Se connecterหลังท่านเง็กเซียนนำสัมปัชชัญญะออกมาสู่โลกภายนอกได้แกก็ถึงกับโล่งอก ยาจวี้หลิงตัน (聚灵丹) เม็ดยาลูกกลอนสำหรับฟื้นพลังปราณถูกควักออกมาจากแขนเสื้ออีกครั้ง ก่อนที่มันจะเปล่งแสงทอประกายอยู่ครู่สั้นแล้วก็หายวับไปในทันใด! หลังพระองค์ตระหนักขึ้นได้ว่าได้ทานยานี้เกิน 3 เม็ดต่อวันซึ่งเลยจุดตันมาแล้ว กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่องค์ท่านเลยทำได้แค่ต้องพักสถานเดียว สีหน้าซีดเซียวเม็ดเหงื่อแตกซ่านโดยมิต้องถามยังไงแกก็ต้องกลับตำหนักหวงหือลี่ (黄花梨) ในแคว้นสวรรค์ทองคำ (จินเชวี่ยเทียนฉาว 金阙天朝) เป็นการด่วน!
.
"แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ , ท่านปู่ซืออี้ข้าฝากซักถามมนุษย์ผู้นี้แทนข้าด้วย เห็นทีข้าคงต้องกลับไปพักที่ตำหนักก่อน บางทีข้าน่าจะฝืนใช้พลังปราณวิญญาณเยอะเกินไป แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ "
.
"แค๊ก! , แค๊ก! , แค๊ก! , แค๊ก!"
.
พูดยังมิครบประโยคดีเหล่าหทารโอสถก็กรูกันเข้ามาดูอาการประมุขสวรรค์อย่างเร่งรีบ เช่นกันกับปู่ซืออี้ที่แทบจะต้องโผลเข้ามาสอดแขนคล้องประคององค์เง็กเซียนเอาไว้มิให้เซล้ม
.
"ข้าทราบแล้วขอรับ! ท่านเง็กเซียนเองก็พักสักนิดก่อนเถิด สิ่งแรกเลยคือท่านต้องปล่อยมือออกจากหัวของคนแซ่จางผู้นี้ก่อน เขาเองก็มิอยู่ในสภาพที่จะตอบคำถามใด ๆ ได้แล้วล่ะขอรับ"
ปู่ซืออี้ตอบห้วนพลางทอดสายตาลงมองเบื้องล่าง
.
อันเป็นภาพของจางอี้เฟิงที่หน้าขาวซีดราวกับตุ๊กตายางฟอกสี สภาพเขามิต่างจากเทพกงกง (共工) ที่โดนกระทำไปก่อนหน้า แม้สุดท้ายจะทำให้เง็กเซียนฮ่องเต้ถึงกับเสียทรง แต่ตาเขาก็ยังลอยในหัวเขาขาวโพลนไปหมดอย่าว่าแต่ถามคำถามใด ๆ เลย แค่ขยับขากรรไกรให้อ้าปากได้ก็เต็มกลืนแล้ว
.
ชั่วยามนี้เลยกลายเป็นว่าทุกคนจำเป็นจะต้องได้รับการรักษา เง็กเซียนฮ่องเต้หนึ่ง , เทพสงครามอู่เสิ่นประจำแคว้นเซียนแสงจันทร์ผู้ขาดครึ่งท่อนสอง , เหล่าองครักษ์ประตูเทวา (天门守卫) สาม , สี่เทพกงกง LGBT แห่งตำหนักหลวง , หรือแม้กระทั่งจางอี้เฟิงมนุษย์นักบอลจากมิติโลกาก็ล้วนแต่ต้องพัก พวกเขาอยู่ในสภาพที่บอบช้ำเกินทน การจะมาซักไซ้หาความอะไรกันในห้วงยามนี้จึงดูผิดกาลเทศะไปมาก
.
ปู่ซืออี้รู้ซึ้งถึงความเหมาะสมนี้ดีกว่าใคร หลังท่านเง็กเซียนใช้เคล็ดวิชาเคลื่อนย้ายปฐมจิตวาร์ปกลับตำหนักไป แกก็ได้สานต่อราชโองการดังกล่าวโดยมีบัญชาให้เหล่าคณะผู้เสียสละได้เข้ารับการรักษาเป็นอันดับแรก แกสั่งให้ทหารสวรรค์เลิกมากพิธีพอกันทีกับการคุกเข่าเคารพ
.
"เอาล่ะทุกคนลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี! ประเดี๋ยวข้าจะสับเปลี่ยนกำลังพลหลังจากนี้เล็กน้อย บัดนี้แคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) จำเป็นจะต้องให้กองเทวาบูรณะ (天修司) ลงสู่พื้นที่ หน่วยช่างสวรรค์จำเป็นจะต้องเร่งเข้ามาตรวจสอบความเสียหายเพื่อการบูรณะซ่อมแซม แดนเซียนของเราถูกแผ้วถางไปมากเหลือเกิน"
.
"ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือข้าจะให้พวกเจ้าย้ายไปรักษาตัวยังแคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) ดินแดนฝั่งบูรพาทิศที่ห่างจากจุดนี้ไปราว 500 ลี้ หอเทียนอี (天医殿) ของพวกเขาเพียบพร้อมกว่า โรงโอสถของที่นั่นมีเครื่องไม้เครื่องมือครบครัน ไว้พวกเจ้าดีขึ้นข้าถึงจะเข้าไปซักไซ้เอาความอีกที พวกเจ้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของข้าหรือไม่?"
.
ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับใด ๆ มองแค่ใบหน้าก็เหมือนจะได้คำตอบแล้วว่า เทพทุกองค์ไม่เหลือแรงแม้แต่จะขยับหัว ม้วนคัมภีร์อัคราวิสุทธิ์ของปู่ซืออี้ก็เลยต้องถูกม้วนเก็บไปพลางก่อน แกเร่งป่ายปัดฝ่ามือสร้างเป็นมุทรากระบี่เปล่งแสงออกจากปลายนิ้ว พลางตวัดขึ้นลงสลับกันฉึบเดียว! บรรดาทหารสวรรค์ผ่านศึกก็กลายสภาพเป็นดวงปฐมจิต! สีสันละลานตาราวกับลูกกวาดเพราะระดับบำเพ็ญของแต่ละองค์ไม่เท่ากัน รู้ตัวอีกทีดวงปฐมจิตกว่าร้อยดวงตรงนี้ก็วาร์ปขึ้นฟากฟ้า พุ่งตรงสู่แคว้นตะวันเพลิงเอี่ยนหยางเซิ่งอวี่ (炎阳圣域) ไปเป็นที่เรียบร้อย
.
แดนสวรรค์เซียนเหยามีแคว้นหลัก ๆ ทั้งหมด 11 แคว้น แคว้นสุ่ยกั๋ว (水國) ดินแดนแห่งสายน้ำที่ปัจจุบันไม่เหลือน้ำสักหยด และกลายเป็นแหล่งพำนักถาวรกึ่งฐานที่มั่นของพวกเทียนซิ่งจง แคว้นสวรรค์ทองคำ (金阙天朝) ที่นี่เพียบพร้อมไปด้วยความเลิศหรูเลอค่า ส่วนราชการสำคัญ เส้นสายการบังคับบัญชา ตำหนักหลวงแหล่งพำนักขององค์เทพระดับสูงล้วนอยู่ที่นี่ หากที่นี่พังสวรรค์ก็ถึงคราวล่มสลาย
.
แคว้นชายแดน (玄关天境) ด่านป้องกันที่เคยถูกขนานนามว่าแดนสวรรค์ประตูอาถรรพ์ บัดนี้ก็อย่างที่รู้กันว่าได้ถูกเทียนซิ่งจงยึดครองไว้สิ้นแล้ว ส่วนแคว้นที่เพิ่งเสร็จศึกลงไปเมื่อครู่ก็คือแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) สภาพก็อย่างที่เห็น! เพราะถึงแม้จะขับไล่ข้าศึกผู้รุกรานออกไปได้สิ้น แต่ความวอดวายเสียหายก็เหนือคณานับ มันแทบจะมิเหลือเค้าโครงของดินแดน ทุกอย่างโล่งเตียนราบพนาสูญ การรั้งอยู่ที่นี่จึงเหมือนเป็นการเพิ่มพูนภาระให้แก่กองเทวาบูรณะ (天修司) เสียมากกว่า
.
ยังยืนยันมิได้ว่าพวกเทียนซิ่งจงจะบุกมาอีกหรือไม่ หนนี้พวกมันพ่ายแพ้แต่ดูสิ่งที่แคว้นเซียนแสงจันทร์ได้รับก็ได้แต่อนิจจา เผิน ๆ กองซากศพของผู้มีชัยยังจะสุมกองได้สูงกว่าผู้ปราชัยเสียอีก! สาธารณูปโภคล่มสลายครั้นจะให้แคว้นนี้รักษาใครมากมายก็คงเป็นไปมิได้ ปู่ซืออี้ก็เลยคิดจะนำทุกคนไปฝากไว้ที่แคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) แทน
.
เอี่ยนหยางเซิ่งอวี่ (炎阳圣域) คือแคว้นสำคัญลำดับที่ 4 แห่งสรวงสวรรค์ ดินแดนแห่งนี้อยู่ใกล้กับแคว้นเซียนแสงจันทร์มากที่สุดเมื่อเทียบกับแคว้นอื่น ๆ มีความอัศจรรย์อันเป็นเอกลักษณ์คือ เทพทุกองค์ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ล้วนแต่เป็นนักบำเพ็ญที่ฝึกเคล็ดวิชาธาตุหยาง วิชาลำแสง , วิชาแผ่ความร้อน , วิชาผนึกตะวัน ฯลฯ สถานที่แห่งนี้ยังขึ้นชื่อลือชาเรื่องการหลอมอาวุธเวทย์ "หุบเขาเพลิงสุริยัน" คือหนึ่งในใต้หล้า! ว่ากันว่าเปลวร้อนจากหุบเหวแห่งนี้เปรียบดั่งเตาหลอมที่เผาแผ่นฟ้าได้ทั้งผืน
.
อีกทั้งศาสตร์ทางการแพทย์ก็เต็มไปด้วยความพิสดาร หยินคือเยือกเย็นหยางคือความร้อน การขับพิษด้วยเวทย์อัคคี การสมานแผลด้วยผงไฟอัสนีก็แสนจะขึ้นชื่อ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นหาใช่วัตถุประสงค์หลักไม่! แคว้นตะวันเพลิง (炎阳圣域) ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกเต็มไปหมด เช่นเดียวกันกับแคว้นต่าง ๆ บนสวรรค์อีก 10 กว่าแห่งที่ยังมิถูกกล่าวถึง
.
ณ ตอนนี้ปู่ซืออี้ก็แค่อยากให้ทุกคนรอด ผู้อาวุโสคิดแต่เพียงว่าที่ไหนที่ใกล้ที่สุดและที่ไหนน่าจะปลอดภัยสำหรับพวกจางอี้เฟิง แกก็เลือกที่จะส่งพวกเขาไปที่นั่น ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าพวกเทียนซิ่งจงจะไม่รีบออกมาซ้ำ พวกมันน่าจะให้โอกาสชาวสวรรค์ได้ตั้งตัวบ้าง แล้วก็อย่าให้ถึงขั้นที่ต้องออกมาเตะบอลใส่กันในสนามที่มีแต่เปลวเพลิงเลย!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







