Share

5.ส่งนางไปอาราม

last update Tanggal publikasi: 2025-06-21 20:39:44

ส่งนางไปอาราม

เจียวเหมยได้พาซินแสเจิ้งมาที่ห้องของเสวียนหนี่ ซิน

หยางที่กำลังเฝ้าดูอาการลูกน้อยอยู่ลุกขึ้นยืนมองคนทั้งสองด้วยแววตาประหลาดใจ ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างบ่งบอกว่าเจียวเหมยไม่ได้ประสงค์ดีต่อนางสองแม่ลูกเป็นแน่ เจียวเหมยมองหน้าซิน

หยางวูบหนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มอย่างสมเพชเวทนา

“ฮูหยินใหญ่ ท่านอาวุโสผู้นี้คือซินแสเจิ้ง ท่านพี่อนุญาตให้ข้าพาซินแสเจิ้งมาเพื่อตรวจดูดวงชะตาเสวียนหนี่”

“ตรวจดูดวงชะตา?”

“เจ้าค่ะ”

“ลูกข้าเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเมื่อวาน ร่างกายยังไม่แข็งแรงพอ ข้ายังไม่อยากให้ใครมารบกวนนางในเวลานี้”

“ถ้าเสวียนหนี่ได้ตรวจดูดวงชะตา หากพบว่ามีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับนางเราก็จะได้หาทางแก้ไขได้ทันท่วงที อีกอย่างท่านพี่ก็อนุญาตแล้วเชิญฮูหยินถอยไปก่อนเถิด” เจียวเหมยตัดความรำคาญ

“ไม่! ข้าไม่อนุญาต ซินแสผู้นี้เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด หากตรวจดูดวงชะตาให้เสวียนหนี่มั่วซั่วล่ะใครจะรับผิดชอบ เสวียนหนี่เป็นลูกสาวข้า ข้าไม่อนุญาตเด็ดขาด”

“แต่ข้าอนุญาต!”

ระหว่างที่ภรรยาทั้งสองกำลังโต้เถียงกันมู่เฉินได้เดินเข้ามา เขาตวาดซินหยางแล้วผายมือให้ซินแสเข้าไปใกล้ ๆ เตียงของบุตรสาว ซินหยางที่ไม่อาจเอ่ยคำโต้เถียงได้จึงจำใจต้องถอยให้อย่างไม่เต็มใจ ระหว่างที่ซินแสกำลังทำการตรวจดูโหงวเฮ้งและดวงชะตาให้เสวียนหนี่อยู่นั้น ซินหยางเริ่มใจคอไม่สู้ดี นางได้แต่ภาวนาขอให้ไม่มีเรื่องร้ายใด ๆ เกิดขึ้น จนกระทั่งซินแสตรวจดวงชะตาเสร็จเขาได้แสดงสีหน้าอึกอักส่ายศีรษะแล้วถอนหายใจออกมาแรง ๆ คล้ายกับว่าเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว

“ว่าอย่างไรซินแสเจิ้ง ดวงชะตาของเสวียนหนี่ต่อจากนี้จะดีหรือไม่ดีรีบพูดมาเถิด”

“เฮ้อ! ท่านฉู่ ข้าได้ตรวจดูโหงวเฮ้งกับดวงชะตานางอย่างละเอียดแล้วไม่ค่อยดีนัก ดวงชะตาของนางเป็นดาวกาลกิณีแก่ตระกูล ที่นางไม่สามารถพูดได้นั้นเป็นผลมาจากเคราะห์กรรมของตัวนางเอง ข้า... ไม่ทราบว่าหากพูดอะไรมากไปกว่านี้ท่านฉู่จะเอาผิดข้าหรือไม่”

“พูดต่อเถิดซินแสเจิ้ง”

“ด้วยชะตาของนางที่เป็นดาวกาลกิณีอาจทำให้ตระกูลฉู่ของท่านได้รับเคราะห์หนักถึงขั้นสูญสิ้นวงศ์ตระกูล ทุกคนในบ้านอาจจะมีอันเป็นไปและสิ้นชีพอย่างอเนจอนาถ”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ! ล... แล้วข้าควรทำอย่างไรกับนางต่อไปดี” มู่เฉินมีสีหน้าเป็นกังวล

“วิธีแก้ก็มีอยู่ เพื่อป้องกันภัยวิบัติไม่ให้เกิดแก่ตระกูลฉู่ท่านต้องส่งนางออกไปอยู่อารามเพื่อชำระล้างความอัปมงคล”

“เหลวไหลสิ้นดี!” ซินหยางรีบพูดขัด นางไม่มีวันเห็นด้วยกับวิธีการนี้เด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตนางก็จะขอขัดขวางไม่ยอมปล่อยบุตรสาวให้ไปตกระกำลำบากที่อารามบนเขาต้าซาน เด็กหญิงวัยเพียงแปดขวบจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรที่นั่นถึงแม้ว่าจะไม่ไกลกับจวนตระกูลฉู่มากแต่อาหารการกินและที่พักอาศัยยังไม่สะดวกพอ บุตรสาวของนางที่เคยใช้ชีวิตสะดวกสบายอยู่จวนตระกูลฉู่โดยมีมารดาคอยเป็นปราการป้องกันภัยจะไปอยู่ในที่แบบนั้นได้อย่างไรกัน

และที่สำคัญนางมีอายุเพียงแค่แปดขวบเท่านั้นเอง!

ซินหยางได้แต่ตำหนิสามีในใจเกี่ยวกับความไม่หนักแน่นของเขา บนโลกใบนี้ยังมีบิดาเช่นนี้อยู่อีกหรือ มู่เฉินหลงลาภยศห่วงแต่ส่วนได้ไม่ปรารถนาส่วนเสีย แม้กระทั่งลูกแท้ ๆ ที่เป็นสายเลือดตนเองหากไร้ซึ่งผลประโยชน์แล้ว เขาก็กล้าที่จะกระทำต่อนางเหมือนเป็นผักเป็นปลา

ถ้าหากนางสามารถย้อนเวลากลับไปได้เมื่อสิบกว่าปีก่อน หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรนางก็ขอยอมตายดีกว่าแต่งให้คนผู้นี้ ต่อให้ต้องถูกบิดาและมารดาตัดขาดให้ตายอย่างไรนางก็จะไม่แต่ง ทว่ายามนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนอีกแล้วเพราะเวลาไม่อาจหวนคืนกลับมาได้ มิหนำซ้ำนางยังมีลูกน้อยที่ต้องปกป้อง ซินหยางเคยคิดอยากมอบหนังสือหย่าให้เขาแล้วพาบุตรสาวกลับบ้านเดิม แต่คิดดูดี ๆ ที่นั่นก็คงไม่ยินดีต้อนรับนางอีก สตรีที่แต่งงานออกเรือนแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป บ้านเดิมของนางจึงไม่อยากรับนางกับลูกเข้าไปเป็นภาระ

“ข้าไม่ยอมให้ลูกไปเด็ดขาด”

“แต่ข้าเห็นด้วยกับซินแสเจิ้ง อารามจะเป็นที่ชะล้างความอัปมงคลเผื่อว่าบางทีนางอาจจะกลับมาพูดได้เหมือนเดิม หากเป็นแบบนั้นก็นับเป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ ที่เจ้าขัดขวางแท้ที่จริงแล้วเจ้าไม่อยากช่วยลูกให้กลับมาพูดได้น่ะสิฮูหยินใหญ่ เจ้านี่มันเป็นแม่ประสาอะไร”

“ไม่ใช่! ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ ข้าปรารถนาอยากเห็นนางเป็นปกติ ข้าเป็นห่วงนางจริง ๆ คนเป็นแม่ที่ไหนจะไม่ห่วงลูกตัวเอง”

“ถ้าเจ้าห่วงลูกก็จงปล่อยนางไปอยู่ที่อาราม เมื่อนางหายแล้วข้าถึงจะอนุญาตให้นางกลับเข้าจวนตระกูลฉู่”

“ล... แล้วเมื่อไหร่กัน หากนางไม่มีทางหายเป็นปกติเล่า คงไม่ต้องอยู่ในอารามไปตลอดชีวิตหรอกหรือเจ้าคะ”

“สุดแล้วแต่วาสนา อย่างไรข้าก็ไม่ยอมให้ตระกูลฉู่ต้องถึงคราววิบัติเพราะนางเป็นอันเด็ดขาด ซินหยางข้าขอยื่นคำขาด! หากเจ้ายังกล้าพูดหรือขัดคำสั่งแม้เพียงครึ่งคำ ข้าจะสั่งโบยพวกเจ้าทั้งแม่ทั้งลูก”

การที่เขาเอาลูกมาข่มขู่สำหรับนางแล้วมักได้ผลดีเสมอ นางทรุดนั่งคุกเข่ากับพื้นมองคนเหล่านั้นจากไปโดยที่ไม่อาจช่วยเหลืออะไรบุตรสาวได้เลย

สองวันต่อมาหลังจากนั้น มู่เฉินรู้สึกเบิกบานใจยิ่งกว่าเดิม เขานำข่าวดีมาบอกเจียวเหมยว่าซีฮันอ๋องยินยอมเปลี่ยนตัวว่าที่สะใภ้แล้ว ทุกคนในจวนต่างมีความสุขชื่นมื่น มีเพียงฮูหยินกับลูกเท่านั้นที่ต้องทุกข์ตรม

เสวียนหนี่ถูกส่งตัวไปอารามบนเขาต้าซาน ในวันนั้นมีเพียงซินหยางที่ไปส่งบุตรสาวด้วยตัวเอง ตลอดเวลาที่เด็กหญิงอยู่ในอารามผู้เป็นบิดาไม่เคยมาเยี่ยมนางเลยสักครั้ง จะมีก็แต่ท่านแม่และท่านพี่ป๋อเหวินที่ติดตามมาบ้างเป็นครั้งคราว

จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มจะกลายเป็นเรื่องปกติ ซินหยางเหมือนจะทำใจได้บ้างแล้ว หลังหลุดพ้นจากความกังวลใจหลายอย่าง ในทางกลับกันนางรู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด บุตรสาวของตนไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับบุตรชายของซีฮันอ๋อง ถ้าหากเป็นไปตามประสงค์ของผู้เป็นสามี เสวียนหนี่เองก็คงจะกลายเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งในกระดาน เพื่อให้เขาก้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ

ไม่นานหลังจากนั้นดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมเลือนเรื่องราวของท่านประมุขน้อยหุบเขาอูยา ไม่เว้นแม้แต่เสวียนหนี่ที่ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงนางอีกเลย ราวกับว่านางเปรียบเสมือนบุคคลที่ตายไปจากใจของผู้คนแล้ว แม้แต่มู่เฉินยังเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าตนเองยังมีบุตรสาวอีกคนที่ถูกเขาส่งตัวไปอยู่อารามบนเขาต้าซาน

แปดปีต่อมา

“เจ้ากินเยอะ ๆ นะ เสวียนหนี่”

ป๋อเหวินซึ่งติดตามฮูหยินใหญ่มาเยี่ยมเยือนน้องสาวที่อารามบนเขาต้าซาน เขาได้นำขนมที่นางชอบทานขึ้นมาฝากบนเขาด้วย ย้อนไปถึงวันนั้นเขายังคงรู้สึกผิดต่อนางยิ่งนัก

จากวันนั้นจนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปแปดปีแล้ว เสวียนหนี่น้อยได้เติบโตเป็นหญิงสาวอายุย่างสิบเจ็ดปีแล้ว ใบหน้างดงามหมดจด รูปร่างงามสง่าผิวพรรณผ่องใสประหนึ่งไข่มุก ริมฝีปากแดงระเรื่อโดยธรรมชาติ เรือนผมดำขลับตรงยาวดั่งแพรไหม แม้นางจะพูดไม่ได้แต่นางก็ได้แม่ชีที่อารามคอยสั่งสอนให้นางรู้จักตัวหนังสือ บางครั้งเสวียนหนี่จะใช้วิธีการสื่อสารโดยใช้ภาษามือให้ผู้อื่นเข้าใจ แต่หากเป็นคนที่นางไว้ใจและสนิทมากเป็นพิเศษนางก็จะเขียนตัวอักษรใส่ฝ่ามือให้อ่าน

นางแย้มยิ้มให้พี่ชายแล้วอ้าปากงับขนมผักกาดไปเต็มคำ ป๋อเหวินเห็นน้องสาวร่าเริงดีเขาเองก็ยิ้มตาม ทว่าเมื่อนางดึงมือเขามาวาดตัวอักษรลงกลางฝ่ามือป๋อเหวินก็มีสีหน้าหดหู่ขึ้นมาทันที

‘อร่อยมากเลยเจ้าค่ะท่านพี่’

‘ข้าคิดถึงท่านพี่กับท่านแม่ที่สุดเลย’

เสวียนหนี่เขียนตัวอักษรบรรยายถึงรสชาติของขนมผักกาดลงฝ่ามือเขาและอ้อนเป็นประโยคคิดถึง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาวันนี้นางอาจจะได้ใช้การพูดสื่อสารกับเขาแทนการเขียน เสวียนหนี่ผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ดุจหยกขาวไม่ได้คิดกล่าวโทษอันใดเขาเลยแม้แต่น้อย นอกจากไม่กล่าวโทษแล้วนางยังปลอบประโลมยามที่เขาโทษว่าเป็นความผิดตนเองด้วยซ้ำไป หากยามนั้นเขามีสติและคิดผลเสียที่จะตามมา ไม่เอาแต่ขี้ขลาดตาขาวเขาก็คงไม่หลงเชื่อคำซูหนี่ง่าย ๆ

“หากอร่อยก็กินให้เยอะ ๆ หน่อย พี่เอาขนมขึ้นเขามามากมายเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ มีขนมกุ้ยฮวา เซาปิ่ง ขนมเปี๊ยะ และนี่ขนมทังหยวน” เขาบอกนางพลางดันกล่องขนมที่ทำจากไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมเข้าไปใกล้ ๆ แต่ซินหยางกลับดันกล่องไปไว้ที่เดิมแล้วทำหน้าดุป๋อเหวินทีเล่นทีจริง

“ให้นางค่อย ๆ กินเถิดป๋อเหวิน ดูสิ! นางกินจนเต็มกระพุ้งแก้มแล้วเดี๋ยวก็สำลักกันพอดี”

“ข้าเห็นนางกินเก่งแบบนี้ก็ดีใจมากไปหน่อยขอรับ”

“จงอย่าลืมไปว่าร่างกายนางไม่ค่อยแข็งแรง หากนางกินมากไปก็อาจไม่สบายเอาได้ เห็นใจแม่ชีที่ต้องเหนื่อยเฝ้าดูอาการนาง”

“เข้าใจแล้วขอรับ”

ซินหยางมักจะมาเยี่ยมเยือนเสวียนหนี่แล้วนอนค้างที่อารามเป็นบางครั้ง แต่หน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในจวน ทำให้นางไม่สามารถเจียดเวลามาได้ทุกวัน นางได้รับอนุญาตให้มานอนค้างที่อารามได้เพียงแค่สามวันต่อเดือนเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นมู่เฉินยังคงแสดงอาการท่าทางเหมือนไม่พอใจ สาเหตุเพราะเจียวเหมยที่ชอบเอาเรื่องมาบ่นให้เขาฟังอยู่ตลอดว่าตนเองต้องทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในจวนแทนฮูหยินใหญ่ จนทำให้นางนั้นรู้สึกเหนื่อยเกินไปจึงไม่มีเวลาได้อบรมสั่งสอนซูหนี่เกี่ยวกับการวางตัวให้เหมาะสมเพื่อเตรียมตัวเป็นสะใภ้ที่ดี

หากซินหยางขอไปนอนค้างที่อารามบ่อย ๆ นางก็ต้องรับภาระแทนทั้งหมด เพราะทุกอย่างที่ฮูหยินทำล้วนมีแต่เรื่องน่าเบื่อหน่ายทั้งสิ้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   43.จดหมายจากทางไกล (จบ)

    จดหมายจากทางไกล (จบ)“ฮูหยินเจ้าคะเมื่อเช้านี้คนเฝ้าประตูหุบเขานำจดหมายและของมาฝากให้ฮูหยินเจ้าค่ะ บอกว่าได้มาจากขบวนพ่อค้าผ่านทาง”สาวใช้วางจดหมายไว้บนโต๊ะแล้วก็เดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ ข้างจดหมายนั้นยังมีกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่มากเสวียนหนี่เปิดกล่องไม้ดูข้างในพบว่าเป็นผ้าบุหนาพันห่อบางสิ่งไว้อย่างดี สัมผัสยังชุ่มชื้นคล้ายกับว่ามีการพรมน้ำไว้ตลอดเวลา เมื่อนางเปิดผ้าห่อออกเห็นว่าสิ่งของข้างในคือกิ่งพันธุ์ของพืชชนิดหนึ่งจึงรีบคลี่จดหมายออกดู เนื้อความข้างในจดหมายได้เขียนบรรยายไว้ว่า…ข้าถึงแคว้นฉินอย่างปลอดภัยแล้วระหว่างทางมาแคว้นฉินข้าได้รู้จักกับพ่อค้าผู้หนึ่ง เขามีโรงย้อมอยู่ในเขตอำเภอเล็ก ๆ และได้รับข้าเข้าทำงานที่โรงย้อม หวังว่าจากนี้ชีวิตของข้าจะพบกับความสงบสุขอย่างที่เจ้าเคยกล่าวไว้ สิ่งที่ข้าฝากมาในกล่องคือกิ่งพันธุ์ฝูเถาพืชชนิดนี้ที่แคว้นฉินมีราคาแพงมาก เจ้าชอบเพาะปลูก ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าจะพึงพอใจข้าซื้อกิ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    42.ปรารถนาให้ดอกไม้งามได้ผลิบาน

    ปรารถนาให้ดอกไม้งามได้ผลิบาน“ข้าหวังเพียงว่าจากนี้ไปเจ้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างดีและมีความสุข ไม่ใช่แค่เจ้าที่คิดว่าข้าเป็นเหมือนคนในครอบครัวแต่ข้าเองก็คิดอย่างนั้น…ข้าอยากเห็นเจ้ามีความสุข”คำพูดคำจาของถานถานฟังแล้วต่างจากเดิมมาก เขาไม่ใช่ตาแก่ไร้สาระของนางอีกต่อไปแล้วเขาพูดสิ่งดี ๆ เพื่อคนอื่นก็เป็นเช่นกันแต่น้อยครั้งนักที่ถานถานจะเอ่ยวาจาได้ตรงกับใจอย่างนี้ส่วนมากเขามักจะเฉไฉและวางท่าคิดอย่างไรก็ไม่เคยแสดงออกอย่างเปิดเผย"แล้วเจ้าเด็กวุ่นวายนั่น""หมายถึงเพียนเพียนน่ะหรือเจ้าคะ อย่าห่วงเลย ตอนนี้ได้คุณหนูฟางจิงดูแลคุณหนูทั้งสอนหนังสือและเรื่องต่าง ๆ ให้นางอย่างดี เพียนเพียนจะต้องเติบโตได้ดีแน่เอาไว้ว่าง ๆ ข้าจะพานางไปเยี่ยมเยือนท่านที่ไร่นะเจ้าคะ" "อืมงั้นข้าไปละนะ ข้างในนี้ต้องเป็นของดีแน่ ๆ คิดแล้วน้ำลายไหล"เขาชูถุงผ้าขึ้นพลางหัวเราะร่า

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    41.คำขอร้องของหลีเหว่ย

    คำขอร้องของหลีเหว่ยไม่จำเป็นต้องหลบหลังพุ่มไม้อีกต่อไปแล้วครั้งนี้เขาเดินอย่างองอาจเข้าไปในเรือน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าฟางจิงจึงได้หันกลับมามองยังต้นเสียงเห็นว่าคนที่มาคือหลีเหว่ยนางก็เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากวันสำคัญเช่นนี้เขาควรจะเฉลิมฉลองอยู่ที่เรือนหลักกับคนอื่น ๆ นานแล้วที่นางและเขาไม่ได้เจอกันเลย ครั้งล่าสุดเห็นจะเป็นตอนที่ปิดล้อมจับห่าวอู๋ แต่ก็แค่เห็นผ่านตาเพียงเท่านั้นไม่ได้มีการพูดคุยกันสักครึ่งคำก่อนที่ฟางจิงจะถูกรถม้าทับเขาและนางมีความสนิทสนมกันที่สุดแทบจะเรียกได้ว่าสนิมเทียบเท่าผู้เป็นพี่ชายแท้ ๆหลังจากที่อี้เฉินถูกส่งให้ไปศึกษาที่สำนักศึกษาตี้จิวแล้วหลีเหว่ยก็ติดตามไปเป็นสหายร่วมเรียนฟางจิงและเขาก็ค่อย ๆ ห่างเหินกันไปตามกาลเวลาพอสำเร็จการศึกษาหวนคืนหุบเขานางก็ตีตัวออกหากเขาไปเรื่อย ๆไม่สนิทสนมอย่างเดิมแล้วจนปัจจุบันเหมือนคนเคยคุ้นที่อาศัยร่วมจวนเดียวกัน“นานมาแล้วที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กัน วัน

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    40.คำตอบของอี้เฉิน

    คำตอบของอี้เฉิน“ไปหาเจี่ยนถานถานมาเป็นอย่างไรบ้าง" อี้เฉินถามคำพูดของพ่อค้าสองคนนั้นยังก้องอยู่ในหู เสวียนหนี่จึงยังไม่ทันได้ฟังที่เขาพูด นางเอาแต่นั่งเหม่อลอยใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นบะหมี่วนอยู่ในชาม พอเห็นว่าอีกคนไม่ตอบคำถามเขาจึงเรียกชื่อนางซ้ำให้ดังขึ้น“เสวียนหนี่”“เจ้าคะ”หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้ามองบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน“ไม่หิวหรือ"“อ๋อข้ายังไม่หิวเจ้าค่ะ”“อย่างนี้นี่เองเช่นนั้นเรากลับจวนกันเถอะ”กลับถึงจวนตระกูลหงก็ใกล้ตะวันตกดิน ที่ศาลาเห็นหลีเหว่ยและโม่โฉวกำลังนั่งเล่นหมากล้อม พวกเขาได้ลุกขึ้นยืนมองมาทางเสวียนหนี่และอี้เฉินด้วยแววตาสงสัยคาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้เห็นทั้งคู่เดินเคียงกันมา"กลับมาแล้วหรือขอรับ"หลีเหว่ยทักทาย ประมุขหนุ่มมองตอบเพียงเท่านั้นแล้วเดินตรงเข้าไปในเรือน“เจ้ายังไม่กลับเรือนกุ้ยเ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   39.เกิดอะไรกับห่าวอู๋

    เกิดอะไรกับห่าวอู๋สีหน้าของฟางจิงดูสลดลงโม่โฉวบอกกับอี้เฉินว่าความพิการทางร่างกายของนางไม่ได้หนักหนา สิ่งที่ทำให้นางยังไม่สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดได้นั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจไม่ว่าพี่ชายจะเสาะแสวงหาแพทย์ที่เก่งกาจเพียงใดมารักษาก็ไม่เป็นผลฟางจิงไม่ให้ความร่วมมือนางหวาดกลัวที่จะลุกขึ้นเดินอีกครั้งเสียงเย้ยหยันของผู้คนในอดีตที่ผ่านมาทำให้นางไม่กล้าลุกขึ้นสู้นางกลัวความผิดพลาดกลัวว่าหากลุกขึ้นมาใหม่แล้วต้องล้มลงไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะต้องอับอาย"รักษาเถิดกลัวไปไยพี่จะคอยอยู่ข้าง ๆ เจ้าเอง""...ข้าใช้ชีวิตเช่นนี้ก็พอใจดีอยู่แล้ววันนี้ข้ารู้สึกเวียนหัวขอตัวพักเอาแรงสักงีบ"ทุกครั้งที่พูดเรื่องบำบัดรักษาฟางจิงก็มักจะเลี่ยงตลอดอี้เฉินเองก็อ่อนใจเต็มทีเขามองตามร่างของน้องสาวที่เคลื่อนรถเข็นเข้าไปในเรือนแล้วถอนหายใจกลัดกลุ้ม ไม่รู้ว่าในระหว่างที่เขามองตามฟางจิงอยู่นั้นเสวียนหนี่เดินมาทางด้านหลังเขาตั

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)    38.ส่งซูหนี่

    ส่งซูหนี่“พี่สาวเจ้ามาลาข้าแล้ว”เมื่อวานนี้ซูหนี่ได้เข้ามาหาเขา แล้วก็แสดงเจตนาว่าอยากออกจากหุบเขา ดังนั้นอี้เฉินจึงพูดขึ้นเพื่ออยากรู้ว่าเสวียนหนี่ทราบเรื่องนี้แล้วหรือยัง พอได้ฟังนางแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที“ข้าไม่ได้ไล่นางไปนะเจ้าคะ แล้วก็ไม่ได้ตีนางด้วย”“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าไล่หรือตีนางเสียหน่อย”ท่าทางรีบร้อนแก้ต่างให้ตนเองของนางทำให้ดูลุกลนจนเกินไปอี้เฉินทำหน้าเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็กแล้วพูดต่อ“แต่ถึงเจ้าไม่ไล่ข้าก็ไล่นางออกไปอยู่ดี”หญิงสาวพูดไม่ออกเดิมทีอี้เฉินก็ไม่ไว้หน้าผู้ใดอยู่แล้วยิ่งเป็นซูหนี่ที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกันกับห่าวอู๋มาก่อนก็ไม่ต้องคาดหวังว่าเขาจะไว้ไมตรีด้วยความที่ชายหนุ่มมองคนขาดตั้งแต่แรกเริ่มจึงไม่ได้ให้ความเชื่ออกเชื่อใจใครโดยง่ายหากไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวังเขาเชื่ออย่างนั้นเป็นมิตรได้วันหนึ่งก็อาจเปลี่ยนไปเป็นศัตรู หรือบางรายเป็นศ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   14.รับบทคนขุดสุสาน

    รับบทคนขุดสุสาน“โมโหขนาดนี้อย่าบอกนะว่าเจ้าจะช่วยนาง”ถานถานดึงแขนเสวียนหนี่เข้ามากระซิบกระซาบถามเป็นครั้งที่สอง“ตาแก่ถาน ท่านพอจะช่วยลูกของนางได้หรือไม่เจ้าคะ”“เหอะ อย่าฝัน&rd

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   13.เจ้าสาวผี

    เจ้าสาวผีเข้าสู่วันที่สิบของการออกเดินทาง เสบียงที่นำติดตัวมานั้นเริ่มร่อยหรอเต็มที เสวียนหนี่ก้มลงมองถุงผ้าที่นางห่อเสบียงแล้วมองไปรอบ ๆ ข้างทางที่ผ่านมานั้นไม่มีลำธารหรือบ่อน้ำให้เห็น เป็นเพราะเส้นทางที่เขาพามาไม่ได้สะดวกอย่างเ

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   12.ผ่านด่านเมืองหลวง

    ผ่านด่านเมืองหลวงเช้าวันรุ่งขึ้น เสวียนหนี่ตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงร้องของสัตว์บางชนิดนางลุกขึ้นจากเตียงไม้ไผ่ผุพังในกระท่อมของถานถานแล้วเดินออกมาขยี้ตาดูที่หน้ากระท่อมนั้นถานถานกำลังจูงล่อมาหนึ่งตัว ล่อตัวนี้ลักษณะดี แข็

  • เจ้าสาวประมุขหุบเขามืด (จบ)   11.วัดใจกันไปเลย!

    วัดใจกันไปเลย!“เห็นทีว่าท่านคงไม่อยากใช้ชีวิตอิสระอีกต่อไปแล้ว ก็ดี...เรียกทหารมาเลย”“เจ้าพูดอะไรของเจ้ากัน”“ทาสสินะ ทาสที่หลบหนีเสียด้วย”ถานถานหน้าถอดสี ความลับที่เขาเก็บซ่อนมานานนับ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status