เข้าสู่ระบบ"เป๊าะ! , เป๊าะ! , เป๊าะ! , เป๊าะ!"
คล้ายกับเสียงหนองแตกก็มิปาน ความปูดบวมดังกล่าวขยายวงลุกลามราวกับแผลติดเชื้อ
.
นี่มันเคล็ดวิชาอะไรกันด้วยชื่อที่เรียกขานว่า "หมัดถ่วงสวรรค์" ดูจะคล้ายกับวิชามารหรือไสยเวทย์ต้องห้ามซะมากกว่าเมื่อดูจากพฤติการเช่นนี้ และผลการตัดสินก็น่าจะออกมาแล้วว่าเกมได้พลิกแบบล้มกระดาน! จากที่เคยโดนต้อนมาตลอดท่านเง็กเซียนกลับกลายเป็นผู้ชนะโดยชอบธรรม เหล่าบรรดาแข้งขาฝ่าเท้าที่เคยไล่เหยียบย่ำบัดนี้ก็ได้มลายหายไปหมดสิ้น!
.
"แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ เช่นไรเล่าเจ้าคนแซ่จาง เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาแท้ ๆ ริอาจลองดีกับข้า หมัดถ่วงสวรรค์น่ะยังมีขั้นที่สูงกว่านี้อีกนะ นี่ถือว่าข้าแก่ชราเฉย ๆ หรอก มิเช่นนั้นโลหิตเหลวในกายเจ้าจะเกิดปฏิกิริยากับธาตุไฟยิ่งกว่านี้เสียอีก!"
.
"ว่าแต่แล้วนี่ข้าจะออกไปจากมิติทรงจำนี้ได้เช่นไร?"
.
ฉับพลันองค์จักรพรรดิสวรรค์ก็ได้ตวัดดัชนีปาดทแยงมุมจากซ้ายไปขวา เพื่อสลายเศษอาคมวงแหวนที่แตกกระจายหลงเหลืออยู่ในชั้นบรรยากาศ อันถือได้ว่าเป็นที่สิ้นสุดสำหรับมหาอาคมหมัดถ่วงสวรรค์ ตามติดมาด้วยการเพ่งจิตบำเพ็ญเรียกปราณอรหันต์สีทองออกมาจากปลายนิ้วดัชนีอีกครั้ง คราวนี้องค์ท่านน่าจะต้องการปลดวิชาอรหันต์ย้อนวัฏจักร (罗汉诀) ออก พอกันทีสำหรับการค้นวิญญาณมิสู้ออกไปสู่โลกเซียนภายนอก แล้วให้ทหารสวรรค์หรือเทพสงครามอู่เสิ่น (武神) ใช้กำลังง้างเอาความจริงจากจางอี้เฟิงเอาก็ได้
.
เพราะเท่านี้ก็รู้ซึ้งแล้วว่าในหัวของเขาล้วนมีแต่เรื่องของฟุตบอล! ในจิตใต้สำนึกของจางอี้เฟิงเต็มไปด้วยสนามฟุตบอล , รองเท้าสตั๊ด , แล้วก็มิตรภาพ ฯลฯ มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยพลังด้านกายภาพอันมหาศาล ในระดับที่แม้แต่องค์เทพสูงสุดอย่างเง็กเซียนฮ่องเต้ก็ยังถูกจับเปลี่ยนรองเท้าได้ง่าย ๆ แล้วก็ต้องหอบเสื้อผ้าอาภรณ์เผ่นหนีอย่างสิ้นสภาพมาแล้ว
.
"รู้ถึงไหนอายเขาถึงนั้น! มิสู้ข้าปลดวิชาออกแล้วอย่าบอกเรื่องนี้แก่ใครจะดีกว่า!"
ประมุขสวรรค์คิดในใจ พลันปาดฝ่ามือลงต่ำในระดับเอวอย่างเชื่องช้า เพื่อทำการปลดวิชาอรหันต์ย้อนวัฏจักรออก
.
"ฟึบ~!"
ปัดมือครั้งที่หนึ่งก็แล้ว
.
"ฟึบ~! , ฟึบ~!"
ปัดมือครั้งที่สองก็แล้ว คราวนี้เพิ่มพละกำลังให้มากขึ้นเพ่งกระแสปราณแท้ให้เข้มขึ้นหน่อย
.
"อ่าวเฮ๊ย! , อั่ยหยา! (哎呀!) , ปู้ห่าว! (不好!) เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้?! ก็ข้าสั่งปลดวิชาแล้วมิใช่หรือ?!"
จบคำอุทานดังกล่าวท่านเง็กเซียนยังสะบัดนิ้วมืออีกหลายสิบครั้ง จนหัวไหล่แทบเคล็ด
.
"ฟึบ~! , ฟึบ~! , ฟึบ~! , ฟึบ~!"
.
แต่จนแล้วจนรอดมิติทรงจำของจางอี้เฟิงก็ยังมิจางหายไป สนามบอลกว้างสุดลูกหูลูกตายังคงอยู่ ท้องฟ้าที่มืดดำเหมือนตอนใกล้ค่ำก็ยังมิหายไปไหน ส่วนเดียวที่หายไปดูจะมีแค่ฝ่าเท้ายักษ์จำนวนมากมายที่มิโผล่ออกมาย่ำใส่พระองค์อีกต่อไปแล้ว
.
และจู่ ๆ เสียงหัวใจของแกก็เหมือนจะเต้นแรงขึ้น! ก่อนหน้านี้มันจะเต้นแรงก็ต่อเมื่อสัมผัสได้ว่าตนเองกำลังมีภัยหรือไม่ก็เหน็ดเหนื่อย และครั้งนี้ท่านเง็กเซียนก็ยืนพักอยู่บนวงกลมกลางสนามจนหายเหนื่อยแล้ว เพราะฉะนั้นที่หัวใจหวั่นไหวก็หาใช่อิทธิพลของสิ่งใดไม่! นอกเสียจากว่ามีภัยคุกคามครั้งใหม่กำลังจะใกล้เข้ามา!
.
"บะ.. บ้าน่ะ! เรื่องแบบนี้เนี่ยะนะ?! ข้าผู้นี้เนี่ยะนะที่จะต้องเป็นฝ่ายแพ้!?"
.
ลมกรรโชกโหมพัดแรงราวกับโดนต่อยแก้ม เกลียวลมพุ่งเข้ามาใส่จากมิติมืดเบื้องหน้าที่พระองค์ก็มิอาจมองเห็น! มหาอาคมวิชาเวทย์ใดก็เรียกใช้มิทัน! ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและใจที่เต้นรัวก็ประหนึ่งสัญญาณตื่นตัวให้พระองค์ต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอีกครั้ง!
.
ร่างอุ้ยอ้ายเยื้องกายเชื่องช้าด้วยความช็อค! สองมือจากที่เคยสร้างเป็นมุทรากระบี่ป่ายปัดไปตรงนั้นตรงนี้เคลื่อนตะวันย้ายจันทรา บัดนี้กลับทำได้เพียงใช้หอบอุ้มอาภรณ์ที่ถ่วงแข้งถ่วงขา ตวัดหัน 360 องศาเลือกที่จะหันหลังให้กระแสลม แล้วก็เผ่นหนีในทิศตามลมดีกว่าที่จะสู้กับความกลมใหญ่ของอสูรกายขาวดำที่แกมิเคยพบเห็น!
.
"เฮือกกก! เจ้ามันเป็นตัวอะไรกัน? เจ้าคืออสูรจากโลกไหนเหตุไฉนถึงต้องมาเอาชีวิตข้า! , อ๊ากกกกก! ข้าทนสิ่งนี้มิไหวอีกต่อไปแล้ว! ข้าต้องรีบหนี! , หนี! , หนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด!!!"
.
หมดกันภาพลักษณ์สุดเท่ที่สร้างสมมา บางทีอาจจะเป็นเพราะแกอยู่ในโลกทรงจำแห่งนี้คนเดียวก็เป็นได้ ก็เลยกล้าปลดปล่อยให้ความกลัวกัดกินตัวตน หากอยู่ในโลกข้างนอกท่ามกลางเหล่าข้าทาสบริวาร องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ก็คงจะไม่วิ่งร้องไห้ขี้มูกโป่งเยี่ยงคนขี้ขลาดเช่นนี้หรอก
.
"ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ!"
"ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! , ตุบ!"
ซอยเท้ายิก ๆ เร็วพอ ๆ กับจังหวะการเต้นของหัวใจ
.
แกหอบอาภรณ์วิ่งหน้าตั้งเร็วไม่เท่ากับรอบแรก มิหนำซ้ำทิศทางที่มุ่งไปก็คือการตรงไปข้างหน้าเพื่อมุ่งไปยังจุดที่เห็นเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างกรอบเสาโกลล์อันมีตาข่ายกั้น ใช่แล้ว! มันก็คือตำแหน่งการยิงจุดโทษในกติกาฟุตบอลนั่นเอง! และอสูรกายยักษ์ทรงกลมที่ท่านเง็กเซียนตะโกนสาปส่งนักหนา มันก็คือลูกฟุตบอลขนาดมหึมาที่ใหญ่พอ ๆ กับตึก 3 ชั้น!
.
รัศมีความกว้างใหญ่ของมันยากจะพรรณนาไหว ทว่าด้วยสีสันที่เป็นจุดดำสลับขาวและอัตราความเร็วที่หมุนปั่นจนแหกแผ่นหญ้าคว้านแผ่นดินกระชากทุกสรรพสิ่งที่อยู่บนผิวพสุธาจนพังพินาศ! เทพสวรรค์ที่มิเคยเห็นลูกฟุตบอลมาก่อนย่อมต้องรู้สึกกลัวเป็นธรรมดา ในสายตาเง็กเซียนบอลยักษ์ลูกนี้จึงมิต่างจากอสูรกาย! มันกำลังจะกลิ้งเข้ามาบดขยี้แก! แล้วก็คงจะถูกสีดำสลับขาวนั้นกลืนกินเข้าไปมิต่างจากเศษรากหญ้าที่กระจุยกระจายเป็นแน่แท้!
.
"อ๊าาาากกกก! , อย่านะอย่าทำข้า! , ข้าวิ่งหนีเจ้าต่อไปมิไหวแล้ว! แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ , แฮ่ก ๆ ข้าต้องโดนเจ้ากินเป็นแน่! , อ๊าาาากกก!"
วิ่งไปพลางหันมองหลังไปด้วยสปีดความเร็วจึงตกลงอย่างน่าใจหาย
.
สวนทางกับลูกฟุตบอลยักษ์ที่ถูกปล่อยออกมา เจ้านี่ยิ่งกลิ้งก็ยิ่งเร็วยิ่งหมุนก็ยิ่งแรงพอลองมองผ่าน ๆ อาจจะเห็นเป็นรถบดถนนที่ติดเครื่องยนต์เทอร์โบเลยก็ว่าได้ และด้วยระยะที่ร่นเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีลองเป็นอีหรอบนี้แสงสว่างเพียงเล็กน้อยบริเวณกรอบเขตโทษ เห็นทีองค์ประมุขสวรรค์ก็คงจะวิ่งไปมิทันเสียแล้ว!
.
จะชนในอีก 3.. , 2.. , 1.. แกร็บบบบบ!!!!
.
"เบร๊ะ! , เบร๊ะ! , แบร๊ะ! , แบร๊ะ!"
ช่างเป็นซุ่มเสียงที่แสนจะสยดสยอง อุปมาเหมือนเสียงของอึ่งอ่างหน้าฝนที่โดนยางรถสิบล้อบดทับ
.
ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้หนีการภาคทัณฑ์นี้ไปมิพ้น! ร่างทั้งร่างของแกจึงโดนลูกบอลยักษ์บดทับแบบทั้งตัวตั้งแต่หนังหัวจรดหนังเท้า! เรือนร่างทั้งหมดแบนนาบไปกับแผ่นหนังของลูกบอล ครานั้นความเร็วในการหมุนกลิ้งของมันก็ยังมิได้ลดลาวาศอกลงเลย มันยังคงหมุนกลิ้งปั่นวนไปข้างหน้าแม้จะมีอาการสะดุดเหมือนรถที่กระโดดเนินตัวหนอนบนถนนอยู่บ้าง แต่ก็มิสามารถชะลอความรุนแรงของการปั่นหมุนได้
.
ตัวลูกบอลยังคงกลิ้งต่อไปโดยมีองค์เง็กเซียนแบนติดผิวของชั้นหนังไปด้วย เลือดมิออกสักหยดเจ็บมากไหมก็มิอาจล่วงรู้ แม้แต่น้ำเสียงแบบแผดร้องทุรนทุรายก็ไม่มี รู้แต่ว่าร่างของแกยังคงแบนติดแนบไปกับบอลเป็นจิ้งจกคู่กับบานพับอยู่เช่นเดิม จนกระทั่งบอลกลิ้งผ่านไปถึงตำแหน่งสำหรับการยิงจุดโทษ บริเวณที่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแสงสว่างเพียงจุดเดียวที่องค์เง็กเซียนมองว่าเป็นจุดหมาย
.
บอลหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างน่าอัศจรรย์! มันหมุนตัวเองปั่นวนอยู่กับที่จนฝุ่นคลุ้งราวกับกำลังหาเหลี่ยมที่คิดว่าใช่ แล้วหลังจากนั้นก็!
.
"เปรี๊ยงงง!"
.
โคตรพ่อโคตรแม่งมึง! ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมาจากไหน ฝ่าเท้ายักษ์กับรองเท้า Adidas ขนาดใหญ่ก็โดนหมัดถ่วงสวรรค์ทำลายย่อยยับไปหมดแล้ว! นี่จึงมิต่างจากเรี่ยวแรงช้างสารที่มิมีใครเห็น! รู้ตัวอีกทีทั้งลูกฟุตบอลบิ๊กเบิ้มกับร่างแห้งกรังราวกับตุ๊กแกตากแห้งขององค์เง็กเซียน ก็โดนเตะแบบเต็มแรงจนลูกฟุตบอลพุ่งแหวกอากาศทะลวงเข้าโกลล์ประตูตุงตาข่ายไปเลย!
.
"ฟุบบบ!!!"
"แกร๊กกก..ก..ก..ก..ก!"
.
และจังหวะที่ลูกบอลกำลังหมุนเสียดสีอยู่กับตาข่ายด้านหลังอยู่นั้น มิติมายาฝันทั้งหมดก็ได้ปั่นวนตามไปด้วย! สนามหญ้ากับผืนฟ้าปั่นหมุนสลับทิศ! ทุกอย่างบิดเบี้ยวและเบ้เข้าหากันโดยไม่แคร์หลักฟิสิกส์ใด ๆ ก่อนที่ทั้งหมดทั้งมวลจะม้วนตัวและย่นเข้ามาฝังรวมอยู่ในลูกฟุตบอลลูกนี้ โดยมีท่านเง็กเซียนผู้น่าสงสารเป็นดั่งหัวจุกอุดรูรั่วลำดับสุดท้าย
.
ก่อนที่ต่อมาลูกบอลยักษ์ดังกล่าวจะหมดแรงลง มันหยุดหมุนขยี้ยีใส่ผนังตาข่ายโกลล์ และจังหวะที่มันหล่นกระแทกพื้น ตุบ! , ตุบ! , ตุบ! นั่นเอง! พอถึงครั้งที่สาม! จักรพรรดิสวรรค์ถึงได้ลืมตาตื่นขึ้นโดยพบว่าตนได้ถูกปล่อยออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว!
สัมผัสแรกที่หยิบพู่กันหมึกทมิฬขึ้นมาถือ ก็รับรู้ได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลราวกับพู่กันนี้มีชีวิต จางอี้เฟิงเข้าใจทันทีว่าทวยเทพทั้งหลายต้องแบกรับสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลาเมื่อยามที่ใช้สมบัติเวทย์ เขารู้สึกได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและพลังทางกายภาพที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปทั้งที่ยังมิได้ขยับตัวใด ๆ แต่ครานั้นก็ยังกัดฟันสู้ ตั้งสติและทำหน้าที่การเป็นเฮดโค้ชเฉพาะกิจของตนต่อไป.ฝีแปรงแรกจึงถูกตวัดลงบนแผ่นกระดาษยักษ์ เพื่อลากเส้นทำเป็นกรอบสนาม เส้นข้าง เส้นกึ่งกลางวงกลม และกรอบประตู."ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"เบาราวกับขนนกประหนึ่งเพียงห้วงจิตคิด พู่กันวิเศษนี้ก็ลากไปจุดนั้นจุดนี้ได้เอง."เอาล่ะครับทุกท่านหลังบรรยายให้ฟังแบบปากเปล่า คราวนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นอีกขั้นนะครับ ภาพที่เห็นอยู่นี้คือสนามฟุตบอลเมื่อมองจากมุมสูง จุดทั้ง 11 จุดเทียบได้กับตำแหน่งของผู้เล่น 11 คน โดยจะแบ่งความรับผิดชอบออกเป็น 3 แดน 3 บทบาท ได้แก่กองหน้า , กองกลาง , กองหลังและผู้รักษาประตู".""ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ! , ฉึบ!"ปาดพู่กันสะบัดวาดเป็นวงกลม แบบที่ไม่เหมือนกับในเนื้อเพลงเอาปากกามาวงของ เบล-วริศรา หากแต่เป็นการวงใน
"เอาล่ะข้าได้ทำกิจของข้าแล้วเสร็จแล้ว สหายหยานเซิงหลังพ้นยามเว่ย (未时) ค่ายกลนี้จะเสียสมดุล ถึงตอนนั้นท่านก็นำผังค่ายกลกลับไปคืนข้าที่ถ้ำเซียนด้วยแล้วกัน ข้าขอตัวไปที่หอเทียนอี (天医殿) ก่อนยังมีผู้ป่วยที่ข้าต้องดูแลต่ออีกมาก"เทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นสั่งเสียราวกับแถลงการณ์."โห.. ท่านพูดซะทำให้ข้าดูแย่ไปเลย~!"สวนทางกับอาจารย์หยานเซิงที่บ่นอุบด้วยคีย์เสียงเดียวกับพี่ยัต เฟดเฟ่ที่ออกรายการโหนกระแส.แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดวงไฟปฐมจิตของเฟินอวิ๋นพุ่งโค้งแหวกอากาศเป็นสีแดงและหายวับลับขอบฟ้าไป เหลือไว้แต่ทวยเทพด้านล่างราว 20 องค์กับจางอี้เฟิงที่เป็นมนุษย์เพียงคนเดียว ฉะนั้นจากนี้ไปอำนาจเต็มก็น่าจะตกอยู่ที่เขา เหลือจะเชื่อแต่ก็จริงที่จู่ ๆ จางอี้เฟิงก็เป็นใหญ่กว่าเทพเซียนบนสวรรค์ไปเสียแล้ว.ภายในโดมอาคมของค่ายกลชีวาตาลปัตร.อากาศในนี้นับว่าปลอดโปร่งเย็นสบายอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าตัวผืนหญ้าจะมีความอุ่นร้อนอยู่สักหน่อย แต่ก็มิได้เป็นปัญหาในการลงน้ำหนักเท้าแต่อย่างใด ยังคงเหยียบย่ำได้และคอนโทรลได้ทั้งยังสปรินท์ใส่สปีดได้เต็มที่อีกต่างหาก จางอี้เฟิงสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพลันเดิน
บรรยากาศที่ดูร้อนอยู่แล้วยิ่งทวีองศามากยิ่งขึ้น ในชุดคลุมกันไฟทุกสายตาต่างก็เพ่งมองไปยังจุด ๆ เดียวที่อยู่กลางฟากฟ้า แล้วก็เป็นเทพโอสถเพลิงเฟินอวิ๋นที่ได้แสดงความสามารถให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ลอยอยู่เหนือมือแกแท้ที่จริงก็คือผังค่ายกลของค่ายกล "ชีวาตาลปัตร" (逆生回元阵) เดิมทีมันคืออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับรักษาคนไข้ แต่เฟินอวิ๋นกลับลอบนำมาใช้ในทางส่วนตัว."หึ! หากพวกเจ้ารู้แล้วก็อย่าริอาจไปบอกใครเสียล่ะ! ค่ายกลนี้แม้จะดีแต่ก็ใช่จะใช้ได้นาน เวลาของพวกเจ้าย่อมมีจำกัด , ฮึ่ยยย! , ย่ะ!"เปลี่ยนจากมุทรากระบี่กลายเป็นฝ่ามือ เฟินอวิ๋นในชุดคลุมสีชาดหงายฝ่ามือขึ้น เพื่อส่งผังค่ายกลให้ลอยขึ้นเหนือหัว."กริก! ๆ , กริก! ๆ".ต่อด้วยการขับปราณอัคคีใส่เข้าไปจนผังค่ายแยกตัวออกจากกันเป็นชั้น และหมุนปั่นด้วยความเร็วสูง! มีธงค่ายจำนวนมากพุ่งสวนออกมาเป็นพรวน! ลักษ
"วิงค์~!"ครู่สั้นต่อมาเทพโอสถเพลิงผู้สถาปนาตนเป็นอาจารย์ ก็วาร์ปร่างมาปรากฏตัวอยู่ด้านข้างจางอี้เฟิง."ศิษย์เอ๋ยเป็นเช่นไรบ้าง? ท่าทางเยี่ยงนี้แปลว่าเจ้าพร้อมจะดำเนินการฝึกแล้วใช่หรือไม่? อันที่จริงข้าพร้อมยิ่งกว่าเจ้าเสียอีกนะ ข้าไปตามพรรคพวกเซียนที่ข้ารู้จักมาร่วมอีกเพียบเลย อ๊อ! แม้แต่สหายเฟินอวิ๋นที่ใช้ฝ่ามืออัคคีรักษาเจ้าก็จะมาเช่นกัน เรือนถ้ำของเขาอยู่บนเขาฝั่งตรงข้ามนี้เองอีกมินานก็น่าจะมาถึง!"."อุ๊ย! ข้านี่ตื่นเต้นเสียจริง! นานทีปีหนบางทีอาจจะเกินร้อยปีแล้วกระมังที่ขาข้ามิได้ใช้งานเลย สิ่งที่เจ้าจะสอนเขาเรียกว่าอะไรนะ "ฟุตบอล" รึ? วรยุทธพิสดารที่ใช้เท้าควบวัตถุทรงกลม รุกรับพร้อมกันและหากทำได้ถูกจังหวะตามลำดับขั้น ก็จะใช้โจมตีศัตรูได้ราวกับการปล่อยเวทย์ , อื้อหือ! หากได้ใช้ร่วมกับปราณวิญญาณธาตุไฟของข้าล่ะก็ พวกเทียนซิ่งจงมีหรือจะกล้ากำแหง , ฮ่า ๆ ๆ ๆ!".จบประโยคบอกเล่าอันยืดยาวด้วยการหัวเราะอย่างกับพวกคนชั่วอีกเช่นเดิม อาจารย์สายเพลิงผู้มัดมือชกรายนี้มีนามว่า "หยานเซิง" ที่หากจะแปลก็น่าจะแปลว่า "ไฟแห่งชีวิต" เพราะแกเป็นเทพแห่งการรักษาอาคมที่ใช้จึงมิได้มีไว้ทำลาย แต่มีไว้เผา
ลักษณะการพุ่งประหนึ่งกลุ่มควันของจรวด Space X ของ อีลอน มัสก์ ผสมกับบั้งไฟล้านแห่งเมืองยโสธร สาบานได้ว่าจางอี้เฟิงมิเคยเห็นการผายลมครั้งใดจะสะเทือนตับไตได้เท่ากับครั้งนี้ และครู่สั้นที่เขาชำเลืองมาทางท่านเซียนโอสถเพลิงผู้เป็นเจ้าของรูตูด เขาก็รู้ได้โดยพลันว่าเจ้าตัวเองก็มิได้ปลาบปลื้มไปกับกิริยาล่วงละเมิดทางทวารนี้สักเท่าไหร่."ปู้ห่าว! (不好!) เสว่เบงยู่วปู้วเฮา! (這樣做不好!)""แหกหัวข้าเป็นสองซีกก็หนหนึ่งแล้ว! นี่ยังมาแหกรูตูดข้าแล้วขับตัวหนีไปอีก! ท่านเห็นข้าเป็นก้อนริดสีดวงหรือเยี่ยงไรปู่ซืออี้จะรังแกกันเกินไปแล้ว! , ฮึ่ยยย!"แช่งชักหักกระดูกสบถคำด่าผรุสวาทไล่หลังราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ดูท่าความอับอายนี้จะยากเกินพรรณนา ใครเห็นเข้าก็มีแต่จะขบขันมีอย่างที่ไหนทางไปดี ๆ มีตั้งมากมายแต่กลับเลือกที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความลำบากใจ.เดือดร้อนไปถึงสหายเทพโอสถเพลิงองค์ที่ถือถาดน้ำชาที่ต้องเร่งเข้ามาปลอบ."เรื่องผ่านไปแล้วเจ้าก็อย่าได้ถือสาหาความเลย ผู้อาวุโสซืออี้แกก็เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร การที่เจ้าถูกทำอาคมแฝงร่างใส่ก็เพราะปู่แกอ่อนแอเป็นทุนเดิม ผลจากการฝึกวิชากับอ่างคันฉ่องเนตรธาราพลั้งพลา
สาเหตุที่เรียกตำหนักเทียนอี (天医殿) ว่าโรงถ้ำแทนที่จะเป็นโถงถ้ำ ก็เพราะว่าสถานที่แห่งนี้มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่ถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าเซียนแห่งแคว้นตะวันเพลิงที่ใช้อาคมเวทย์สังเคราะห์ขึ้นมา ความกว้างใหญ่ไพศาลของสำนักแพทย์เทวะแห่งนี้เทียบได้กับความเมตตาของบรรพบุรุษ ผนังทุกด้านจวบจนเพดานสร้างขึ้นจากศิลากันไฟ ส่วนพื้นหินที่เหยียบอยู่เบื้องล่างก็หลอมขึ้นจากกองซากศพของเหล่าเซียนที่หมดอายุขัย ดวงวิญญาณดับสลายหากแต่ร่างกายกลับคืนเป็นฐานรากให้แก่เซียนรุ่นหลังที่ทุพพลภาพ.ด้วยเหตุนี้ตำหนักเทียนอี (天医殿) จึงเป็นสถานที่เดียวในแคว้นที่กักปราณโลกัณฑ์ได้ พวกเขาจะควบรวมไฟวิญญาณมิให้ผู้ที่รักษาได้รับผลกระทบเกินไป หรือหากต้องการจะเพิ่มพลังไฟก็ได้ แล้วแต่ว่าจะอยู่ในระดับไหนของการบาดเจ็บ หากธาตุหยางมากไปกายก็หลอมละลาย หากธาตุหยินเยอะไปจิตมารก็จะเข้าแทรกแล้วอาการก็จะทรุดหนัก.เหล่าเทพโอสถเพลิงที่ทำงานที่นี่จึงค่อนข้างสำคัญ จำนวนของพวกเขาน่าจะเทียบได้กับจำนวนของช่างหลอมอาวุธที่ตั้งสำนักอยู่ใกล้กับหุบเขาเพลิงสุริยัน หนำซ้ำยังแต่งตัวเหมือนกันด้วยการสวมใส่เสื้อคลุมกันไฟที่เรียกว่า "หานอวี้เผา (寒玉袍)" ไว
ความรกร้างว่างเปล่าปรากฏแก่สายตา เต็นท์พลับพลากลับกลายเป็นตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวประหนึ่งทุ่งหมาหลง เป็นเคราะห์ดีในโชคดีหรือจะว่าเป็นเพราะบารมีที่บำเพ็ญตบะมาอย่างถึงพร้อมขององค์เง็กเซียนก็ว่าได้ ที่ทำให้ห้วงเวลาที่วาร์ปมานี้เป็นจังหวะที่เทียนซิ่งจงพากันถอยทัพหนีกันหมดแล้ว พวกเขาไม่เหลืออะไรไว้เลยนอก
ภาพเหตุการณ์ตัดมายังสถานที่แห่งหนึ่งในแคว้นเซียนแสงจันทร์ (月华仙洲) อาณาบริเวณนี้อยู่ลึกเข้าไปจากสมรภูมิเป็นระยะทางหลายลี้ มันถูกจัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย และเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะมีพลับพลาชั่วคราวของท่านเง็กเซียนประดิษฐานอยู่ เทพหลายองค์ยกย่องว่าที่นี่เป็นดั่งศูนย์กลางการบังคับบัญชา เป็นเต็นท์ของเหล่า
จางอี้เฟิงมิเคยเห็นปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้มาก่อน เขาเคยแต่เป็นมนุษย์ผู้อยู่ใต้ฟ้า ก็เลยมิอยากจะเชื่อสายตาว่าฟ้าเหนือฟ้าก็ยังมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ด้วย ค่ายกลลูกหนัง 18 ทิศถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ! ประกายแฉกสายฟ้าสีม่วงอินทนิลที่เคยกลืนกินทุกสรรพสิ่ง จู่ ๆ ก็หดตัวกลับคืนไปราวกับกำลังวิ่งถอยหลัง! นักบ
ท่ามกลางร่างในชุดเกราะเหล็กของสหายร่วมรบที่กระเด็นกระดอน บางศพโดนบอลอัดกลางหน้าท้องแล้วลากผ่านหน้าจางอี้เฟิงไปเลยก็มี ชายหนุ่มอยู่ในสถานการณ์ที่จะพลาดมิได้อีกแล้ว ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งมีแต่การสูญเสีย มิหนำซ้ำขึ้นชื่อว่านักบอลแล้วไซร้การถูกตราหน้าว่าทำให้ทีมแพ้ยิ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้.การยอมจำนนมิใช่







