เข้าสู่ระบบปัง!
ตูม!
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางหน้าผา เศษหินเล็ก ๆ กระเด็นตกลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างหลังรถสปอร์ตสีขาวพุ่งชนแบริเออร์เหล็กและทะยานหายไปจากขอบถนน ตามมาด้วยเสียงน้ำเบื้องล่างแตกกระจายสะท้อนก้องอยู่ในอากาศไม่กี่วินาทีก่อนจะถูกกลืนหายไปกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดกระแทกโขดหินด้านล่างอย่างไม่ปรานี เหลือเอาไว้เพียงภาพโลหะบิดงอ
“บัดซบ!”
เสิ่นอวี้หรงฟาดฝ่ามือลงบนฝากระโปรงรถเอสยูวีสีดำเต็มแรง เสียงกระแทกดังปึงจนบอดี้การ์ดหลายคนสะดุ้ง
ชายหนุ่มในชุดสูทเจ้าบ่าวในวัยยี่สิบเก้าปีมองลงไปยังหน้าผา ใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติเต็มไปด้วยความสุขุมตอนนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดไม่อาจปกปิด
ด้านข้างเขา เจิ้งฉู่เจี๋ย ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีรีบวิ่งไปหยุดที่ริมหน้าผา รองเท้าหนังราคาแพงครูดกับกรวดหินจนเกิดเสียงเสียดสีก่อนเขาจะชะงัก ภาพเบื้องล่างนั้น รถสปอร์ตสีขาวคันเมื่อครู่กำลังจมลงอย่างช้า ๆ
ตัวรถลอยอยู่เหนือผิวน้ำเพียงครึ่งคัน แสงแดดยามบ่ายแก่สะท้อนตัวถังสีขาวเป็นประกาย ก่อนมันจะค่อย ๆ เอียงลงทีละน้อยเหมือนสัตว์บาดเจ็บที่กำลังจมสู่ก้นทะเล
“เวรเอ๊ย...”
เจิ้งฉู่เจี๋ยพึมพำ สีหน้าซีดเผือดเหมือนคนไม่อยากเชื่อสายตา ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วเกินไป เพียงไม่กี่วินาทีที่ผ่านมา เจิ้งซูเหยายังอยู่ในรถคันนั้น แต่ตอนนี้...
“พี่เจี๋ยทำอะไรสักอย่างสิคะ!”
เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นจากด้านหลัง เจิ้งฉู่หรั่น หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปีในชุดเดรสหรูสีชมพูอ่อนรีบวิ่งมาหยุดใกล้ขอบหน้าผา ใบหน้าสวยจัดเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เธอจับแขนพี่ชายบุญธรรมแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อของเขา
“รีบลงไปช่วยมันสิ!”
“เธอจะบ้าเหรอหลันหลัน!” เจิ้งฉู่เจี๋ยหันกลับมาตวาดเสียงแข็งกร้าว
“ข้างล่างนั่นมันลึกตั้งกี่สิบเมตร คลื่นก็แรง คิดจะให้พี่กระโดดตามซูเหยาไปตายหรือไง!”
ชายหนุ่มไม่ได้ปิดบังความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายังไม่อยากตายสักหน่อย ทะเลตรงหน้าผาแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าอันตราย แม้แต่นักประดาน้ำมืออาชีพยังต้องระวัง จะให้เขากระโดดลงไปตอนนี้งั้นหรือ
ฝันไปเถอะ!
“แต่นังนั่นมันยังกล้า...”
เจิ้งฉู่หรั่นกำลังจะตะโกนด่าพี่ชายบุญธรรมที่ยืนไม่ยอมทำอะไร ทว่าคำพูดของเธอกลับถูกขัดจังหวะ ด้วยมือแข็งแรงของเสิ่นอวี้หรงที่ยื่นมาคว้าข้อมือหญิงสาวเอาไว้
“หรั่นเอ๋อ ใจเย็นก่อน”
น้ำเสียงเขานุ่มลงทันทีราวกับเปลี่ยนเป็นเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ดวงตาคมกริบที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความโกรธ กลับอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อมองหญิงสาวตรงหน้า
“เรื่องนี้ใช่ว่าจะไม่มีทางออก”
เจิ้งฉู่หรั่นหันไปมองชายคนรักทันที “ทางออกแบบไหนคะ!”
เธอแทบจะกรีดร้อง เพราะหวาดกลัวจะเสียทุกอย่างไป “ก็นังซูเหยาตกทะเลไปแล้ว! แผนพวกเราพังหมดแล้ว!”
ลมทะเลพัดแรงจนผมยาวของหญิงสาวปลิวกระจาย ใบหน้าสวยจัดที่เคยถูกชมว่าสามารถเป็นดาราดังได้หากเธอเต็มใจ กลับบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด
เสิ่นอวี้หรงมองเธอเพียงครู่หนึ่ง ในใจชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้สวยจริงแต่ดันโง่เกินไป
จนบางครั้งเขาก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าตัวเองตกหลุมรักเธอไปได้อย่างไรในตอนแรก แต่ตอนนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าเสียก่อน
“ทางโรงแรมตอนนี้ต้องวุ่นวายแน่” เสิ่นอวี้หรงพูดอย่างสุขุม “มีแค่คุณพ่อคุณกับคุณพ่อผมคงรับมือแขกกับพวกนักข่าวไม่ไหว”
เขาหันมามองหญิงสาว “คุณกลับไปก่อน”
“อะไรนะคะ?”
“ส่วนผมกับฉู่เจี๋ยจะจัดการทางนี้เอง”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แม้ทุกอย่างจะผิดแผนไปบ้าง แต่เสิ่นอวี้หรงในฐานะรองประธาน หงเย่กรุ๊ป ย่อมมีสติและมองภาพรวมได้ดีกว่าทายาทตระกูลเจิ้งสายรองสองคนตรงหน้า อย่างน้อยก็ต้องทำให้เรื่องนี้ดูเหมือนอุบัติเหตุมากที่สุด
หรือไม่ก็...
ให้มันกลายเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ในแบบที่เขาถนัดตลอดมา
“แต่ที่งานแต่งยังมีคุณแม่ของฉันกับคุณแม่ของพี่อยู่นะคะ…”
เจิ้งฉู่หรั่นยังไม่อยากไป เธอไม่อยากห่างจากเสิ่นอวี้หรงแม้แต่วินาทีเดียว ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยนกว่าครั้งไหน เป็นรอยยิ้มเขาที่คิดว่าหญิงสาวสวยแต่รูปตรงหน้าจะยอมทำตามทุกสิ่งที่ตนสั่ง
“ที่งานกำลังรอคำอธิบายเรื่องเจ้าสาวหนีงานแต่งอยู่ ส่วนพี่เป็นเจ้าบ่าวหากกลับไปทั้งที่เจ้าสาวตกทะเลคงไม่เหมาะ”
เขาก้มลงเล็กน้อยจนสายตาอยู่ระดับเดียวกับเธอ
“พี่เห็นว่าเธอเป็นคนสำคัญที่สุดของพี่ไง ถึงยกหน้าที่แถลงข่าวให้เธอไปจัดการ หรั่นเอ๋อ เธอช่วยพี่หน่อยนะ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงัก ดวงตาสวยเบิกกว้าง “จริงเหรอคะ…”
“แน่นอน”
เสิ่นอวี้หรงรู้ดีว่าตนควรพูดอย่างไร ผู้หญิงแบบเจิ้งฉู่หรั่นถึงจะเหลวเป็นน้ำแข็งละลาย และไม่ผิดจากที่เขาคิด
ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวก็เรียกบอดี้การ์ดสองคนให้ขับรถคุ้มกันเธอกลับเมือง จิ่งหยาง เมืองเอกของประเทศเว่ยที่อยู่ห่างจากเย่เฉิงราวหนึ่งร้อยแปดสิบกิโลเมตร
เสียงเครื่องยนต์รถหรูคันนั้นค่อย ๆ ห่างออกไป เสิ่นอวี้หรงมองมันจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ไปได้เสียที”
เสียงบ่นดังขึ้น แต่คนพูดไม่ใช่เขา
“อยู่ไปก็วุ่นวายตายชัก”
เป็นเจิ้งฉู่เจี๋ยที่พูดแทน รองประธานหงเย่กรุ๊ปไม่ได้ตอบคำของคุณชายใหญ่เจิ้ง
เพราะในใจเขาคิดเหมือนกันทุกประโยค ลมทะเลยังคงพัดแรง ด้านล่าง รถสปอร์ตสีขาวจมลงไปเกือบหมดแล้ว
“เว่ยเสียน”
เสียงเสิ่นอวี้หรงกลับมาเย็นชาอีกครั้ง หัวหน้าบอดี้การ์ดรีบเดินเข้ามาทันที
“ครับรองประธานเสิ่น”
“ส่งคนลงไปด้านล่างทำเหมือนพวกนายพยายามช่วยคุณหนูสามเจิ้งเต็มที่”
“ครับ”
“เส้าเหิง”
ชายอีกคนรีบรับคำ
“โทรแจ้งตำรวจและหน่วยกู้ภัยเดี๋ยวนี้”
ทุกคนเริ่มเคลื่อนไหวทันท เสิ่นอวี้หรงก้าวไปยืนข้างเจิ้งฉู่เจี๋ย สองมือสอดในกระเป๋ากางเกง สูทเจ้าบ่าวสีดำปลิวเล็กน้อยตามแรงลม
สายตาคมของเขามองลงไปยังทะเลสีมรกต ตอนนี้มองเห็นเพียง จุดสีขาวเล็ก ๆ
ของหลังคารถที่กำลังจมหาย เจิ้งฉู่เจี๋ยกลืนน้ำลาย เขารู้ว่าสุดท้ายเจิ้งซูเหยาต้องตายก็จริงแต่ไม่คิดว่าจะมาเห็นกับตนเองแบบนี้
“คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดีครับพี่อวี้”
เสียงของคุณชายใหญ่เจิ้งแต่ไม่มีสิทธิ์จะได้นั่งเก้าอี้ประธานหงเย่กรุ๊ปคนต่อไปเบาลง
เสิ่นอวี้หรงนิ่งไปครู่หนึ่ง สมองเขาหมุนเร็วเหมือนเครื่องคำนวณ ความตายของเจิ้งซูเหยา
อาจไม่ใช่ปัญหาเพราะเดิมทีแผนของเขาหญิงสาวก็ต้องตายแต่ปัญหาคือ เธอยังไม่ได้เซ็นชื่อลงในใบทะเบียนสมรส เธอมาตายตอนนี้แผนเขาพังยับเยินหมด หลังคิดอยู่ไม่กี่วินาที ชายหนุ่มก็ยิ้มออกมา รอยยิ้มเย็นเยียบ
“ไม่ยาก”
เสิ่นอวี้หรงพูดช้า ๆ
“ในเมื่อยังมีฉู่หรั่นอยู่”
เจิ้งฉู่เจี๋ยขมวดคิ้ว
“หมายความว่า…”
เสิ่นอวี้หรงหัวเราะเสียงแผ่ว
“เทคนิคการแพทย์สมัยนี้ก้าวหน้าแค่ไหน นายก็รู้นี่”
สายตาเขายังไม่ละจากทะเล
“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าคนให้กลายเป็นอีกคน…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“ง่ายกว่าพลิกฝ่ามืออีก”
เจิ้งฉู่เจี๋ยเงียบไปทันที ภาพทุกอย่างเริ่มต่อกันในหัวคุณชายใหญ่เจิ้งรวดเร็วนัก ถ้าเจิ้งซูเหยาตาย
ก็แค่...
สร้างซูเหยาคนใหม่ขึ้นมา และให้คนนั้นเซ็นชื่อลงในทะเบียนสมรสก็หมดเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?
“โคตรอัจฉริยะเลยพี่อวี้”
เจิ้งฉู่เจี๋ยหัวเราะออกมาเต็มเสียง
“ผมแม่งนับถือพี่จริง ๆ”
ตอนที่ 6||เสวียนเย่และหมอจ้าน“อ๊าก!...”เสียงกรีดร้องโหยหวนของชายวัยราวสามสิบหกปีสะท้อนก้องไปทั่วห้องใต้ดินของโรงพยาบาลแอลลูเซีย เมดิคัล เซ็นเตอร์ ห้องสีเทา-ครีมอบอุ่นแต่บรรยากาศกลับเย็นเฉียบ กลิ่นเลือดสดผสมกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและควันบุหรี่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนสถานที่ภายในโรงพยาบาลสักนิดเดียวชายคนนั้นถูกมัดอยู่บนเตียงผ่าตัดทั้งตัวชุ่มไปด้วยเลือด เสื้อเชิ้ตของเขาถูกกรีดจนเปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลใหม่เก่าเต็มลำตัวไปหมด เสียงร้องนั้นดังเสียจนหัวคิ้วเข้มของหลัวเสวียนเย่ขมวดแทบชนกัน“หนวกหูชะมัด ตัดลิ้นมันทิ้งไป”รองประธานไท่หมิงกรุ๊ปที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้เหล็กไม่ไกลออกคำสั่งอย่างหงุดหงิด ทั้งที่เขาเพิ่งจะพ่นควันบุหรี่สีเทาลอยออกจากริมฝีปากบางเป็นสายแท้ๆ“ตัดลิ้นแล้วมันจะตอบคำถามมึงยังไงครับรองประธานหลัว”หลัวจ้านหันขวับไปมองญาติผู้น้องด้วยสีหน้าหงุดหงิด มือที่ถือมีดผ่าตัดยังคงเปื้อนเลือดจนชุ่ม“พูดไม่ได้แต่มันเขียนได้ครับ อย่าโง่ รีบจัดการ กูหนวกหู”หลัวเสวียนเย่ตอบเอื่อยเฉื่อย ราวกับกำลังคุยเรื่องอากาศดีนี่ไม่ใช่เรื่องทรมานคนหานปิงที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนายอด
ตอนที่ 4 ||พ้นวิกฤตหลัวจ้าน นายแพทย์ประจำตระกูลหลัว และเป็นญาติห่าง ๆ ของทั้งนายใหญ่หลัวเสวียนหยางกับนายท่านรองหลัวเสวียนเย่ ถูกเรียกมารับเคสนี้ด้วยตัวเองทันทีที่เปลเข็นพาร่างคนไข้เข้ามาในห้องฉุกเฉินชายหนุ่มเพียงมองร่างบนเปลครั้งเดียว ก็รู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุธรรมดาเขาประเมินจากเสื้อผ้าเปียกชุ่มจากน้ำทะเล รอยเลือด และรอยบาดแผลที่กระจัดกระจายไปทั่วร่าง ล้วนบอกชัดว่าหญิงสาวคนนี้ผ่านอะไรบางอย่างที่รุนแรงมากกว่าคนตกน้ำทั่วไป“นำคนไข้ไปเอ็กซ์เรย์”เคสแบบนี้หลัวจ้านรีบสั่งให้นำคนไข้ไปเอ็กซ์เรย์เพื่อเช็กก่อนว่าหญิงสาวมีกระดูกหรืออวัยวะภายในส่วนไหนแตกหักเสียหายบ้าง จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนเจาะเลือดเพื่อดูผลค่าเลือดกับหมู่โลหิตตามลำดับ“คุณหมอหลัวค่ะเคสนี้ดูแปลกๆ...”เสียงของหลินจื่ออิง หัวหน้าพยาบาลวิชาชีพผู้ช่วยของนายแพทย์หลัวจ้านที่ถูกเรียกตัวมาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าและประเมินบาดแผลเอ่ยถามหมอหนุ่มเสียงเบาขณะที่เธอช่วยกันถอดเสื้อคลุมของหานปิงออกจากตัวคนไข้ ภาพที่ปรากฏทำให้เธอชะงักไปทันที หญิงสาวไม่ได้สวมชุดราตรีธรรมดาแต่มันคือชุดเจ้าสาวแต่กลับไม่มีเจ้าบ่าว แต่กลับเป็นท่าน
ตอนที่ 3 || เก็บของเล่นได้ชิ้นหนึ่งตูม!ร่างสูงใหญ่ของหลัวเสวียนเย่พุ่งลงจากโขดหิน แรงกระแทกทำให้น้ำทะเลกระจายเป็นวงกว้าง ร่างของมาเฟียหนุ่มวัยฉกรรจ์แหวกว่ายสู่ทะเลอย่างรวดเร็วเหมือนปลาฉลามกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักทำงานอย่างยอดเยี่ยม แขนกำยำแหวกว่ายอย่างทรงพลัง ร่างกายเคลื่อนที่ในทะเลได้คล่องแคล่วราวกับสัตว์นักล่าที่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมนี้มาตั้งแต่กำเนิดสายตาคมกริบกวาดมองท่ามกลางความมืดสลัวของน้ำทะเลลึกราวสองเมตร ไม่นานหลัวเสวียนเย่เห็นร่างเล็กในชุดเจ้าสาวสีขาวกำลังจมลงผ้าสีขาวที่เปียกน้ำแนบติดกับร่างเหมือนก้อนหินที่กำลังดึงเธอลงสู่ก้นทะเล เลือดสีเข้มไหลออกมาจากศีรษะผสมกับน้ำทะเลจนกลายเป็นสีชมพูจางหลัวเสวียนเย่หรี่ตาเล็กน้อย และแทบจะทันทีที่สายตานั้นจับเป้าหมายได้เขาก็พุ่งไปคว้าร่างนั้นเอาไว้‘อย่าเพิ่งทำฉันผิดหวังสิ’นั่นคือสิ่งรองประธานหนุ่มคิด และเขาไม่ยอมเสียเวลานาน รีบกระชากร่างนั้นขึ้นมาเหนือน้ำอย่างรวดเร็วและแรงในวินาทีเดียวกันนั้นเอง...“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”เจิ้งซูเหยาสำลักน้ำอย่างรุนแรง เมื่อหญิงสาวเพิ่งได้สติกลับมาขณะตนถูกฉุดกระชากขึ้นมาจากใต้น้ำ เธอพยายามสูดอา
ตอนที่ 2 || หนีเสือเพื่อเจอปีศาจบนหน้าผาสูงชัน เสียงตะโกนโกรธเกรี้ยวของเสิ่นอวี้หรงกับพี่น้องตระกูลเจิ้งดังลั่น เพราะแผนการทุกอย่างพังทลายต่อหน้าต่อตาเพราะเจ้าสาวที่ควรถูกควบคุมไว้ กลับเลือกขับรถพุ่งตกหน้าผาไปเบื้องล่างเสียแล้ว รถสปอร์ตสีขาวกำลังร่วงผ่านอากาศ พร้อมหญิงสาวที่ยังนั่งอยู่หลังพวงมาลัยลมทะเลกระแทกตัวรถจนเกิดเสียงหวีดแหลม หมุนคว้างอยู่เบื้องบน จากนั้นก็ดิ่งสู่ผืนน้ำสีครามด้านล่างเพียงเสี้ยวนาที เจิ้งซูเหยาไม่กรีดร้องเพราะหญิงสาวไม่มีความกลัว ในอกตอนนี้เหลือเพียงหัวใจที่แตกสลาย จากคนที่เธอรักกับที่เรียกว่าครอบครัวที่ไว้ใจที่สุดหักหลังพวกเขาทุกคนล้วนร่วมมือกันหลอกลวงเธอ แม้แต่พ่อแท้ ๆ ของตัวเองก็ไม่มียกเว้น ภาพเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังติดตาเจิ้งซูเหยาในห้องแต่งตัวของโรงแรมหรู เธอถูกกดลงกับเก้าอี้ เจิ้งฉู่หรั่นพี่สาวต่างแม่จับแขนเธอ และแม่เลี้ยงเช่นถังอี้ซินกดไหล่เธอแน่นคนรับใช้สองคนล็อกขา อีกคนบีบปากเธอ พยายามกรอกยากล่อมประสาทให้เธอกินให้สำเร็จ“กลืนมันลงไป!”เสียงของถังอี้ซินเย็นเหมือนเฉียบเหมือนงูพิษ ส่วนเจิ้งฉู่จ้าน พ่อผู้กำเนิดของเธอทำเพียงยืนดู ไม่ห้ามและช่วยเหลือ
ตอนที่1||หน้าเนื้อใจเสือปัง!ตูม!เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นราวกับฟ้าผ่ากลางหน้าผา เศษหินเล็ก ๆ กระเด็นตกลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างหลังรถสปอร์ตสีขาวพุ่งชนแบริเออร์เหล็กและทะยานหายไปจากขอบถนน ตามมาด้วยเสียงน้ำเบื้องล่างแตกกระจายสะท้อนก้องอยู่ในอากาศไม่กี่วินาทีก่อนจะถูกกลืนหายไปกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดกระแทกโขดหินด้านล่างอย่างไม่ปรานี เหลือเอาไว้เพียงภาพโลหะบิดงอ“บัดซบ!”เสิ่นอวี้หรงฟาดฝ่ามือลงบนฝากระโปรงรถเอสยูวีสีดำเต็มแรง เสียงกระแทกดังปึงจนบอดี้การ์ดหลายคนสะดุ้งชายหนุ่มในชุดสูทเจ้าบ่าวในวัยยี่สิบเก้าปีมองลงไปยังหน้าผา ใบหน้าหล่อเหลาที่ปกติเต็มไปด้วยความสุขุมตอนนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดไม่อาจปกปิดด้านข้างเขา เจิ้งฉู่เจี๋ย ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีรีบวิ่งไปหยุดที่ริมหน้าผา รองเท้าหนังราคาแพงครูดกับกรวดหินจนเกิดเสียงเสียดสีก่อนเขาจะชะงัก ภาพเบื้องล่างนั้น รถสปอร์ตสีขาวคันเมื่อครู่กำลังจมลงอย่างช้า ๆตัวรถลอยอยู่เหนือผิวน้ำเพียงครึ่งคัน แสงแดดยามบ่ายแก่สะท้อนตัวถังสีขาวเป็นประกาย ก่อนมันจะค่อย ๆ เอียงลงทีละน้อยเหมือนสัตว์บาดเจ็บที่กำลังจมสู่ก้นทะเล“เวรเอ๊ย...”เจิ้งฉู่เจี๋ยพึมพำ สีหน้าซีด
บทนำ ปลายฤดูร้อนของปี 2026 เมืองชายฝั่งทางตอนใต้กำลังอบอ้าวด้วยอากาศร้อนชื้น ถนนสายเก่าเลียบชายทะเลของเมืองรอง เมืองเย่เฉิง ประเทศเว่ยที่ทอดยาวออกนอกเขตชุมชนขึ้นทุกขณะบนถนนเต็มไปด้วยรถยนต์หลายคันซึ่งกำลังไล่กวดกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์ดังกลบทุกสิ่ง บรรยากาศตึงเครียดราวกับการล่านักโทษอุกฉกรรจ์ทั้งที่รถสปอร์ตสีขาวที่กำลังพุ่งฝ่าทางคดเคี้ยวด้วยความเร็วสูงหลบหนีการไล่ล่านั้น ผู้ขับเป็นหญิงสาวอยู่หลังพวงมาลัยเธอสวมชุดแต่งงานสีขาวหรูหรา ชุดราคาแพงที่ควรอยู่ในโบสถ์ไม่เหมือนนักโทษหนีคดีแม้แต่น้อยใช่แล้วเธอกำลังหนีการตามล่าสุดชีวิต!หากไม่ใช่หนีผู้พิทักษ์กฎหมายหนีศัตรูอื่นใด หากแต่คนที่ไล่ล่าหญิงสาวอย่างเอาเป็นเอาตายไม่มีลดละเป็นระยะทางเกินร้อยกิโลเมตรนี้กลับเป็น ‘คนกันเอง’ทั้งนั้นด้านหลังคือรถเอสยูวีสีดำหลายคันของหนึ่งตระกูลที่เธอเคยเรียกว่าครอบครัวกับอีกหนึ่งคือคนของอนาคตครอบครัวใหม่ที่ตนจะแต่งงานด้วย พวกเขาล้วนเป็นชายฉกรรจ์ในสูทสีเข้มพร้อมอาวุธครบมือไล่ตามอย่างไม่ลดละ เธอกำลังถูกไล่ต้อนเข้าสู่ถนนเส้นเก่าที่คล้ายถูกปิดตายเข้าไปเรื่อยๆทุกขณะห่างไกลจากตำรวจ สองข้างทางไม่มีพยาน พว







