เข้าสู่ระบบบทที่ 11
ทันทีที่เกวียนล่อวิ่งเข้าหมู่บ้าน ต่างก็มีเสียงกระซิบกระซาบ จากบ้านที่จนที่สุด บัดนี้กลับกลายเป็นว่าอู้ฟู่ที่สุด ข้าวของบนเกวียนรวมไปถึงเกวียนที่ซื้อมา หมูป่าที่ล่ามาได้ต้องขายได้เท่าไรกัน ถึงได้กล้าซื้อเยอะถึงเพียงนั้น
เหมยกุ้ยเหยียดยิ้ม แค่ผ่านหน้าคนที่เคยว่ากล่าวดูถูก นางก็เชิดหน้าแล้วโปรยยิ้มใส่ ตบมือลงบนกองข้าวของเบา ๆ อย่างเป็นจังหวะ ราวกับจะบอกคนพวกนั้นว่า แหกตาดูข้าเสียสิ อิจฉาข้าหรือไม่
เมื่อยามต้องเผชิญหน้ากับบ้านเดิมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ อีกทั้งเพิ่งผ่านการมีเรื่องกันมาหยก ๆ เหมยกุ้ยจึงเลือกที่จะเมินหน้าหนี เพื่อไม่ให้ตนต้องมาเสียอารมณ์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก ทว่านั่นเป็นเพียงแค่ความคิดของนางฝ่ายเดียว ใช้ไม่ได้กับคนบ้านจง
“ถุย โอ้อวดไปเถอะ ซื้อของมากมายขนาดนั้น อีกไม่นานก็หมด ดีแต่ใช้ฟุ่มเฟือยไม่รู้จักประหยัด อย่าร้องไห้กลับมาก็แล้วกัน” เอ้อเหนียงยืนพิงเสาประตูหน้าบ้าน ก่อนจะถุยเปลือกเม็ดแตงใส่อย่างไม่สบอารมณ์
“ก็ยังดีกว่าคนไร้ประโยชน์บางคน ขี้เกียจตัวเป็นขน เป็นแม่ไก่ที่ออกไข่ก็ไม่ได้ ดูข้าสิ แต่งงานได้สองเดือนก็ตั้งท้องเสียแล้ว ลูกแท้ ๆ ก็ว่านอนสอนง่าย ไม่เคยเถียงแม่ให้ระคายหูสักคำ ส่วนลูกบุญธรรมหรือก็ขยันขันแข็งรู้ความนัก รักข้าไม่ต่างจากแม่ผู้ให้กำเนิด ข้านี่มันช่างเป็นคนมีบุญมาเกิดจริงจริ๊ง”
หญิงสาวตั้งใจลากเสียงยาวยั่วโมโหพี่สะใภ้ ว่าจะไม่ใส่ใจแล้วนะ มันอดไม่ได้จริง ๆ เมื่อก่อนทำลับหลังอะไรไว้อย่าคิดว่าไม่รู้นะ เอ้อเหนียงนี่แหละคือตัวการยุยงท่านแม่ให้นางเอาลูกไปขายแลกเงิน ทั้งยังเป็นคนต้นคิดหาเศรษฐีแก่คราวพ่อ ขายตนให้แต่งไปเป็นเมียน้อย
หากไม่เกิดเหตุช่วยอวิ๋นเซียวจากการจมน้ำคราวนั้น แผนการชั่วของเอ้อเหนียงคงสำเร็จไปแล้ว
“เจ้า...ฮึ! บุตรสาวที่ครอบครัวทอดทิ้ง ก็ไม่ต่างจากตัวคนเดียว สามีเจ้ารู้หรือยัง ว่าถูกตัดขาดจากบ้านเดิมแล้วน่ะ เก็บความลับไว้ให้ดี ๆ เล่า เดี๋ยวจะถูกทิ้งเอา อุ๊ย! ข้านี่ก็กระไร หลุดปากไปเสียได้” เอ้อเหนียงปิดปากยิ้มเยาะ พลางเหลือบมองไปยังเด็กทั้งสองที่นั่งอยู่บนเกวียน
“คงทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว สามีข้าน่ะหรือ เขาดีใจจะตายที่ข้าตัดเนื้อเน่าอย่างพวกเจ้าออกไปได้”
“แก... แกว่าใครเป็นเนื้อเน่า” เอ้อเหนียงหายใจแรงเสียจนหน้าอกกระเพื่อม ความโกรธพุ่งปรี๊ด กระนั้นคำพูดของเหมยกุ้ยกลับรู้สึกเจ็บน้อยกว่าเด็กสองคนนั้นเสียอีก
“ว่าท่านป้าขอรับ/เจ้าค่ะ”
หญิงสาวหัวเราะคิกคัก ไม่คิดว่าเด็กสองคนนี้จะตบมุกนางได้พอดิบพอดี ก่อนจากกันก็ไม่วายยกนิ้วกลางให้เอ้อเหนียงไปทีหนึ่ง การปะทะคารมกันครั้งนี้ ทำให้นางอารมณ์ดีไม่น้อย
ทว่าในตอนที่เกวียนกำลังจะถึงทางเลี้ยวเข้าบ้าน หญิงสาวบังเอิญเห็นพ่อสามีกำลังเดินจากไปอย่างเร่งรีบ รู้เลยว่าท่านคงแอบมาเยี่ยมอวิ๋นเซียวในตอนที่ตนไม่อยู่บ้าน เรื่องนี้จะโทษใครไม่ได้ คงต้องโทษที่ตัวนางคนเก่า ไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับใคร กระทั่งพ่อสามีตัดปัญหาการกระทบกระทั่ง เป็นท่านที่เลือกถอยออกไป
ทั้งที่ปีนี้ท่านอายุห้าสิบแล้ว ควรได้พักผ่อนอยู่บ้านเล่นกับหลาน ๆ แต่ก็ต้องทำงานงก ๆ เพื่อหาเลี้ยงตัวเอง บุตรชายของท่านเพียงคนเดียว นางก็แย่งมาแล้ว มิหนำซ้ำตั้งแต่เป็นสะใภ้ ก็ไม่เคยเหลียวแลพ่อสามีที่แก่ชราสักครั้ง
ยังดีที่ซ่งอวิ๋นเซียวอยู่ตรงกลางได้ดี ไม่ทิ้งพ่อผู้ให้กำเนิด แต่ก็ไม่ได้ทิ้งภรรยาที่ตนต้องรับผิดชอบ แต่บางครั้งความขัดแย้งมันรุนแรงเกินไป จนเจ้าตัวก็รับมือไม่ไหว
เหมยกุ้ยจึงแอบซื้อของในระบบเพิ่ม แล้วแยกเฉพาะไว้สำหรับให้พ่อสามี คิดไว้ว่าสร้างบ้านใหม่เสร็จเมื่อไร ก็จะพาท่านมาอยู่ด้วยกัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน มีข้าวฟ่างถุงเล็ก ๆ พร้อมไข่ไก่ห้าฟองวางอยู่หน้าประตู เดาได้ทันทีคงไม่พ้นพ่อสามี แม้ท่านจะทำตัวเฉยชาไม่ชอบสะใภ้คนนี้ แต่เมื่อใดที่บ้านขาดแคลน ท่านก็มักจะเป็นคนแรกที่เอาของกินมาให้เสมอ
เมื่อเกวียนจอดสนิท เหมยกุ้ยไม่พูดไม่จา นางจัดการแบ่งส่วนสำหรับพ่อสามีใส่เต็มกระบุงใบใหญ่เพิ่มเข้าไปอีก ต่อจากนี้จะไม่ให้ท่านต้องทำงานแล้ว
“เจ้าสองคนเอาของไปส่งท่านปู่ เนี่ยนจินลูกอย่าเพิ่งรีบกลับเล่า อยู่เล่นเป็นเพื่อนท่านปู่ก่อน เย็น ๆ ค่อยกลับมากินข้าวนะ”
“ขอรับ”
ซือฮั่นทำเพียงพยักหน้าแล้วรับกระบุงใบใหญ่มาสะพายไว้เอง ยืนรอน้องชายที่กำลังรับห่อขนมจากท่านแม่ ในใจกลับรู้สึกดีที่มารดาเผื่อแผ่ไปถึงท่านปู่ด้วย ตอนแรกเขาคิดว่าจะแอบเก็บไว้บ้าง อยากให้ท่านปู่ได้กินของดี ๆ กับเขาบ้าง แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้ว แค่ที่ท่านแม่ให้มาก็คงอยู่ได้หลายเดือน
ระหว่างทางไปบ้านท่านปู่ เด็กน้อยตั้งใจฟังเรื่องที่พี่ใหญ่เล่า เดี๋ยวก็ตาโต เดี๋ยวก็หน้าบึ้ง สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นภูมิใจ เมื่อถึงคำบอกเล่าที่ว่า ท่านแม่เอ่ยชมตนต่อหน้าคนอื่น ว่าเป็นเด็กดีไม่เคยทำให้รำคาญใจ
เด็กน้อยกอดห่อขนมไว้แน่น ยิ้มแก้มปริไปตลอดทาง เมื่อเห็นเงาร่างท่านปู่อยู่ไม่ไกล เขาจึงโบกมือกระโดดหย็อย ๆ เรียกเสียงเจื้อยแจ้ว
“ท่านปู่”
เสียงใสแจ๋วของหลานรักดังมาแต่ไกล ทำเอาคนแก่ขี้เหงาอย่างซ่งฝูยิ้มกว้าง ไม่บ่อยนักหรอกที่หลานคนนี้จะได้แวะมาหา หากไม่ได้มาพร้อมกับบิดาเขา คงไม่มีวันที่สะใภ้ผู้นั้นจะยอมให้หลานชายมาเยี่ยม
“มากันได้อย่างไร ไม่กลัวแม่เจ้าตีหรือ รีบกลับบ้านไปเสีย” ซ่งฝูลูบหัวหลานชายอย่างเอ็นดู รอยยิ้มนั้นเผื่อแผ่ไปถึงหลานชายบุญธรรม อยากเจอเด็ก ๆ บ่อยก็จริง แต่ก็ไม่อยากมีเรื่องกับสะใภ้
“ท่านแม่ให้เอาของมาให้ท่านปู่ขอรับ กำชับให้หลานอยู่เล่นเป็นเพื่อนด้วย ค่ำแล้วค่อยกลับไปกินข้าวขอรับ”
“หือ...แม่เจ้าน่ะหรือ” เฒ่าฝูอดที่จะแปลกใจไม่ได้ ห่าฝนท่าจะตกหลายวัน สะใภ้ที่แทบจะไม่มองหน้ากัน แต่พักนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“ขอรับ ท่านแม่บอกว่าให้อยู่กินขนม เล่นเป็นเพื่อนท่านปู่ขอรับ ท่านปู่ลองกินอันนี้ดูสิ อร่อยมาก!”
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







