تسجيل الدخولทว่า...แม้ชายหนุ่มจะเหี้ยมโหดเพียงใด แต่องค์ฮ่องเต้กลับไม่เคยสั่งลงโทษต่อการกระทำที่ตามใจตนเองของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะมู่หรงฉางชิงคือ คมมีด คือความหวาดกลัว ที่ฝังรากลึกในใจเหล่าขุนนางเป่ยหมิง
ยิ่งเขาโหดเหี้ยมเท่าใด ความจงรักภักดีของผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น... หลังเหตุวุ่นวายสงบลง และทุกอย่างกลับคืนสู่ความเรียบร้อย มู่หรงฉางชิงเดินนำสองสตรี พร้อมกับว่านอวิ๋นเซียวขึ้นไปยังห้องพิเศษชั้นสอง ในเวลาเดียวกัน ตวนอ๋องที่อยู่ในห้องพิเศษอีกฝั่งหนึ่งก็มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยเช่นกัน ยิ่งเห็นองค์รัชทายาทปกป้องเซี่ยหรงเหยาเท่าใด ความอยากครอบครองในใจก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อการประมูลเริ่มต้น เสียงเคาะไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะ มู่หรงฉางชิงที่กำลังจิบชาอย่างสบายอารมณ์ ได้เหลือบมองหญิงสาวที่กำลังให้ความสนอกสนใจเวทีเบื้องล่าง พร้อมแววตาเป็นประกาย “คุณหนูสี่เซี่ย เจ้ามีสิ่งใดในใจที่อยากได้หรือไม่” คำถามที่เหมือนจะเป็นเพียงคำถามผ่านๆ แต่สำหรับสืออีที่ติดตามชายหนุ่มมาเนิ่นนาน นั่นหมายความว่า... ความสำคัญของหญิงสาวในใจนายของตน หนักแน่นดั่งขุนเขา เพราะคำถามเช่นนี้...แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่เคยได้รับจากชายหนุ่มสักครั้ง “ก็...มีบางอย่างที่อยากได้จริงๆ เพคะ เพียงแต่ยังมิได้นำออกมาประมูล” “มันคือสิ่งใดรึ” คำถามที่สอง และน้ำเสียงขององค์รัชทายาทที่มีต่อหญิงสาว แฝงความสนใจอย่างเห็นได้ชัด จนเซี่ยชิงสือที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับนั่งไม่ติด “เป่าหนิง น้องเล็งสิ่งใดเอาไว้ บอกมาพี่สามจะซื้อให้เอง” “ท่านมีเงินหรือ วันก่อนยังขอหยิบยืมจากข้าอยู่เลย” ร่างบางหัวเราะเบาๆ พลางเอ่ยล้อเลียนพี่ชาย คำพูดล้อเล่นของนาง ทำให้บรรยากาศภายในห้องพิเศษ ดูครึกครื้นขึ้นทันตา “พี่ชิงสือ ท่านไม่มีเงินหรือ ข้ามีเงินเก็บอยู่สองสามพันตำลึง ท่านยืมข้าก่อนดีหรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ทุกคนในห้องต่างหันมองนางเป็นตาเดียว “น้องหก ถ้าเจ้ามีเงินเก็บมากมายขนาดนั้น ให้พี่ห้ายืมไม่ดีกว่าหรือ ให้เซี่ยชิงสือยืม...ข้าเกรงว่าจะไม่ได้คืน” ว่านอวิ๋นเซียวพูดพลางหัวเราะร่วน “พูดอะไรของเจ้า! ข้าคือบุรุษอกสามศอก จะยืมเงินสตรีได้อย่างไร” เซี่ยชิงสือโต้กลับทันควัน เสียงหัวเราะประสานพลันดังขึ้นทั่วห้อง ไม่บ่อยนัก...ที่จะได้เห็นชายหนุ่มทั้งสองแสดงท่าทีเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาเช่นนี้ ปกติแล้วต่างมักทำตัวเคร่งขรึม ราวกับขุนนางวัยกลางคน เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองพี่ชาย ก่อนจะหันไปมองสหายรัก เห็นว่านหนิงอวิ๋นจ้องหน้าพี่ชายคนที่สามของตนแล้วอมยิ้ม ในหัวของนางพลันคาดเดาเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาในใจ “ท่านอ๋อง นั่นมิใช่เซี่ยหรงเหยาหรือเพคะ ท่าทางของนางดูสนิทสนมกับองค์รัชทายาทยิ่งนัก เมื่อก่อนตามติดท่านเพียงนั้น แต่พอองค์รัชทายาทกลับเมืองหลวง นางถึงกลับเปลี่ยนเป้าหมายตนเอง ช่างเป็นคน...” ที่ห้องพิเศษฝั่งตรงข้าม หลินเสวี่ยถงที่กำลังอิงแอบมู่หรงจ้าน เอ่ยขึ้นอย่างจงใจ คำพูดของนางกำลังชักจูงชายหนุ่มเพื่อให้เห็นว่า เซี่ยหรงเหยาเป็นคนโลเลมักใหญ่ไฝ่สูง ต้องการปีนป่าย เป็นพระชายารัชทายาท แทนที่จะอยากเป็นหวางเฟยของเขา แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มเห็นภาพนั้นกับตาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโอกาสใส่ร้ายเพื่อทำลายคู่แข่งหัวใจ นางย่อมไม่ยอมปล่อยผ่าน มู่หรงจ้านนั่งนิ่งราวกับหุ่นปั้น ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังหน้าต่างฝั่งตรงข้ามที่มีม่านบางเบาปิดไว้ สายลมยามบ่ายพัดผ่านเบาๆ ทำให้ผ้าม่านเปิดออกเพียงครู่ แต่เพียงเท่านั้นก็เพียงพอให้เขาได้เห็นภาพของหญิงสาวที่กำลังหัวเราะสดใส รอยยิ้มของนาง...หาใช่ท่าทีเสแสร้งยามอยู่ต่อหน้าตน หากแต่เป็นความอ่อนโยนที่เผยออกมาจากใจจริง หลินเสวี่ยถงเหลือบมองชายหนุ่มข้างกาย ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีเพลิงโทสะลุกไหม้อยู่ภายใน นางเข้าใจผิด...คิดว่าความเงียบของชายหนุ่มคือความโกรธเกลียดที่มีต่อเซี่ยหรงเหยา จึงรีบเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก “วันก่อนหลังแข่งขันยิงธนู พวกเขาได้จัดงานเลี้ยงที่หอว่านเซียง ได้ยินว่าเป็นองค์รัชทายาทเป็นผู้ไปส่งด้วยตนเอง เพราะพวกเขาเมามายแทบไม่ได้สติ...” แม้นางจะมิได้เอ่ยชื่อผู้ใด แต่มู่หรงจ้านก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงใคร นิ้วมือทั้งสิบกำเข้าหาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามข่มกลั้นโทสะที่ค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้น เบื้องล่าง...เสียงขานราคาจากเวทียังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีสิ่งใดสามารถดึงความสนใจจากชายหนุ่มได้ ดวงตาคมยังคงจับจ้องหน้าต่างฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ละสายตา ในอกของเขายามนี้ มีทั้งความโกรธ ความหึงหวง และความเจ็บปวดปะปนกันจนแทบระเบิดออกมา ทว่าภายนอกกลับยังคงนิ่งสงบ ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวเงียบๆ รอเวลาพัดถล่มทุกสิ่งให้พังพินาศในคราวเดียว หลินเสวี่ยถงฉลาดพอจะรู้ว่าเมื่อใดควรหยุด เมื่อเห็นมู่หรงจ้านมีโทสะวาบผ่านในดวงตา ยามเมื่อมองไปยังเซี่ยหรงเหยา แผนการของนางก็ถือว่าสำเร็จสมบูรณ์ หญิงสาวจึงหันกลับไปให้ความสนใจยังเวทีประมูลเบื้องล่างแทน ยามนี้สิ่งของล้ำค่ามากมายถูกนำออกมาประมูลทีละชิ้น เสียงขานราคาดังขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งผู้ดำเนินงานประกาศชื่อสิ่งของชิ้นต่อไป โอสถแก้พิษร้อยชนิด ยาเม็ดเดียวในใต้หล้าที่สามารถล้างพิษได้ทุกชนิด ดวงตาของเซี่ยหรงเหยาพลันเปล่งประกาย นางจำได้ดี...ในชาติก่อน ตวนอ๋องคือผู้ที่ประมูลโอสถเม็ดนี้ไปในราคาสูงลิ่ว และสองปีต่อมา มันก็กลายเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้เขาได้ขึ้นนั่งในตำแหน่งรัชทายาทอย่างมั่นคง นางจะปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมไม่ได้ แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ในใจก็ยังหวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่ากำลังทรัพย์ของตน มิอาจเทียบกับตำหนักตวนอ๋องได้เลย “เจ้าต้องการโอสถแก้พิษเม็ดนี้หรือ” เสียงทุ้มของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นข้างหู ร่างบางที่กำลังจ้องเวทีเบื้องล่างพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว “สืออี จุดโคม” คำสั่งนั้นทำให้ทั้งห้องเงียบลงทันทีการจุดโคม หมายถึง ไม่ว่าผู้ใดจะให้ราคาสูงเพียงใด ผู้ที่จุดโคมจะเพิ่มราคาเป็นสองเท่า แตกต่างจากการจุดเทียน ที่หมายถึง การเหมาซื้อสินค้าทั้งหมด โดยไม่เปิดให้ใครแข่งประมูลอีก เซี่ยหรงเหยาหันไปมองรัชทายาทหนุ่มด้วยสีหน้างุนงง เมื่อเห็นผู้ดำเนินงานหยุดการประมูลกลางคัน “พระองค์ทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ โอสถเม็ดนั้นคือสิ่งที่หม่อมฉันหมายตาไว้” ร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เปิ่นไท่จื่อก็ต้องการโอสถเม็ดนี้เช่นกัน” เพียงคำพูดเดียวทำเอานางพูดไม่ออก เงินเก็บทั้งชีวิตของนาง มีหรือจะสู้กับตำหนักรัชทายาทได้ ร่างบางถอนหายใจอย่างปลงตก แม้จะไม่พอใจต่อการกระทำของชายหนุ่มแต่อย่างน้อย...เขาได้ไปก็ดีกว่าปล่อยให้มู่หรงจ้านได้ไป เอาไว้วันหน้า ค่อยหาทางขอซื้อจากเขาก็แล้วกัน เพราะตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า...โอสถเม็ดนี้นอกจากจะสามารถแก้พิษได้ทุกชนิด“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
“เจ้าคือสตรีต่างแคว้นที่ล่อลวงท่านซื่อจื่อ ไม่ให้เหยียบย่างไปที่เรือนหลังของพวกข้าใช่หรือไม่!” เสียงแหลมของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น แววตาของนางยามนี้เต็มไปด้วยความริษยา เซี่ยหรงเหยาเงยหน้าขึ้น มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเยือกเย็นทุกคนต่างเข้าใจว่า เซี่ยหรงเหยาคืออนุคนใหม่ที่เขาพามา และสตรีเหล่านี้คือคนที่เคยได
ทุกคนรีบวิ่งไปยังคอกม้าทันที และสิ่งที่เห็นได้ทำให้เลือดในกายของจ้าวเค่อเดือดพล่าน เพราะม้าทุกตัวถูกปล่อยออกไปจนหมด เหลือเพียงรอยเท้าสับสนปนเป“ข้าจักลงโทษเรื่องนี้ในภายหลัง ไปหาม้ามาให้ข้า อย่างไรก็ต้องตามหาตัวนางให้พบ!” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะองครักษ์ทุกนายต่างรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าย่อมไม่บังคับผู้ที่ไม่เต็มใจ” เซี่ยหรงเหยากอดตนเองด้วยสีหน้าไม่วางใจ ความทรงจำบางอย่างได้ผุดขึ้นมาบางเบาย้อนกลับไปวันนั้น วันที่นางเดินทางไปยังจวนเสนาบดีติงเพื่อร่วมอวยพรวันเกิดแก่ฮูหยินผู้เฒ่า...หลังจากไป๋ไช่และสือจิ่วออกจากห้องไป ด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย จึงเอนกายลงพักเพียงคร
คำประกาศนั้นดังก้อง ทุกชีวิตที่อยู่โดยรอบรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ความบ้าคลั่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต กำลังย้อนกลับมาอีกครั้งฟ้าสางของวันใหม่มาพร้อมกับสายหมอกบางเบาที่ปกคลุมทั่วเกาะ เสียงคลื่นกระทบโขดหินดังแผ่วเบาอยู่ไกลๆสืออีและกองกำลังลับ เคลื่อนตัวออกจากทางลับภายในจวนตระกูลติง หลังจา