแรง” “ไม่จำเป็น! ข้ามีหมอหลวงคอยดูแลอยู่แล้ว” เซี่ยหรงเหยาตอบกลับทันที รอยยิ้มของหลินซินหรานแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาอ่อนโยนดังเดิม “กะ...ก็ได้เจ้าค่ะ” นางค้อมศีรษะเล็กน้อย “เช่นนั้นท่านพักผ่อนเถิด ข้าไม่รบกวนแล้ว” เมื่อเดินออกจากเรือน ใบหน้าของหลินซินหรานที่เคยแย้มยิ้ม แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ในดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอาฆาต “ลูกในท้องของเจ้า...ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าก็จะไม่ยอมให้มันได้ลืมตาดูโลกแน่” นางพึมพำเสียงต่ำ ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้คนสนิทที่ยืนรออยู่หน้าประตู “ไปหาหมอยาที่ไว้ใจได้มา ข้าต้องการยาที่ทำให้สตรีแพสยานางนั้น...แท้งโดยไม่ทิ้งร่องรอย” สาวใช้หน้าซีดเผือด “อนุหลิน! นั่นคือทายาทของซื่อจื่อนะเจ้าคะ!” “ทำตามที่ข้าสั่ง!” หลินซินหรานเอ่ยเสียงเย็น “อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด...ไม่เช่นนั้น ชีวิตครอบครัวทั้งหมดของเจ้า ข้าจะทำลายทิ้งซะ!!” สาวใช้นางนั้นสั่นเทาไปทั้งกาย เมื่อได้ยินคำข่มขู่ของนาง จ้าวเค่อที่หายหน้าไปหลายวันหลังทราบเรื่องการตั้งครรภ์ของนาง บัดนี้ได้กลับมาปรากฏตัวที่เรือนพักของเซี่ยหรงเหยาอีกครั้ง ร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มเดินเข้ามาช้าๆ ใบหน้าคมคายมีหยวนเคราขึ้นเขียวครึ้ม เงาของความอ่อนล้าปรากฏชัดใต้ดวงตา ราวกับมิได้พักผ่อนมาหลายคืน ภายในเรือนที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดผ้าม่านบางไหวแผ่วเบา เซี่ยหรงเหยาเอนกายพิงบนตั้งตัวยาวข้างหน้าต่าง มือบางวางบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเล็กน้อย หลังเห็นจ้าวเค่อปรากฎตัว ท่าทีไม่มั่นคงทำให้นางไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา เพราะกลัวว่าคำพูดเพียงประโยคเดียว อาจนำภัยมาสู่ตนและบุตรในครรภ์ ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาว มองนางเนิ่นนาน ดวงตาที่เคยเยือกเย็นยามนี้กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน “ข้ามาดูว่าเจ้าสบายดีหรือไม่” เสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความสั่นไหว “ข้า...สบายดี ขอบคุณซื่อจื่อที่เป็นห่วง” เซี่ยหรงเหยาตอบเสียงเบา พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด จ้าวเค่อขยับเข้าใกล้อีกเล็กน้อย แววตาที่มองนางดูอ่อนลง มือใหญ่ยื่นออกไปหมายจะจับมือหญิงสาว และในตอนนั้นเอง...เซี่ยหรงเหยาก็ขยับกายหลบการสัมผัสนั้น ท่าทีหวาดระแวงนั้นแม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ แต่ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจของชายหนุ่มสั่นสะท้าน ดวงตาของจ้าวเค่อแดงก่ำ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากยกยิ้มพร้อมสีหน้าที่ดูเสร้าโศก “ข้า...ขออภัย” ชายหนุ่มเอ่ยเพียงเท่านั้นก็ทำท่าจะจากไป แต่แล้วก็หยุดฝีเท้า “เจ้า...พักผ่อนเถอะ เอาไว้ข้าจักมาเยี่ยมใหม่” เอ่ยจบแล้วจึงก้าวออกจากเรือนไปอย่างเงียบงัน เสียงประตูปิดลงเบาๆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้ง เซี่ยหรงเหยานั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก มือบางลูบหน้าท้องของตนเบาๆ “ลูกเอ๋ย...อดทนอีกหน่อยนะ” ร่างบางพึมพำเสียงสั่น“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
สายลมพัดผ่าน นำพาเสียงหัวเราะของเด็กน้อยทั้งสองลอยหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน แต่ลึกซึ้งในใจของทุกคนที่ได้เห็นหลังก่อเรื่องในเมือง มู่หรงจื่ออิงได้พาเด็กขอทานน้อยที่ร่างกายสกปรกมอมแมมเดินเข้าไปภายในจวนรับรอง กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ปลูกเรียงรายสองข้างทาง ให้ความรู้สึกสงบยิ่งนักยามน
หลังคิดพาขอทานน้อยกลับไปที่จวนรับรองของตน เด็กทั้งสองก็เตรียมออกจากวัดร้าง ทว่าในตอนนั้น ทั้งสองกลับถูกขอทานกลุ่มเดิมที่เคยรังแกมู่หรงจ้านขวางทางเอาไว้ สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้น“ส่งของมีค่ามาซะ! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะได้รู้รสของความเจ็บปวด!” ชายร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มตะโกนเสียงกร้าว มู่ห
ณ ประตูเมืองหลวงของแคว้นจ้าว ขบวนรถม้าจากแคว้นเจาแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ ภายในรถม้าคือ เซี่ยหรงเหยาและมู่หรงฉางชิง พร้อมด้วยบุตรสาววัยห้าขวบของนาง องค์หญิงใหญ่ มู่หรงจื่ออิง เด็กหญิงตัวน้อยผู้มีดวงตากลมโตและรอยยิ้มสดใส“ท่านแม่! ท่านพ่อ! ข้าจะได้เจอฮ่องเต้หญิงแล้วใช่หรือไม่!”จื่ออิงน้อยส่งเสียงเจื้อยแ
“มิจำเป็นต้องต่อปากกับนาง สตรีอย่างไรก็คือสตรี มองการสั้นมิสามารถทำการใหญ่ได้เยี่ยงบุรุษ เฉกเช่นสหายรักของเจ้า...อีกไม่นาน นางก็จะถูกเหล่าขุนนางชักจูง และกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น”“มั่นใจเสียเหลือเกินนะ...ตนเองไร้สามารถ มิได้หมายความว่า หนิงอวิ๋นจะเป็นเช่นเจ้า” เซี่ยหรงเหยามิได้มีสีหน้าหวั่นเก






![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)