ログインอีกทั้ง ยังมีคุณสมบัติฟื้นฟูร่างกายที่ถูกพิษกัดกินมานานหลายปี ให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมในเวลาไม่นาน และนั่นเองคือสิ่งที่มู่หรงจ้านเคยทำในชาติที่แล้ว
เขาใช้โอสถเม็ดนี้เพื่อแลกอำนาจหนุนหลังจากตระกูลลั่ว ตระกูลเก่าแก่ที่ร่วมก่อตั้งราชวงศ์เป่ยหมิง แต่คนตระกูลลั่วกลับไร้วาสนา ลั่วกั๋วกงมีอนุภรรยามากมาย แต่กลับมีทายาทเพียงคนเดียว ที่ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด แต่ความจริงของเบื้องหลังคือ ฮูหยินกั่วกงถูกวางยาพิษตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ทำให้บุตรชายต้องเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ แต่คนที่เกิดมาแล้วสองชาติอย่างเซี่ยหรงเหยารู้ดี ลั่วกั๋วกงหาได้มีบุตรชายเพียงคนเดียวไม่ เขายังมีบุตรอีกสองคนที่ถูกเลี้ยงไว้อย่างลับๆ นอกจวน และคนที่วางยาฮูหยินกั๋วกงในตอนนั้นก็คือ...ตัวลั่วกั๋วกงนั่นเอง ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อให้หญิงที่เป็นรักแรก และบุตรชายที่ซ่อนเอาไว้ ได้มีฐานะหลังบุตรชายสายตรงสิ้นชีวิต เรื่องราวเหล่านี้จะเปิดเผยออกมา หลังซื่อจื่อจวนกั๋วกงได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ ร่างบางค่อยๆ พนมมือขึ้นแนบอก ดวงตาคู่งามปิดลงช้าๆ “ข้าขอโทษท่านจริงๆ นะ...คุณชายลั่ว ตัวข้าเองก็ทำเพื่อรักษาชีวิตเช่นเดียวกัน หากโอสถเม็ดนี้ตกไปอยู่ในมือของมู่หรงจ้าน เขาคงไม่มีวันปล่อยข้าไว้แน่” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ แต่แฝงด้วยความแน่วแน่ในคราเดียว “เอาไว้ข้าจะหาทางช่วยท่านทีหลัง ข้าสัญญา...จะเปิดโปงเรื่องที่ท่านพ่อของท่านทำลับหลังมารดาของท่าน...แล้วก็หาโอสถเม็ดใหม่มาทดแทนให้ท่าน” “หรือถ้าหากท่านจากโลกนี้ไปเสียก่อน...ข้าจะเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งให้ท่าน เผารูปสตรีงาม แล้วก็หนังสือนิยายบทกวีที่ท่านชอบอ่าน ท่านจะได้ไม่เหงา...ยามอยู่ในโลกหน้า” คำพูดนั้นเหมือนคำอำลา ตอนนี้เซี่ยหรงเหยากำลังทำราวกับลั่วหมิงรุ่ยตายจากโลกใบนี้ไปแล้วภายหลัง เซี่ยหรงเหยาได้เขียนจดหมายถึงลั่วหมิงรุ่ย บอกเล่าความจริงถึงอาการบาดเจ็บของเขา รวมถึงเรื่องที่เขายังมีพี่น้องอีกสองคนที่อยู่นอกจวน และยังมอบโอสถสลายพิษให้ แต่นั้นเป็นหลังจากที่นางเดินทางไปยังแคว้นเจาแล้วหนึ่งปี และตัวลั่วหมิงรุ่ยเองก็ทำตามคำขอของนางคือ หนุนหลังองค์ชายใหญ่ให้นั่งบนบัลลังก์ได้อย่างมั่นคง เมื่อมีการจุดโคม มู่หรงจ้านย่อมต้องไม่พอใจ ยิ่งรู้ว่าโอสถเม็ดนั้นถูกผู้เป็นพี่ชายต่างมารดาประมูลไป ความโกรธแล่นพล่านไปทั่วร่าง ชายหนุ่มหุนหันลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินออกจากห้องพิเศษไปโดยไม่สนใจสตรีอีกคนที่ติดตามมา หลินเสวี่ยถงที่ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังภายในห้อง มองตามแผ่นหลังของชายคนรักด้วยสีหน้าขุ่นเคือง นางรู้ดีว่าความโกรธของตวนอ๋องหาใช่สิ่งที่ใครจะรับมือได้ง่ายๆ แต่ที่นางไม่พอใจมากกว่าคือ เขาเริ่มให้ความสำคัญกับเซี่ยหรงเหยา เมื่อการประมูลสิ้นสุดลง ผู้คนต่างทยอยออกจากหอเมฆา เสียงพูดคุยค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมทั่วบริเวณ เซี่ยหรงเหยาเดินออกมาพร้อมพี่ชาย ใบหน้างามงอง้ำอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกสิ่งไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ นางกลับจวนมือเปล่า ไม่ได้สิ่งใดติดมือกลับมาเลย “พี่สาม เรากลับกันเถอะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง หญิงสาวกระทืบเท้าลงจากชั้นสอง โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยคำลาหรือปรายตามองรัชทายาทหนุ่ม ที่ยังคงยืนอยู่เบื้องหลัง เซี่ยชิงสือเห็นกิริยาที่ไม่ดีของน้องสาว ชายหนุ่มจึงรีบค้อมกายให้มู่หรงฉางชิง พลางเอ่ยน้ำเสียงสุภาพ “ต้องขออภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ น้องสาวถูกคนในจวนตามใจจนเคยตัว กลับไปกระหม่อมจะอบรมนางให้ดี” กล่าวจบ ก็รีบก้าวตามน้องสาวไปทันที มู่หรงฉางชิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคมทอดมองไปยังประตูห้องที่หญิงสาวพึ่งจากไป ความเย็นชาในแววตาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางเบา “เปิ่นไท่จื่อจะกล้าถือสานางได้อย่างไร” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเล็กน้อย ท่าทีแง่งอนของหญิงสาวกลับทำให้หัวใจขององค์ชายเป่ยหมิงรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ราวกับน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหัวใจมาเนิ่นนาน เริ่มละลายลงทีละน้อย มู่หรงฉางชิงกลับถึงตำหนักด้วยสีหน้าเบิกบาน ความรู้สึกพึงพอใจยังไม่จางหาย วันนี้เขาได้เห็นสีหน้าหงุดหงิดของเซี่ยหรงเหยา ได้ยินน้ำเสียงแง่งอนของนาง เพียงเท่านั้นก็ทำให้อารมณ์ดีไปหลายวัน แม้อากาศภายนอกจะหนาวเย็นจนลมหายใจกลายเป็นไอหมอก แต่เมื่อยามนึกถึงสัมผัสนุ่มนวลที่เคยได้สัมผัสจากนาง ความร้อนรุ่มพลันแล่นพล่านไปรวมตัวกันที่จุดเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เขาต้องลุกขึ้นอาบน้ำเย็น ทั้งที่ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว “องค์ชาย พระองค์ทรงอาบน้ำเย็นเช่นนี้ จะทำให้พระวรกายเจ็บป่วยได้นะพ่ะย่ะค่ะ” สืออีเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง “หากไม่อาบน้ำเย็น เห็นทีคืนนี้เปิ่นไท่จื่อคงนอนไม่หลับ” คำตอบนั้นทำสืออีต้องขมวดคิ้วแน่น เขาไม่เข้าใจเลยว่าอาบน้ำเย็นเกี่ยวข้องอันใดกับการนอนไม่หลับ เหล่าองครักษ์ลับที่อาวุโสกว่า ซึ่งแฝงตัวอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ต่างพากันตบหน้าผากตนเองหลายฉาด เพราะความซื่อบื้อของสืออี ที่ไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของนายเหนือหัว ช่วงเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งถึงยามดึกสงัด ความเงียบของตำหนักรัชทายาทได้ถูกทำลายด้วยเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น กลุ่มมือสังหารนับร้อยบุกเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง เงาร่างสีดำเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับปีศาจในยามราตรี การกระทำของพวกมันชัดเจนว่า...ต้องการเอาชีวิตของมู่หรงฉางชิง เสียงต่อสู้ดังขึ้นทั่วตำหนัก เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหินเย็นเยียบ แม้เหล่ามือสังหารส่วนใหญ่จะถูกปลิดชีพในเวลาไม่นาน แต่ยังมีบางส่วนที่หนีรอดไปได้ และอีกหลายคนถูกจับเป็น ทว่า...รัชทายาทหนุ่มกลับถูกลูกดอกอาบยาพิษปักเข้าที่หัวไหล่ขวา เลือดสีดำคล้ำเริ่มซึมออกจากบาดแผลอย่างรวดเร็ว“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้
![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






