Masuk“ซื่อจื่อ เหตุใดถึงมาเยือนยังเรือนของอนุได้เล่าเจ้าคะ” จ้าวเค่อก้าวเข้าไปใกล้ ดวงตาแข็งกร้าวตวัดมองหญิงสาว
“เจ้ามีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปของเซี่ยหรงเหยาหรือไม่!” หลินซินหรานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือปิดปาก แววตาแฝงความตกใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าน้อยไม่รู้เลยจริงๆ ไม่รู้ใครเป็นคนใส่ร้ายข้าเช่นนี้ ที่ผ่านมาอนุเพียงไปเยี่ยมเยียนนางเท่านั้น...แล้วก็กลับออกมา ไหนเลยจะมีความกล้าช่วยเหลือให้นางหนีออกจากจวนได้ หากไม่เชื่อก็สอบถามบ่าวไพร่ในจวนได้เจ้าค่ะ ทุกคนต่างเห็นว่าวันที่นางหายตัวไป อนุล้วนอยู่ในเรือนของตน” จ้าวเค่อขมวดคิ้ว “เช่นนั้น...เจ้ามีเหตุผลอันใดถึงต้องไปเยี่ยมสตรีที่ข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้” หลินซินหรานหลุบตามองพื้น ปรับสีหน้าเรียบเฉยให้ดูอ่อนโยนลง “มิใช่คุณหนูเซี่ยกำลังตั้งครรภ์หรือ ได้ยินว่านางแพ้ท้องหนัก ทานอาหารไม่ได้สักอย่าง อนุเห็นใจจึงให้คนจัดอาหารไปเยี่ยม นางดูอ่อนแรงนัก ตอนกลับออกมา นางยังนอนอยู่บนเตียง หากซื่อจื่อไม่เชื่อ ก็สามารถถามสาวใช้ที่ดูแลนางได้เจ้าค่ะ” จ้าวเค่อหันขวับไปทางสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง “เจ้าชื่ออะไร” “หงออวี้เจ้าค่ะ” นางตอบเสียงสั่น “สิ่งที่นางพูด เป็นความจริงหรือไม่” สาวใช้ก้มหน้าจนแทบจรดพื้น กายสั่นเทาเพราะเกรงกลัวต่อความผิด “ปะ...เป็นความจริงเจ้าค่ะ วันนั้นอนุหลินนำอาหารมาหลายอย่างจริงๆ และตอนที่กลับออกไป คุณหนูเซี่ยยังอยู่ในห้อง ไม่ได้ออกไปไหนเลยเจ้าค่ะ” ความเงียบปกคลุมทั่วลานเรือน จ้าวเค่อจ้องหลินซินหรานอยู่นาน แววตาเต็มไปด้วยความคลางแคลง ก่อนจะถอนหายใจยาว “ถ้าเช่นนั้น คงเป็นข้าที่เข้าใจผิดไปเอง” หลินซินหรานยอบกายคำนับ “อนุเข้าใจเจ้าค่ะ ซื่อจื่อเป็นห่วงคุณหนูเซี่ย นั่นเป็นเรื่องดี” จ้าวเค่อเหลือบมองนางเล็กน้อย ก่อนหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ ห่างออกไป เมื่อทุกอย่างเงียบลง หลินซินหรานจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกครั้ง รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปาก แววตาเยือกเย็นราวน้ำแข็ง “แพ้ท้องหนัก...ทานอาหารไม่ได้...ข้าพูดผิดตรงไหนกันเล่า เจ้าว่าใช่หรือไม่” หญิงสาวหันไปเอ่ยกับสาวใช้ข้างกาย พร้อมกับหัวเราะเบาๆ อย่างมีเลศนัย หลายวันผ่านไป เซี่ยหรงเหยายังคงเร่ร่อนอยู่ในเมืองหลวงใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง เพราะข่าวที่ได้ยินมาคือ ซื่อจื่อจวนชินอ๋องกำลังตามหาใครบางคน ถึงขั้นบุกค้นจวนชาวบ้านอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ยามนี้ท้องของเซี่ยหรงเหยาโตขึ้นเรื่อยๆ และที่น่าแปลกคือมันใหญ่โตกว่าสตรีตั้งครรภ์ทั่วไป ทั้งที่อายุครรภ์ยังไม่ถึงห้าเดือน แต่เพราะไม่อาจเปิดเผยตัวตน เซี่ยหรงเหยาจึงไม่กล้าไปหาหมอ ทำได้เพียงจ้างคนแปลกหน้าให้ไปซื้อยามาให้เป็นครั้งคราว เงินที่หลินซินหรานมอบให้เริ่มร่อยหรอ นางต้องประหยัดทุกเหวินเพื่อประทังชีวิต เพราะไม่รู้ว่ามู่หรงฉางชิงจะหาตัวนางพบเมื่อใด บางวันจึงทำได้เพียงทานหมั่นโถวแห้งๆ กับน้ำเปล่า แต่ถึงอย่างนั้น...นางก็ยังอดทน เพราะในใจมีเพียงความหวังว่าจะได้พบชายหนุ่มอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน...จ้าวเค่อได้ออกคำสั่งให้คนของตนออกตามหาเซี่ยหรงเหยาไปทั่วเมือง สายลับรายงานว่ามีสตรีตั้งครรภ์ผู้หนึ่งไม่ทราบที่มาแน่ชัด นั่งรถม้าออกจากเมืองไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ชายหนุ่มจึงรีบส่งคนติดตามไปโดยไม่รอช้า แต่เพราะความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการกลับมาของคณะราชทูตจากเป่ยหมิง ทำให้การตรวจตราไม่เข้มงวดอย่างที่เคย มู่หรงฉางชิงจึงสามารถลอบเข้าเมืองได้โดยไม่ถูกจับตามอง ขณะเดียวกัน...ขบวนคณะทูตจากเป่ยหมิงเองก็มาถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัย และยามนี้มีข่าวใหญ่ที่แพร่สะพัดไปทั่วคือ...องค์หญิงผู้หายตัวไปสิบกว่าปี ได้กลับคืนสู่ฐานะเดิมแล้ว เมื่อได้ยินข่าวนั้น เซี่ยหรงเหยาก็รู้ทันทีว่า...องค์หญิงที่พวกเขากำลังกล่าวถึงคือว่านหนิงอวิ๋น สหายรักในวัยเยาว์ของนาง ข่าวนั้นทำเซี่ยหรงเหยารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมา มันคล้ายกับว่าความทุกข์ยากของนางกำลังจะหมดไป ที่นี่คือต่างบ้านต่างเมือง นางไม่รู้จักใครเลย ทั้งโดดเดี่ยวและหวาดกลัว ต้องใช้ชีวิตเป็นขอทานเงียบๆ ในวัดร้าง หยาดน้ำใสเอ่อคลอในดวงตา หัวใจยามนี้ร่ำร้องอยากพบสหายรักเหลือเกิน ความเหนื่อยล้าและความท้อแท้ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ทำให้เซี่ยหรงเหยาแทบคิดจะยอมแพ้หลายหน แต่เพื่อลูกในท้อง...จึงจำต้องกัดฟันอดทนเพื่อรอโอกาส หลังจากสืบจนทราบที่อยู่ของคณะราชทูตจากเป่ยหมิง เซี่ยหรงเหยาก็พยายามเข้าใกล้ที่นั่น แต่เพราะสถานะขอทานของนาง จึงถูกทหารหน้าประตูขับไล่ออกมาอย่างไม่ไยดี “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ขอทานเช่นเจ้าจะมาได้ รีบไปให้พ้น!” เสียงตะโกนทำให้หญิงสาวจำต้องรีบหลบออกมา ขณะเดินเลียบกำแพงเพื่อหาทางเข้าอื่น สายตาพลันเหลือบไปเห็นรถม้าคันหนึ่งแล่นเข้ามาอย่างสง่างาม ตราสัญลักษณ์ตำหนักชินอ๋องติดอยู่ด้านข้าง คนที่ก้าวลงมาจากด้านในคือจ้าวเค่อที่อยู่ในชุดขุนนางเต็มยศ หัวใจของเซี่ยหรงเหยาแทบหยุดเต้น นางรีบหลบฉากออกไปทันที มือสองข้างรีบกุมท้องตนเองแน่น ความหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วร่าง กลัวว่าเขาจักพาตัวนางกลับไปที่นั่นอีก “เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร...” หญิงสาวพึมพำเสียงแผ่ว แอบมองชายหนุ่มที่กำลังก้าวเข้าจวนที่พักของคณะราชทูตจากเป่ยหมิง แต่เมื่อวิเคราะห์ให้ดี...บางทีเขาอาจมาเยี่ยมว่านหนิงอวิ๋นในฐานะลูกพี่ลูกน้องก็เป็นได้ ร่างบางถอนหายใจยาว...ความกลัวในใจลดลงเล็กน้อย เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายมิได้มาที่นี่เพื่อตามหาตนเอง โชคดีที่จ้าวเค่อไม่ทันได้สังเกตเห็น เซี่ยหรงเหยาจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นางรู้ว่า...การเข้าใกล้คณะทูตเป่ยหมิงโดยตรงเช่นนี้ อันตรายเกินไป นางจึงเริ่มคิดหาวิธีใหม่ เซี่ยหรงเหยามองเห็นคณะละครเร่และกองสังคีตถูกเรียกโดยขุนนางจากกรมพิธีการ อีกไม่ถึงเดือนจะมีงานเลี้ยงใหญ่ เพื่อต้อนรับองค์หญิงกลับคืนสู่ฐานะเดิม ร่างบางจึงคาดเดาว่าคนเหล่านี้จักต้องถูกว่าจ้างเข้ามาถวายการแสดงภายในวัง ดังนั้น...จึงตัดสินใจเสี่ยงดวงดูอีกครั้ง นางใช้เงินที่เหลือทั้งหมดเพื่อเดิมพันครั้งสุดท้าย จ่ายเงินให้เด็กยกของของคณะละครเร่ เพื่อให้ตนได้เปลี่ยนตัวกับเขา ในวันงาน...ขบวนคณะละครเร่ทยอยเข้าสู่ประตูวังทีละขบวน เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะดังแผ่วในลานอุทยานหลวง สถานที่ที่ถูกใช้จัดงาน เพื่อต้อนรับการกลับมาของพระธิดาเพียงพระองค์เดียวของฮ่องเต้ผู้ครองแคว้นจ้าว ท่ามกลางความครึกครื้น ไม่มีใครทันสังเกตเห็นคนผู้หนึ่งที่กำลังเดินก้มหน้า แบกหีบเครื่องแต่งกายตามหลังคณะละครเร่เข้าไปอย่างเงียบงัน...ภายใต้ชุดของบุรุษเก่าๆ ดวงตาของนางเปล่งประกายแน่วแน่ นี่คือโอกาสเดียวที่จะได้พบสหายรักอีกครา งานเลี้ยงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเจ้าของงานอย่างว่านหนิงอวิ๋นได้ก้าวเข้าสู่งานเลี้ยงพร้อมพระบิดาและพระมารดา เหล่าขุนนางและแขกผู้มีเกียรตินั่งเรียงรายตามจุดที่ได้รับจัดสรรค์ เสียงดนตรีจากคระละครเร่ที่ผลัดกันขึ้นแสดงทีละชุด ปนเปกับเสียงชื่นชมของเหล่าผู้ชม จนกระทั่งถึงช่วงที่หญิงงามจากกองสังคีตต้องขึ้นบรรเลงกู่ฉิน บรรยากาศภายในงานพลันเงียบลง ที่ห้องพักยามนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น เมื่อเซี่ยหรงเหยาในชุดบุรุษ กำลังยืนอยู่เหนือร่างของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่ตอนนี้นอนหมดสติอยู่บนพื้น ในมือของนางยังคงกำอาวุธที่ใช้ตีอีกฝ่ายแน่น “ขอโทษด้วย...ไว้ข้าจะชดเชยให้เจ้าทีหลัง” นางรีบทิ้งไม้ในมือก่อนลากร่างสตรีนางนั้นไปซ่อน จากนั้นรีบถอดเครื่องประดับและชุดของหญิงสาวคนนั้นออก แล้วสวมแทนอย่างรวดเร็ว เซี่ยหรงเหยายกกู่ฉินขึ้นแนบอก เดินออกจากห้องอย่างสงบ นางกำนัลเดินเข้ามาตามพอดี ร่างบางก้าวขึ้นเวทีท่ามกลางสายตานับร้อยที่จับจ้อง ใบหน้าแม้ถูกผ้าผืนบางปกปิด ทว่าดวงตาที่แน่วแน่ไม่ยอมแพ้ยังคงดูสงบนิ่ง ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งงาน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านม่านแพรเบาๆ เซี่ยหรงเหยานั่งลงตรงกลางเวที วางกู่ฉินไว้ตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวยกขึ้นแตะสายอย่างมั่นคง“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ทุกคนรีบวิ่งไปยังคอกม้าทันที และสิ่งที่เห็นได้ทำให้เลือดในกายของจ้าวเค่อเดือดพล่าน เพราะม้าทุกตัวถูกปล่อยออกไปจนหมด เหลือเพียงรอยเท้าสับสนปนเป“ข้าจักลงโทษเรื่องนี้ในภายหลัง ไปหาม้ามาให้ข้า อย่างไรก็ต้องตามหาตัวนางให้พบ!” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะองครักษ์ทุกนายต่างรีบเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าย่อมไม่บังคับผู้ที่ไม่เต็มใจ” เซี่ยหรงเหยากอดตนเองด้วยสีหน้าไม่วางใจ ความทรงจำบางอย่างได้ผุดขึ้นมาบางเบาย้อนกลับไปวันนั้น วันที่นางเดินทางไปยังจวนเสนาบดีติงเพื่อร่วมอวยพรวันเกิดแก่ฮูหยินผู้เฒ่า...หลังจากไป๋ไช่และสือจิ่วออกจากห้องไป ด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย จึงเอนกายลงพักเพียงคร
คำประกาศนั้นดังก้อง ทุกชีวิตที่อยู่โดยรอบรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงสันหลัง ความบ้าคลั่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต กำลังย้อนกลับมาอีกครั้งฟ้าสางของวันใหม่มาพร้อมกับสายหมอกบางเบาที่ปกคลุมทั่วเกาะ เสียงคลื่นกระทบโขดหินดังแผ่วเบาอยู่ไกลๆสืออีและกองกำลังลับ เคลื่อนตัวออกจากทางลับภายในจวนตระกูลติง หลังจา
“ไม่นะ! ฮองเฮา! ฮองเฮาเพคะ พระองค์อยู่ที่ใด! สือจิ่ว! สือจิ่ว! ฮองเฮาทรงหายตัวไป!!” เสียงร้องของไป๋ไช่ดังลั่นห้อง สือจิ่วที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกรีบก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองทั่วห้องอย่างรวดเร็ว“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ที่บอกว่าฮองเฮาหายตัวไป ข้าเฝ้าอยู่ด้านนอกตลอดเวลา รอบๆ ก็มีอ






